ฟังไจ เหล่านี้ดูน่ากิน แต่กินไม่ได้ เพราะนี่คือบ้านของสิ่งมีชีวิตพวกเห็ด รา

ฟังไจที่หน้าตาเหมือนขนม

ฟังไจ Hydnellum peckii ที่มีหน้าตาเหมือนครีมกับเยลลี่
ภาพถ่ายโดย Debbie Viess

ฟังไจ ที่หน้าตาเหมือนขนม

ภาพถ่ายของวัตถุหน้าตาแปลกประหลาดสีส้ม (ภาพล่าง) นี้ถูกส่งมาจาก Eric Wright จากเมือง Key West ในรัฐฟลอริดา โดยระบุว่ามันคือ ฟังไจ (อาณาจักรของสิ่งมีชีวิตพวกเห็ด รา หรือยีสต์) ที่เกิดขึ้นภายในสวนของเขาเอง แต่ที่พิเศษก็ตรงที่รูปร่างหน้าตาอันแปลกประหลาดของมัน

ฟังไจ
ฟังไจ Clathrus ruber
ภาพถ่ายโดย Eric Wright

เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ส่งภาพถ่ายต่อให้กับ Debbie Viess นักชีววิทยาและผู้ร่วมก่อตั้งสมาคม Area Mycological ระบุว่าจากภาพมันคือเห็ดชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า Clathrus crispus เห็ดพื้นบ้านในสหรัฐอเมริกาที่สามารถพบได้ทั่วไปและเป็นสายพันธุ์เดียวกันกับเห็ด Clathrus ruber ทั้งคู่อยู่ในวงศ์เห็ดร่างแห (stinkhorn mushroom) ที่ขึ้นชื่อเรื่องกลิ่นเหม็นรุนแรง อย่างไรก็ดีกลิ่นของพวกมันนี้มีประโยชน์ในการดึงดูดแมลงวันเข้ามาเพื่อช่วยกระจายสปอร์ของพวกมันไปยังถิ่นอื่นที่ไกลกว่าเดิม “ไม่ต่างกับดอกไม้ที่พึ่งพาผึ้งช่วยผสมเกสร” รายงานจาก Viess

ด้าน Tim James นักพฤกษศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนกล่าวเสริมแม้จะมีสีสันฉูดฉาด แต่เห็ดเหล่านี้ไม่ได้มีพิษแต่อย่างใด และไม่จำเป็นต้องไปตื่นกลัวมัน ซึ่งในธรรมชาติแล้วมีเห็ดอีกกว่า 20,000 ชนิดที่มีรูปลักษณ์แปลกๆ เช่นนี้ดังตัวอย่างของฟังไจอื่นๆ ที่จะยกตัวอย่างเพิ่มเติมด้านล่าง

“ฟังไจที่กินฟังไจด้วยกันเอง” คือสิ่งที่ Viess บรรยายถึง มันคือเห็ด Russula brevipes หรือเห็ดล็อบสเตอร์ที่ฝังตัวและเติบโตในเห็ดชนิดอื่น และเมื่อมันโตเต็มที่แล้วมันจะมีสีส้มสวยงามเหมือนสีของล็อบสเตอร์ ซึ่งแน่นอนว่าผู้คนนิยมกินมันเป็นอาหารด้วย

ฟังไจ
เห็ดล็อบสเตอร์ที่เติบโตขึ้นจากการเป็นปรสิตบนเห็ดชนิดอื่น
ภาพถ่ายโดย Debbie Viess

ฟังไจรังนก ชื่อเพราะๆ แบบนี้ได้มาเพราะรูปลักษณ์ของมันที่คล้ายคลึงกับรังนกขนาดเล็ก ซึ่งห่อหุ้มกระเปาะบรรจุสปอร์เอาไว้ ราวกับรังที่คอยปกป้องไข่ ส่วนขนาดเล็กที่ว่านั้นเล็กขนาดไหน เอาเป็นว่าแค่น้ำหนึ่งหยดที่หยดลงไปก็สามารถชะล้างสปอร์ออกหมดได้เลยทีเดียว

ฟังไจ
ภาพถ่ายของฟังไจรังนกโดย Steve Axford

 

ฟังไจที่เหมือนขนม

Bleeding Tooth คือชื่อของอาณาจักรที่มีหน้าตาเหมือนครีมใส่เยลลี่ (ภาพปก) Viess และ James ระบุว่ามันคือ Hydnellum peckii ลักษณะของมันนั้นประกอบด้วยเจลสีแดงๆ เหมือยหยดเลือด ที่ภายในประกอบด้วยอะไรบ้างนั้น James เองก็ยังคงไม่ทราบ ส่วนคำว่า Tooth ในชื่อของมันนั้นมาจากส่วนปล่อยสปอร์ที่มีลักษณะเหมือนฟันยื่นยาวออกมาจากข้างใต้ฟังไจ

และสุดท้ายคือฟังไจที่เสมือนอาวุธร้าย มันคือเห็ด Sphaerobolus ที่สามารถยิงสปอร์ได้ไกลถึง 18 ฟุต รายงานจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิล ซึ่งแรงส่งสปอร์ของมันนั้นเทียบเท่ากับมนุษย์สูง 180 เซนติเมตรที่ขว้างลูกเบสบอลขึ้นไปบนอากาศสูง 2.4 กิโลเมตร

ฟังไจ
สปอร์ของฟังไจ Sphaerobolus
ภาพถ่ายโดย Malcolm Storey

ทั้งนี้หากคุณผู้อ่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับฟังไจหรือเห็ดใดๆ ก็ตามสามารถเข้าไปหาคำตอบกันได้ที่ MushroomExpert.com ปิดท้ายด้วยภาพของ Collybia cirrhata ที่เติบโตขึ้นบนซากของเห็ดที่ตายแล้ว เผื่อคุณผู้อ่านอยากจะศึกษาอาณาจักรอันน่าพิศวงของบรรดาเห็ดและราเหล่านี้เพิ่มเติม

เรื่อง Liz Langley

ฟังไจ
เห็ด Collybia cirrhata เติบโตขึ้นบนเห็ดที่ตายแล้ว
ภาพถ่ายโดย Debbie Viess

 

อ่านเพิ่มเติม

สารพัดประโยชน์ของเห็ด อาหารซูเปอร์ฟู้ด

 

เรื่องแนะนำ

สำรวจโลก : สาหร่ายทะเลกำลังมาแรง

เรื่อง แคเทอรีน ซักเคอร์แมน ถ้าไม่นับรวมญี่ปุ่นและอีกไม่กี่ประเทศในเอเชียแล้ว รสชาติและผิวสัมผัสอันเป็นเอกลักษณ์ของ สาหร่ายทะเล ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก นอกจากความชื่นชอบในรสชาติแล้ว ยังมีเหตุผลอื่นๆ ที่คนเราควรหันมาสนใจ “พืชผักแห่งท้องทะเล” เหล่านี้ สาหร่ายทะเลโดยเฉพาะ เคลป์ (kelp) มีศักยภาพในการช่วยลดความเป็นกรดของทะเลได้อย่างมาก เคลป์ที่เกิดตามธรรมชาติในน่านนํ้าแถบชายฝั่งทะเลอันหนาวเย็น เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ย ดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นตัวการทำให้ภาวะโลกร้อนเลวร้ายลง ตลอดจนไนโตรเจน และฟอสฟอรัสส่วนเกินอีกด้วย ทว่าปัญหาคือสาหร่ายเคลป์มีไม่มากพอ การเพาะเลี้ยงสาหร่ายเคลป์จึงเป็นทางออก จีนเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ โดยผลิตสาหร่ายเคลป์ได้มากกว่าเจ็ดล้านตันเมื่อปี 2015 มุฮัมมัด โอยินโลลา นักชีววิทยาทางทะเลที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียกล่าวว่า การเพาะเลี้ยงเคลป์มีมานานหลายร้อยปีแล้วในญี่ปุ่นและเกาหลี หากการเพาะเลี้ยงสาหร่าย ทะเลขยายตัวมากขึ้น “ก็อาจช่วยกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์หลายพันล้านตันออกจากชั้นบรรยากาศได้เลยนะครับ” และการมีผู้เพาะเลี้ยงสาหร่ายมากขึ้นย่อมหมายถึงความหลากหลายทาง ชีวภาพที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น ลำพังแค่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย นักวิจัยพบว่า “ดง” สาหร่ายเคลป์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอาจเป็น บ้านให้กับสัตว์ทะเลมากกว่า 800 ชนิด สาหร่ายเคลป์และสาหร่ายทะเลชนิดอื่น ๆ มีแร่ธาตุและเส้นใยสูง และยังมีคุณสมบัติด้านความหนืด คุณลักษณะเหล่านี้ทำให้มีการนำสาหร่ายทะเลมาใช้ในเครื่องสำอางและวิตามิน อาหารปลาและอาหารปศุสัตว์มากขึ้น   อ่านเพิ่มเติม : สำรวจโลก : สัตว์ก็มีหัวใจ, สำรวจโลก : […]

โลกร้อนเรื่องหลอกลวง? เหตุใดจึงยังมีผู้คนที่ “ไม่เชื่อ” เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือปัญหาโลกร้อน คือปัญหาระดับโลกที่มนุษยชาติต้องหาหนทางแก้ไข แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้และพยายามโต้แย้งว่าเป็นเรื่องไม่จริง เหตุใดพวกเขาจึงเชื่อเช่นนั้น หนึ่งในเนื้อหาสำคัญจากสุนทรพจน์ของเกรตา ทูนแบร์ก (สุนทรพจน์เดียวกับ How dare you – พวกคุณกล้าดียังไง ที่เคยเป็นกระแสในโลกออนไลน์) ซึ่งได้กล่าวไว้ในเวทีการประชุมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ UN Climate Action Summit 2019 ณ นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายน คือการพูดถึงข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาว่าได้พิสูจน์เห็นแจ้งเรื่องภาวะผลกระทบต่างๆจากการกระทำของมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติแล้ว และผู้นำแต่ละประเทศควรยอมรับความจริงนี้และหาทางแก้ไขโดยเร่งด่วน ก่อนที่โลกจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีบุคคลจำนวนมากที่ปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้ ยกตัวอย่างเช่น โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ได้แสดงออกชัดเจนมาโดยตลอดว่าเขาปฏิเสธข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องโลกร้อนทั้งหลาย ล่าสุด เขาได้นำประเทศสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจาก “ความตกลงปารีส” (Paris Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงระดับโลกที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันไม่ให้โลกได้รับอันตรายอย่างใหญ่หลวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำไมถึงมีผู้คนที่ปฏิเสธข้อเท็จจริงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยหลักแล้ว การปฏิเสธความจริงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเกิดจากความไม่สอดคล้องกันระหว่าง ข้อเท็จจริง (fact) และ ค่านิยม (Value) ผู้คนจำนวนไม่น้อยปฏิเสธเรื่องวิกฤติการณ์ภูมิอากาศ อาจเป็นเพราะพวกเขามีความรู้สึกผิดบางอย่างอยู่กับตัว ปกติแล้ว การรับรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเกี่ยวข้องกับการยอมรับข้อเท็จจริงในบางกรณี ซึ่งการยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นเกี่ยวข้องกับทั้ง […]

อนาคตบนเส้นด้ายของ แอนตาร์กติกา

หิ้งน้ำแข็งที่แตกตัวออกจากทวีปแอนตาร์กติกาอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหายนะ มองจากด้านบนผิวขรุขระของหิ้งน้ำแข็งปรากฏรอยแตกขนาดใหญ่ที่บ่งชี้ว่ามันกำลังจะหลุดออกจากชั้นน้ำแข็งเดิมที่มีอายุหลายพันปี แผ่นน้ำแข็งที่กำลังจะหลุดออกนี้เป็นส่วนหนึ่งของหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี ที่ตั้งอยู่บนแหลมทางตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกา อุณหภูมิที่สูงขึ้นของน้ำทะเลโดยรอบคือสาเหตุ และการหลุดออกครั้งนี้จะเปลี่ยนหน้าตาของแผนที่ทวีปแอนตาร์กติกาตลอดไป ด้วยขนาดของหิ้งน้ำแข็งที่ใหญ่ถึง 6,000 ตารางกิโลเมตร เทียบเท่ากับพื้นที่กว้างใหญ่กว่ากรุงลอนดอน 4 เท่า และคิดเป็นราว 2 ใน 3 ของสาธารณรัฐไซปรัส เกาะบนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พืดน้ำแข็งฝั่งตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกานี้มีความหนาราว 2.5 ไมล์ และครอบคลุมพื้นที่ขนาด 2 เท่าของรัฐเท็กซัส รอบๆของพืดน้ำแข็งประกอบด้วยภูเขาน้ำแข็งจำนวนมาก นั่นแปลว่าหากมหาสมุทรยังคงอุ่นขึ้นเรื่อยๆจนละลายชั้นน้ำแข็งที่เปราะบางเหล่านี้จนหมด ทีมนักวิจัยเชื่อว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ฟุต “หิ้งน้ำแข็งบริเวณนี้เป็นจุดที่ละลายเร็วที่สุดบนโลก” อีริค ริกนอท นักธรณีวิทยาจาก NASA Jet Propulsion Laboratory ในเมืองแพซาดีนา ของรัฐแคลิฟอร์เนียกล่าว ตัวเขาศึกษาชั้นน้ำแข็งในภูมิภาคนี้มานานกว่า 2 ทศวรรษ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเรดาห์และภาพถ่ายดาวเทียม ริกนอทเชื่อว่าการพังทลายของพืดน้ำแข็งตะวันตก ในทวีปแอนตาร์กติกานั้นไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่คำถามคือมันจะใช้เวลานานแค่ไหน 500 ปี หรือน้อยกว่า 100 ปี และมนุษย์เราเองเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตนี้อย่างไร “เราจำเป็นที่จะต้องได้ตัวเลขที่ถูกต้องแม่นยำ” เขากล่าว […]