ตรวจเลือด เตือนมะเร็ง ต้องรอถึงเมื่อไหร่กว่าความฝันนี้จะเป็นจริง - National Geographic Thailand

ตรวจเลือด เตือนมะเร็ง ต้องรอถึงเมื่อไหร่กว่าความฝันนี้จะเป็นจริง

การทดสอบสามารถตรวจพบมะเร็งหลายชนิดได้ก่อนจะแสดงอาการ ซึ่งอาจช่วยชีวิตผู้คนได้จำนวนมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือนว่า การตรวจแบบนี้ยังไม่ได้รับการรับรองประสิทธิภาพ

 

Jim Ford อดีตพนักงานขายรถยนต์เกษียณอายุวัย 76 ปี ใช้ชีวิตประจำวันอย่างเป็นปกติสุข และพึ่งไปออกรอบเล่นกอล์ฟเมื่อสัปดาห์ก่อน มาในวันนี้ เขาถูกระบุว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนระยะที่ 2 ซึ่งเป็นมะเร็งชนิดที่พยากรณ์ได้ยากและลุกลามเร็ว ผ่านการทดสอบการคัดกรองโรคมะเร็งด้วยการตรวจเลือด และรับการผ่าตัดโดย Phyllis Napoles ศัลยแพทย์มะเร็ง

“มะเร็งตับอ่อนมักไม่ค่อยแสดงอาการเร็วนัก และหากแสดงอาการแล้ว อัตราการรอดชีวิตอาจต่ำถึง 3% และไม่สามารถรักษาได้” Napoles กล่าว แต่เธอสามารถผ่าตัดเอาเนื้องอกขนาดเท่านิ้วโป้งของ Ford ออกได้ทั้งหมด ตอนนี้เวลาผ่านมาร่วมปีหลังการผ่าตัด การฉายรังสี และเคมีบำบัด Ford หายขาดจากมะเร็งแล้ว นี่นับเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการตรวจเลือดยุคใหม่ และเป็นความหวังของ Napoles ที่ว่า “สิ่งนี้อาจเปลี่ยนสถิติการรอดชีวิตและการตรวจหามะเร็งตับอ่อนได้”

จากความก้าวหน้าในการจัดลำดับพันธุกรรมและปัญญาประดิษฐ์ บริษัทหลายสิบแห่งกำลังพัฒนาการทดสอบตัวอย่างเลือดเพื่อหาเซลล์มะเร็งจากเนื้องอกหรือชิ้นส่วนดีเอนเอของเซลล์เนื้องอก หรือ Liquid Biopsy ซึ่งสามารถตรวจพบสัญญาณของมะเร็งได้แม้จะมีความเข้มข้นเพียงเล็กน้อยในกระแสเลือด ตามการประมาณการโดย Information Technology and Innovation Foundation (ITIF) ตลาดที่มีศักยภาพสำหรับเทคโนโลยีการตรวจหามะเร็งเช่นนี้ มีมูลค่ามากกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเป็นสามเท่าภายในปี 2025

การทดสอบมะเร็งจากเลือดในตอนนี้มีเพียงแค่เจ้าเดียวที่ได้รับอนุญาตให้ใช้งานได้จริงนอกเหนือจากการทดลอง นั่นคือของ Galleri เจ้าเดียวกับที่ใช้ตรวจคัดกรองเคสของ Ford โดย Grail บริษัทด้านการจัดการสุขภาพในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งการทดสอบนี้กล่าวว่าสามารถคัดกรองมะเร็งจากตัวอย่างเลือดได้ถึง 50 ชนิด ซึ่งปัจจุบันเปิดให้ตรวจตามใบสั่งแพทย์เฉพาะในสหรัฐอเมริกาสำหรับผู้มีความเสี่ยงสูงต่อมะเร็ง

 

เซลล์มะเร็ง ภาพ : Dr.Cecil Fox, NCI

สัญญาณมะเร็งในเลือด

Liquid Biopsy แรกเริ่มถูกพัฒนาขึ้นสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยเพื่อพิจารณาหาวิธีการรักษา และโอกาสกลับมาเป็นใหม่อีกครั้งหลังการรักษา ธรรมชาติของมะเร็งเมื่อเติบโตขึ้นในร่างกาย เซลล์มะเร็งบางส่วนที่ตายลงจะสลายดีเอนเอล่องลอยในกระแสเลือด โดยการกลไกจะไปตรวจจับดีเอนเอเหล่านี้เพื่อติดตามการกลายพันธุ์ของเนื้องอก สำหรับการรักษาด้วยยาที่เฉพาะเจาะจง และทำความเข้าใจกลไกการตอบสนองต่อการรักษาของมะเร็ง ต่อเนื่องไปถึงการตรวจการดื้อยา และแนวทางการรักษาต่อไป

“สำหรับผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจายอาจมีชีวิตอยู่ได้ 3-12 เดือน” Shivan Sivakumar อายุรแพทย์มะเร็งวิทยาจาก University of Oxford กล่าว“หากตรวจพบก่อนตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยยืดอายุขัย หรือเข้ารับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ และถ้าการตรวจเลือดเพื่อหามะเร็งขั้นเริ่มต้นเป็นไปได้จริง ฉันคิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่น่าเชื่อ”

 

งมเข็มในมหาสมุทร

ความท้าทายของการพัฒนาการตรวจเลือดหามะเร็ง คือปริมาณของดีเอนเอในกระแสเลือดที่น้อยมาก “เหมือนคุณกำลังงมหาเข็มดีเอนเอมะเร็งท่ามกลางดีเอนเออื่น ๆ ในมหาสมุทรเลือดเลยล่ะ” Geoff Oxnard ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งปอด และหัวหน้าทีมพัฒนาด้านคลินิกของ Foundation Medicine บริษัทไบโอเทคโนโลยีที่โฟกัสเรื่องการวิเคราะห์พันธุกรรมกล่าว

การตรวจหาดีเอนเอของมะเร็งในตัวอย่างเลือดที่มีชื่อว่า CancerSEEK ทำโดยการค้นหายีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งและโปรตีนที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อตอบสนองต่อเนื้องอก งานวิจัยถูกตีพิมพ์ในปี 2020 โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ในเวอร์ชันเริ่มต้นสามารถตรวจพบมะเร็ง 26 ชนิด ระหว่างการทดลองเป็นเวลาหนึ่งปีกับผู้หญิงจำนวน 10,000 คนในช่วงอายุระหว่าง 65-75 ปีที่ไม่มีประวัติการเป็นมะเร็ง นักวิจัยรายงานว่ามีเพียง 0.22% ที่มีผลบวกเท็จ ซึ่งอาจนำไปสู่การวินิจฉัยที่เกินกว่าความเป็นจริง

มะเร็งผิวหนังเมลาโนมา (สีชมพู) เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบมากที่สุดในมนุษย์ ซึ่งกระจายตัวอย่างรวดเร็วและรุกรานอวัยวะอื่น ๆ อย่างเช่นในภาพ คือปอด ในภาพนี้ไม่ใช่เม็ดสีจริงของเซลล์ ภาพ : Dr. Cecil H. Fox, Science Source

 

ในส่วนของการทดสอบ Galleri ใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป โดยใช้การตรวจสอบหาสารประกอบกลุ่มเมธิลที่ยึดติดกับชิ้นส่วนดีเอนเอสำหรับเปิด-ปิดยีน โดยแต่ละคนจะมีรูปแบบของกระบวนการเมธิลเลชั่นที่ต่างกัน แต่ยีนเฉพาะนี้ในคนที่เป็นมะเร็งจะมีกระบวนการที่มากหรือน้อยผิดปกติ การกลายพันธุ์ปกติอาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากอายุที่มากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเป็นมะเร็ง ในดีเอนเอที่กลายพันธุ์สองถึงสามครั้ง อาจจะมีตัวบ่งชี้เมธิลหลายหมื่นตัวที่เปิดยีนส่งเสริมมะเร็งและปิดยืนต้านมะเร็ง ตรงนี้เองที่จะใช้งานอัลกอริธึมในการจดจำแพทเทิร์นที่อาจเกิดขึ้นได้

การตรวจสอบหากลุ่มเมธิลมีข้อดีโดยเฉพาะในเรื่องความจำเพาะของรูปแบบเมธิลที่สัมพันธ์กับเซลล์ต่างประเภทกัน อัลกอริธึมจึงสามารถระบุตำแหน่งที่เป็นมะเร็งในร่างกายได้ ในการตรวจสอบความถูกต้องหนึ่งครั้งมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 15,000 คน และมีอัตราผลบวกเท็จเพียง 0.5% ซึ่งในงานวิเคราะห์ครั้งหนึ่งในเดือนมีนาคม นักวิจัยของ Grail ประมาณการว่าการทดสอบการตรวจสอบมะเร็งขั้นต้นสามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ 104 รายต่อประชากรหนึ่งแสนคนในแต่ละปี คิดเป็น 26% ของการเสียชีวิตจากมะเร็งทั้งหมด

การทดสอบนี้มีให้ใช้งานแล้วในสหรัฐอเมริกาภายใต้ใบสั่งแพทย์ หากผู้ทดสอบยินดีจ่ายเงินสูงถึง 949 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ 32,000 บาท) ส่วนในอังกฤษ หน่วยงานบริการสุขภาพแห่งชาติร่วมกันกับ Grail ในการศึกษานำร่องกับ 140,000 คน เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการคัดกรองเป็นลำดับต่อไป

 

ก้าวต่อไปของการตรวจเลือดหามะเร็ง

Galleri และ CancerSEEK เป็นการตรวจเลือดเพื่อค้นหามะเร็งหลายชนิดในครั้งเดียว และตอนนี้ยังมีหลายกลุ่มที่กำลังค้นหาการตรวจเลือดเพื่อค้นหามะเร็งชนิดเดียวแบบเฉพาะเจาะจง ขณะเดียวกันกับที่อุตสาหกรรมเริ่มขยายตัว นักวิจัยบางคนเตือนว่า อย่าพึ่งตื่นเต้นไปก่อน

เป้าหมายของการตรวจเลือดแบบใหม่นี้คือความพยายามช่วยชีวิตผู้คนด้วยการตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ขั้นต้น ซึ่งปัจจุบันอาจเป็นเรื่องยาก ผ่านความล้มเหลวในการทดลองมาหลายครั้ง รวมทั้งนำมาซึ่งข้อกังวลในเรื่องผลบวกเท็จ ที่จะนำไปสู่การติดตามรักษาที่เกินความจำเป็น หรือมะเร็งขั้นแรกเริ่มที่ยังไม่ถึงขั้นตอนที่จำเป็นจะต้องรักษา รวมทั้งการใช้การทดสอบเหล่านี้นอกเหนือการดูแลจากแพทย์

“ผลบวกเท็จอาจส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจ แม้จะตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น แต่ก็ไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิมได้ หากโรคที่เกิดขึ้นอย่างมะเร็งรังไข่มีความรุนแรงและยากที่จะรักษา” Sivakumar กล่าว

ตัวอย่างของ Ford คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้รู้สึกว่าการตรวจมะเร็งด้วยเลือดนี้เป็นไปได้ แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วข้อมูลในทางระบาดวิทยาจะยังไม่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมก็ตาม

“ความท้าทายหลักของการคัดกรองคือการให้ข้อมูลที่จะสร้างความแตกต่าง” Oxnard กล่าว การผลักดันงานเหล่านี้ไปข้างหน้าจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อความแม่นยำ “เป็นเรื่องน่ายินดีที่พบสัญญาณมะเร็ง แต่เราจะทำโดยไม่พลาดเลยได้ไหม? นั่นคือสิ่งที่ต้องคิดค้นกันต่อไปว่า จะทำอย่างไรให้การตรวจคัดกรองแบบนี้น่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับจริง ๆ ”

 

สำหรับ Ford แล้ว ทุกอย่างไม่ได้ซับซ้อนแบบนั้น เขากลับมาออกรอบได้เป็นปกติ การเข้าร่วมทดสอบหามะเร็งครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับเขา แต่ตอนนี้เขาบอกเล่าประสบการณ์เหล่านี้ให้ผู้คนฟัง และพึ่งชวนพี่สะใภ้ให้เข้าร่วมทดสอบด้วย “ถ้าผมตอบว่าไม่เหมือนทุกที ตอนนี้ผมอาจจะอยู่ในระยะที่ 4 และรักษาไม่หายเลยก็ได้” Ford ทิ้งท้าย

 

เรื่อง Emily Sohn


อ่านเพิ่มเติม รู้จักระบบภูมิคุ้มกัน

 

เรื่องแนะนำ

นาซาเตรียมเปิดรับนักท่องเที่ยวชมสถานีอวกาศภายในปี 2020

 การปล่อยยานฟัลคอนเฮฟวี (Falcon Heavy) ยานอวกาศเชิงพาณิชย์ลำแรกของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ขอบคุณภาพถ่ายจาก Joe Marino (your shot) พลเมืองทั่วไปสามารถไปเที่ยวยัง สถานีอวกาศ กับค่าเดินทางตั้งต้นราวพันล้านบาท และสามารถผ่านการทดสอบการใช้ชีวิตในอวกาศ เมื่อวันศุกร์ (7 มิ.ย.) องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ องค์การนาซา ได้ประกาศว่ามีแผนที่จะอนุญาตให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าเที่ยวชม สถานีอวกาศ นานาชาติได้ภายในปี 2020 โดยนักท่องเที่ยวสามารถอยู่ได้ไม่เกิน 30 วัน “เราตั้งใจเปิดเที่ยวบินสู่อวกาศกับนักบินอวกาศที่เป็นพลเมืองราว 2 ครั้งต่อปี” โรบิน เกเทนส์ รองผู้อำนวยการสถานีอวกาศนานาชาติของนาซ่ากล่าวและเสริมว่า “ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาอยากให้มีจำนวนนักบินอวกาศที่เป็นบุคคลทั่วไปขึ้นไปได้เท่าไหร่ อาจจะจำนวนสักหนึ่งโหล หรือขึ้นอยู่กับจำนวนที่นักท่องเที่ยวที่มีความสามารถขึ้นไปที่นั่นได้” เกเทนส์กล่าวเพิ่มเติมว่า “นักบินอวกาศบุคคลทั่วไปจากประเทศอื่นๆ สามารถบินขึ้นไปโดยใช้สิทธิอนุญาตของสหรัฐอเมริกาได้” ซึ่งหมายความว่านักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องถือพาสปอร์ตของสหรัฐอเมริกาหรือเป็นประเทศที่มีสิทธิอยู่ในสถานีอวกาศนานาชาติก็ได้ โดยสิ่งที่ผู้มีความจำนงค์ไปสถานีอวกาศนานาชาติต้องทำคือ จองโปรแกรมการฝึกสู่สถานีอวกาศ และจองที่นั่งในยานอวกาศที่สามารถให้พวกเขาอยู่ได้มากที่สุดเป็นเวลา 30 วัน โดยสิ่งที่พวกเขาทำได้ในช่วงการปฏิบัติภารกิจท่องอวกาศนั้นรวมไปถึงกิจกรรมทางธุรกิจและการตลาด ซึ่งต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของนาซา สำหรับค่าใช้จ่ายในการท่องสถานีอวกาศของหนึ่งคน จะมี “ค่าตั๋ว” ไปกลับอยู่ที่ราว 58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,800 ล้านบาท […]

นักวิทยาศาสตร์พยายามหาข้อมูล การรักษาโควิด-19

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ทราบและไม่ทราบเกี่ยวกับ การรักษาโควิด-19 บุคลากรชั้นนำทางการแพทย์หกท่านอธิบายว่า เรารู้ข้อมูลเพียงบางส่วนเกี่ยว การรักษาโควิด-19 ทั้งในโรงพยาบาลและการรักษาตัวที่บ้าน การศึกษาทางการแพทย์เกี่ยวกับโควิด-19 อยู่ในจุดที่สุ่มเสี่ยงมาก เพราะยังเกิดความสับสนเกี่ยวกับเรื่องพื้นฐาน เช่น วิธีการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อที่รักษาตัวที่บ้าน หรือผู้ป่วยที่หายแล้วต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางความรู้ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ติดต่อไปยังบุคลากรทางการแพทย์และนักวิจัย ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เพื่อขอคำแนะนำสำหรับการดูแลตัวเองที่บ้าน รวมไปถึงข้อมูลทางการแพทย์ที่จำเป็นสำหรับต่อสู้กับโรคระบาดนี้ เราจะต่อสู้กับโรคโควิด-19 อย่างไร เรื่องดีก็คือ ประมาณร้อยละ 80 ของผู้ติดเชื้อโควิด-19 แสดงอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยถึงปานกลาง ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์แนะนำว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ให้แยกตัว ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และรักษาตามอาการ สำหรับการดูแลคนไข้ที่มีอาการไข้ร่วมกับอาการอื่นๆ แพทย์แนะนำให้ใช้ยาอะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) หรือที่รู้จักแพร่หลายในชื่อพาราเซตามอล (paracetamol) และหลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ด้วยเหตุผลที่ว่า การใช้ยาในกลุ่มไอบูโพรเฟน คนไข้อาจได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ไตวาย ระคายเคืองกระเพาะอาหาร และมีเลือดออกในทางเดินอาหาร อ่านเพิ่มเติม: ข้อเท็จจริงเกี่ยวโควิด-19  “ผมยังไม่ทราบสาเหตุว่า ทำไมไอบรูโพเฟนจึงกลายเป็นปัญหาสำหรับการรักษาโรคโควิด-19” สแตนลีย์ เพิร์ลแมน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโคโรนาไวรัส นักภูมิคุ้มกันวิทยา […]

ตรวจจับ สัญญาณวิทยุลึกลับ จากดาวใกล้เคียง : หรือนั้นจะเป็นเอเลี่ยน

ไม่ใช่โทรเลขนอกโลกอย่างแน่นอน แต่นั้นดูเหมือนจะเป็น สัญญาณวิทยุลึกลับ ที่มาจากบริเวณใกล้เคียงดาวพร็อกซิมา เซนทอรี การค้นพบครั้งนี้จะช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถปรับแต่งเทคนิคการกรองสัญญาณใหม่ ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นักดาราศาสตร์ที่ค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตนอกโลกได้พบบางสิ่งที่แปลกประหลาด นั่นคือ สัญญาณวิทยุลึกลับ ที่ยังไม่สามารถอธิบายได้ ดูเหมือนทิศทางจะมาจากดาวฤกษ์ที่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดซึ่งเป็นดาวสีแดงขนาดเล็กที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 4.2 ปีแสงที่เรียกว่า พร็อกซิมาเซนทอรี ซึ่งดาวฤกษ์ดังกล่าวพบว่ามีดาวเคราะห์อย่างน้อยสองดวงโคจรอยู่ ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจมีอุณหภูมิปานกลางและเป็นหินเหมือนโลก โครงการเพื่อค้นหาการสื่อสารนอกโลกในจักรวาล หรือ Breakthrough Listen คือโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการค้นหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตจากดาวหลายล้านดวงที่ใกล้โลกที่สุด ซึ่งเก็บข้อมูลมานานนับสิบปีโดยใช้หอดูดาวพาร์กส์ ของออสเตรเลีย จากการสำรวจดาวศึกษาพร็อกซิมาเซนทอรี ทีมตรวจพบสัญญาณแปลกปลอม พวกเขาจึงตั้งชื่อว่า BLC-1 ซึ่งเป็นคลื่นวิทยุ ที่ใช้สำหรับติดตามสัญญาณนอกโลกตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ปี 2019 “เป็นความคาดหวังเมื่อเราตรวจพบ สัญญาณวิทยุลึกลับ ทุก ๆ ครั้งว่า เราจะได้เห็นอะไรแปลก ๆ แต่สิ่งนี้น่าสนใจคือ เราต้องคิดถึงขั้นตอนต่อไป” โซเฟีย ชีก นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย กล่าว แม้ว่าชีกและคนอื่น ๆ จะสงสัยอย่างมากว่าสัญญาณนั้นมีต้นกำเนิดจากมนุษย์จริงๆ หรือไม่ แต่ BLC-1 คือการค้นพบที่น่าสนใจมากที่สุด ทีม Breakthrough […]

เมื่อ หุ่นยนต์ แทนที่มนุษย์

ถ้าคุณเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ คุณอาจไม่มีวันได้เจอ หุ่นยนต์ แต่คุณจะได้เจอ ผมเจอ หุ่นยนต์ ตัวหนึ่งในวันฟ้าใสและลมแรงเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา บนทุ่งหญ้าแพรรีต้นสั้นๆ ใกล้พรมแดนรัฐโคโลราโดกับรัฐแคนซัส ที่บริษัทของโนอาห์ เรดดี-แคมป์เบลล์ ชายร่างผอมเพรียว วัย 31 ปีจากแซนแฟรนซิสโก เมื่อมองไปทางใต้ เราเห็นกังหันลมทอประกายวาววับเป็นทิวแถว ทอดไกลสุดสายตา เบื้องหน้าผมคือหลุมที่กำลังจะเป็นฐานของกังหันลมอีกตัว เรื่อง เดวิด แบร์เรบี ภาพถ่าย สเปนเซอร์ โลวล์ รถแบ็กโฮกำลังขุดหลุมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 19 เมตร ซึ่งมีผนังลาดขึ้นทำมุม 34 องศา และมีก้นลึกสามเมตรที่เกือบเรียบสนิท มันตักดินขึ้นมากองไว้ตรงจุดที่ไม่เกะกะ และจะเริ่มกองใหม่  เมื่อจำเป็น ทุกครั้งที่กดหัวตักลง ขุด ยก หมุน และเท เครื่องจักรหนัก 37 ตันต้องใช้การควบคุมที่มั่นคงและการตัดสินใจที่ดี ในอเมริกาเหนือ คนบังคับรถขุดเก่งๆมีรายได้สูงถึงปีละ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ที่นั่งในรถขุดคันนี้กลับว่างเปล่า “คนสั่งการ” อยู่บนหลังคาห้องควบคุม มันไม่มีแขน แต่มีสายเคเบิลสีดำคดเคี้ยวสามสายเชื่อมต่อกับระบบควบคุมรถโดยตรง หูหรือตาก็ไม่มีเช่นกัน เพราะใช้ระบบเลเซอร์ จีพีเอส […]