พื้นที่ต้นน้ำ : พื้นที่แห่งคุณค่าของชีวิต - National Geographic Thailand

พื้นที่ต้นน้ำ : พื้นที่แห่งคุณค่าของชีวิต

ในประเทศไทย วิถีชีวิตของผู้คนผูกพันกับสายน้ำมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงตามหลักภูมิศาสตร์ ประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อความหลากหลายทางชีวภาพทั้งป่าไม้ แม่น้ำ ที่ราบลุ่ม และชายฝั่ง เป็นแหล่งก่อกำเนิดทรัพยากรมากมายในประเทศ แต่ในปัจจุบัน ด้วยหลากหลายปัจจัยทั้งจากมนุษย์เอง และการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศธรรมชาติ และท้ายที่สุดก็ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของเรา

หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน จึงก่อตั้งโครงการเกี่ยวกับการอนุรักษ์น้ำขึ้นมากมาย รวมไปถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำในพระราชดำริอีกหลายร้อยโครงการ เพื่อให้สายน้ำยังคงเป็นแหล่งสร้างชีวิตให้กับคนไทยต่อไป

พื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทยนับเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อกระบวนการเกิดวงจรของสายน้ำ ในทางกลับกันพื้นที่ที่เสื่อมโทรมย่อมส่งผลต่อการดูดซับน้ำและกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝน จึงเกิดเป็นความพยายามฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำให้มีประสิทธิภาพในการกักเก็บไว้ได้ เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่คนในพื้นที่ และผู้คนที่อยู่ปลายน้ำต่อไป

เอสซีจี (SCG) เป็นหนึ่งองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โครงการ “รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที” เป็นแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่เอสซีจีน้อมนำมาเป็นแนวทางบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยสร้างการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชนให้เข้าใจการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตนเองอย่างแท้จริง

ในพื้นที่ต้นน้ำได้ดำเนินการสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อคืนสมดุลให้กับระบบนิเวศ และส่งต่อน้ำไปยังกลางน้ำ หรือพื้นที่ราบอย่างเป็นระบบผ่านระบบแก้มลิงและกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามแห้งแล้งด้วยสระพวงเชิงเขา พร้อมทั้งฟื้นฟูและอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่งด้วยการสร้างบ้านปลา เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเล

ในปี 2562 นี้ เอสซีจียังคงขยายการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ต้นน้ำครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยได้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด มาใช้ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวทางของโครงการ “รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที” ที่มุ่งเน้นเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากนี้ คนในพื้นที่ยังได้มีส่วนร่วมและเรียนรู้ถึงการบริหารจัดการตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่อย่างรู้คุณค่า นับเป็นกระบวนการหนึ่งที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่จำเป็น และเป็นการสร้างคุณค่าหมุนเวียนให้แก่ทรัพยากร อันจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้

ในส่วนของการสร้างฝายชะลอน้ำ เอสซีจียังเน้นย้ำการสร้างฝายจากวัสดุท้องถิ่นและวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในป่า หรือชุมชน เช่น ไม้ไผ่ ขอนไม้ล้มตาย และก้อนหิน นอกจากนี้ยังพิจารณาความเหมาะสมในจุดที่มีการก่อสร้างฝายชะลอน้ำ โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม มีต้นไม้น้อย เป็นที่โล่ง เผชิญกับปัญหาแห้งแล้ง เป็นลำธารที่มีน้ำไหลเฉพาะฤดูฝน และน้ำแล้งในช่วงฤดูร้อน เป็นต้น

โดยสิ่งหนึ่งที่เอสซีจียึดถือปฏิบัติมาตลอด 10 ปีของการดำเนินโครงการสร้างฝายชะลอน้ำคือ การไม่เข้าไปสร้างฝายในพื้นที่ที่ระบบนิเวศสมบูรณ์อยู่แล้ว ในระยะยาว จุดประสงค์ของการสร้างฝายนั้นเป็นไปเพื่อการสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ในใจคน หรือกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ซึ่งชุมชนมีบทบาทในการกำหนดทิศทางการบริหารจัดการ และดำเนินการอนุรักษ์น้ำด้วยตนเอง กระบวนการนี้ช่วยให้คนในชุมชนมีการสื่อสารกันมากขึ้น ร่วมกันแก้ปัญหา รวมถึงวางแผนหาแนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเอสซีจีและภาคีร่วม เป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวกเท่านั้น

นอกจากการประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนในกิจกรรมรักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที แล้ว การจัดกิจกรรมครั้งนี้ยังจัดงานในรูปแบบ Green Event โดยนำแนวทางปฏิบัติ SCG Circular way มาปรับใช้ เช่น เสื้อที่แจกให้ผู้ร่วมงานที่ทำจากผ้าเหลือใช้จากการผลิตในโรงงาน การออกแบบตกแต่งสถานที่จากวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ รวมถึงการรณรงค์ให้ผู้เข้าร่วมงานนำกระบอกน้ำส่วนตัวและถุงผ้ามา เพื่อลดการสร้างขยะในงาน เป็นต้น

สำหรับในกิจกรรมที่จัดขึ้น ผู้เข้าร่วมและผู้นำชุมชนรอบโรงงานของเอสซีจี ได้เข้าร่วมการเรียนรู้ประโยชน์จากการคัดแยกขยะ ซึ่งนับเป็นกระบวนการสำคัญที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการรู้คุณค่าของทรัพยากร และรู้จักการใช้ทรัพยากรแบบหมุนเวียน เช่น การแยกเศษอาหารที่เป็นขยะอินทรีย์ก็สามารถนำไปผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพได้ เป็นต้น ซึ่งภายในงานได้มีการจัดกิจกรรรม “แยกขยะให้ถูกถัง สร้างพลังหมุนเวียน เปลี่ยนโลกด้วยมือเรา” เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการแยกขยะ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับขยะแต่ละประเภท โดยเอสซีจีได้ดำเนินการกิจกรรมลักษณะเช่นนี้จนเกิดผลเป็นรูปธรรมไปแล้วที่บ้านแป้นโป่งชัย อำเภอบ้านสา จังหวัดลำปาง และนับเป็นชุมชนต้นแบบในการสร้างรายได้จากการคัดแยกขยะ และหมุนเวียนนำมูลค่าของวัสดุมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หลักการในการคัดแยกขยะให้เกิดพลังหมุนเวียนทำได้โดยคำนึงถึงคุณค่าของวัสดุนั้นๆ และจัดการกับขยะด้วยวิธีการที่ถูกต้อง โดยชุมชนบ้านแป้นโป่งชัยมีวิธีจัดการกับขยะประเภทเช่น

การจัดการขยะรีไซเคิล ชาวบ้านจะแยกวัสดุเป็นหมวดต่างๆ เช่น กระดาษ สังกะสี พลาสติก และขวดแก้ว เป็นต้น แล้วนำไปขายให้กับธนาคารขยะชุมชนหรือนำกลับมาหมุนเวียนใช้ซ้ำ เป็นการเสริมสร้างนิสัยการแยกขยะ และช่วยสร้างรายได้จากขยะอีกด้วย

การจัดการขยะเปียก เศษอาหารที่เหลือทิ้งจากครัวเรือนถูกรวบรวมไว้ในถังหมัก เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์ หรือทำนำหมัก บางครั้งก็สามารถนำไปเลี้ยงสัตว์ได้

การจัดการขยะอันตราย เช่น ถ่ายไฟฉาย แบตเตอรี่ หลอดไฟ เป็นขยะที่ต้องได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อม และชุมชน นอกจากนี้ยังสามารถนำไปแลกไข่ไก่ได้ที่ธนาคารขยะชุมชนได้อีกด้วย

ด้วยวิธีการเหล่านี้ ชาวบ้านได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ และเกิดจิตสำนึกที่รู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ทำให้เกิดการหมุนเวียนมูลค่าของวัสดุสิ่งนั้น จากที่จะกลายเป็นขยะทิ้งไปอย่างเดียว แต่สามารถนำกลับมาสร้างมูลค่าใหม่ได้

ที่ผ่านมา โครงการ “รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที” ที่ดำเนินการไปแล้วนั้น ได้ช่วยฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง ชุมชนโดยรอบสามารถหารายได้จากการมีทรัพยากรน้ำหมุนเวียนกลับมาในพื้นที่ รวมไปถึงสัตว์ป่าหลายชนิดกลับเข้ามาหากิน นอกจากนี้ กิจกรรมที่จัดขึ้นยังได้สร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของชุมชน ให้เกิดความตระหนักและรู้คุณค่าของการอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำ เพื่อในอนาคต เราจะได้มีทรัพยากรน้ำไว้ใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด

ใครสนใจในโครงการหรืออยากหาอ่านข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ด้านล่าง
https://www.scg.com/lovewater
https://www.scg.com/sustainability/circular-economy/

เรื่องแนะนำ

“บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018” ครั้งแรกของไทยกับศิลปะยิ่งใหญ่ระดับโลก

“บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018” ครั้งแรกของไทยกับศิลปะยิ่งใหญ่ระดับโลก ครั้งแรกของกรุงเทพมหานคร กับความยิ่งใหญ่ระดับโลก ที่จะเนรมิตกรุงเทพฯ สู่เมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมระดับโลก กับการจัดเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018” (Bangkok Art Biennale) ที่จะจัดขึ้นในทุก ๆ 2 ปี ด้วยการนำผลงานศิลปะร่วมสมัยกว่า 200 ผลงาน ของ 75 กลุ่มศิลปินชั้นนำระดับโลกจาก 34 ประเทศ ภายใต้แนวคิด “สุขสะพรั่ง พลังอาร์ต” หรือ Beyond Bliss ที่จะนำมาจัดแสดงบนสถานที่สำคัญของกรุงเทพมหานครกว่า 20 แห่ง ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร / วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร / วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร / ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย / โอ พี เพลส / โรงแรมเพนนิน   ซูล่า / […]

ชีวิตติดชลธาร

แสงแดดยามเช้าตกกระทบผิวน้ำ ระยิบระยับตามระลอกคลื่น เรือหางยาวลอยอยู่ใกล้ๆ ดงต้นจาก ชีวิตสองฝั่งริมแม่น้ำบางปะกงกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เรื่อง ฉัตรดนัย สุขทองสา ภาพถ่าย นันทิยา บุษบงค์ วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวไทยอาศัยและใช้ประโยชน์จากสายน้ำมายาวนาน จนถึงปัจจุบันนี้ การดำเนินชีวิตของมนุษย์ก็ไม่สามารถขาดปัจจัยเรื่องน้ำไปได้ ดังนั้น การบริหารทรัพยากรน้ำจึงเป็นเรื่องแรกๆ ที่ผู้นำต้องพิจารณาเพื่อรองรับการพัฒนา เมื่อความเจริญของเมืองเติบโตมากยิ่งขึ้น การดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคมก็เปลี่ยนแปลงตาม เมื่อครั้งอดีต การทำการเกษตรส่วนใหญ่จะเป็นการทำเกษตรในครัวเรือน คือทำนาปลูกข้าวเพื่อบริโภคให้เพียงพอกับสมาชิกในครอบครัว ส่วนที่เหลือก็แบ่งขายกันต่อไป ต่างจากปัจจุบันที่เน้นการทำเกษตรเพื่อส่งขายตลาด ปริมาณของผลผลิตจึงเป็นแรงผลักดันให้ชาวบ้านเปลี่ยนการทำเกษตรแบบดั้งเดิม มาเป็นการทำเกษตรเพื่อการจำหน่าย เพิ่มพื้นที่เพาะปลูก และพึ่งพาเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อป้อนผลผลิตเข้าสู่ท้องตลาด นั่นหมายถึงการใช้น้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย พื้นที่ลุ่มน้ำบางปะกงเป็นพื้นที่ที่หลายหน่วยงานเข้ามาทำการศึกษาการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น เนื่องจากลุ่มน้ำบางปะกงมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและประชากรที่อยู่โดยรอบ ตามรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในปี 2550 ระบุว่า ผลจากการรุกตัวของน้ำเค็ม ทำให้พื้นที่ชลประทานบางแห่งในจังหวัดฉะเชิงเทราได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำจืดเพื่อผลิตน้ำประปาในช่วงหน้าแล้ง จากปัญหาดังกล่าว หน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา รวมทั้งผู้แทนชุมชนในพื้นที่ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา โดยได้ติดตั้งอุปกรณ์วัดคุณภาพน้ำเพื่อวัดค่าความเค็มตามจุดต่างๆ ตลอดลำน้ำบางปะกง และกำหนดค่าความเค็มที่สามารถสูบน้ำได้ตามความเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ในกิจกรรมแต่ละประเภท ที่แตกต่างกันไป เช่น น้ำเพื่อทำการเกษตรกำหนดค่าความเค็มที่ 2 กรัมต่อลิตร ส่วนน้ำเพื่ออุตสาหกรรมและอุปโภคบริโภคอยู่ที่ 1 และ 0.5 กรัมต่อลิตร […]

Thailand Space Week 2019 เตรียมพบกับที่สุดของมหกรรมเทคโนโลยีด้านอวกาศของ ประเทศไทย

เป็นเวลากว่าทศวรรษที่ประเทศไทยนำเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ มากมาย ทั้งการสำรวจและติดตามทรัพยากรภายในประเทศ การสื่อสาร การนำทาง และการเฝ้าระวังภัยพิบัติ จนเกิดเป็นโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียม เพื่อให้บริการข้อมูล และให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศทั้งในประเทศและระดับสากล ในปี 2019 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า (GISTDA) ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 19 จึงนับเป็นวาระอันดีที่ได้จัดมหกรรมเทคโนโลยีด้านอวกาศของประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ในชื่องาน Thailand Space week 2019 ภายใต้แนวคิด “Space for Sustainable Society” หรือเทคโนโลยีอวกาศเพื่อความยั่งยืนของสังคม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 29 สิงหาคม 2562 ณ อิมแพคเมืองทองธานี กรุงเทพฯ โดยภายในงานจะประกอบไปด้วย 4 เสาหลักที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ อันประกอบด้วย Geo-Infotech การประชุมวิชาการเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศแห่งชาติ เป็นเวทีสำหรับการเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัยของนักวิชาการ นักวิจัย นิสิตและนักศึกษา จากหน่วยงานของรัฐและเอกชน เป็นการแสดงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ การแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งสะสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ อันจะนำไปสูการเพิ่มคุณภาพชีวิต สร้างรายได้และสร้างงานแก่ประชาชนทุกระดับ เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน […]

Explorers Fair 2018

Explorers Fair 2018 งานแสดงสินค้าและบริการที่จะพาคุณท่องโลกกว้าง พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ สำหรับผู้ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ การเดินทางท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจ gadget และเทคโนโลยี รวมไปถึงของสะสมต่างๆ  นอกจากนี้ในงาน Explorers Fair ยังนำเสนอเรื่องราวน่าสนใจผ่านนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆที่นิตยสาร National Geographic ฉบับภาษาไทยจัดร่วมกับพันธมิตรจัดขึ้น THEME งาน : “Outdoor Classroom” ความสนใจ อยากเรียนรู้ อยากเห็น อยากท่องโลกกว้าง หรืออยากสัมผัสกิจกรรมสุดเอ็กซ์ตรีม รวมถึงของสะสมซึ่งเป็นหนึ่งในความหลงใหลของหลายๆคน ดังนั้นงาน Explorers Fair จึงรวบรวมทุกอย่างที่กล่าวมาภายใต้ธีมงาน : “Outdoor Classroom” ในแบบที่คุณสามารถลองสัมผัสได้จริงกับส่วนต่างๆ ของนิทรรศการในงาน เพื่อให้คุณได้มีตัวเลือกในการตัดสินใจ กับสิ่งที่รักและหลงใหล และเป็นการจุดประกายการใช้ชีวิตที่มีความสุขปนสนุกอีกครั้ง จุดเด่นของงาน 1. NG Explorers Café พื้นที่ Relax Zone ซึ่งเป็นจุดเด่นของงาน นอกจากจะได้นั่งพักผ่อนแล้ว พื้นที่นี้ยังประกอบด้วยคาเฟ่ที่เหมาะแก่การนั่งพักผ่อน โดยออกแบบให้มีบรรยากาศเหมือนเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติ ระหว่างทางคุณจะได้สัมผัสกับนิทรรศการที่เราสอดแทรกเข้าไปในทุกย่างก้าว รับรองได้ว่าเป็นสถานที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณอยากออกไปสัมผัสกับธรรมชาติแน่นอน […]