คุยกับดร.ศิตะ มานิตกุล ผู้วิจัยไดโนเสาร์ตัวที่ 14 ของไทย “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส”

คุยกับดร.ศิตะ มานิตกุล ผู้วิจัยไดโนเสาร์ตัวที่ 14 ของไทย “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส”

“ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน การค้นพบ ‘มินิโมเคอร์เซอร์ ภูน้อยเอนซิส’

ไดโนเสาร์ชนิดที่ 13 ของไทย ได้ทิ้งคำถามชวนสงสัยไว้กับเราข้อหนึ่งว่า

เป็นไปได้ไหมที่ใต้แผ่นดินไทย จะยังมีความลับใดที่รอการค้นพบอยู่อีก?” 

ในฐานะคนที่ติดตามข่าวสารในแวดวงไดโนเสาร์อยู่บ้าง และแอบลุ้นทุกครั้งเวลาเห็นข่าวการลงพื้นที่ขุดค้น เราเชื่อลึก ๆ มาเสมอว่าใต้แผ่นดินภาคอีสานน่าจะยังมี “บิ๊กเซอร์ไพรส์“ ซ่อนเอาไว้ 

และในที่สุด สิ่งที่คาดไว้ก็กลายเป็นจริง เพราะวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทีมวิจัยนำโดย ดร.ศิตะ มานิตกุล นักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก (National Geographic Explorer) และนักวิจัยจากศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับคุณธิติวุฒิ เศรษฐพานิชสกุล นักศึกษาปริญญาเอกจาก University College London (UCL) ได้ประกาศความสำเร็จครั้งใหม่ผ่านวารสาร Scientific Reports ถึงการค้นพบ “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” (Nagatitan chaiyaphumensis) ไดโนเสาร์ชนิดที่ 14 ของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

การค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่ที่บ้านพนังเสื่อ จังหวัดชัยภูมิครั้งนี้ ถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของวงการบรรพชีวินไทย เพราะ “นาคาไททัน” คือไดโนเสาร์ซอโรพอดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความยาวลำตัว 27 เมตร และน้ำหนักตัวกว่า 26 ตัน ซึ่งมากพอที่จะทำให้เพื่อนร่วมยุคครีเทเชียสตอนต้นจากประเทศไทยอย่าง ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ดูตัวเล็กไปถนัดตา

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีนี้ National Geographic ฉบับภาษาไทย ได้ต่อสายตรงถึง ดร.ศิตะ มานิตกุล หัวหน้าทีมวิจัยในครั้งนี้ เพื่อพูดคุยถึงเบื้องหลังการค้นพบอันน่าตื่นเต้น รวมไปถึงแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการปะติดปะต่อปริศนาของไดโนเสาร์ในประเทศไทย

และนี่คือเรื่องราวของนาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส “ไดโนเสาร์ตัวใหม่” ที่เราอยากนำมาเล่าให้คุณฟัง

ภาพ paleoart ของนาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส วาดโดยศิลปินชาวไทย Patchanop Boonsai

ช่วยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการค้นพบฟอสซิลนาคาไททันให้ฟังได้ไหมว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร?

“การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ โดยคุณพ่อถนอม หลวงนันท์ ชาวบ้านในพื้นที่บ้านพนังเสื่อ อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2559 ครับ 

จากคำบอกเล่าคือ คุณพ่อท่านไปหาปลาในสระน้ำสาธารณประโยชน์ของหมู่บ้าน ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกตจึงไปสะดุดตากับเห็นหินที่มีหน้าตาประหลาดก้อนหนึ่งลักษณะคล้ายกระดูกสัตว์ที่กลายเป็นหิน พอท่านไปเล่าให้คนอื่นฟังกลับไม่มีใครเชื่อเลย มีแต่คุณครูท่านหนึ่งแนะนำให้ลองติดต่อไปยังกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งพอเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจดู ก็พบว่าเป็นก้อนหินนั้นเป็นฟอสซิลของไดโนเสาร์อย่างที่คุณพ่อสงสัยจริง ๆ”

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้โปรเจกต์นี้ต้องใช้เวลาร่วม 10 ปี ถึงสามารถประกาศได้ว่าเป็นฟอสซิลของไดโนเสาร์ชนิดใหม่?

“หลัก ๆ คือเรื่องของงบประมาณและกำลังคนครับ เนื่องจากงานนี้เป็นงานใหญ่ กระดูกชิ้นใหญ่มากและหินก็แข็งมาก ทำให้ต้องใช้เวลาและงบประมาณสูงมาก ๆ ในการอนุรักษ์ (ซ่อมแซมและสกัดฟอสซิลออกจากหิน) 

ตอนที่ทีมของกรมทรัพยากรธรณีเข้าไปขุดค้น พวกเขาเจอฟอสซิลประมาณ 10 ชิ้น และนำส่งไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร จังหวัดกาฬสินธุ์ แต่น่าเสียดายที่ลงพื้นที่ได้ประมาณ 2 ปีกว่า ก็ต้องหยุดไป เนื่องจากปัญหาเรื่องงบประมาณของทางราชการ ทำให้ตัวอย่างที่ขุดขึ้นมาได้ ไม่ได้ถูกนำไปวิจัยต่ออย่างที่ควรจะเป็น”

สมาชิกโครงการวิจัย Project Thaitan จากซ้ายไปขวา ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัตนาภรณ์ หันตา (อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ผู้กำลังศึกษาไดโนเสาร์ในพื้นที่อื่นในจังหวัดชัยภูมิ), คุณศศอร ขันสุภา (ผู้นำการขุดค้นนาคาไทยทันเมื่อสิบปีก่อนจากกรมทรัพยากรธรณี), คุณธิติวุฒิ เศรษฐพานิชสกุล (นักศึกษาระดับปริญญาเอกจาก UCL), คุณสวัสดิ์ หลวงนันท์ (ภรรยาของคุณถนอม หลวงนันท์) และดร.ศิตะ มานิตกุล (หัวหน้าโครงการวิจัย) ภาพถ่ายโดย TANINTORN KETBURANA

แล้วดร.ศิตะเข้ามาสานต่อโครงการนี้ได้อย่างไร?

“พ.ศ. 2560 เป็นช่วงผมกำลังเรียนต่อปริญญาเอกและทำงานวิจัยเกี่ยวกับไดโนเสาร์กินพืชสะโพกคล้ายนก หรือออร์นิธิสเชียน (Ornithischia) (ดร.ศิตะเป็นผู้ค้นพบไดโนเสาร์ตัวที่ 13 ‘มินิโมเคอร์เซอร์ ภูน้อยเอนซิส’) พอเรียนจบ เลยจำเป็นต้องมองหาประเด็นวิจัยใหม่ ๆ แล้วผมเห็นว่าฟอสซิลชุดนี้ยังไม่มีใครนำไปวิจัย เลยอยากนำไปทำต่อ

ตอนนั้นผมเองรู้สึกว่ามันมีศักยภาพมากและน่าจะเป็นไดโนเสาร์ชนิดใหม่อย่างแน่นอน ที่เชื่อแบบนั้น เพราะจากการตรวจสอบเบื้องต้น ตัวอย่างที่ขุดค้นมาได้เป็นฟอสซิลของไดโนเสาร์คอยาวขนาดยักษ์ และในหมวดหินโคกกรวด ยังไม่เคยมีการค้นพบและตีพิมพ์การค้นพบไดโนเสาร์คอยาวหรือซอโรพอดมาก่อน 

ผมจึงได้พูดคุยกับนักธรณีวิทยาที่ดูแลฟอสซิลชุดนี้ และเริ่มเขียนโครงการเพื่อขอทุนวิจัยจาก National Geographic Society หลักจากได้รับทุนมาในปีพ.ศ. 2567 ผมใช้เวลาดำเนินงานอยู่ 2 ปี เข้าไปสำรวจและขุดค้นเพิ่มเติม ค้นพบชิ้นส่วนรวมทั้งสิ้นประมาณ 20 ชิ้น เข้าสู่งานในห้องปฏิบัติการและทำวิจัย จนได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Scientific Reports (ในเครือ Nature) ที่เพิ่งเผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมานี้ครับ”

พูดถึงเจ้านาคาไททันกันบ้าง ในสายวิวัฒนาการไดโนเสาร์ตัวนี้จัดอยู่ในกลุ่มไหนและมีความพิเศษอย่างไร?

“นาคาไททัน อยู่ในกลุ่มใหญ่ที่เรียกว่า ไททาโนซอริฟอร์ม (Titanosauriforms) หรือกลุ่มไดโนเสาร์คอยาวที่มีวิวัฒนาการขั้นสูงครับ และอยู่ในกลุ่มย่อยที่ชื่อว่า ซอมโฟสปอนดีลิ (Somphospondyli) ที่มีโครงสร้างกระดูกภายพรุนคล้ายรังผึ้ง เพื่อช่วยลดภาระในการแบกน้ำหนักของร่างกาย

โดยนาคาไททัน อยู่ในวงศ์ยูฮีโลโปดิดี (Euhelopodidae) ซึ่งเป็นกลุ่มไดโนเสาร์คอยาวเฉพาะถิ่น ที่พบมากในโซนเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในยุคครีเทเชียสตอนต้นถึงตอนกลาง ภูเวียงโกซอรัสของเราและตังหวายโยซอรัส (Tangvayosourus)  จากประเทศลาวก็อยู่ในกลุ่มนี้ แต่ตัวที่ใหญ่ที่สุด คือหรู่หยางโกซอรัส (Ruyangosaurus) จากประเทศจีน ที่หนักได้ประมาณ 50 ตัน

ซึ่งสุดท้ายที่ปลายสายวิวัฒานาการ พวกซอมโฟสปอนดีลิ จะพัฒนาไปเป็นกลุ่มไททาโนซอเรีย (Titanosauria) หรือ ไททาโนซอร์ที่แท้จริง ที่มีร่างกายใหญ่ยักษ์ในยุคครีเทเชียสตอนปลาย และกลายเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อย่างพวกอาร์เจนติโนซอรัส (Argentinosaurus ) หรือปาตาโกไททันครับ (Patagotitan)”

ชิ้นส่วนฟอสซิลที่ของนาคาไททัน มีความพิเศษหรือมีลักษณะเด่นทางกายภาพอย่างไรที่ทำให้แยกแยะได้ว่าเป็นชนิดใหม่ของโลก?

“แม้ชิ้นส่วนที่เราพบจะมีไม่กี่ชิ้น แต่ก็มีความสมบูรณ์และแสดงลักษณะเฉพาะที่ชัดเจนมากครับ โดยเฉพาะการเรียงตัวของแผ่นกระดูกบนสันหลัง (lamina) ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และข้อต่อกระดูกสันหลัง (hyposhene) ที่มีลักษณะเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม

รวมไปถึงกระดูกต้นแขนขวา (Humerus) ซึ่งเป็นชิ้นที่สมบูรณ์มาก เพียงเท่านี้ก็มากพอให้เราพบความต่างจากไดโนเสาร์คอยาวที่เคยมีรายงานก่อนหน้า และบอกได้ว่าตัวนี้เป็นไดโนเสาร์คอยาวชนิดใหม่”

แบบจำลองกระดูกต้นขาหลังของนาคาไททันที่ต่อกันยาว 2 เมตร นับเป็นกระดูกไดโนเสาร์ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปรียบเทียบกับความสูงของดร.ศิตะ มานิตกุล (สูง 182 เซนติเมตร) ภาพถ่ายโดย TANINTORN KETBURANA

จากชิ้นส่วนที่พบ ทีมวิจัยคำนวณและประเมินขนาด รูปร่าง และน้ำหนักของนาคาไททันออกมาได้อย่างไร?

“เราใช้การเปรียบเทียบสเกลและสัดส่วนกับไดโนเสาร์ในวงศ์ใกล้เคียงกันที่มีโครงร่างสมบูรณ์กว่า เมื่อวัดขนาดเส้นรอบวงบริเวณช่วงกลางของกระดูกต้นขาหน้าและต้นขาหลัง มาคำนวณประกอบกับสูตรทางบรรพชีวินวิทยา ก็สามารถประเมินขนาดของ นาคาไททันตัวนี้ได้ว่า มีน้ำหนักตัวที่ประมาณ 26–28 ตัน และมีความยาวตั้งแต่หัวจรดหางประมาณ 27 เมตร”

ขนาดที่ใหญ่โตของนาคาไททัน เปลี่ยนความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับไดโนเสาร์ในภูมิภาคนี้อย่างไรบ้าง?

“หลัก ๆ คือมันทำลายสถิติเดิมของภูมิภาคเรา คือภูเวียงโกซอรัสและตังหวายโยซอรัส พวกนี้คือไดโนเสาร์คอยาวไซส์กลาง ๆ แต่นาคาไททันมันมีขนาดใหญ่กว่านั้นมากและอยู่ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ (ยุคครีเทเชียสช่วงอายุราว 110 ล้านปีก่อน) ที่ไดโนเสาร์คอยาวทั่วโลกกำลังวิวัฒนาการขยายขนาดร่างกายให้ใหญ่ยักษ์เพื่อความอยู่รอด

อธิบายง่าย ๆ คือพวกซอโรพอดมีขนาดใหญ่ได้เพราะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมครับ คอที่ยาวช่วยให้พวกมันประหยัดพลังงานในการกวาดคอไปมาจากต้นไม้หนึ่งไปอีกต้นโดยที่ไม่ต้องขยับตัว และช่วยให้พวกมันสามารถเข้าถึงแหล่งอาหารที่สัตว์อื่นเข้าถึงไม่ได้ พอหาอาหารได้มากขึ้นประหยัดพลังงานมากขึ้น ตัวก็ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย”

คุณธิติวุฒิ เศรษฐพานิชสกุล ผู้ร่วมวิจัยหลักใน Project Thaitan กำลังวัดขนาดกระดูกนาคาไททัน ณ พิพิธภัณฑ์สิรินธร กระดูกทุกชิ้นจะถูกวัดขนาดในด้านต่าง ๆ และบรรยายอยู่ในวารสารตีพิมพ์ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการอ้างอิงกับงานวิจัยอื่น ๆ ในอนาคต ภาพถ่ายโดย TANINTORN KETBURANA

แล้วขนาดของมันสะท้อนภาพระบบนิเวศของประเทศไทยในยุคนั้นอย่างไร?

“มันสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ภาคอีสานในยุคนั้น โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นหมวดหินโคกกรวด มีความอุดมสมบูรณ์ในระดับมหาศาลครับ เพราะสัตว์กินพืชขนาดเกือบ 30 ตัน ตัวนี้ ในแต่ละวันพวกมันต้องกินพืชพรรณปริมาณมหาศาลเพื่อดำรงชีวิต ดังนั้นระบบนิเวศในยุคนั้นต้องมีปริมาณอาหารมากพอและโตไวมากพอที่จะรองรับฝูงไดโนเสาร์ยักษ์เหล่านี้ได้ 

ส่วนเรื่องของผู้ล่า ผมไม่กังวลเลยครับ เพราะเทียบกันหนึ่งต่อหนึ่งไม่น่าจะมีใครเอานาคาไททันลงได้ ถ้าพวกมันจะตกเป็นเหยื่อจริง ๆ ผู้ล่าต้องออกล่าด้วยกันเป็นฝูง แล้วก็ล่าเฉพาะตัวที่ป่วยหรือลูกของนาคาไททันเท่านั้น”

การทำงานกับฟอสซิลขนาดมหึมาขนาดนี้ ทีมวิจัยต้องเจอกับความท้าทายอะไรบ้าง?

“ก่อนหน้านี้งานวิจัยล่าสุดของผมคือการศึกษามินิโมเคอร์เซอร์ ภูน้อยเอนซิส ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินพืชตัวเล็ก ๆ ขนาดเท่าลูกสุนัข แต่พอต้องเปลี่ยนมาทำวิจัยไดโนเสาร์คอยาวขนาดใหญ่อย่างนาคาไททัน สเกลการทำงานมันต่างกันลิบลับเลยครับ แค่กระดูกสันหลังชิ้นเดียวของนาคาไททัน ก็มีขนาดใหญ่กว่าไดโนเสาร์ตัวเดิมที่ผมเคยทำทั้งตัวแล้ว และหนักมากจนต้องใช้ผู้ชายหลาย ๆ คนช่วยกันยก

ความยากลำบากหลัก ๆ อยู่ที่ขั้นตอนการอนุรักษ์ฟอสซิล หรือการสกัดเอาหินออกจากกระดูก เนื่องจากหินในหมวดหินโคกกรวดนั้นมีความแข็งมาก กระดูกสันหลังเพียงแค่ชิ้นเดียว ต้องใช้เจ้าหน้าที่หลายคน ใช้เครื่องมือค่อย ๆ เซาะหินออกอย่างระมัดระวัง กว่าจะได้ชิ้นหนึ่ง ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 เดือน 

นอกจากนี้เรายังประสบวิกฤตขาดแคลนบุคลากร เพราะในตอนนั้นที่พิพิธภัณฑ์สิรินธรเหลือเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ตัวอย่างเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ทีมวิจัยจึงต้องแก้ปัญหาด้วยการจ้างคนนอกเข้ามาเพิ่ม และต้องเริ่มต้นฝึกสอนกันใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การใช้เครื่องมือ ไปจนถึงการทำความเข้าใจโครงสร้างกระดูกเพื่อไม่ให้ฟอสซิลเกิดความเสียหายครับ”

ท่ามกลางอากาศร้อนจัดของเดือนเมษายน ในแหล่งขุดค้นบ้านพนังเสื่อ สมาชิกค่ายบรรพชีวินวิทยา (Paleo Camp) กำลังขมักเขม้นกับการเก็บกู้เฝือกเก่าที่ถูกทิ้งไว้มาหลายปี รวมไปถึงการขุดพบฟอสซิลเพิ่มเติม นับเป็นกิจกรรมเด่นของศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา ที่เปิดโอกาศให้คนทั่วไปได้มาร่วมใช้ชีวิตแบบนักบรรพชีวินวิทยาและมีส่วนร่วมกับงานวิจัย ภาพถ่ายโดย TANINTORN KETBURANA

จากสภาพของฟอสซิลที่กระจัดกระจายและร่องรอยในแหล่งขุดค้น ทีมวิจัยพอจะสันนิษฐานได้ไหมว่าเจ้านาคาไททันตัวนี้ตายได้อย่างไรและเกิดอะไรขึ้นกับร่างของมันหลังจากนั้น?

“จากหลักฐานทางด้านตะกอนวิทยาบ่งชี้ว่าพื้นที่บริเวณนี้ในอดีตเคยเป็นแม่น้ำโค้งตวัด  นาคาไททันตัวนี้จะตายด้วยสาเหตุอะไร จุดนี้เรายังไม่ทราบ 

จากสภาพกระดูกที่กระจัดกระจายแต่ยังคงอยู่ในบริเวณเดียวกัน บ่งบอกว่าร่างของมันน่าจะเกิดการแยกออกจากกันในบริเวณนี้ ก่อนที่ตะกอนดินและทรายจะไหลมากลบฝังอย่างรวดเร็ว ซึ่งการฝังกลบที่รวดเร็วนี้ที่ช่วยปกป้องกระดูกไม่ให้สลายไปตามธรรมชาติ และทำให้กลายเป็นฟอสซิลที่คุณพ่อถนอมเจอตามที่เราทราบกัน”

ในหลุมขุดค้น นอกจากนาคาไททันแล้ว ยังพบหลักฐานของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในอดีตอีกไหม?

“ในหลุมขุดค้น ซึ่งจริง ๆ มีขนาดพื้นที่ค่อนข้างเล็ก (เล็กกว่าสนามบาสเกตบอลเล็กน้อย) เราไม่ได้เจอแค่นาคาไททันนะครับ แต่เรายังพบฟอสซิลของสัตว์ร่วมยุคอื่น ๆ ที่กระจายตัวอยู่รอบ ๆ ซึ่งช่วยให้เราเห็นภาพระบบนิเวศโบราณเมื่อ 110 ล้านปีก่อนได้อย่างชัดเจน เช่น หอยกาบขนาดใหญ่ ฟันฉลามน้ำจืด ฟันจระเข้โบราณ รวมไปถึงฟันของไดโนเสาร์กินปลากลุ่มสไปโนซอร์ (Spinosaur) และไดโนเสาร์กินเนื้อกลุ่มอัลโลซอร์ (Allosaur) อีกด้วย”

การที่รอบตัวของนาคาไททันเต็มไปด้วยนักล่ามันบอกอะไรได้บ้าง?

“มันอาจบอกได้ว่าทำไมนาคาไททันถึงต้องวิวัฒนาการร่างกายจนมีขนาดมหึมาแบบที่เป็นอยู่ อันที่จริงมันเป็นเทรนด์การเอาตัวรอดของไดโนเสาร์คอยาวในยุคนั้น ที่ขยายขนาดตัวตามสภาพแวดล้อมอยู่แล้ว แต่การขยายขนาดร่างกายให้ใหญ่โตและมีน้ำหนักมาก ๆ ก็มีข้อดี คือช่วยลดการปะทะ และทำให้สัตว์กินเนื้อตัวอื่น ๆ ไม่กล้าเข้ามาโจมตีหรือล่าพวกมันได้ง่าย ๆ พฤติกรรมนี้ก็เหมือนกับช้างในปัจจุบันนั่นแหละครับ คือต่อให้มีเสือหรือสิงโตอยู่รอบ ๆ แต่นักล่าเหล่านั้นก็เลือกที่จะหลีกเลี่ยงและไม่กล้าเข้ามายุ่งกับสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวมันเองหลายเท่า”

ภายใต้หน้าดินที่สมาชิกค่ายบรรพชีวินวิทยา (Paleo Camp) ช่วยกันเปิดเพื่อนำกระดูกซี่โครงที่พบระหว่างการจัดกิจกรรม บ่งชี้ว่าแหล่งขุดค้นบ้านพนังเสื่อยังมีศักยภาพอยู่ และอาจมีการพบกระดูกชิ้นอื่น ๆ ของนาคาไททันเพิ่มเติมในอนาคต ภาพถ่ายโดย TANINTORN KETBURANA

แล้วในเชิงวิชาการการค้นพบนาคาไททันส่งผลกระทบหรือสร้างความสั่นสะเทือนต่อแผนผังสายวิวัฒนาการของไดโนเสาร์คอยาวในไทยอย่างไรบ้าง?

“ส่งผลอย่างมากเลยครับ เพราะเดิมทีในหมวดหินโคกกรวดของไทย เรามีรายงานแต่พวกไดโนเสาร์กินพืชกลุ่มอื่น เช่น อิกัวโนดอนต์ (Iguanodont) หรือเซอราทอปเซียน (Ceratopsian)  หรือพวกไดโนเสาร์กินเนื้อ แต่ไม่เคยมีการตีพิมพ์การศึกษาไดโนเสาร์ซอโรพอดอย่างจริงจังมาก่อนเลย การค้นพบนาคาไททันทำให้เราสามารถยืนยันได้ว่า มีไดโนเสาร์คอยาวขนาดยักษ์พวกไททาโนซอริฟอร์มอาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ตั้งแต่ยุคครีเทเชียสตอนต้นแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น การที่มันอยู่ในวงศ์ยูฮีโลโปดิดี ซึ่งเป็นวงศ์ไดโนเสาร์คอยาวเฉพาะถิ่น จึงช่วยยืนยันสมมติฐานทางธรณีวิทยาและบรรพชีวินวิทยาว่า ในยุคครีเทเชียส แผ่นดินภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเชื่อมต่อกัน ทำให้สัตว์สามารถอพยพย้ายถิ่นฐานและวิวัฒนาการร่วมกันจนเกิดเป็นวงศ์เฉพาะถิ่นนี้ขึ้นมาได้”

มีการพูดถึงฉายาของนาคาไททันว่าเป็น “The Last Titan” (ไททันตัวสุดท้าย) ฉายานี้มีที่มาจากอะไร?

“ที่มาของฉายานี้ เกิดจากความสัมพันธ์กับช่วงเวลาทางธรณีวิทยาและการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในอดีตของภาคอีสานครับ คือฟอสซิลของนาคาไททันถูกค้นพบในหมวดหินโคกกรวด ซึ่งเป็นหมวดหินที่มีอายุน้อยที่สุดที่เรามีการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ พวกเรานักบรรพชีวินเลยเรียกหมวดหินนี้ว่า ‘แผ่นดินสุดท้ายของไดโนเสาร์ไทย’

ส่วนเหตุผลที่เราไม่เจอฟอสซิลไดโนเสาร์หลังจากยุคนี้อีกเลย เป็นเพราะช่วงเวลาหลังจากหมวดหินโคกกรวด สภาพแวดล้อมทางภาคอีสานของไทยได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเข้าสู่หมวดหินมหาสารคามที่มีการท่วมขังของน้ำเค็มจนเกิดเป็นสภาพเหมือนทะเลสาบน้ำเค็มในแผ่นดิน (คล้าย ๆ ทะเลเดดซี) ซึ่งไม่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตและการเกิดฟอสซิล ทำให้ไดโนเสาร์ที่เคยอาศัยอยู่ในประเทศไทยจำเป็นต้องอพยพไปอยู่ที่อื่น”

แล้วสีของนาคาไททันและลักษณะของหนามที่เกาะตามแนวหลัง ตามนำเสนอใน Paleoart สิ่งเหล่านี้ทีมวิจัยอิงมาจากหลักฐานอะไร?

“ผิวหนังและสีสันของนาคาไททันไม่ได้ถูกรักษาไว้ แต่ทีมกราฟฟิคเราสร้างภาพจำลองขึ้นโดยอิงจาก 2 ส่วนหลัก ๆ ครับ 

ในส่วนของหนามเราอิงจากหลักฐานทางบรรพชีวินวิทยาของไดโนเสาร์กลุ่มไททาโนซอร์ที่ค้นพบในต่างประเทศ ซึ่งมีการพบหลักฐานชัดเจนว่าพวกมันมีปุ่ม หรือหนามตามผิวหนังและแนวหลัง ถึงแม้ในไทยเราจะยังไม่พบชิ้นส่วนหนามที่วางอยู่บนตำแหน่งหลังจริง ๆ  แต่การใส่องค์ประกอบนี้เข้าไปก็เป็นการอ้างอิงตามหลักการทางวิวัฒนาการของสัตว์ในกลุ่มนี้ ซึ่งศิลปินทั่วโลกก็นำไปตีความในแพทเทิร์นที่ต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ตามแนวสันกลางหลังคล้ายสัตว์เลื้อยคลานบางชนิดในปัจจุบัน

ส่วนของสีสัน มีงานวิจัยของต่างชาติพบว่าไดโนเสาร์ซอโรพอดไม่ได้มีสีโทนหม่นเหมือนพวกช้างหรือแรด แต่มีสีสันสดใสมากกว่าที่คิด คือเขาไปศึกษาเมลาโนโซม (Melanosome) ที่พบในฟอสซิลผิวหนังของดิโพลโดคัส (Diplodocus) ไดโนเสาร์คอยาวหางแส้จากยุคจูแรสซิกตอนปลาย แล้วพบว่ามันมีลำตัวสีส้มแดง 

กลับมาที่นาคาไททันของเรา ถ้าจะมีสีสันบ้าง ผมว่าก็พอจะสมเหตุสมผลอยู่ เลยจินตนาการออกมาให้มันเป็นไดโนเสาร์สีฟ้า ซึ่งผมได้แรงบันดาลใจมาจากสีของนกและกิ้งก่าหลายชนิด และสีฟ้าก็เป็นโปรดของผม”

สมาชิกค่ายบรรพชีวินวิทยา (Paleo Camp) ช่วยกันสกัดหินตะกอนออกจากกระดูก เพื่อลดน้ำหนักออกจากเฝือกให้ได้มากที่สุด ทำให้สะดวกต่อการขนย้ายตัวอย่างกลับไปไว้ยังห้องปฏิบัติการ ของพิพิธภัณฑ์สิรินธร นาคาไททันจึงเป็นไดโนเสาร์ที่มาจากความร่วมมือของทุกคนในช่วงเวลา 10 ปีมานี้ ภาพถ่ายโดย TANINTORN KETBURANA

ในมุมมองของนักบรรพชีวินวิทยา พื้นที่หมวดหินโคกกรวดในประเทศไทย ยังมีศักยภาพหรือมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะทำให้เราค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่ ๆ เพิ่มเติมในอนาคต?

“มีความเป็นไปได้สูงมากครับ เพราะหมวดหินโคกกรวดเป็นชั้นหินในยุคครีเทเชียสที่มีการกระจายตัวเป็นวงกว้างในภาคอีสานของไทย โดยเฉพาะในแถบจังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา ขอนแก่น  กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี และอีกหลาย ๆ จุดที่เรายังไม่ได้ขุดค้น

ความน่าตื่นเต้นของหมวดหินนี้คือ ในอดีตมันเคยเป็นทางน้ำโบราณที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงมาก เป็นศูนย์รวมของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดที่มาอยู่รวมกัน สภาพแวดล้อมแบบนี้เอื้อต่อการเกิดฟอสซิลที่สมบูรณ์ การเจอนาคาไททันยิ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าใต้ผืนดินอีสาน น่าจะยังมีเรื่องราวของสัตว์ดึกดำบรรพ์อีกมากมายที่รอให้เราค้นพบอยู่”

การค้นพบนาคาไททัน จะส่งผลต่อแนวทางการสำรวจและวิจัยไดโนเสาร์ในอนาคตต่อไปอย่างไร?

“มันเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของพวกเราเลยครับ ก่อนหน้านี้ภาพจำของหมวดหินโคกกรวดมักจะโดดเด่นเรื่องไดโนเสาร์กินพืชขนาดเล็กถึงกลาง หรือไดโนเสาร์กินเนื้ออย่างสยามแรปเตอร์ แต่การมาถึงของนาคาไททันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ‘ที่นี่เคยมีสัตว์ยักษ์ระดับท็อปของภูมิภาคอาศัยอยู่ด้วย’ สิ่งนี้ทำให้นักบรรพชีวินต้องกลับมาทบทวนและขยายขอบเขตการสำรวจอย่างละเอียดมากขึ้น เพราะแปลว่าในชั้นหินเดียวกันนี้ อาจจะมีชิ้นส่วนของสัตว์กินพืชขนาดยักษ์ตัวอื่น ๆ หรือแม้กระทั่ง ‘ผู้ล่าขนาดยักษ์’ ที่ใหญ่กว่าตัวที่เราเคยเจอซ่อนอยู่ก็เป็นได้”

เรื่อง อรณิชา เปลี่ยนภักดี

ภาพ SITA MANITKOON และ TANINTORN KETBURANA

Paleoart PATCHANOP BOONSAI


อ่านเพิ่มเติม : “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส”

ไดโนเสาร์ชนิดใหม่ลำดับที่ 14 ของประเทศไทย

 

Recommend