อารยธรรมโบราณ : เมื่อเด็กตกเป็นเหยื่อบูชายัญ - National Geographic Thailand

อารยธรรมโบราณ : เมื่อเด็กตกเป็นเหยื่อบูชายัญ

อารยธรรมโบราณ : เมื่อเด็กตกเป็นเหยื่อบูชายัญ

เรื่อง คริสติน รอมีย์

ภาพถ่าย โรเบิร์ต คลาร์ก

เมื่อกว่า 500 ปีก่อน ชาวชิมูซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณที่เป็นประเทศเปรูในปัจจุบัน สังเวยชีวิตเด็กชายหญิง269 คนในพิธีกรรมช็อกโลก สาเหตุของการบูชายัญใน อารยธรรมโบราณ นีี้ยังเป็นปริศนา

อารยธรรมโบราณ
นักโบราณคดี กาเบรียล เปรเอโต (ถือแปรง นอนเท้าข้อศอก) กับจอห์น เวราโน (ซ้ายสุด ถือกล้อง) กับทีมงาน ทำการขุดสุสานตื้นๆในอวนชากีโต ไม่นานหลังการขุดสำรวจที่นี่แล้วเสร็จ พวกเขาก็พบแหล่งบูชายัญเด็กแห่งที่สองซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก
อารยธรรมโบราณ
ซากของเด็กสองคนซึ่งอาจเป็นชายและหญิงนอนเคียงข้างกันในหลุมฝังศพหมู่ขนาดใหญ่ริมชายฝั่งอันแห้งแล้งทางเหนือของเปรู นี่คือส่วนหนึ่งของเด็ก 269 คนที่ถูกบูชายัญและฝังไว้เมื่อราว ค.ศ. 1450 ในแหล่งขุดค้นสองแห่งใกล้ชันชัน เมืองหลวงโบราณของชาวชิมู

เหยื่อบูชายัญวัยเยาว์ผู้นี้นอนอยู่ในสุสานตื้นๆในลานจอดรถร้างที่มีขยะกล่นเกลื่อน นี่คือวันศุกร์ก่อนเทศกาลอีสเตอร์ ณ อวนชากีโต หมู่บ้านเล็กๆ ริมชายฝั่งทางเหนือของเปรู

สิ่งแรกที่ปรากฏคือส่วนสันกะโหลกของเด็กซึ่งด้านบนมีปอยผมสีดำ ผู้ขุดเปลี่ยนอุปกรณ์จากเกรียงเป็นพู่กัน ค่อยๆปัดทรายร่วนๆออก เผยให้เห็นกะโหลกส่วนที่เหลือและกระดูกไหล่ที่ยื่นทะลุผ้าฝ้ายห่อศพเนื้อหยาบออกมา ท้ายที่สุด ซากตัวยามาขนสีทองขนาดเล็กที่ขดอยู่ข้างร่างเด็กน้อยก็ปรากฏให้เห็น

กาเบรียล เปรเอโต อาจารย์ด้านโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติทรูคีโยมองลงไปในหลุม  พยักหน้าแล้วประกาศว่า “เก้าสิบห้า” เขากำลังนับจำนวนเหยื่อ และร่างนี้ก็ได้หมายเลข E95 เป็นร่างที่ 95 ที่ขุดขึ้นมาตั้งแต่เขาเริ่มสำรวจหลุมฝังศพหมู่เมื่อปี 2011  ตัวเลขอันน่าพรั่นพรึงจากแหล่งบูชายัญนี้และอีกแหล่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ เพิ่มจำนวนศพเด็กที่พบเป็น 269 ร่าง กับผู้ใหญ่อีกสามร่าง  ทั้งหมดเสียชีวิตเมื่อกว่า 500 ปีก่อนในยัญพิธีที่เตรียมการอย่างประณีตชนิดไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์อารยธรรมโบราณ

“นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราคาดคิดเลยครับ” เปรเอโตบอกพลางส่ายศีรษะอย่างฉงน นักโบราณคดีและคนเป็นพ่อผู้นี้พยายามทำความเข้าใจการค้นพบชวนหดหู่ ณ แหล่งขุดค้นที่ชื่อ อวนชากีโต-ลาสยามาส

อารยธรรมโบราณ
เพชฌฆาตชาวชีมูรอเหยื่ออายุน้อยในฉากการสังหารหมู่ ณ อวนชากีโต จากจินตนาการของศิลปิน นักโบราณคดีไม่พบหลักฐานว่าเด็กถูกมัด แต่พวกเขาอาจดื่มชิชา หรือเบียร์ข้าวโพด เพื่อให้เซื่องซึมและเชื่อฟังในพิธีกรรมอันน่าพรั่นพรึงนี้
อารยธรรมโบราณ
ศิราภรณ์หรือเครื่องประดับศีรษะทำจากขนนกแก้วมาคอว์บนกะโหลกเด็กผมยาวประบ่าที่ถูกบูชายัญ นักวิจัยบอกว่าเครื่องประดับศีรษะบ่งชี้สถานะของเด็กคนนี้ว่า อาจมาจากครอบครัวชนชั้นสูง

ที่ผ่านมา นักโบราณคดีพบหลักฐานการบูชายัญมนุษย์ในหลายอารยธรรมโบราณของโลก เหยื่ออาจมีจำนวนหลายร้อยราย โดยมักเป็นเชลยสงคราม ผู้เสียชีวิตจากพิธีการต่อสู้ หรือคนรับใช้ที่ตายตกตามนาย เอกสารโบราณต่างๆ เช่น คัมภีร์ฮีบรู ยืนยันว่ามีการบูชายัญเด็กจริง แต่หลักฐานการสังหารหมู่เด็กที่ชัดเจนในบันทึกทางโบราณคดีหาได้ยากยิ่ง ก่อนหน้าการค้นพบที่อวนชากีโต แหล่งโบราณคดีที่มีการบูชายัญเด็กที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่รู้จักในทวีปอเมริกาและอาจทั่วโลกด้วย คือวิหารเตมโพลมายอร์ในเตนอชติชลาน เมืองหลวงของอัซเต็กหรือเม็กซิโกซิตีในปัจจุบัน ซึ่งมีเด็ก 42 คนถูกสังหารในศตวรรษที่สิบห้า

จากนั้นเมื่อปี 2011 เจ้าของร้านพิซซาในเมืองเล่าเรื่องน่าตกใจให้เปรเอโตฟังว่า ลูกๆของเขากับพวกหมาในย่านนั้นไปพบกระดูกมนุษย์โผล่ออกมาจากกองทรายในที่จอดรถร้างแห่งหนึ่ง เขาขอให้เปรเอโตช่วยไปดูให้

ทีแรก เปรเอโตคิดว่าน่าจะเป็นแค่สุสานสักแห่งที่ถูกลืม แต่เมื่อพบร่างเด็กหลายคนถูกห่อด้วยผ้า ซึ่งจากการตรวจหาอายุด้วยวิธีคาร์บอนกัมมันตรังสีพบว่า ร่างเหล่านั้นมีอายุอยู่ในราวปี ค.ศ. 1400 ถึง 1450 เขาก็ตระหนักว่าการค้นพบครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่านั้นมากนัก

อารยธรรมโบราณ
ไมเคิล สปาโน เจ้าของร้านพิซซ่าในท้องถิ่น ถือภาพหนึ่งในบรรดาเด็กๆ ที่ถูกขุดค้นเป็นกลุ่มแรกๆ ที่อวนชากีโต สปาโนรบเร้าให้กาเบรียล เปรเอโต นักโบราณคดี รุดมาดูกระดูกที่กำลังผุกร่อนในลานจอดรถร้างตรงข้ามบ้าน และเร่งให้เขาขุดค้นตรงบริเวณดังกล่าว

เปรเอโตสังเกตว่า การฝังดังกล่าวไม่ใช่เป็นการฝังตามแบบฉบับของชาวชิมู  หลายร่างยังมีลูกของยามาหรืออาจเป็นอัลปากาฝังอยู่ด้วย  สัตว์เฉพาะถิ่นในเทือกเขาแอนดีสนี้ถือเป็นสินทรัพย์ล้ำค่าที่สุดของชาวชิมูเพราะเป็นทั้งแหล่งอาหาร เส้นใย และพาหนะสำคัญ  และท้ายสุดก็พบว่าร่างของเด็กและสัตว์จำนวนมากมีรอยผ่าชัดเจนที่กระดูกสันอกและซี่โครง

เพื่อทำความเข้าใจกับเงื่อนงำเหล่านี้ เปรเอโตติดต่อจอห์น เวราโน นักชีวโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยทูเลน เวราโนมีประสบการณ์หลายสิบปีในการวิเคราะห์หลักฐานทางกายภาพของการใช้ความรุนแรงในพิธีกรรมแถบเทือกเขาแอนดีส รวมถึงการสังหารหมู่เด็กชายและผู้ใหญ่ชาวชิมูราว 200 คนในศตวรรษที่สิบสาม ณ แหล่งโบราณคดีปุนตาโลบอส

หลังตรวจสอบร่างของเด็กๆที่อวนชากีโต เวราโนก็ยืนยันว่าทั้งเด็กและสัตว์ถูกฆ่าโดยเจตนาในลักษณะเดียวกัน นั่นคือมีรอยผ่าขวางที่กระดูกสันอก ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะทำเพื่อควักหัวใจ  เขาพบว่าตำแหน่งรอยผ่าตรงกระดูกนั้นเหมือนกันหมด และรู้สึกทึ่งเป็นพิเศษที่ไม่พบ “ร่องรอยความลังเล” ของคมมีดบนกระดูก ทั้งตอนลงมีดและตอนชักมีดขึ้นเลย “เป็นการฆ่าเพื่อประกอบพิธีกรรมที่เป็นระบบมากๆครับ” เขาบอก

อารยธรรมโบราณ
เหยื่อส่วนใหญ่เสียชีวิตจากรอยตัดขวางบนหน้าอกซึ่งอาจทำเพื่อควักหัวใจออกมา และฝังร่างโดยห่อด้วยผ้าห่อศพเรียบๆ ส่วนกลางของกระดูกสันอกของเด็กถูกตัดขาดสองท่อน ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนของการสังหารอย่างเป็นระบบอันเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม
อารยธรรมโบราณ
ดานิลา สาวน้อยวัยสิบสี่ปี อุ้มลูกอัลปากาใกล้อวยลิลาสในที่ราบสูงทางเหนือของเปรู การวิเคราะห์โครงกระดูกของเด็กๆที่ถูกบูชายัญเผยว่า พวกเขามีอายุตั้งแต่ห้าถึง 14 ปีและมาจากดินแดนต่างๆ ทั่วจักรวรรดิชิมู รวมทั้งเขต ที่ราบสูงด้วย

เงื่อนงำสำคัญหนึ่งว่าเกิดอะไรขึ้นที่อวนชากีโตคือชั้นโคลนโบราณที่แห้งหนาซึ่งกลบฝังเหยื่อสังเวยไว้  โคลนที่อยู่ลึกหมายถึงฝนตกหนัก และในบริเวณริมชายฝั่งแห้งแล้งทางเหนือของเปรูเช่นนี้ “ฝนตกหนักขนาดนั้นมักเกิดเฉพาะเวลาที่มีปรากฏการณ์เอลนีโญครับ” เปรเอโตอธิบาย

ประชากรในชันชัน เมืองหลวงของชาวชิมู อยู่ได้ด้วยการทำประมงชายฝั่งและระบบชลประทานที่จัดการอย่างรอบคอบ ซึ่งทั้งสองอย่างอาจมีปัญหาหากน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้นและเกิดฝนตกหนักจากสภาวะอากาศ  นักวิทยาศาสตร์ตั้งทฤษฎีว่า เอลนีโญที่เกิดอย่างรุนแรงอาจสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองของอาณาจักรชิมู นักบวชและผู้นำอาจสั่งให้จัดบูชายัญหมู่ เป็นความพยายามอย่างสิ้นหวังที่จะขอให้เหล่าเทพเจ้าช่วยยุติฝนและความหายนะ

“ด้วยเด็กจำนวนขนาดนี้ สัตว์จำนวนเท่านี้ นี่เป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่ดำเนินการโดยรัฐครับ”  เปรเอโตบอก

อารยธรรมโบราณ
นักศึกษาโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติทรูคีโยเตรียมทำความสะอาดและทำระเบียนกะโหลกจากหลุมฝังศพหมู่ที่อวนชากีโต สภาพอากาศแห้งแล้งทางเหนือของเปรูช่วยรักษาสภาพศพซึ่งอยู่ในสภาพดีอย่างผิดวิสัยให้กลายเป็นมัมมี่ตามธรรมชาติ

การสังเวยราคาแพงนี้ทำให้ฝนตกหนักจนหลากท่วมบรรเทาลงหรือไม่ เราไม่มีทางรู้ได้ แต่เหตุการณ์  ที่ชวนหดหู่นี้อาจเผยให้เห็นช่วงปีท้ายๆอันสิ้นหวังของจักรวรรดิที่ใกล้สิ้นสูญ

เพราะภายในช่วงเวลาไม่กี่ทศวรรษ นักรบอินคาจะมาถึงกำแพงเมืองชันชันและกำจัดชาวชิมูออกไป


อ่านเพิ่มเติม

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะซิซิลี

 

 

 

 

 

เรื่องแนะนำ

ชีวิตจะเปลี่ยนไหม หากได้ลองอด

เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในวันแรกของเดือนรอมฎอน เดือนที่ชาวมุสลิมจะพร้อมใจกันถือศีลอดประจำปี ตามปฏิทินของศาสนาอิสลาม เป็นวันเดียวกันกับที่ผมเพิ่งเดินทางถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมมาเยือนประเทศนี้ในรอบปีนี้ และมาเลเซียยังคงมีอะไรใหม่ๆ ให้นักเดินทางอย่างผมประทับใจอยู่เสมอ ในช่วงเย็นผมกับเพื่อนออกไปเดินตลาดนัด ลัดเลาะไปตามถนนคนเดินเรื่อยๆ จนมาถึงย่านที่มีร้านอาหารคับคั่ง ภาพของชาวมาเลเซียนั่งรอรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะเป็นความแปลกใหม่ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ทุกร้านอาหารมีผู้คนแน่นขนัด ทุกคนมีอาหารอยู่ตรงหน้า แต่ยังไม่มีใครเริ่มต้นลงมือกิน พวกเขากำลังรอฟังเสียงประกาศที่จะบอกถึงเวลาละศีลอดจากมัสยิด ถ้าเป็นคุณเองจะคิดอะไรอยู่ในขณะนั้น เมื่อคุณทนหิวมาทั้งวัน อาหารตั้งอยู่ตรงหน้าแค่เอื้อม แต่ไม่สามารถรับประทานได้? เราเลือกศูนย์อาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งเป็นที่ฝากท้องในมื้อเย็นวันนั้น อาหารที่เราสั่งมาพร้อมกับเสียงประกาศจากมัสยิดพอดี แล้วเสียงพูดคุยจอแจก็เบาลง เมื่อทุกคนเริ่มตักอาหารเข้าปาก “ก็ไม่มีใครกินมูมมามนะ” ผมบอกกับเพื่อนคนไทยชาวมุสลิมที่ไปทำงานที่นั่น เขาหัวเราะ ใช่ผมคิดเช่นนั้นจริงๆ กว่า 14 ชั่วโมงที่ไม่มีอาหาร และน้ำตกถึงท้องเลย ภาพจินตนาการของผมพวกเขาควรจะหิวกระหายกว่านี้ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนตีสี่กว่าๆ และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว กว่าเพื่อนของผมจะขุดตัวเองขึ้นจากเตียงให้ลุกไปทำอาหารเช้าได้ ไข่คนปลากระป๋องกับข้าวสวยที่หุงจากไมโครเวฟ เมนูง่ายดายที่สุดเท่าที่จะทำได้ตามประสาชีวิตคนเมือง เพื่อนชวนให้มากินข้าวด้วยกัน แต่ผมปฏิเสธ เพราะไม่ใช่เวลาที่จะมีอาหารตกถึงท้อง ผมนั่งดูเพื่อนกินข้าวไป เล่นโทรศัพท์ไป นับจากนี้ไปอีก 1 เดือน วงจรชีวิตของมันจะกลายเป็นแบบนี้ ตื่นกินข้าวกินน้ำก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและกินดื่มได้อีกทีหลังพระอาทิตย์ตก หลังจบทริปท่องเที่ยวในมาเลเซีย ผมกลับมาเป็นมนุษย์ออฟฟิศเช่นเดิม แต่ความสงสัยในกระบวนการถือศีลอดยังคงติดค้างอยู่ในใจ ร่างกายมนุษย์ได้รับประโยชน์จากการอดอาหารและน้ำเป็นเวลานานติดต่อกันร่วมเดือนได้จริงหรือ? ผมค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ต […]

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]

ฟุตบอลมีถิ่นกำเนิดที่ใด? โบราณคดีมีคำตอบ

คนเราเล่นฟุตบอลกันมาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อน หลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าชาวมายา และชาวแอสเท็กซ์ในทวีปอเมริกามีการแข่งขันกีฬาที่ใช้ลูกบอลกลมๆ เดาะไปเดาะมาให้เข้าเขตแดนของฝ่ายตรงข้าม

สุดยอดแผนที่ 100 ปี เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

เมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกเริ่มต้นทำแผนที่ของการสำรวจพื้นที่หลายแห่งบนโลก และเหล่านี้คือสุดยอดแผนที่ตลอดการทำงานที่ผ่านมา