รวมคำทำนายของ สตีเฟน ฮอว์คิง อัจฉริยะแห่งยุคผู้ล่วงลับ

รวมคำทำนายของสตีเฟน ฮอว์คิง อัจฉริยะแห่งยุคผู้ล่วงลับ

การทำนายอนาคตของฮอว์คิง

ในฐานะของนักวิทยาศาสตร์และอัจฉริยะผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ฮอว์คิงได้ทำนายอนาคตเกี่ยวกับโลกและมวลมนุษยชาติไว้มากมาย สำนักข่าว Newsweek ได้รวบรวมคำทำนายของนักฟิสิกส์ผู้ล่วงลับเอาไว้ อนาคตเหล่านี้อาจเกิดขึ้นจริงหรืออาจไม่เกิดขึ้น แต่อย่างน้อยข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจมุมมองของฮอว์คิงที่มีต่อโลก รวมไปถึงสะท้อนปัญหาบางประการที่ฮอว์คิงอาจกำลังส่งสัญญาณบางอย่างให้มนุษยชาติร่วมกันแก้ไข เพื่ออนาคตที่ดีกว่าก็เป็นได้

 

เรามีเวลาอยู่บนโลกอีกแค่ 100 ปี

ด้วยวิทยาการสมัยใหม่ 100 ปีเทียบเท่ากับหนึ่งช่วงอายุคน ในปี 2017 ฮอว์คิงเคยคาดการณ์ไว้ว่ามนุษยชาติจะมีเวลาเหลืออยู่บนโลกอีกเพียงแค่ 100 ปีเท่านั้น (ลดลงมากจากเดิมที่เขาเคยทำนายไว้ในปี 2016 ว่าเราเหลือเวลาอีก 1,000 ปี) สาเหตุคืออะไร? ฮอว์คิงให้เหตุผลไว้ในสารคดี “Tomorrow’s World” ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ อุกกาบาตชนโลก ไปจนถึงการเพิ่มขึ้นของประชากรที่กำลังจะล้นโลก เหล่านี้กำลังส่งผลให้วันสิ้นโลกเข้าใกล้เรามากยิ่งขึ้น


หนึ่งในคำทำนาย : ดวงอาทิตย์ของเราจะพบจุดจบอย่างเงียบๆ


ทางรอดของมนุษยชาติคือการอพยพไปยังดาวอื่น

ในสารคดีของ BBC ที่เผยแพร่เมื่อช่วงต้นปี 2017 ทางรอดเดียวของมนุษยชาติคือการอพยพไปอาศัยอยู่ยังดาวดวงอื่น นักฟิสิกส์ผู้นี้ย้ำเตือนเราว่า หากความสำเร็จของการตั้งอาณานิคมต่างดาวยังคงไม่เกิดขึ้น มนุษยชาติอาจจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ในอีกศตวรรษข้างหน้านี้ “แม้ว่าโอกาสของการเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่บนโลกในแต่ละปีจะดูน้อย แต่มันจะเพิ่มขึ้นทุกปี และในอีกพันปีหรือหมื่นปีข้างหน้าภัยพิบัติรุนแรงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” ฮอว์คิงอธิบายในสารคดี ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสารคดี “The Search For A New Earth”

 

โลกจะร้อนไม่ต่างจากดาวศุกร์

กรกฎาคม 2017 ฮอว์คิงรายงานกับ BBC การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้มีสภาพเป็นเช่นดาวศุกร์ ด้วยอุณหภูมิสูงถึง 250 องศาเซลเซียสและน้ำฝนที่ตกลงมาเป็นกรดซัลฟิวริก ซึ่งจะทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดบนโลกจะสามารถอยู่อาศัยต่อไปได้ ฮอว์คิงยังเสริมอีกว่าด้วยความโลภตามธรรมชาติของมนุษย์ เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน มนุษยชาติควรทิ้งโลกนี้ไปเสียและปล่อยให้โลกและระบบนิเวศฟื้นฟูตัวมันเองตามธรรมชาติ

สตีเฟน ฮอว์คิง
ภาพถ่ายจากนาซ่าแสดงให้เห็นถึงปริมาณการใช้ไฟฟ้าของผู้คนบนโลกในหลายประเทศ

 

ในปี 2600 ประชากรจะล้นโลก

พฤศจิกายน 2017 ระหว่างการประชุมสุดยอดนักวิทยาศาสตร์โลก ที่ Tencent WE Summit ฮอว์คิงคาดการณ์ไว้ว่าในปี 2600 โลกจะเผชิญกับจำนวนประชากรที่มากมายมหาศาล ชนิดที่ว่าการบริโภคไฟฟ้าของมนุษยชาติจะเปลี่ยนหน้าตาของดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ให้กลายเป็นสีแดงสุกสว่างเลยทีเดียว ฮอว์คิงระบุขณะนี้ประชากรของเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ 40 ปี ในขณะที่พื้นที่อยู่อาศัยและทรัพยากรมีจำกัด “ประชากรโลกไม่อาจก้าวไปสู่สหัสวรรษหน้าได้ เพราะในปี 2600 จำนวนประชากรจะเพิ่มขึ้นจนหนาแน่น และปริมาณการใช้ไฟฟ้าจะเปลี่ยนโลกให้ร้อนระอุ” เขากล่าว

 

AI จะครองโลกแทนที่มนุษย์

ฮอว์คิงแสดงความกังวลถึงเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตัวเขาเชื่อว่าการที่เอไอพัฒนาไปถึงขีดสุดอาจเป็นได้ทั้งผลดีและผลเสียต่อมนุษยชาติ เมื่อถึงจุดที่สมองมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์มีศักยภาพไม่ต่างกัน เอไออาจก้าวล้ำเส้นในแบบที่เราคาดไม่ถึง และนั่นอาจนำมาซึ่งจุดจบของมวลมนุษยชาติ ด้านบิล เกตส์เองออกมาแสดงทัศนะเห็นด้วยกับฮอว์คิง อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญหลายคนไม่ได้วิตกเช่่นนั้น และเชื่อว่าเอไอไม่สามารถพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ยังไม่สามารถแสดงอารมณ์เช่นมนุษย์ได้

 

สตีเฟน ฮอว์คิงตอบคำถามเกี่ยวกับเอกภพ “เราอยู่อย่างโดดเดี่ยวจริงหรือไม่?”

มรดกจากฮอว์คิง

ในวันนี้แม้ว่าฮอว์คิงจะจากไปแล้ว แต่ผลงานวิจัยของเขาจะยังคงเป็นประโยชน์ต่อวงการวิทยาศาสตร์และคนรุ่นหลังต่อไป นอกเหนือจากความรู้ที่ฮอว์คิงมอบให้ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของชายผู้นี้ยังแสดงให้เห็นถึงจิตใจอันแข็งแกร่งที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อโรคร้าย ในปี 1985 ฮอว์คิงสูญเสียความสามารถในการออกเสียงหลังการผ่าตัดหลอดลม แต่นั่นไม่อาจห้ามฮอว์คิงจากการสื่อสารได้ ด้วยความช่วยเหลือจากโปรแกรมเมอร์ ฮอว์คิงสามารถสื่อสารได้อีกครั้งผ่านโปรแกรมสร้างเสียงพูดซึ่งอาศัยการขยับของศีรษะและดวงตา ผ่านการแปลงออกมาเป็นเสียงสังเคราะห์

เรื่องราวของฮอว์คิงจะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมายในฐานะของอัจฉริยะแห่งยุคและนักวิทยาศาสตร์ผู้ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา อนาคตข้างหน้าของมนุษยชาติจะเป็นอย่างไร? แม้ไม่อาจทราบได้แน่ชัด แต่เราเองก็ไม่สามารถมองข้ามมุมมองของบรุษผู้เปี่ยมด้วยปัญญาผู้นี้ไปได้ สุดท้ายนี้ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปตลอดกาลของสตีเฟน ฮอว์คิง

 

ขอบคุณข้อมูล

http://www.newsweek.com/stephen-hawking-end-year-predictions-2017-755952

http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9470000023746

https://pantip.com/topic/33326564

https://www.thairath.co.th/content/478251

https://www.rt.com/news/421219-stephen-hawking-great-quotes/

 

อ่านเพิ่มเติม

มองโลกเปลี่ยนไปเมื่อได้ท่องอวกาศ

เรื่องแนะนำ

ปรากฏการณ์ทะเลกรด (Ocean Acidification)

ในปัจจุบันการเกิด ปรากฏการณ์ทะเลกรด เพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าช่วงที่ผ่านมา และเริ่มส่งผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้น ปรากฏการณ์ทะเลกรด (Ocean Acidification) คือ ค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือ ค่า pH ของน้ำทะเลในมหาสมุทรทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโดยปกติแล้ว น้ำทะเลมีค่า pH อยู่ที่ราว 8.1 แต่เนื่องปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide) ในชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่สิบแปดเป็นต้นมา กำลังส่งผลให้มหาสมุทรดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide) จากชั้นบรรยากาศมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว และนำไปสู่ “สภาวะการเป็นกรดเพิ่มขึ้นของน้ำในมหาสมุทรทั่วโลก” ค่าความเป็นกรด-ด่าง หรือ ค่า pH มากกว่า 7 เป็นด่าง (Basic/Alkaline) 7 คือ เป็นกลาง (Neutral) ต่ำกว่า 7 เป็นกรด (Acidic) การเกิดปรากฏการณ์ทะเลกรด ปรากฏการณ์ทะเลกรด เกิดจากมหาสมุทรดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ปริมาณมหาศาลจากชั้นบรรยากาศโลก ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำทะเล (H2O) เกิดเป็นกรดคาร์บอนิก (H2CO3) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ไฮโดรเจนไอออน […]

อาจารย์ใหญ่ ผู้เป็นอมตะ

สารคดีแห่งชีิวิตที่ช่างภาพใช้เวลากว่าสิบปี เมื่อซูซาน พอตเตอร์ ตัดสินใจมอบร่างของเธอเป็น "อาจารย์ใหญ่" เวอร์ชั่นไฮเทค ร่างของเธอไม่ได้ถูกผ่าชำแหละศึกษาเหมือนร่างอาจารย์ใหญ่ทั่วไป ทว่าถูกแช่แข็งจนเย็นจัด แล้วสไลซ์เป็นแผ่นบางเฉียบกว่า 20,000 แผ่น เพื่อนำมาประกอบกลับเป็นร่างดิจิตอลของ "อาจารย์ใหญ่" ที่สามารถพูดคุยกับนักศึกษาแพทย์ได้

เปลความดันลบ สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์สู้โควิด-19 ระลอกใหม่

เปลความดันลบ สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์สู้โควิด-19 ระลอกใหม่ ช่วยผู้ป่วยโควิดเอกซเรย์-สแกนปอด โดยไม่ต้องออกจากเปล ลดการแพร่เชื้อแบบเบ็ดเสร็จ ทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม เอ็มเทค สวทช. ได้สร้างนวัตกรรม เปลความดันลบ สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 หรือ ‘PETE (พีท) เปลปกป้อง’ ออกแบบส่วนแคปซูลไร้โลหะ แข็งแรง ปลอดภัย ช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 สามารถนำผู้ป่วยเข้าเครื่องเอกซเรย์-ซีทีสแกนปอด ขณะอยู่บนเปล เพื่อคัดกรองอาการในสถานพยาบาล หรือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลด้วยรถพยาบาล ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดยนางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วย ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ หัวหน้าทีมวิจัยการออกแบบและแก้ปัญหาอุตสาหกรรม และทีมวิจัยเอ็มเทค สวทช. ได้ส่งมอบ PETE (พีท) เปลปกป้อง : เปลความดันลบเคลื่อนย้ายผู้ป่วย รวมจำนวน 5 ชุด ให้แก่โรงพยาบาลและหน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งต่อผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ต่อสถานการณ์การระบาดโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ นางกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า […]

ทําไมเราถึงชอบสิ่งที่เราชอบ

คุณคิดว่าตัวเองรสนิยมดีใช่ไหมกับ สิ่งที่ชอบ แต่ไม่ใช่ตัวคุณหรอกที่ควรได้รับคําชม นั่นเป็นเพราะพันธุกรรมของคุณ จุลินทรีย์ในตัวคุณ และสิ่งแวดล้อมของคุณต่างหาก คงไม่มีสิ่งใดบ่งบอกถึงความเป็นตัวเราได้ดีเท่ากับรสนิยมของเราอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ไวน์ คู่รัก หรือผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง รสนิยมของเราเป็นตัวแทนอัตลักษณ์ของเรา จึงฟังดูเข้าท่าถ้าผมจะคิดว่า ความชอบและไม่ชอบของผมก่อร่างสร้างจากการใคร่ครวญอย่างรอบคอบ และการตัดสินใจด้วยเหตุผล ผ่านทางเลือกต่างๆที่ผมพอจะควบคุมได้ แล้วผมก็ได้รู้จักกับ ท็อกโซพลาสมา กอนดิไอ ในงานวิจัยของผมที่โรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยอินดีแอนา ผมสังเกตว่าปรสิตเซลล์เดียว ที. กอนดิไอ นี้ สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของเจ้าบ้านที่มันอาศัยอยู่ได้ มันทำให้หนูไม่กลัวแมว ในงานวิจัยบางชิ้นบอกว่า มันอาจเปลี่ยนบุคลิกภาพในมนุษย์ด้วย การศึกษาเหล่านี้ทำให้ผมสงสัยว่า จะมีสิ่งอื่นๆที่เราไม่ได้สังเกต หล่อหลอมให้เราเป็นอย่างที่เราเป็น กำหนดสิ่งที่เราชอบและไม่ชอบหรือเปล่า ตอนผมค้นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ผมก็พบกับความจริงที่รบกวนใจว่า การกระทำของเราถูกควบคุมด้วยพลังทางชีวภาพที่ซุกซ่อนอยู่ พูดอีกอย่างคือ เราควบคุมรสนิยมส่วนตัวของเราได้น้อยมากหรือไม่ได้เลย พฤติกรรมและความพึงพอใจต่างๆ ของเราได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากองค์ประกอบทางพันธุกรรม จากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมของเราที่ส่งผลต่อยีน และจากยีนอื่นๆ ที่แทรกซึมเข้ามาในระบบร่างกายจากจุลินทรีย์นับไม่ถ้วนที่อาศัยอยู่ในตัวเรา ผมว่าเรื่องนี้อาจฟังดูไร้สาระ เราถูกสอนว่าเราสามารถเป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ เรารู้สึกเหมือนเราเลือกหยิบอาหารที่ชอบ เลือกคนที่เรามอบความรักให้ หรือเลือกกาบัตรเลือกตั้งไปตามสัญชาตญาณ การบอกว่าเราเป็นหุ่นยนต์มีเลือดเนื้อที่อยู่ใต้อิทธิพลของพลังที่มองไม่เห็นนั้นเป็นเรื่องบ้าบอคอแตก แต่หลังจากที่ผมถูกใครๆ ถามว่า ทำไมผมถึงไม่ชอบผักหลายชนิดที่คนส่วนใหญ่ชอบกัน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองมีบางอย่างผิดปกติ ทำไมผมถึงไม่ชอบบร็อกโคลีนะ […]