พบ ฟอสซิลวาฬ ไม่มีฟันที่เก่าแก่ที่สุด - National Geographic Thailand

พบฟอสซิลของวาฬไม่มีฟันที่เก่าแก่ที่สุด

พบ ฟอสซิลวาฬ ไม่มีฟันที่เก่าแก่ที่สุด

ฟอสซิลวาฬ ที่พบบนเกาะใต้ ของประเทศนิวซีแลนด์และเพิ่งจะได้รับการวิเคราะห์ล่าสุดนี้ เป็นหนึ่งในสมาชิกรุ่นแรกๆ ของวาฬไม่มีฟัน หรือวาฬบาลีน ซึ่งปัจจุบันได้แก่ วาฬสีน้ำเงิน, วาฬฟิน, วาฬหลังค่อม, วาฬไรท์, วาฬโบว์เฮด รวมไปถึงวาฬมิงก์

เจ้าสัตว์โบราณตัวนี้มีชื่อว่า Toipahautea waitaki แปลเป็นภาษา Māori ของชนพื้นเมืองในนิวซีแลนด์ได้ว่า “บรรพบุรุษของวาฬบาลีนจากภูมิภาค Waitaki” มันมีอายุย้อนกลับไปได้ถึง 27.5 ล้านปี รายงานการค้นพบล่าสุดครั้งนี้ถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Royal Society Open Science โดยในช่วงเวลานั้นตรงกับกลางสมัยโอลิโกซีน ภูมิภาคดังกล่าวที่ค้นพบฟอสซิลชิ้นนี้ยังคงเป็นหมู่เกาะที่มีน้ำทะเลตื้นๆ ล้อมรอบ

 

ทำไมการค้นพบครั้งนี้จึงสำคัญนัก?

บรรพบุรุษของวาฬและโลมา คือสัตว์กินเนื้อบนบกที่เริ่มต้นลงไปใช้ชีวิตในทะเลเมื่อ 50 ล้านปีก่อน จนในที่สุดขาของมันค่อยๆ วิวัฒนาการกลายมาเป็นครีบ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในทะเลได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

ในการค้นพบก่อนหน้า วาฬโบราณล้วนยังคงมีฟันเช่นเดียวกับวาฬสเปิร์มในปัจจุบัน รายงานจาก Ewan Fordyce นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Otago ในนิวซีแลนด์ แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปพวกมันสูญเสียฟันและวิวัฒนาการแผ่นกระดูกที่มีลักษณะเป็นซี่ๆ หรือที่เรียกว่า บาลีน เพื่อสำหรับใช้ในการกรองเหยื่อขนาดเล็กเช่น คริลล์ ขึ้นมาแทน

แม้กระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้เอง นักวิทยาศาสตร์ก็มีอค์ความรู้เพียงน้อยนิดว่าบรรดาวาฬไม่มีฟันหรือวาฬบาลีนนั้นวิวัฒนาการขึ้นมาได้อย่างไร ญาติของมันที่เป็นสัตว์โบราณเท่าที่พวกเขารู้จักคือ Mystacodon selenensis ที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 36 ล้านปีก่อน และได้รับการค้นพบในเปรู เมื่อปี 2017 เพียงแต่ว่าเจ้าสัตว์โบราณตัวนี้ยังคงมีฟันในปาก ซึ่งแตกต่างจาก Toipahautea waitaki ที่เพิ่งค้นพบล่าสุด เพราะมันมีขากรรไกรยื่นยาวปราศจากฟัน ซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะใช้สำหรับกรองอาหารเช่นเดียวกับบาลีน

“เพื่อให้มั่นใจเรื่องนี้ เราต้องหาตัวอย่างของบรรพบรุรุษวาฬบาลีนที่มีอายุเก่าแก่กว่านี้” Fordyce กล่าว “แต่ตอนนี้ ก็พอจะสรุปได้แล้วว่าอย่างน้อยวาฬไม่มีฟันเหล่านี้ก็มีมาตั้งแต่ 27.5 ล้านปีก่อน”

ฟอสซิลวาฬ
Andrew Grebneff กำลังเตรียมฟอสซิลของ Toipahautea waitaki
ภาพถ่ายโดย R Ewan Fordyce

 

นักบรรพชีวินวิทยาค้นพบมันได้อย่างไร?

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน Fordyce ได้รับทุนจากสมาคมของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ให้ค้นหาฟอสซิลของวาฬในนิวซีแลนด์ ที่มีชีวิตอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์

ฟอสซิลของ Toipahautea ถูกค้นพบในปี 1988 ในหุบเขา Hakataramea บนเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ แต่เพิ่งจะได้รับการสำรวจอย่างละเอียดเมื่อเร็วๆ นี้ โดย Fordyce และ Cheng-Hsiu Tsai ลูกศิษย์ของเขาที่ตอนนี้กำลังศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน

ด้วยความยาว 19 ฟุตของฟอสซิล ขนาดของมันเป็นเพียงขนาดครึ่งหนึ่งของวาฬมิงก์ในปัจจุบัน นั่นหมายความว่าเจ้า Toipahautea นั้นมีขนาดตัวเล็กกว่าวาฬบาลีนทุกวันนี้หลายเท่ามาก “ผู้คนมักคิดว่าสัตว์โบราณต้องตัวใหญ่มโหฬาร แต่ไม่ใช่สำหรับวาฬ ดูเหมือนว่าพวกมันเพิ่งจะวิวัฒนาการให้มีขนาดตัวใหญ่เมื่อไม่นานมานี้เอง” Fordyce กล่าว

ฟอสซิล
บริเวณจุดที่พบฟอสซิลของ Toipahautea waitaki
ภาพถ่ายโดย R Ewan Fordyce

 

การค้นพบนี้ให้อะไร?

วาฬบาลีนในปัจจุบันมีวิธีการกินอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ พวกมันจะอ้าปากกว้างกลืนน้ำทะเลเข้าไปอึกใหญ่ จากนั้นเหยื่อขนาดเล็กจะถูกกักเอาไว้ภายในปาก ในขณะที่น้ำทะเลถูกกรองออกผ่านซี่ของบาลีนที่มีลักษณะคล้ายหวี แต่ดูเหมือนว่าบรรพบุรุษของพวกมันอย่างเจ้า Toipahautea นั้นมีวิธีการกินอาหารที่หลากหลายรูปแบบ

“นี่เป็นบรรพบุรุษของวาฬสองประเภทที่เก่าแก่ที่สุด ดังนั้นอาจสันนิษฐานได้ว่าวาฬทั้งสองแบบนี้แยกสายวิวัฒนาการอย่างน้อยที่สุดก็เมื่อราว 27.5 ล้านปีก่อน” Fordyce กล่าว ซึ่งวาฬโบราณชนิดนี้สามารถกลืนเหยื่อหรือใช้ฟันของมันกรองเหยื่อขึ้นมาจากน้ำก็ได้เช่นกัน

“มันเป็นซากดึกดำบรรพ์ที่น่าอัศจรรย์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของวาฬในอดีต” David Hocking ผู้เชี่ยวชาญด้านวิวัฒนาการในสัตว์ลูกเลี้ยงด้วยนมที่อาศัยอยู่ในน้ำ จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ในออสเตรเลียกล่าว

ในอนาคตหากมีการศึกษาเพิ่มเติม หรือการค้นพบฟอสซิลมากกว่านี้ ความหลากหลายของสัตว์โบราณอาจสามารถบอกได้ว่าวาฬสมัยใหม่นั้นมีจุดเริ่มต้นวิวัฒนาการมาอย่างไร

เรื่อง John Pickrell

 

อ่านเพิ่มเติม

ทำไมวาฬถึงใหญ่โตมโหฬารนัก?

เรื่องแนะนำ

แกะรอยทางพราน ลักลอบล่าเสือจากัวร์

แกะรอยทางพรานลักลอบล่า เสือจากัวร์ พายุฝนที่โหมกระหน่ำตลอดทั้งคืน เปลี่ยนสายน้ำสีเขียวของแม่น้ำรีโอเกนเดเกให้กลายเป็นสีแดงจากดินโคลนและเกรี้ยวกราด เมฆทะมึนเบื้องบนดูพร้อมที่จะถั่งโถมลงมาอีกครั้งได้ทุกเมื่อ โชคดีที่เรือของเราแข็งแรงมีหลังคาคลุม  ผมร่วมภารกิจลาดตระเวนกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจากอุทยานแห่งชาติมาดิดี ในโบลิเวีย  พวกเขากำลังสืบหาเบาะแสของปัญหาที่รุนแรงขึ้นในป่าฝนผืนนี้ อุทยานแห่งชาติมาดิดีเป็นขุมทรัพย์ทางธรรมชาติอันน่าตื่นตา  รุ่มรวยไปด้วยชนิดพันธุ์นกมากกว่าร้อยละ 11 ของชนิดพันธุ์ที่พบทั่วโลก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีก 200 ชนิด ที่นี่ยังเป็นบ้านของเสือจากัวร์ แมวใหญ่ลายจุดผู้ลี้ลับซึ่งครั้งหนึ่งเคยท่องไปทั่วผืนป่าจากแถบตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ ลงไปจนถึงอาร์เจนตินา เสือจากัวร์สูญเสียถิ่นอาศัยให้ไร่ปศุสัตว์ พื้นที่เกษตรกรรม และการทำไม้อย่างผิดกฎหมาย และมนุษย์ยังคร่าชีวิตมันเพราะความกลัว (ทั้งๆที่เสือจากัวร์แทบไม่เคยโจมตีมนุษย์) หรือไม่ก็กังวลว่า พวกมันจะเข้ามากินปศุสัตว์ที่เลี้ยงไว้ (ซึ่งจากัวร์ทำในบางครั้ง) และในตอนนี้ เสือจากัวร์กำลังเผชิญภัยคุกคามรูปแบบใหม่ นั่นคือการลักลอบล่าเพื่อป้อนธุรกิจค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย บางทีอาจไม่มีที่ไหนที่ภัยคุกคามนี้จะเด่นชัดเท่ากับในโบลิเวีย ที่ซึ่งพนักงานไปรษณีย์ตรวจยึดเขี้ยวเสือจากัวร์หลายร้อยชิ้นระหว่างลักลอบส่งไปยังประเทศจีน ในโบลิเวีย การล่า รวมไปถึงการซื้อขาย และแม้แต่การครอบครองชิ้นส่วนของเสือจากัวร์ ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และเป็นเช่นนี้มานานปีแล้ว เช่นเดียวกับการซื้อขายชิ้นส่วนเสือจากัวร์ในตลาดระหว่างประเทศ แต่ในโบลิเวีย การหลบเลี่ยงความผิดมักเป็นเรื่องง่าย เพราะการบังคับใช้กฎหมายไม่จริงจัง และราคาของเขี้ยวเสือจากัวร์ก็จัดว่าสูงมาก บางครั้งอาจมีสนนราคาระหว่าง 100 ถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อชิ้น “ผู้คนมองว่าเป็นช่องทางทำเงินครับ” นูโน เนกรอยส์ ซัวเรส นักชีววิทยาที่ร่วมงานกับองค์กรอนุรักษ์โบลิเวีย บอกและเสริมว่า “พวกเขารู้ว่าคงไม่โดนเล่นงาน” […]

ฮัมมิงเบิร์ด วิหคสายฟ้า

เรื่อง เบรนแดน บอร์เรลล์ ภาพถ่าย อานันท์ วรมา ในการตามหานกขนาดเล็กที่สุดในโลก เรามายังเมืองปัลปีเต ประเทศคิวบา คริสโตเฟอร์ คลาร์ก นักปักษีวิทยา มีข้าวของเต็มรถให้ยกลง ทั้งกล้องถ่ายภาพ อุปกรณ์บันทึกเสียง และกรงโปร่งใสรูปทรงลูกบาศก์ ภายในเวลาไม่กี่นาทีที่มาถึง คลาร์กก็หมุนตัววนไปวนมา เขาพยายามติดตามเส้นทางการบินของ “กระสุนติดปีก” ตัวหนึ่ง ขณะมันพุ่งหวือจากดอกไม้ช่อหนึ่งไปยังอีกช่อหนึ่ง ตอนที่นกฮัมมิงเบิร์ดแวะเติมเชื้อเพลิงรสหอมหวานจากดอกไม้ ปีกของมันกระพือต่อเนื่องเห็นเป็นสีเทาพร่ามัว รวดเร็วเกินกว่าดวงตามนุษย์จะแยกแยะได้ ขนาดร่างกายที่ขาดหายไปของมัน ได้รับการชดเชยด้วยความกระตือรือร้น เมื่อมันเห็นว่ามีผู้มาเยือนในถิ่นของมันเป็นนกเพศเมียตัวงามอยู่ในกรงโปร่งใสที่คลาร์กนำมาวางบนหลังคาสังกะสี แม้นกเพศผู้จะสังเกตเห็นกรงขังนกเพศเมีย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความกระตือรือร้นของมันลดน้อยลงเลย มันโผจากคอนบนกิ่งไม้ บินลอยตัวนิ่งอยู่กลางอากาศ และส่งเสียงรัวๆไปยังทิศทางที่นกเพศเมียอยู่ มันไต่ระดับสูงขึ้นไปอีก จนกระทั่งเห็นเป็นจุดเล็กๆบนท้องฟ้าที่มีเมฆปกคลุม จากนั้นมันพุ่งตัวไปข้างหน้าเหมือนรถไฟเหาะที่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุด แล้วทิ้งตัวดิ่งพสุธาลงมา เพียงชั่วครู่เดียว การแสดงผาดโผนท้าความตายก็เกิดขึ้นอีกครั้ง คือไต่ระดับขึ้นไป ทิ้งตัวดิ่งลงมา แล้วโผขึ้น การทิ้งตัวดิ่งเหล่านี้กินเวลาแค่หนึ่งวินาที จากนั้นมันก็หายตัวไป และร่องรอยเพียงอย่างเดียวของเส้นทางที่มันบินผ่าน คือใบไม้ที่สั่นไหวจากการเคลื่อนที่ของมัน แม้จะตั้งใจจ้องมองการเกี้ยวพาราสีนี้ แต่ผมก็ไม่เห็น คลาร์กก็ไม่เห็นเช่นกัน แต่เขาทำอะไรที่ดีกว่านั้น เขาบันทึกการเกี้ยวพาราสีนี้ด้วยกล้องถ่ายภาพความเร็วสูงซึ่ง     แต่ละวินาทีถ่ายได้ 500 […]

เหตุใดผีเสื้อจักรพรรดิจึงอพยพไกลกว่า 4,800 กิโลเมตร

เหตุใด ผีเสื้อจักรพรรดิ จึงอพยพไกลกว่า 4,800 กิโลเมตร ทุกฤดูใบไม้ร่วง บรรดา ผีเสื้อจักรพรรดิ หลายล้านตัวจะเดินทางออกจากพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาสถานที่ที่มันเติบโตมาในช่วงฤดูร้อน เพื่อมุ่งหน้าลงสู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเม็กซิโก รวมเป็นระยะทาง 3,000 ไมล์ หรือกว่า 4,800 กิโลเมตร แตกต่างจากนกและวิลเดอร์บีสต์ แม้ว่าจะเป็นการอพยพครั้งใหญ่เหมือนกัน เพราะผีเสื้อเหล่านี้จะไม่หวนกลับมายังถิ่นที่อยู่อาศัยเดิม เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? และพวกมันรู้ได้อย่างไรว่าต้องไปที่ไหน?   กระบวนการย้ายถิ่นของผีเสื้อจักรพรรดิเป็นอย่างไร? เมื่อแต่ละวันสั้นลงและอุณหภูมิเริ่มลด ผีเสื้อจักรพรรดิจะเริ่มมองหาสถานที่ใหม่ที่พวกมันจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างปลอดภัยตลอดฤดูหนาว สำหรับผีเสื้อจักรพรรดิแล้ว พื้นที่ดังกล่าวคือเทือกเขาทางตอนกลางของเม็กซิโก สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยต้นสน Oyamel จำนวนมากที่ซึ่งผีเสื้อจักรพรรดินับล้านๆ ตัวจะเบียดเสียดกันเกาะตามกิ่งก้านสาขาของมัน ต้นสนพวกนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ Sacred Firs พวกมันปกป้องแมลงเอาไว้ รายงานจาก Pablo Jaramillo-Lopez นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเม็กซิโก “ต้นไม้เหล่านี้เปรียบเสมือนผ้าห่มสำหรับบรรดาผีเสื้อ ช่วยควบคุมไม่ให้อุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป” เขากล่าว หลังจากรอให้ฤดูหนาวผ่านพ้นไป แมลงเหล่านี้จะมุ่งหน้าไปยังทางทิศเหนือ ไปในที่ที่อบอุ่นกว่าเช่นในรัฐเทกซัส พวกมันจะจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่บนต้นไม้ที่มียางเหนียว ไม่กี่วันต่อมาไข่เหล่านี้จะฟักออกมาเป็นหนอนที่ประกอบด้วยลวดลายสีดำขาวและทอง พวกมันจะกัดกินใบไม้ก่อนที่จะเติบโตเป็นผีเสื้อในอนาคต เมื่อถึงจุดนี้ วงจรชีวิตของผีเสื้อก็จะวนกลับมาเป็นแบบเดิมอีกครั้ง ผีเสื้อตัวเต็มวัยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังทิศเหนือต่ออีกหลายไมล์ ก่อนที่จะจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่อีกครั้ง ดังนั้นแล้วอาจต้องใช้ผีเสื้อ 4 […]

วาฬเพชฌฆาตแกล้งเต่าทำไม?

วาฬเพชฌฆาตแกล้งเต่าทำไม? เมื่อคุณอยู่ ณ จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร คุณจะทำอะไรก็ได้ดังเช่น วาฬเพฌฆาตตัวนี้ มันว่ายเอาปากดุนเต่าทะเลให้หมุนติ้วๆ ไปมา เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันอาจกำลังพึงใจกับการเล่นเหยื่อก่อนที่จะกินเป็นอาหาร หรือวาฬตัวนี้อาจกำลังสอนบทเรียนการล่าเหยื่อให้แก่วาฬที่เด็กกว่า ฟุตเทจจากใต้น้ำนี้ถูกบันทึกโดย Nicolas Davalos จากเกาะ Isla Isabela ในกาลาปากอส เขาเล่าว่าเจ้าวาฬเล่นกับเต่าอยู่นานครึ่งชั่วโมงก่อนที่จะว่ายน้ำจากไป โดยไม่ได้ฆ่าเต่าแต่อย่างใด ในฐานะของนักศึกษาด้านชีววิทยาสัตว์น้ำแล้ว เขาเชื่อว่านี่คือพฤติกรรมที่โชว์ให้วาฬเพฌฆาตที่เด็กกว่าเห็น เพื่อเรียนรู้บทเรียนการเอาชีวิตรอดด้วยตัวเองอย่างเป็นขั้นเป็นตอนไป   อ่านเพิ่มเติม ทำไมวาฬถึงใหญ่โตมโหฬารนัก?