เด็กของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเติบโตไม่ต่างจากเรา - National Geographic Thailand

เด็กของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเติบโตไม่ต่างจากเรา

เด็กของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเติบโตไม่ต่างจากเรา

ย้อนกลับไปเมื่อ 49,000 ปีก่อน ในดินแดนของสเปนปัจจุบัน เด็กชายมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเสียชีวิตไม่กี่เดือนก่อนถึงวันเกิดปีที่ 8 ของเขา ขณะนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังตรวจสอบโครงกระดูกเพื่อหาคำตอบที่พวกเขาอ้างว่า การเติบโตของเด็กชายผู้นี้คล้ายคลึงกับการเติบโตของเด็กในปัจจุบัน

ผลการศึกษาถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Science ชี้ให้เห็นว่าช่วงระยะเวลาการเติบโตที่ยาวยาน มีผลช่วยพัฒนาสมองให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และเอกลักษณ์อันโดดเด่นนี้ไม่ได้มีแค่ในมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ในสายพันธุ์เดียว

“เราคิดมาตลอดว่าการเติบโตของเราเป็นอะไรที่พิเศษสำหรับสายพันธุ์เรา” อันโตนิโอ โรซาส หัวหน้าบรรพชีวินวิทยาจากพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติในกรุงมาดริด ประเทศสเปน ผู้ศึกษาการวิจัยครั้งนี้กล่าว “เราตระหนักรู้ว่าอัตราการเติบโตที่เป็นไปอย่างเชื่องช้าช่วยให้เรามีมันสมองที่ใหญ่ขึ้น…และเอกลักษณ์นี้กำลังถูกแบ่งปันส่งต่อไปยังมนุษย์สายพันธุ์อื่นเช่นกัน”

เป็นเวลามากกว่า 200,000 ปีมาแล้ว มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเดินทางออกไปทั่วยุโรป จากอังกฤษไปสู่มองโกเลีย ญาติของเราที่สูญพันธุ์ไปแล้วนี้เป็นสายพันธุ์มนุษย์ที่มีความแข็งแกร่ง รอบคอบและซับซ้อน พวกเขารู้จักการใช้ไฟ พวกเขาเผาคนตาย และยังรู้วิธีการรักษาตนเองเมื่อเจ็บป่วยด้วยพืชและเห็ดรา ผลการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ระบุว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลก่อสร้างแท่นหินขึ้นในถ้ำของฝรั่งเศส ในฐานะสัญลักษณ์ที่ยังไม่อาจทราบถึงเหตุผลเบื้องหลังได้

และสำหรับปีนี้ มีประเด็นการถกเถียงที่ว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมีการพัฒนาทางร่างกายที่รวดเร็วคล้ายกับกอริลล่าในทุกวันนี้หรือไม่? หรือพวกเขามีอัตราการเจริญเติบโตที่เป็นไปอย่างเชื่องช้าเช่นมนุษย์สมัยใหม่

หนึ่งในสถานที่หาคำตอบของข้อสงสัยนี้ที่ดีที่สุดคือถ้ำ  El Sidrón ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน สถานที่บรรจุซากฟอสซิลของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลมากกว่า 2,500 ชิ้น ที่มีอายุมากกว่า 49,000 ปี และเป็นที่น่าสังเกตว่าโครงกระดูกของมนุษย์ผู้ใหญ่จำนวน 7 คน และเด็กอีก 6 คนถูกพบในที่เดียวกัน ซึ่งพวกเขาน่าจะมาจากกลุ่มสังคมเดียวกัน

มนุษย์นีแอนเดอร์ทัล
โครงกระดูกของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลวัยเด็กถูกพบในถ้ำ El Sidrón ของสเปน นำมาซึ่งข้อสงสัยของการพัฒนาร่างกายในมนุษย์ยุคโบราณ

 

เรื่องราวของเด็กชาย

หนึ่งในโครงกระดูกของเด็ก มีอยู่หนึ่งโครงที่เป็นที่รู้จักในชื่อ El Sidrón J1 โครงกระดูกร่างนี้มีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะช่วยให้นักวิจัยค้นหาเรื่องราวขณะยังมีชีวิตของเขา

J1 มีความสูงประมาณ 4 ฟุต น้ำหนักประมาณ 57 ปอนด์ เขาถนัดมือขวาและมีบางอย่างที่คล้ายคลึงกับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลผู้ใหญ่ นั่นคือร่องรอยบนฟันของเขาที่คล้ายกับโครงกระดูกผู้ใหญ่อื่นๆ ในถ้ำ  El Sidrón

ความเจ็บปวดจากโรคภัยไข้เจ็บไม่ได้ฝังร่องรอยลงบนกระดูกของเขา ผิวเคลือบฟันยังมีให้เห็น อย่างไรก็ตามใครบางคนทำเครื่องหมายลงบนกระดูกของเขาเมื่อตายไปแล้ว ซึ่งอาจเป็นสัญลักษณ์ของการกินเนื้อคนร่วมกัน ส่วนที่เหลือถูกตรวจสอบอายุขัยและเทียบความสมบูรณ์ของมนุษย์เด็กรายนี้

เคลือบฟันที่เป็นชั้นๆ ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถทราบอายุของเจ้าของได้ เช่นเดียวกับวงปีในต้นไม้ หลังการตรวจสอบพบว่าหนึ่งในฟันกรามของ J1 ยังไม่งอกออกมาเต็มที่ ทีมนักวิจัยคาดเดาว่าเด็กชายน่าจะเสียชีวิตขณะทีอายุได้ประมาณ 7.7 ปี

เมื่อทีมนักวิจัยเปรียบเทียบโครงกระดูกของ J1 กับโครงกระดูกของมนุษย์เด็กยุคใหม่อีกหลายพันโครง J1 มีความคล้ายคลึงกับเด็กอายุ 7 – 8 ขวบของเรามาก หรืออาจเรียกได้ว่าแทบจะแยกไม่ออกจากเด็กในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามโรซาสกล่าวว่า กระโหลกศีรษะที่พบมีความต่างจากมนุษย์สมัยใหม่เล็กน้อย ภายในกระโหลกศีรษะแสดงให้เห็นว่าถูกกดดันจากมันสมองที่กำลังเติบโตขึ้น สมองของ J1 มีค่าเฉลี่ยคิดเป็น 88% ของสมองมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลในผู้ใหญ่ หรือสัดส่วนที่หายไปมีค่าประมาณปริมาณของลูกเบสบอลหนึ่งลูก

การค้นพบนี้นักวิจัยชี้ให้เห็นว่าสมองของเด็กในมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลยังคงเติบโตอยู่ และพัฒนาการดังกล่าวน่าจะช้ากว่าเด็กอายุ 7 – 8 ขวบในมนุษย์ยุคใหม่ ที่สมองโตเต็มที่เมื่ออายุก่อน 7 ขวบ

 

ถกเถียงเรื่องศีรษะ

ไม่ใช่ว่านักวิจัยทุกคนจะเชื่อตามทฤษฎีของโรซาส เนื่องจากว่าเขาทำงานกับตัวอย่างเพียงตัวอย่างเดียว

Marcia Ponce de León และ Christoph Zollikofer นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยซูริคออกมาโต้แย้งแนวคิดที่ว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเองมีการพัฒนาไม่ต่างจากมนุษย์สมัยใหม่ พวกเขาชื่นชมการศึกษาครั้งนี้ อย่างไรก็ตามไม่มีสถิติที่ชัดเจนเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่ามันสมองของ J1 นั้นพัฒนาช้ากว่าสมองของมนุษย์สมัยใหม่

มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลวัยผู้ใหญ่บางรายมีสมองเล็กกว่า J1 และในเด็กนีแอนเดอร์ทัลเองก็มีบางรายที่มีมันสมองใหญ่กว่า J1 “ในขณะที่เราทราบปริมาณสมองของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล El Sidrón ในตอนที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่เราไม่รู้เลยว่าสมองในมนุษย์โตเต็มวัยจะมีปริมาณเท่าไหร่ หากเขาเติบโตขึ้น” นักวิจัยทั้งสองกล่าวผ่านอีเมลล์  “อย่างไรก็ดี บทความนี้แสดงให้เห็นถึงกรณีที่น่าเชื่อถือของการพัฒนาสมองในมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (อย่างน้อยก็อาจพัฒนาช้าเท่าๆ กับเรา)  นั่นทำให้ไอเดียที่ว่า ‘เอกลักษณ์ของมนุษย์’ ต้องพับเก็บไป”

ทันยา สมิท ผู้เชี่ยวชาญด้านฟันของนีแอนเดอร์ทัล จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและกริฟฟิธมีข้อสงสัย เธอระบุว่าการระบุอายุจากฟอสซิลของฟันนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตาม เธอเห็นด้วยกับ Zollikofer และ Ponce de León เนื่องจากว่าการที่มันสมองของ J1 นั้นมีขนาดเล็กกว่ามาตรฐานไม่ได้แปลว่ามันกำลังเติบโตอยู่

“ฉันคิดว่าเรามีความรู้มากพอเกี่ยวกับการพัฒนาอันหลากหลายของสิ่งมีชีวิต แต่การจะสรุปใดๆ นั้นไม่สามารถทำได้จากหลักฐานฟอสซิลชิ้นเดียว” เธอกล่าว

โดย มิคาเอล เกรชโค

 

อ่านเพิ่มเติม

เบาะแสใหม่ชี้ ยีนจากนีแอนเดอร์ทัลส่งผลถึงสุขภาพเรา

เรื่องแนะนำ

ภาพเปลือยโมนาลิซาอาจเป็นผลงานของ ดา วินชี เอง

ภาพเปลือยโมนาลิซาอาจเป็นผลงานของ ดา วินชี เอง โดย คริสตินา นูเนช ภาพวาดด้วยดินสอที่เป็นที่รู้จักในฐานะ “ภาพเปลือยของโมนาลิซา” ถูกเชื่อกันมาอย่างยาวนานว่าเป็นผลงานของหนึ่งในลูกศิษย์ของ ลีโอนาร์โด ดา วินซี แต่ผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีสชี้ว่าผลงานชิ้นนี้อาจเป็นผลงานของดา วินชีเอง เป็นการยากที่จะมองข้ามจุดคล้ายคลึงกันของผู้หญิงที่โด่งดังที่สุดในผลงานของดา วินชี เมื่อศตวรรษที่ 16 กับผู้หญิงในภาพเขียน “โมนนา แวนนา” (Monna Vanna) ภาพสเก๊ตช์ที่ถูกเก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Condé ทางตอนเหนือของกรุงปารีส ตั้งแต่ปี 1862 รอยยิ้มไม่เต็มที่เหนือคางที่ได้รูป ตลอดจนองศาของการวางมือก็เหมือนกันพอดิบพอดี ความคล้ายคลึงดังกล่าวดึงดูดความสนใจของบรรดานักวิจัยในการหาคำตอบของผลงานชิ้นนี้ ที่มีแผนจะจัดแสดงภายในนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ Condé ในปี 2019 นี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 500 ปี นับตั้งแต่ศิลปินเอกชาวอิตาลีแห่งยุคเรเนซองส์เสียชีวิตลง ภาพเขียนถูกสร้างสรรค์ขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับ “โมนาลิซา” ในช่วงที่ดา วินชี ยังมีชีวิต และตัวกระดาษเองก็ถูกผลิตขึ้นในอิตาลี รายงานจาก Mathieu Deldicque รองผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ Condé ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 […]

ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ (Planets of Solar System)

ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ประกอบไปด้วยดาวทั้งหมด 8 ดวง ที่มีลักษณะเฉพาะในตัวเองอย่างโดดเด่น ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ (Planets of Solar system) ดาวเคราะห์ คือ ดาวบริวารของดวงอาทิตย์ ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง และหมุนรอบตัวเองไปพร้อมๆ กับการโคจรรอบดวงอาทิตย์ การจำแนกดาวเคราะห์ 1. ดาวเคราะห์ชั้นใน (Inner planets) คือ ดาวเคราะห์ที่โคจรอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์และแถบดาวเคราะห์น้อย มีทั้งหมดสี่ดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร ทั้งหมดเป็นดาวเคราะห์ขนาดเล็ก มีความหนาแน่นสูงและมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นของแข็ง เช่น หินและโลหะ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า ดาวเคราะห์หิน (Terrestrial planets) 2. ดาวเคราะห์ชั้นนอก (Outer planets) คือ ดาวเคราะห์ที่โคจรเลยออกไปจากแถบดาวเคราะห์น้อย มีทั้งหมด 4 ดวง ได้แก่ ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน โดยดาวเคราะห์ทั้งหมด มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นน้ำแข็ง ก๊าซ และของเหลว […]

งานวิจัยชิ้นใหม่เปิดเผยว่า ดวงจันทร์อาจมีน้ำมากกว่าที่เคยคิดกันมาก

ดวงจันทร์อาจมีน้ำมากกว่าที่เคยคิดกัน เป็นข้อสรุปที่ได้จากการวิเคราะห์ผลึกแก้วภูเขาไฟขนาดเล็กจิ๋วที่หลงเหลือจากการปะทุของภูเขาไฟครั้งบรรพกาล ผลึกแก้วที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินี้ถูกรวบรวมไว้ตั้งแต่ภารกิจของยานอะพอลโล 15 และ 17 ในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งยานทั้งสองลงจอดใกล้เขตที่มีกิจกรรมภูเขาไฟบนดวงจันทร์ ผลึกแก้วนี้ก่อตัวขึ้นเมื่อแมกมาหรือหินหนืดปะทุขึ้นสู่พื้นผิวและเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วจนน้ำถูกกักไว้ภายใน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ยังไม่มั่นใจว่า ตัวอย่างที่ได้จากภารกิจอะพอลโลมีลักษณะเฉพาะ หรือพบได้จากธารลาวาแห่งอื่นๆ บนพื้นดวงจันทร์ด้วย ในผลการศึกษาชิ้นใหม่ที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Geoscience นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างที่ได้จากภารกิจอะพอลโลซ้ำอีกครั้ง  ร่วมกับการใช้ข้อมูลล่าสุดจากดาวเทียมเพื่อมองหาร่องรอยของแก้วภูเขาไฟที่มีน้ำอยู่ภายในจากบริเวณอื่นๆ ของดวงจันทร์  พวกเขาพบว่า แท้จริงแล้วตะกอนภูเขาไฟกระจายตัวเป็นบริเวณกว้างซึ่งบ่งชี้ว่า ใต้พื้นผิวดวงจันทร์อาจ ชุ่มชื้นมากกว่าที่เคยเชื่อกัน แอนโทนี โคลาพรีต นักวิทยาศาสตร์จากนาซา ผู้วิเคราะห์รายงานชิ้นนี้บอกว่า “ข้อเท็จจริงที่พวกเขาพบลักษณะภูมิประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับแก้วภูเขาไฟบอกเราว่า พื้นผิวชั้นในของดวงจันทร์มีน้ำอยู่พอสมควร ตอนที่เกิดการปะทุของภูเขาไฟเหล่านี้” คำถามหนึ่งที่หลายคนสงสัยคือ เราเคยพบน้ำบนดวงจันทร์ก่อนหน้านี้ไหม? คำตอบคือ ใช่ แต่ก็เพิ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่า ดวงจันทร์ทั้งดวงนั้นแห้งผาก แต่เมื่อปี 2008 นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างผลึกแก้วภูเขาไฟจากภารกิจอะพอลโล และค้นพบร่องรอยแรกของน้ำ จากจุดนั้นเป็นต้นมา การค้นพบน้ำบนดวงจันทร์ก็พรั่งพรู ในปี 2009 องค์การนาซาส่งจรวดและดาวเทียมขึ้นไปตกกระทบหุบอุกกาบาตแห่งหนึ่งบนขั้วใต้ของดวงจันทร์ โดยหวังจะพบหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำ การตกกระทบในครั้งนั้นเผยร่องรอยบางอย่างเกี่ยวกับน้ำแข็งและไฮดรอกซิล ซึ่งเป็นโมเลกุลไวต่อปฏิกิริยาและมีความเกี่ยวข้องกับน้ำ และในปี 2010 นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างหินอื่นๆ ที่ได้จากดวงจันทร์ […]