วิทยาศาสตร์ว่าด้วยความดีกับความชั่ว - National Geographic Thailand

วิทยาศาสตร์ว่าด้วยความดีกับความชั่ว

วิทยาศาสตร์ว่าด้วยความดีกับความชั่ว

คนที่จิตใจโอบอ้อมอารีที่สุดกับอันธพาลใจบาปหยาบช้าที่สุด เป็นตัวอย่างของสัญชาตญาณที่ดีที่สุดและเลวที่สุดของเรา บนปลายด้านหนึ่งของสเปกตรัมศีลธรรมคือการเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และลักษณะทางศีลธรรมอื่นๆที่เราถือกันว่าเป็นความดีงาม ส่วนบนปลายอีกด้านหนึ่งคือความเห็นแก่ตัว ความรุนแรง และแรงกระตุ้นเพื่อทำลายล้างที่เรามองว่าเป็นความชั่วร้าย นักวิจัยตั้งสมมุติฐานว่า มนุษย์วิวัฒน์ความปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้อื่น เพราะการร่วมมือกันภายในกลุ่มสังคมขนาดใหญ่นั้นจำเป็นต่อความอยู่รอด แต่เพราะกลุ่มต่างๆต้องแย่งชิงทรัพยากรกัน ความเต็มใจที่จะทำร้ายหรืออาจถึงกับสังหารศัตรูจึงสำคัญมากเช่นกัน “เราเป็นชนิดพันธุ์ที่ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่มสังคมมากที่สุดในโลก และเรายังเป็นชนิดพันธุ์ที่มีพฤติกรรมรุนแรงมากที่สุดในโลกด้วย” ชอง เดอเซอตี (Jean Decety) นักประสาทวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยชิคาโก กล่าว “เรามีสองหน้าเพราะทั้งสองหน้าสำคัญต่อความอยู่รอด”

แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา นักวิจัยมีความก้าวหน้าสำคัญในการทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์ว่าด้วยสิ่งที่เป็นแรงผลักดันความดีและความชั่ว ทั้งสองสิ่งดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับลักษณะทางอารมณ์ที่สำคัญยิ่ง นั่นคือความร่วมรู้สึก (empathy) ซึ่งเป็นความสามารถภายในของสมองที่รับรู้ว่าคนอื่นกำลังมีความรู้สึกอย่างไร นักวิจัยพบว่า ความร่วมรู้สึกเป็นเชื้อเพลิงที่เติมพลังให้ความเมตตากรุณาในหัวใจของเรา ผลักดันเราให้ช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก การศึกษายังตามรอยพฤติกรรมรุนแรง อันธพาล และต่อต้านสังคมกลับไปถึงการขาดความร่วมรู้สึก ซึ่งดูเหมือนว่ามีต้นตอมาจากวงจรประสาทที่บกพร่อง

ศูนย์การบำบัดเยาวชนเมนโดตาในรัฐวิสคอนซินเป็นที่รองรับผู้กระทำความผิดร้ายแรงที่ยังเป็นวัยรุ่น โปรแกรมบำบัด ช่วยวัยรุ่นหลายคนจากการกลายเป็นอาชญากรไปตลอดชีวิต เยาวชนจะได้รับหรือเสียสิทธิพิเศษสำหรับวันต่อไปอย่างการได้รับอนุญาตให้เล่นวิดีโอเกมโดยอ้างอิงจากความประพฤติในแต่ละวัน วิธีนี้ยอมให้พวกเขาไถ่บาปตัวเองทุกๆ 24 ชั่วโมง เด็กชายในภาพนี้ถือกราฟคะแนนเฉลี่ยแต่ละสัปดาห์ของเขาในช่วงเวลาหนึ่งปี

ในอดีตนักวิจัยเคยคิดว่าเด็กไม่สนใจเรื่องสภาพความเป็นอยู่ของคนอื่น แต่การค้นพบเมื่อไม่นานมานี้แสดงให้เห็นว่า เด็กทารกมีความร่วมรู้สึกมานานก่อนที่จะลืมตาดูโลก มายัน เดวิดอฟ (Maayan Davidov) นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮีบรูในเมืองเยรูซาเลมและเพื่อนร่วมงานได้ทำการศึกษาหลายอย่างในด้านนี้ โดยวิเคราะห์พฤติกรรมของเด็กเมื่อเห็นใครบางคนตกอยู่ในอันตราย เช่น เด็กร้องไห้ ผู้ทำการทดลอง หรือแม่ของเด็กเองทำทีว่าเจ็บปวด แม้เด็กจะมีอายุน้อยกว่าหกเดือน ทารกหลายคนก็ตอบสนองต่อตัวกระตุ้นเหล่านั้นด้วยการแสดงออกทางสีหน้าที่บ่งบอกถึงความกังวล เด็กบางคนแสดงท่าทางห่วงใย ในขวบปีแรกทารกยังแสดงสัญญาณของความพยายามทำความเข้าใจความทุกข์ทรมานที่พวกเขามองเห็น เด็กอายุ 18 เดือนมักจะแปลความร่วมรู้สึกของพวกเขาไปเป็นพฤติกรรมเชิงบวกทางสังคมอย่างการกอดหรือให้ของเล่นแก่เด็กที่ได้รับความเจ็บปวดเพื่อช่วยปลอบโยน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เด็กทุกคนจะเป็นเช่นนั้น ในเด็กส่วนน้อย เริ่มตั้งแต่ขวบปีที่สองของชีวิต นักวิจัยเห็นสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ความเฉยเมยที่เกิดขึ้นเอง” ต่อผู้อื่น “เมื่อมีคนบอกว่าเขาทำให้ตัวเองบาดเจ็บ” แคโรลิน ซาห์น-แวกซ์เลอร์ (Carolyn Zahn Waxler) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน กล่าวและเสริมว่า “เด็กเหล่านี้จะหัวเราะเยาะหรือแม้แต่เย้ยหยันด้วยคำพูดประมาณว่า ‘เธอไม่เจ็บหรอก’ หรือ ‘เธอควรจะระวังมากกว่านี้’ โดยกล่าวด้วยน้ำเสียงตัดสิน” เมื่อติดตามเด็กเหล่านี้ไปจนโตเป็นวัยรุ่น ซาห์น-แวกซ์เลอร์ และซูฮยุนรี เพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด พบว่า มีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะมีแนวโน้มเป็นพวกต่อต้านสังคมและมีปัญหาตามมา

ขณะที่การศึกษาอื่นๆวัดความเมินเฉยและการขาดการแสดงออกทางอารมณ์ในวัยรุ่นโดยใช้ชุดคำถาม เช่น ผู้เข้าร่วมการวิจัยรู้สึกผิดหรือไม่ในการกระทำผิด พวกที่ได้คะแนนสูงสำหรับลักษณะ “การเมินเฉยไร้อารมณ์” มักจะมีปัญหาทางด้านพฤติกรรมรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง นักวิจัยยังพบอีกว่า วัยรุ่นเหล่านี้บางคนลงเอยด้วยการก่ออาชญากรรมรุนแรง บางคนมีแนวโน้ม จะกลายเป็นพวกจิตใจอันธพาลเต็มขั้นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ กล่าวคือเป็นคนเลือดเย็น เจ้าเล่ห์เพทุบาย และไม่สะดุ้งสะเทือนขณะกระทำความผิดเลวร้ายที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้

12 มิถุนายน ปี 2016 | ไนต์คลับพัลส์ ออร์แลนโด ฟลอริดา | เสียชีวิต 49 ราย บาดเจ็บ 53 ราย ในการโจมตีของผู้ก่อการร้ายครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในสหรัฐฯ นับตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน ปี 2001 มือปืนผู้จงรักภักดีต่อกลุ่มไอซิสโจมตีบาร์ซึ่งเป็นที่นิยมของกลุ่มชายรักร่วมเพศ ผู้ไว้อาลัยกลับไปยังที่เกิดเหตุในวันครบรอบหนึ่งปีของเหตุการณ์

เคนต์ คีห์ล (Kent Kiehl) นักประสาทวิทยาศาสตร์ ใช้เวลา 20 ปีที่ผ่านมาค้นคว้าความแตกต่างดังกล่าวโดยการสแกนสมองของนักโทษที่ถูกคุมขัง ด้วยการใช้เครื่องสแกนเอ็มอาร์ไอที่ติดตั้งไว้ภายในรถพ่วง คีห์ลและเพื่อนร่วมงานสร้างภาพจากนักโทษกว่า 4,000 คนที่ถูกคุมขังตั้งแต่ปี 2007 เพื่อทำการวัดผลกิจกรรมในสมองและขนาดของสมองในบริเวณต่างๆ

เมื่อนักวิจัยขอให้นึกถึงคำที่สื่อถึงอารมณ์ที่พวกเขาจดจำได้จากกิจกรรมก่อนหน้า เช่น “ทุกข์ใจ” และ “หน้านิ่วคิ้วขมวด” อาชญากรจิตใจอันธพาลแสดงให้เห็นว่า สมองส่วนอะมิกดาลาซึ่งเป็นส่วนแรกที่ประมวลผลด้านอารมณ์มีกิจกรรมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับนักโทษที่ไม่มีภาวะจิตใจอันธพาล

ส่วนในกิจกรรมที่ออกแบบเพื่อทดสอบการตัดสินใจด้านศีลธรรม นักวิจัยขอให้นักโทษประเมินค่าความน่ารังเกียจของภาพที่ปรากฏขึ้นชั่วครู่บนจอ เช่น การเผาไม้กางเขนโดยพวกคลูคลักซ์แคลน หรือใบหน้าที่ถูกตีจนเลือดอาบ แม้ว่าทั้งสองกลุ่มจะตระหนักถึงความรุนแรงด้านศีลธรรมในภาพเหล่านั้นได้แทบไม่ต่างกัน แต่พวกจิตใจอันธพาลมีแนวโน้มที่จะแสดงการกระตุ้นที่อ่อนกว่าในสมองบริเวณที่มีบทบาทในการใช้เหตุผลทางศีลธรรม

14 ธันวาคม ปี 2012 | โรงเรียนประถมศึกษาแซนดีฮุก | เสียชีวิต 27 ราย บาดเจ็บ 2 ราย เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนหกคนและเด็ก 20 คนเสียชีวิตในเหตุกราดยิงที่เมืองนิวทาวน์ รัฐคอนเนตทิคัต คนร้ายยังสังหารแม่ของตนเองด้วย โรงเรียนถูกรื้อและสร้างขึ้นใหม่ ไม่มีร่องรอยของโรงเรียนเก่าหลงเหลืออยู่แม้แต่เสาธง

จากการค้นพบเหล่านี้และอื่นๆที่ได้ผลคล้ายคลึงกัน คีห์ลเชื่อว่า ผู้มีจิตใจอันธพาลมีความบกพร่องในระบบโครงสร้างต่างๆของสมองที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งรวมถึงสมองส่วนอะมิกดาลาและเปลือกสมองส่วนออร์บิโตฟรอนทัล ซึ่งช่วยในการประมวลผลด้านอารมณ์ ตัดสินใจ ควบคุมแรงกระตุ้น และตั้งเป้าหมาย “โดยพื้นฐานแล้วนักโทษที่มีลักษณะจิตใจอันธพาลอย่างรุนแรง มีส่วนเนื้อเทา (gray matter) ในโครงสร้างเหล่านั้นของสมองน้อยกว่านักโทษอื่นๆประมาณร้อยละห้าถึงเจ็ด”  คีห์ลบอก  ปรากฏว่าภาวะจิตใจอันธพาลจะชดเชยความบกพร่องนี้โดยการใช้สมองส่วนอื่นในการคิดเลียนแบบสิ่งที่ควรเป็นการแสดงอารมณ์ “กล่าวคือผู้มีจิตใจอันธพาลต้อง คิด ว่าอะไรถูกหรือผิด ในขณะที่พวกเรา ใช้ความรู้สึก ตัดสิน” คีห์ลเขียนไว้ในรายงาน

ความสามารถในการเห็นอกเห็นใจซึ่งนำไปสู่ความเมตตากรุณาของเราอาจมีมาแต่กำเนิด แต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่นเดียวกับที่ความโน้มเอียงของการมีจิตใจอันธพาลหรือบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมไม่ได้ติดแน่นกับตัวเด็กจนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานักวิจัยได้แสดงความเป็นไปได้ที่จะยับยั้งความชั่วร้ายตั้งแต่เนิ่นๆ และทำให้สัญชาตญาณเชิงบวกทางสังคมของเราแข็งแกร่งขึ้น

เรื่อง ยุธิจิต ภัตตาจาร์จิ

ภาพถ่าย ลินน์ จอห์นสัน

1 ตุลาคม ปี 2017 | ลาสเวกัส เนวาดา | เสียชีวิต 58 ราย บาดเจ็บ 546 ราย ชายพร้อมปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติซึ่งถูกดัดแปลงให้ยิงได้เร็วขึ้น สาดกระสุนมากกว่าหนึ่งพันนัดลงมาจากชั้น 32 ของโรงแรมใส่ฝูงชนในงานเทศกาลดนตรี เหตุการณ์กราดยิงใส่ฝูงชนเกิดบ่อยขึ้นมากนับตั้งแต่ปี 2011

 

อ่านเพิ่มเติม : วิทยาศาสตร์ว่าด้วยการจูบ, วิทยาศาสตร์ว่าด้วยการร้องไห้

เรื่องแนะนำ

แนะนำตัวคู่หูอีกดวงของโลก

  พบดวงจันทร์ดวงที่สองของโลก องค์การนาซาพบดาวเคราะห์น้อยที่ชื่อว่า Asteroid 2016 H03 โคจรรอบดวงอาทิตย์และเข้าใกล้โลกอยู่เนืองๆ และอาจดำเนินต่อไปเช่นนี้อีกหลายร้อยปีข้างหน้า ขณะที่ดาวเคราะห์น้อย 2016 H03 โคจรรอบดวงอาทิตย์ ก็ดูเหมือนว่ามันโคจรรอบโลกด้วยเช่นกัน แต่อยู่ห่างไกลเกินไปที่จะนับเป็นดาวบริวารของโลกอย่างแท้จริง กระนั้น ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นคู่หูของโลกที่อยู่มานานที่สุดในปัจจุบัน และเรียกได้ว่าเป็น “บริวารเสมือน” (quasi-satellite) “ดาวเคราะห์น้อย 2016 H03 โคจรรอบโลกและไม่เคยออกห่างไปไหนระหว่างที่เราโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปด้วยกัน ดังนั้นเราจึงเรียกมันว่าเป็นบริวารเสมือนครับ” พอล โชดาส ผู้จัดการของ NASA’s Center for Near-Earth Object (NEO) Studies ที่ Jet Propulsion Laboratory ในเมืองแพซาดีนา รัฐแคลิฟอร์เนีย บอก “ดาวเคราะห์น้อยอีกดวงที่ชื่อ 2003 YN107 โคจรด้วยรูปแบบคล้ายคลึงกันอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อสิบปีก่อน แต่แล้วก็หลุดออกจากวงโคจรของเราไป แต่ดาวเคราะห์น้อยดวงใหม่นี้อยู่ติดหนึบกับเรามากกว่าครับ การคำณวนของเราบ่งบอกว่า 2016 HO3 เป็นบริวารเสมือนของโลกที่มีความเสถียรมาเกือบร้อยปีแล้ว และน่าจะโคจรในฐานะคู่หูของโลกไปอีกหลายร้อยปีเลยละครับ” มีผู้สังเกตเห็นดาวเคราะห์น้อย 2016 H03 […]

การเจริญเติบโตของพืช : การงอกของเมล็ด

การงอกของเมล็ด จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยภายนอกที่เหมาะสม จึงสามารถส่งผลให้เกิดกระบวนการงอกของเมล็ดได้ การงอกของเมล็ด ต้องได้รับสภาพแวดล้อมภายนอกที่เหมาะสมมากระตุ้นการเปลี่ยนแปลงภายในเมล็ด ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายกระบวนการ เริ่มตั้งแต่เมล็ดมีการดูดน้ำเพื่อทำให้เซลล์ได้รับน้ำเข้าไป จึงเริ่มมีการทำงานของเอนไซม์สำหรับย่อยอาหารที่เก็บสะสมไว้ในการพัฒนาของต้นกล้า ปัจจัยในการงอกของเมล็ด 1. การมีชีวิตของเมล็ด นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะเมล็ด สาเหตุที่เมล็ดไม่สมบูรณ์ หรือมีอายุสั้น อาจเนื่องจากการเจริญเติบโตของเมล็ดไม่เหมาะสมขณะที่ยังอยู่บนต้นแม่ หรือเนื่องจากได้รับอันตราย ขณะทำการเก็บเกี่ยว หรือขบวนการในการผลิตเมล็ดไม่ดีพอ (อ่านเพิ่มเติม: การสร้างเล็ดของพืชดอก) 2. สภาพแวดล้อมในขณะเพาะ เมล็ดต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ดังนี้ น้ำ เป็นตัวทำให้เปลือกเมล็ดอ่อนตัว และเป็นตัวทำละลายอาหารสะสมภายในเมล็ด ที่อยู่ในสภาวะที่เป็นของแข็ง ให้เปลี่ยนเป็นของเหลว และเคลื่อนที่ได้ ทำให้จุดเจริญของเมล็ดนำไปใช้ได้ แสง เมล็ดเมื่อเริ่มงอก จะมีทั้งชนิดที่ต้องการแสง ชอบแสง และไม่ต้องการแสง ส่วนใหญ่เมล็ดเมื่อเริ่มงอก จะไม่ต้องการแสง ดังนั้น การเพาะเมล็ดโดยทั่วไป จึงมักกลบดินปิดเมล็ดเสมอ แต่แสงจะมีความจำเป็น หลังจากที่เมล็ดงอกแล้ว ขณะที่เป็นต้นกล้า แสงที่พอเหมาะจะทำให้ต้นกล้าแข็งแรง และเจริญเติบโตได้ดี อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสม ช่วยให้เมล็ดดูดน้ำได้เร็วขึ้น กระบวนการใน การงอกของเมล็ด เกิดขึ้นเร็ว และช่วยให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับพืชแต่ละชนิด จะไม่เท่ากัน […]