รอยเท้าน้ำ (Water Footprint) คืออะไร จำแนกได้กี่ประเภท มีความสำคัญอย่างไร

รอยเท้าน้ำ หรือ Water Footprint

ทรัพยากรน้ำจืดที่มนุษย์ใช้ในกิจกรรมต่างๆ ถูกประเมินปริมาณการใช้เรียกว่า รอยเท้าน้ำ หรือ Water footprint ซึ่งนำไปวางแผนเรื่องการบริหารจัดการนำ และมูลค่าเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมได้

รอยเท้าน้ำ หรือ “วอเตอร์ฟุตพริ้นท์” (Water Footprint) คือ หนึ่งในเครื่องมือชี้วัดการจัดสรรทรัพยากรน้ำ (จืด) ของมนุษย์ ซึ่งสามารถวิเคราะห์และประเมินปริมาณน้ำใช้ (Water Consumption) ทั้งทางตรงและทางอ้อมในการผลิตสินค้าและการบริการต่าง ๆ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกระบวนการผลิต การคัดสรรวัตถุดิบ การแปรรูป การขนส่ง รวมไปถึงปริมาณน้ำเสีย (Water Pollution) ที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) จนกระทั่งสินค้าดังกล่าวถึงมือของผู้บริโภค

รอยเท้าน้ำ, Water, Footprint, การใช้น้ำ, การวิเคราะห์การใช้น้ำ, การประเมินการใช้น้ำ
ภาพถ่าย / Gene Alexander

รอยเท้าน้ำ สามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภท คือ

  1. รอยเท้าน้ำสีเขียว (Green Water Footprint) หมายถึง ปริมาณน้ำจากหยาดน้ำฟ้า (Precipitations) ที่สะสมอยู่ทั้งในรูปของน้ำในพืชและความชื้นในดิน ซึ่งถูกนำใช้ไปในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพืชผลทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์จากการทำปศุสัตว์
  1. รอยเท้าน้ำสีฟ้า (Blue Water Footprint) หมายถึง ปริมาณน้ำจากแหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดินทางธรรมชาติทั้งหลาย เช่น น้ำในแม่น้ำ ทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำ และน้ำบาดาล ซึ่งถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำเกษตรชลประทาน อุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ และความต้องการใช้น้ำโดยตรงของผู้บริโภค (domestic use)
  1. รอยเท้าน้ำสีเทา (Gray Water Footprint) หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตสินค้าและบริการต่าง ๆ ให้กลับมาเป็นน้ำดีตามค่ามาตรฐานอีกครั้ง ซึ่งครอบคลุมทั้งในส่วนของน้ำเสียที่มีแหล่งกำเนิดแน่นอน (point source) อย่างเช่นแหล่งชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม และน้ำเสียที่มีแหล่งกำเนิดไม่แน่นอน (non-point source) เช่น น้ำท่าที่ไหลมาตามการชะล้างจากผิวดิน

ดังนั้น รอยเท้าน้ำหรือวอเตอร์ฟุตพริ้นท์จึงมีหน่วยวัดตามวัตถุประสงค์ของการประเมิน

ตัวอย่างเช่น ในส่วนของการผลิต รอยเท้าน้ำจะมีหน่วยเป็นลูกบาศก์เมตรต่อตันหรือลูกบาศก์เมตรต่อเฮกตาร์ หากเกี่ยวข้องกับผลผลิตทางการเกษตร หรือในส่วนของการใช้อุปโภคบริโภคในครัวเรือน รอยเท้าน้ำจะมีหน่วยเป็นลูกบาศก์เมตรต่อคน เป็นต้น

ตัวอย่างค่าเฉลี่ยของปริมาณน้ำใช้จากการผลิตสินค้าชนิดต่าง ๆ

ผลิตภัณฑ์/สินค้า ปริมาณน้ำใช้
กระดาษ ขนาด A4 ความหนา 80 แกรม 1 แผ่น 10 ลิตร
แอปเปิล 1 ผล 70 ลิตร
กาแฟ 140 มิลลิลิตร 1 แก้ว 140 ลิตร
คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง 31,500 ลิตร
เสื้อยืดเส้นใยฝ้ายคอกลม 1 ตัว 2,000 ลิตร
รอยเท้าน้ำ, Water, Footprint, การใช้น้ำ, การวิเคราะห์การใช้น้ำ, การประเมินการใช้น้ำ
รอยเท้าน้ำในผลิตภัณฑ์อื่น ๆ / ภาพถ่าย : GRACE Communications Foundation

น้ำเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สุดของภาคการเกษตร การปศุสัตว์ และภาคอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ

ดังนั้น ประเทศที่มุ่งเน้นการผลิตสินค้าเหล่านี้ รวมถึงประเทศที่มุ่งเน้นการส่งออกต่างมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำใช้ภายในประเทศ

เช่นเดียวกับประเทศผู้นำเข้าที่นับเป็น “ผู้ใช้น้ำเสมือน” ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของผู้บริโภคที่ใช้น้ำจากประเทศผู้ผลิตในทางอ้อมเช่นกัน

รอยเท้าน้ำจึงกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สามารถแสดงปริมาณน้ำที่ถูกใช้ไปกับการผลิตสินค้าและบริการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ส่งต่อข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้กับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคและผู้ผลิต เพื่อให้น้ำถูกใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ปริมาณน้ำใช้หรือรอยเท้าน้ำในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

การประเมินปริมาณน้ำใช้ของแต่ละประเทศทั่วโลก (Water Use within Country) เกิดจากรอยเท้าน้ำทั้ง 2 ส่วน คือ

  1. รอยเท้าน้ำภายในประเทศ หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ภายในประเทศ เพื่อผลิตสินค้าและบริการสำหรับประชาชนในประเทศ
  1. รอยเท้าน้ำภายนอกประเทศ หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในประเทศอื่น เพื่อผลิตสินค้าและบริการให้ประเทศเหล่านั้นนำเข้ามาบริโภค

จากผลการศึกษาในช่วงปี 1996 ถึง 2005 พบว่า ค่าเฉลี่ยรอยเท้าน้ำของโลกอยู่ที่ราว 1,240 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี โดยสหรัฐอเมริกา กรีซ มาเลเซีย อิตาลี และไทย เป็น 5 อันดับแรกของประเทศที่มีการใช้น้ำสูงสุดในโลก ซึ่งไทยอยู่อันดับ 5 มีค่าเฉลี่ยรอยเท้าน้ำอยู่ที่ราว 2,223 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปีรองจากอันดับ 1 สหรัฐอเมริกา 2,483 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี

โดยปริมาณการใช้น้ำของไทยร้อยละ 90 อยู่ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงการส่งออกสินค้าทางการเกษตรต่าง ๆ

Water, Footprint, การใช้น้ำ, การวิเคราะห์การใช้น้ำ, การประเมินการใช้น้ำ
ค่าเฉลี่ยรอยเท้าน้ำของแต่ละประเทศ ภาพประกอบ : World Water Exchange

ความสำคัญของรอยเท้าน้ำและสถานการณ์น้ำในอนาคต

น้ำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่ความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นทุกปีตามการเติบโตของประชากรและสภาพเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลายที่ทำให้เกิดการใช้น้ำในปริมาณมหาศาลทุกปีกับการผลิตอาหาร พลังงาน และการส่งออกต่าง ๆ ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นกว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ และสามารถนำมาใช้ได้ถึงร้อยละ 40 ในอีก 10 ปีข้างหน้า

ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นอยู่เป็นตัวแปรสำคัญต่อปริมาณน้ำกักเก็บ ความแปรปรวนของฤดูกาลและความสมดุลในวัฏจักรน้ำของโลก (Water Cycle)

ดังนั้น การนำรอยเท้าน้ำมาใช้เพื่อประเมินสถานการณ์และคำนวณการใช้น้ำที่เกิดขึ้นในการผลิตสินค้าและบริการต่าง ๆ จึงนับเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคมองเห็นภาพรวมของปริมาณน้ำที่ถูกใช้จริง ทั้งในส่วนของปริมาณน้ำดีและน้ำเสียที่ถูกซ่อนเร้นอยู่ภายใต้กระบวนการต่าง ๆ ทำให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์น้ำและการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างรู้คุณค่ามากขึ้น

สืบค้นและเรียบเรียง

คัดคณัฐ ชื่นวงศ์อรุณ และณภัทรดนัย


อ่านเพิ่มเติม แหล่งน้ำ การเกิดลำน้ำ และธรณีพิบัติ

https://ngthai.com/science/30230/hydrogenic/

เรื่องแนะนำ

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน ชีวิตในยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องง่าย และผลจากการใช้แรงงานหนักในสังคมเกษตรกรรมส่งผลให้บรรดาผู้หญิงในยุคนั้นมีร่างกายที่แข็งแรง หลักฐานยืนยันทฤษฎีนี้ปรากฏอยู่ในโครงกระดูก ทีมนักวิจัยที่นำโดย Alison Macintosh จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ได้ศึกษาเปรียบเทียบโครงกระดูกของผู้หญิงในยุคโบราณกับโครงกระดูกของผู้หญิงสมัยใหม่  ซึ่งรวมไปถึงนักกีฬาพายเรือ ผลการศึกษาพวกเขาพบว่าผู้หญิงที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสตกาลมีช่วงแขนที่แข็งแรงกว่านักกีฬาหญิงในปัจจุบันเสียอีก นั่นเป็นเพราะว่าในยุคเกษตรกรรมผู้หญิงเหล่านี้ต้องทำงานที่ต้องใช้แรงตลอดเวลา จึงทำให้พวกเธอมีร่างกายช่วงบนที่แข็งแรง ผลการศึกษานี้ช่วยฉายภาพให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้หญิงในช่วงเวลานั้น ว่าพวกเธอมีความเป็นอยู่กันอย่างไร (เชิญรับชมวิดีโอ เหตุใดผู้หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์จึงมีกระดูกที่แข็งแรงอย่างยิ่ง ได้ที่นี่) อ่านเพิ่มเติม เมื่อสงครามกลางเมืองจบ หมู่บ้านแห่งนี้เหลือเพียงผู้หญิงและเด็ก

หลักฐานใหม่ชี้ ยุงจดจำกลิ่นได้

หลักฐานใหม่ชี้ ยุงจดจำกลิ่นได้ ครั้งหน้าที่คุณสังเกตเห็นยุงบินมาเกาะที่แขน แม้คุณจะตบพลาด แต่บนความโชคร้ายก็ยังคงมีความโชคดี เพราะเจ้ายุงตัวนั้นคงไม่กลับมาดูดเลือดคุณอีกแล้ว ก็เรื่องอะไรจะยอมเสี่ยงที่จะโดนตบอีกล่ะว่าไหม เพราะแมลงเหล่านี้สามารถเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงกลิ่นกายของคุณเข้ากับสถานการณ์อันตราย เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญกับคุณอีกในอนาคต ผลการศึกษาใหม่นี้ถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Current Biology นับเป็นครั้งแรกที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าสัตว์ตัวจิ๋วอย่างยุงนั้นสามารถเรียนรู้และจดจำได้ “พวกมันเป็นเหมือนยุงของปัฟลอฟ” Jeff Riffel ผู้ศึกษาเกี่ยวกับระบบประสาทและพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันกล่าว สำหรับ อีวาน ปัฟลอฟ คือนักจิตวิทยาชาวรัสเซียผู้โด่งดังจากการทดลองการขับน้ำลาย พฤติกรรมของสุนัข ภายใต้สถานการณ์รูปแบบเดียวกัน Riffel ทำการทดลองดูว่าแมลงจะสามารถเรียนรู้กลิ่นได้หรือไม่ (แมลงหลายชนิดฉลาดกว่าที่เราคิด พวกมันรู้จักนำร่างของเพื่อนที่ตายแล้วออกไปนอกรังเพื่อป้องกันโรคระบาด) ในการทดลองเขาให้ยุงไข้เหลือง (Aedes aegypti) รับกลิ่นต่างๆ รวมถึงกลิ่นกายของมนุษย์ พร้อมแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยเป็นเวลา 20 นาที ซึ่งค้ลายกับการขยับของแขนเพื่อที่จะตบ Riffel พบว่า ต่อมายุงที่เข้ารับการทดลองหลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้กลิ่นเหล่านั้นเป็นเวลาถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นวิธีไล่ยุงที่ได้ผลพอๆ กับการใช้สเปรย์ที่มีสาร DEET ซึ่งพบในสเปรย์กันยุงหลายชนิด ที่เป็นเช่นนี้มาจากสารโดพามีนในสมอง ทีมของ Riffel ทำการทดลองอีกครั้งแต่คราวนี้ยุงที่นำมาใช้มีข้อบกพร่องที่ทำให้สมองไม่สามารถหลั่งโดพามีนได้ ผลเป็นไปตามคาด ยุงกลุ่มดังกล่าวไม่เกิดการเรียนรู้ว่ากลิ่นเหล่านี้เป็นอันตราย และพวกมันบินกลับมาอีกครั้งในเวลาต่อมา อ่านเพิ่มเติม 10 “วิธีไล่ยุง” […]

ปรากฏการณ์ทะเลกรด (Ocean Acidification)

ในปัจจุบันการเกิด ปรากฏการณ์ทะเลกรด เพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าช่วงที่ผ่านมา และเริ่มส่งผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้น ปรากฏการณ์ทะเลกรด (Ocean Acidification) คือ ค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือ ค่า pH ของน้ำทะเลในมหาสมุทรทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโดยปกติแล้ว น้ำทะเลมีค่า pH อยู่ที่ราว 8.1 แต่เนื่องปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide) ในชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่สิบแปดเป็นต้นมา กำลังส่งผลให้มหาสมุทรดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide) จากชั้นบรรยากาศมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว และนำไปสู่ “สภาวะการเป็นกรดเพิ่มขึ้นของน้ำในมหาสมุทรทั่วโลก” ค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือ ค่า pH มากกว่า 7 เป็นด่าง (Basic/Alkaline) 7 คือ เป็นกลาง (Neutral) ต่ำกว่า 7 เป็นกรด (Acidic) การเกิดปรากฏการณ์ทะเลกรด ปรากฏการณ์ทะเลกรด เกิดจากมหาสมุทรดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ปริมาณมหาศาลจากชั้นบรรยากาศโลก ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำทะเล (H2O) เกิดเป็นกรดคาร์บอนิก (H2CO3) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ไฮโดรเจนไอออน […]