วิวัฒนาการของมนุษย์ ยังคงเป็นเรื่องที่ยังถกเถียงกันในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน

วิวัฒนาการของมนุษย์ (Human Evolution)

สายพันธุ์ของมนุษย์ตั้งแต่ยุคแรก

จากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในทวีปแอฟริกานี้ ส่งผลให้ทุกสรรพชีวิต รวมถึงมนุษย์วานรในยุคแรกเริ่มต้องทำการปรับตัว ก่อให้เกิดมนุษย์วานรสายพันธุ์ใหม่ รวมถึงต้นตระกูลบรรพบุรุษของมนุษย์เรา (Homo) ซึ่งประกอบไปด้วย

ในช่วงต้นของสายวิวัฒนาการมนุษย์เริ่มจาก โฮโม แฮบิลิส (Homo habilis) มีชีวิตอยู่เมื่อ 2.35 ล้านปีก่อน เป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่มีความคล่องตัวมากขึ้น มีขนาดสมองที่ใหญ่ขึ้น (600 ถึง 750 ลูกบาศก์เซนติเมตร) และเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ยุคแรกที่สามารถคิดค้นอาวุธและประดิษฐ์เครื่องใช้เครื่องมือจากหิน

"<yoastmark

โฮโม เออร์แกสเตอร์ (Homo ergaster) เป็นสายพันธุ์ที่มีชีวิตอยู่บนโลกของเราเมื่อราว 1.8 ล้านปีก่อน มีความคล้ายคลึงมนุษย์ในปัจจุบันมาก เป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์สายพันธุ์แรกที่สื่อสารกันด้วยคำพูด มีโพรงจมูกและมีสัดส่วนแขนสั้นกว่าขา ซึ่งทำให้ โฮโม เออร์แกสเตอร์ เป็นคู่แข่งที่สำคัญของโฮโม แฮบิลิส จนส่งผลให้ โฮโม แฮบิลิส ต้องสูญพันธุ์ไปในท้ายที่สุด โดย โฮโม เออร์แกสเตอร์  มีทักษะยอดเยี่ยมในการสร้างอาวุธและเครื่องไม้เครื่องมือที่สลับซับซ้อน

โฮโม อีเรกตัส (Homo erectus) มีวิวัฒนาการโดยตรงมาจาก โฮโม แฮบิลิส ในอีกราว 3 แสนปีต่อมา เป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่มีทักษะยอดเยี่ยมในการใช้เท้า ทั้งการเดินและการวิ่ง มีรูปร่างสูงขึ้นและสมองที่ใหญ่ขึ้น (1,100 ลูกบาศก์เซนติเมตร) รวมถึงความสามารถในการพูดจาสื่อสาร เป็นมนุษย์สายพันธุ์แรกที่ริเริ่มจุดไฟ รวมถึงการสร้างที่พักอาศัย

"<yoastmark

นอกจากนี้ โฮโม อีเรกตัส ยังเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์สายพันธุ์แรกที่อพยพออกจากทวีปแอฟริกา โดยโครงกระดูกของโฮโม อีเรกตัส ถูกค้นพบในดินแดนต่างๆ ทั้งในทวีปยุโรป (Homo antecessor) และทวีปเอเชีย โดยที่สายพันธุ์ที่ถูกค้นพบในประเทศจีนได้รับการเรียกขานว่า “มนุษย์ปักกิ่ง” (Homo erectus pekinesis) เช่นเดียวกับ “มนุษย์ชวา” (Homo erectus soloensis) ที่พบในประเทศอินโดนีเซีย

อ่านต่อหน้า 3 สายพันธุ์มนุษย์ที่วิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน

เรื่องแนะนำ

สวย ใส ไร้สมอง! แมงกะพรุนมีดีอะไรถึงอยู่มาได้หลายร้อยล้านปี

ทั้งที่ไร้กระดูกห่อหุ้มร่างกายและไม่มีอวัยวะสำคัญอย่างสมอง แต่ แมงกะพรุน กลับอยู่รอดมาได้หลายล้านปี อะไรคือความลับของพวกมัน?

พืชวงศ์ขิง 8 ชนิดใหม่ของโลก ที่พบในประเทศไทย

นักวิชาการไทยค้นพบ พืชวงศ์ขิง 8 ชนิดใหม่ของโลก และรายงานครั้งแรกในไทยอีกหนึ่งชนิด บ่งชี้ความหลากหลายทางชีวภาพของไทย วันที่ 22 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับปีนี้ นักวิชาการไทยค้นพบ พืชวงศ์ขิง 8 ชนิดใหม่ของโลก เช่น กระเจียวจรัญ กระเจียวรังสิมา ขมิ้นน้อย ขมิ้นพวงเพ็ญ ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เชี่ยวชาญพืชวงศ์ขิงและนักพฤกษศาสตร์ของไทย นอกจากนี้ยังพบพืชวงศ์ขิงที่มีการรายงานใหม่ในประเทศไทยอีกหนึ่งชนิด เตรียมศึกษาอนุรักษ์ระยะยาว รศ.ดร.สุรพล แสนสุข นักวิจัยสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช และ ผศ.ดร.ปิยะพร แสนสุข นักวิจัยภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ได้รับทุนวิจัยจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อดำเนินโครงการองค์ความรู้พื้นฐานโครโมโซมของพืชวงศ์ขิงในประเทศไทย ในช่วง ปี 2563 ที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยสำรวจและเก็บข้อมูลพืชวงศ์ขิงในประเทศไทย เพื่อนำตัวอย่างพืชมาศึกษาโครโมโซม และได้ตรวจสอบลักษณะพืชเพื่อจำแนกพืชให้ได้ชื่อวิทยาศาสตร์พืชแต่ละชนิด แบ่งเป็นสกุลสกุลขมิ้นหรือสกุลกระเจียว (Curcuma) 6 ชนิด และสกุลเปราะ (Kaempferia) […]

วัคซีนใครว่าไม่สำคัญ

เรื่อง ซินเทีย กอร์นีย์ ภาพถ่าย วิลเลียม ดาเนียลส์ ซามีร์ ซาฮาเป็นนักจุลชีววิทยาผู้มีชื่อเสียงในระดับโลกจากผลงานวิจัยแบคทีเรียที่มีชื่อว่า นิวโมคอกคัส ห้องปฏิบัติการที่เขาก่อตั้งขึ้นอยู่ตรงมุมหนึ่งของโรงพยาบาลธากาชิชู โรงพยาบาลเด็กที่ใหญ่ที่สุดในบังกลาเทศ ภายในห้องปฏิบัติการ ชายหญิงในชุดกาวน์สีขาวกำลังง่วนกับการศึกษาเซลล์นิวโมคอกคัส แบคทีเรียนิวโมคอกคัสมีอยู่ทุกแห่งหนในโลก และแพร่กระจายได้อย่างง่ายดายผ่านการจามหรือการสัมผัส พวกมันสามารถอาศัยอยู่ในช่องจมูกของคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงโดยไม่ก่อให้เกิดอาการป่วยใดๆ แต่ทันทีที่ระบบป้องกันของเราอ่อนแอลง นิวโมคอกคัสจะเคลื่อนย้าย แบ่งตัว และทำให้เกิดโรคติดเชื้อที่เป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด เด็กเล็กยิ่งมีความเสี่ยง โดยเฉพาะเด็กเล็กในถิ่นที่เข้าถึงยาปฏิชีวนะและการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้ยากจะมีความเสี่ยงสูงที่สุด ในช่วงต้นศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด โรคที่เกิดจากเชื้อนิวโมคอกคัสคร่าชีวิตเด็กทั่วโลกไปกว่า 800,000 คนต่อปี การเสียชีวิตนี้ซึ่งส่วนใหญ่กำลังเกิดขึ้นในประเทศยากจนอย่างบังกลาเทศ ในปี 2015 เมื่อวัคซีนนิวโมคอกคัสแบบคอนจูเกตหรือพีวีซี (pneumococcal conjugate vaccine: PCV) ซึ่งเป็นวัคซีนที่ใช้สำหรับเด็กมาถึงบังกลาเทศ ทีมวิจัยของซาฮาก็ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด หากพีวีซีแสดงให้เห็นว่ามีประสิทธิภาพ ทั่วโลกอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนคาดหวัง มันจะช่วยทั้งลดอัตราการตายลงได้อย่างมาก  ซึ่งหมายถึงเด็กเล็ก ๆหลายพันคน จะรอดชีวิตแทนที่จะเสียชีวิตก่อนถึงวัยเรียน และลดความเจ็บป่วยที่ไม่ถึงแก่ชีวิตได้อีกมาก ทว่าสิ่งที่เร่งด่วนยิ่งกว่า ทะเยอทะยานมากกว่า สลับซับซ้อนมากกว่า ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายรัฐบาลและเงินบริจาคหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็คือความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้ได้มาซึ่งวัคซีนใหม่ๆสำหรับเด็กในประเทศกำลังพัฒนา ความทุกข์ทรมานของคนในประเทศเหล่านี้อันเกิดจากโรคที่วัคซีนป้องกันได้เป็นเรื่องจริงและชัดเจนมาตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน   […]

พายุทะเลทราย (Sandstorm)

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศต่างรายงานเรื่องกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ถูกปกคุลมด้วย พายุทะเลทราย ซึ่งรุนแรงที่สุดในรอบสิบปี พายุทะเลทราย (Sandstorm) คือ หนึ่งในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากกระแสลมในเขตทะเลทราย โดยเฉพาะในพื้นที่ของทะเลทรายซาฮารา (Sahara Desert) และยังเป็นปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเช่นเดียวกับพายุฝุ่น (Dust Storm) ที่ก่อตัวขึ้นในเขตภูมิอากาศแห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้ง (Arid and Semi-Arid Zone) ของภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกจากอิทธิพลของพายุฝนฟ้าคะนอง (Thunderstorm) ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของกระแสลมอย่างรุนแรงในบริเวณกว้าง ซึ่งหอบเอาอนุภาคแขวนลอย ฝุ่นละออง และเม็ดทรายที่สูญเสียความชุ่มชื้นเดินทางไปในชั้นบรรยากาศหลายพันกิโลเมตร การก่อตัวของพายุทะเลทราย พายุทรายมักก่อตัวขึ้นในช่วงฤดูแล้งตามบริเวณที่ราบในเขตทะเลทราย ซึ่งความแห้งแล้งทำให้เม็ดดินและเม็ดทรายสูญเสียความชื้นที่ยึดโครงสร้างของอนุภาคต่างให้เกาะติดกันเป็นกลุ่มก้อน และจากความร้อนเหนือพื้นทรายที่ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของมวลอากาศและกระแสลมอย่างรุนแรง ฝุ่นละอองและอนุภาคทรายที่มีลักษณะ ขนาด และน้ำหนักแตกต่างกันจึงพร้อมที่จะถูกพัดพาขึ้นไปในอากาศ โดยมีความเร็วลมและลักษณะโครงสร้างของพื้นผิวภูมิประเทศเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนที่และความหนาแน่นของพายุทะเลทราย ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว พายุทรายอาจก่อตัวเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรืออาจคงอยู่ยาวนานเป็นสัปดาห์ และอาจมีความสูงตั้งแต่ 3 เมตรไปจนถึง 15 เมตรจากพื้นดิน สามารถหอบเอาฝุ่นละอองและเม็ดทรายที่หนาหนักขึ้นไปในอากาศหลายเมตริกตันเคลื่อนที่ไปตามภูมิประเทศต่าง ๆ จนก่อให้เกิดภูมิประเทศที่แปลกตาหรือเกิดเนินทรายลูกใหม่ขึ้น เมื่อพายุดังกล่าวสงบลง นอกจากนี้ เมื่อถูกพาให้เคลื่อนที่ไปกับกระแสลม เม็ดทรายที่มีขนาดและน้ำหนักมากกว่าฝุ่นละอองในอากาศจะไม่ได้ลอยตัวอยู่เหนือพื้นดินเพียงอย่างเดียว แต่แนวการเคลื่อนที่ของเม็ดทรายมีความโค้ง มีการตกกระทบขึ้น-ลงกับพื้นดินเป็นระยะ ดังนั้น การเคลื่อนไปตามแรงลมของเม็ดทรายจึงมีลักษณะคล้ายกับการกระดอน […]