ชนิดพันธุ์ใหม่ ของโลก “ระย้าแก้วบาลา”

การศึกษาและสำรวจชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้ออกแบบการสำรวจไว้หลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นเรียกว่า “การศึกษาทบทวน” (Revision) ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบว่า สิ่งมีชีวิตที่เคยศึกษาและอธิบายลักษณะชนิดพันธุ์ไว้ก่อนหน้าคือ ชนิดพันธุ์ใหม่

ล่าสุด จิรัฐิ สัตถาพร นักศึกษาระดับปริญญาเอก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไศึกษาทบทวนพืชสกุลพนมสวรรค์ (Clerodendrum) เป็นกลุ่มพืชที่อยู่ในวงศ์กะเพรา (Lamiaceae) มีสมาชิกประมาณ 150 ชนิด กระจายพันธุ์ในทวีปแอฟริกา เอเชีย และออสเตรเลีย มีลักษณะโดยทั่วไปเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้น ใบออกเป็นคู่ตรงกันข้าม มีช่อดอกแบบช่อกระจุกแยกแขนง (thyrse) แบบตั้งขึ้นหรือห้อยลง มีกลีบเลี้ยงเชื่อมเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ มีกลีบดอกสีขาว ชมพู เหลือง หรือแดง เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ มีเกสรเพศผู้มี 4 อัน เกสรเพศเมีย 1 อัน และมีผลแบบผลเดียวเมล็ดแข็ง (drupe) ชนิดพันธุ์ใหม่

พนมสวรรค์ (Clerodendrum paniculatum L.) ภาพถ่าย : จิรัฐิ สัตถาพร

ในประเทศไทย การศึกษาทางอนุกรมวิธาน (Taxonomy) ของพืชสกุลนี้ยังต้องศึกษาทบทวน เนื่องจากยังคงมีปัญหาเรื่องชื่อพ้อง ปัญหาการระบุขอบเขตของชนิดโดยลักษณะสัณฐานวิทยาที่คลุมเครือ และพรรณไม้ที่ยังไม่สามารถระบุชื่อวิทยาศาสตร์ได้ ส่งผลให้จำนวนชนิดของพืชสกุลนี้ในประเทศไทยยังไม่คงที่ รวมถึงข้อมูลคำบรรยายลักษณะทางสัณฐานวิทยา การกระจายพันธุ์ และการนำไปใช้ประโยชน์ของแต่ละชนิดที่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด ถึงแม้ว่าเคยจัดทำบัญชีรายชื่อของพืชสกุลนี้ในประเทศไทยไว้แล้วในอดีต

การค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลก ‘ระย้าแก้วบาลา (Clerodendrum angustipetalum Satthaphorn, A.J. Paton & Leerat.)’ ในจังหวัดนราธิวาส เป็นการค้นพบจากการศึกษาทบทวนตัวอย่างพรรณไม้แห้งในพิพิธภัณฑ์พืชแห่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (PSU Herbarium) โดยตัวอย่างต้นแบบ (holotype) ของพืชชนิดนี้ถูกเก็บใน พ.ศ. 2553 และไม่สามารถระบุชื่อวิทยาศาสตร์ได้ในขณะนั้นเนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางอนุกรมวิธานของพืชสกุลนี้ในประเทศไทยที่เพียงพอ ซึ่งตัวอย่างชิ้นนี้มีรายงานการเก็บมาจากบริเวณป่าฮาลา-บาลา ในเขตจังหวัดนราธิวาส เมื่อผู้วิจัยออกภาคสนามเพื่อสำรวจพื้นที่ (field survey) และตรวจสอบเอกสารอนุกรมวิธานที่เกี่ยวข้อง (literature review) จึงพบว่าพืชชนิดนี้มีลักษณะสัณฐานวิทยาที่ไม่เหมือนกับพืชชนิดอื่นในสกุลพนมสวรรค์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ระย้าแก้วบาลา / ภาพถ่าย : จรัล ลีรติวงศ์

ระย้าแก้วบาลามีลักษณะใกล้เคียงกับ ‘ระย้าแก้ว (C. nutans Wall. ex Jack)’ ที่พบได้ในหลายภูมิภาคของประเทศไทยและประเทศข้างเคียง แม้จะมีช่อดอกห้อยลงและมีกลีบดอกสีขาวคล้ายกัน แต่ความแตกต่างของระย้าแก้วบาลาคือ มีกลีบเลี้ยง กลีบดอก และเกสรเพศผู้ที่มีความยาวมากกว่า มีกลีบดอกที่มีความกว้างน้อยกว่า และใบที่มีความหนาและยาวกว่า จากลักษณะที่มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจึงเป็นหลักฐานทางสัณฐานวิทยาที่สำคัญในการจำกัดขอบเขตของระย้าแก้วบาลาเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก โดยชื่อชนิด ‘C. augustipetalum’ มีที่มาจากคำภาษาละตินสองคำ ได้แก่ ‘angusti’ หมายถึง แคบ และ ‘petalum’ หมายถึง กลีบดอก เมื่อนำสองคำมาประกอบกันจะมีความหมายว่า มีกลีบดอกแคบ

ตัวอย่างต้นแบบของระย้าแก้วบาลา / ภาพถ่าย : จิรัฐิ สัตถาพร

การศึกษาต่อยอดด้านชีวโมเลกุล (molecular study) เพื่อสร้างแผนผังวงศ์วานวิวัฒนาการ (phylogenetic tree) สามารถให้ความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างสกุลและภายในสกุล รวมถึงนำมาประกอบการอภิปรายร่วมกับหลักฐานทางสัณฐานวิทยา เพื่อเป็นสร้างองค์ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติวิทยาของพืชสกุลพนมสวรรค์ในประเทศไทย

ดอกระย้าแก้วบาลา / ภาพถ่าย : จรัล ลีรติวงศ์
ดอกระย้าแก้ว / ภาพถ่าย : จิรัฐิ สัตถาพร

การศึกษาด้านเภสัชวิทยา (pharmacology) เป็นอีกหนึ่งสาขาที่สามารถนำความรู้ทางอนุกรมวิธานไปใช้ประโยชน์ต่อยอดได้ เนื่องจากมีรายงานการศึกษาทดลองพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพืชสกุลพนมสวรรค์บางชนิด เช่น นางแย้มป่า (C. infortunatum L.) เท้ายายม่อม (C. indicum (L.) Kuntze) และพนมสวรรค์ ซึ่งพบสารกลุ่มไดเทอร์พีนอยด์ (Diterpenoids) ไตรเทอร์พีนอยด์ (Triterpenoids) และฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ซึ่งมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในการต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านเชื้อรา เป็นต้น

นอกจากนี้มีรายงานการศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน (ethnobotany) ที่ใช้ประโยชน์จากพืชสกุลนี้บางชนิดในกลุ่มชนพื้นเมืองในภาคเหนือของประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น การนำใบของพนมสวรรค์มาต้มดื่ม เพื่อรักษาริดสีดวงทวาร และการนำใบของนางแย้มป่ามาต้มดื่มเพื่อรักษาอาการปวดหัว ปวดฟัน เป็นต้น ดังนั้นการศึกษาทบทวนอนุกรมวิธานของพืชสกุลนี้จึงมีความสำคัญและจำเป็นเพื่อให้ได้องค์ความรู้พื้นฐานที่ถูกต้องมากที่สุดไปต่อยอดการศึกษาวิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์จากพืชในสกุลนี้

ป่าฮาลา – บาลา จังหวัดนราธิวาส / ภาพถ่าย : จิรัฐิ สัตถาพร

งานวิจัยตีพิมพ์ระย้าแก้วบาลานี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการระดับนานาชาติสาขาพฤกษศาสตร์ซึ่งเป็นที่ยอมรับของการศึกษาด้านอนุกรมวิธานของพืชในชื่อ ‘Phytotaxa’ (https://doi.org/10.11646/phytotaxa.491.2.7) ซึ่งเป็นผลงานที่เขียนขึ้นร่วมกันของจิรัฐิ สัตถาพร นักศึกษาปริญญาเอก และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรัล ลีรติวงศ์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ ดร.อลัน พาตัน (Dr.Alan Paton) นักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญวงศ์กะเพราจากสวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) สหราชอาณาจักร อีกทั้งการค้นพบครั้งนี้เป็นการเพิ่มพูนองค์ความรู้ทางอนุกรมวิธานสำหรับพืชวงศ์กะเพราในโครงการพรรณพฤกษชาติแห่งประเทศไทย (Flora of Thailand)

จิรัฐิ สัตถาพร นักศึกษาปริญญาเอก คณะวิทยาศาตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

การที่นักธรรมชาติวิทยาค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ ๆ ในประเทศไทยเป็นการยืนยันได้ว่าประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงเปรียบเสมือนแหล่งที่รวบรวมความหลายของสิ่งมีชีวิต (biodiversity hotspot) ที่สำคัญของแหล่งหนึ่งของโลก ดังนั้น ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและอนุกรมวิธานจึงเป็นแนวทางสำคัญที่นำไปสู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทยและนำมาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนในอนาคต

เรื่อง : จิรัฐิ สัตถาพร


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : การค้นพบราแมลงชนิดใหม่ของโลก (new species) 47 สายพันธุ์

เรื่องแนะนำ

ฟอสซิลของไข่เต่ายักษ์ยุคก่อนประวัติศาสตร์เผยให้เห็นตัวอ่อนที่อยู่ภายใน

เต่ายักษ์ที่มีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกับไดโนเสาร์อาจมีขนาดของกระดองยาวพอๆ กับความสูงของมนุษย์ ฟอสซิลไข่เต่า เมื่อฤดูร้อนปี 2018 นักบรรพชีวินวิทยา เฟิงหลู ฮัน และไหฉุ่ย เจียง กำลังยืนอยู่ที่บ้านของชาวนาในมณฑลเหอหนาน ประเทศจีน และมองลงไปยังกล่องที่บรรจุก้อนหินทรงกลมก้อนหนึ่ง ชาวนาผู้ค้นพบวัตถุหินนี้กล่าวว่า เขาเก็บมาจากพื้นที่อำเภอเน่ยเซียง ซึ่งรู้กันว่าเป็นแหล่งของไข่ไดโนเสาร์ ในกล่องใบนั้นมีหินทรงกลมก้อนหนึ่งที่ดึงดูดสายตานักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ เป็นหินที่มีขนาดและรูปร่างคล้ายกับลูกบิลเลียต และเป็นฟอสซิลไข่ไดโนเสาร์ที่พวกเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน ฟอสซิลไข่เต่า ฮันและเจียง เป็นนักบรรพชีวิน ที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์พื้นพิภพแห่งชาติจีน เมืองอู่ฮั่น ตอนแรก พวกเขาคิดว่าอาจเป็นไข่ของไดโนเสาร์สายพันธุ์ใหม่ แต่จากการวิเคราะห์อย่างละเอียดเผยให้เห็นบางสิ่งที่หาพบได้ยากยิ่งกว่าซึ่งฝังอยู่ในหินของฟอสซิลไข่ นั่นคือ ซากตัวอ่อนของเต่ายักษ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ซากดึกดำบรรพ์ที่เพิ่งค้นพบนี้เป็นของเต่าบกที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ซึ่งรู้จักกันในชื่อ Nanhsiungchelyidae จากข้อมูลการศึกษาใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร Proceedings of the Royal Society B. พบว่า สัตว์กลุ่มนี้มีขนาดใหญ่ เจริญเติบโตและท่องไปบนโลกพร้อมกับไดโนเสาร์ในยุคครีเทเชียส หรือช่วง 145 ถึง 66 ล้านปีก่อน ฟอสซิลของเปลือกไข่ที่พบนี้ ทีมนักวิจัยประเมินว่า เป็นเปลือกไข่ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่สำรวจพบในตอนนี้ และกระดองเต่าของจริงอาจมีความยาวเท่ากับความสูงเฉลี่ยของมนุษย์ “นี่ไม่ใช่ไข่ของเต่าตัวเล็กๆ แต่อย่างใด” ดาร์ลา ซาเลนิตสกี […]

เคยเห็นลูกแมงกะพรุนไฟกันไหม?

เคยเห็น ลูกแมงกะพรุนไฟ กันไหม? เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยที่แหวกว่ายไปมาในน้ำเหล่านี้คือ ลูกแมงกะพรุนไฟ สัตว์แปลกที่ไม่มีกล้ามเนื้อ มันสมอง และหัวใจ โดยจากในวิดีโอเป็นตัวอ่อนในขั้นอีฟีราที่กำลังจะพัฒนาไปเป็นตัวเต็มวัยแล้วในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยเมื่อถึงเวลานั้นมันจะมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าที่เห็นถึง 700 เท่าเลยทีเดียว วงจรชีวิตของแมงกะพรุนนั้นก็แปลกพอๆ กับร่างกายของมัน เมื่อตัวอ่อนถือกำเนิดขึ้นจากไข่มันจะลอยไปหาที่ที่เหมาะสมและฝังตัวเป็น “พลานูลา” จากนั้นพลานูลาจะเติบโตเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีหน้าตาคล้ายกับดอกไม้ทะเลเล็กๆ เราเรียกขั้นนี้ว่า “โพลิป” จากนั้นเมื่อเติบโตขึ้นลูกแมงกะพรุนจิ๋วที่เรียกว่า “อีฟีรา” หรือ “เมดูซ่า” จะหลุดออกมาและล่องลอยไปตามกระแสน้ำ เติบโตเป็นแมงกะพรุนในที่สุด   อ่านเพิ่มเติม พบลูกสิงโตขาวในป่าแอฟริกาใต้

ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System)

ในช่วงพัฒนาการทางร่างกายของมนุษย์ ระบบประสาท (Nervous System) เป็นระบบแรกที่พัฒนาขึ้นมาหลังกระบวนการปฏิสนธิของสเปิร์มและไข่ ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย รวมถึงการรับรู้และการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก ระบบประสาทของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System: CNS) และระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nervous System: PNS) ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) คือระบบศูนย์กลางการควบคุมการทำงานของร่างกาย ทั้งด้านกลไกการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อโครงร่างและกระดูก รวมถึงการตอบสนองทางปฏิกิริยาเคมีภายใต้อำนาจของจิตใจ ประกอบด้วยเส้นประสาทจำนวนหลายล้านเส้น ทำหน้าที่จัดส่งข้อมูลในรูปของกระแสประสาทจากศูนย์กลางการควบคุม ซึ่งประกอบด้วยอวัยวะสำคัญ 2 ส่วน คือ สมองและไขสันหลังที่ทำงานร่วมกันผ่านเซลล์ประสาท มีหน้าที่ประสานงานการรับและส่งข้อมูล หรือกระแสประสาท จากทุกส่วนของร่างกาย องค์ประกอบของระบบประสาทส่วนกลาง 1. สมอง (Brain) เป็นศูนย์กลางการควบคุมและการสั่งการของระบบภายในร่างกายทั้งหมด ทั้งควบคุมการเคลื่อนไหว การแสดงออกด้านพฤติกรรม รวมไปถึงการรักษาสมดุลภายในร่างกาย อีกทั้งสมองยังเป็นแหล่งที่มาของความสามารถทางด้านสติปัญญา ความคิด ความรู้สึก และการแสดงออกทางด้านอารมณ์ของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ การจดจำ การใช้เหตุผล และการตัดสินใจ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมองมนุษย์เริ่มขึ้นตั้งแต่ระยะตัวอ่อนภายในครรภ์มารดา […]

อาหารคีโตจีนิก : อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ – ไขมันสูง

งานวิจัยทางวิชาการหลายฉบับยังรายงานผลการทดลอง ที่ขัดแย้งกันระหว่างข้อดีและผลกระทบระยะยาวของ อาหารคีโตจีนิก ที่กำลังเป็นกระแสนิยมในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา  อาหารคีโตจีนิก คืออะไร อาหารคีโต หรือ อาหารคีโตจีนิก (Ketogenic diets) เป็นรายการอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ แต่มีไขมันสูง ซึ่งส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานทางเลือกจากไขมันแทนการใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานหลักคือคาร์โบไฮเดรต ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า คีโตซิส (Ketosis) กระบวนการคีโตซิสจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายรับรู้ว่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง จึงจำเป็นเผาผลาญพลังงานจากไขมันแทน กระบวนการคีโซซิสเกิดขึ้นที่ตับ โดยไขมันที่เก็บสะสมไว้ในช่องท้องจะถูกเปลี่ยนให้เป็นกรดไขมัน และได้ผลผลิตสุดท้ายเป็นสารประเภทคีโตน (Ketones) ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้ บทสรุป: เมนูอาหารคีโต คือ อาหารที่คาร์โบไฮเดรตต่ำ และมีไขมันสูง ซึ่งส่งผลให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลและอินซูลินในเลือดต่ำ ร่างกายจึงใช้พลังงานจากไขมัน ผ่านสารให้พลังงานที่เรียกว่า คีโตน ประเภทของอาหารคีโตจีนิก 1. Standard ketogenic diet (SKD): เป็นรายการอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก มีโปรตีนปานกลาง และมีไขมันสูง โดยสัดส่วนของอาหารหนึ่งมื้อคือ ไขมันร้อยละ 75 โปรตีนร้อยละ 20 และคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 5 2. Cyclical ketogenic diet (CKD): เป็นการเลือกรับประทานอาหารคีโตจีนิกเป็นส่วนใหญ่ […]