สำรวจโลก: ยุคน้ำแข็ง ของแอฟริกา - National Geographic Thailand

สำรวจโลก: ยุคน้ำแข็งของแอฟริกา

ยุคน้ำแข็งของแอฟริกา

ทุ่งนํ้าแข็งทางตอนเหนือของคิลิมันจาโรนั้นปกปักรักษาความลับของมันเองเป็นอย่างดี หลักฐานบางชิ้นเสนอว่านํ้าแข็งเก่าแก่ที่สุดมีอายุย้อนกลับไปคร่าว ๆ ราว 11,700 ปี ในยุคน้ำแข็ง ถึงอย่างนั้นข้อมูลในช่วงหลังนี้ก็แสดงว่าธารนํ้าแข็งที่ว่าอาจมีอายุน้อยกว่านั้น

นักวิทยาศาสตร์หลายคนเสนอว่ามันก่อตัวและละลายครั้งแล้วครั้งเล่า ปาสคาล โบห์เลเบอร์ นักวิทยาธารนํ้าแข็งชาวเยอรมัน กับทีมของเขาลองสืบสวนปริศนานี้ โดยเริ่มต้นจากลักษณะอันโดดเด่นของธารนํ้าแข็ง นั่นคือตรงขอบกำแพงสูง 40 เมตรผิดธรรมดา ที่มองเห็นชั้นนํ้าแข็งและการทับถมของชั้นตะกอนที่น่าจะเกิดขึ้นในยุคน้ำแข็ง

ทีมใช้เลื่อยตัดชิ้นนํ้าแข็งตรงฐานตรงชั้นนํ้าแข็งที่บางเฉียบจนแทบสังเกตไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งคาดว่าจะเก่าแก่ที่สุด ตัวอย่างเหล่านี้จะถูกส่งไปยังห้องแล็บเพื่อการวิเคราะห์แยกส่วนประกอบอย่างละเอียด ส่วนงานที่ใหญ่กว่านั้น โบห์เลเบอร์ใช้เรดาร์เจาะทะลุพื้น (GPR: ground-penetrating radar) เพื่อสแกนชั้นนํ้าแข็งที่หนากว่าซึ่งซ่อนอยู่ภายในธารนํ้าแข็งการสแกนเปิดเผยให้เห็นการลำดับชั้นหินตรงขอบของธารนํ้าแข็งขยายเข้าไปภายในอย่างต่อเนื่อง

“ถ้าเราศึกษาบางอย่างเกี่ยวกับอายุของชั้นต่าง ๆ ที่เห็นจากกำแพงธารนํ้าแข็ง เราก็ย้อนดูร่องรอยจากด้านในได้” โบห์เลเบอร์อธิบายหลังจากอยู่ที่ยอดเขานานสามวัน ทีมก็ลำเลียงถังเก็บชิ้นนํ้าแข็งลงจากภูเขา ผ่านป่าและข้ามนํ้าข้ามทะเลเพื่อการวิเคราะห์ในห้องแล็บ ชิ้นนํ้าแข็งจะเปิดเผยเรื่องราวของมันเองในยุคนํ้าแข็ง ซึ่งก็หมายถึงอดีตของคิลิมันจาโรด้วย

เรื่อง บีตา โคแวกส์ นาส

 

อ่านเพิ่มเติม

แอนตาร์กติกา ที่คุณไม่เคยเห็น: ภาพเก่าอายุร้อยปีของทวีปน้ำแข็ง

เรื่องแนะนำ

กว่าจะมาเป็นเจน กูดดอลล์

เรื่อง โทนี เกอร์เบอร์ ภาพถ่าย ฮูโก ฟาน ลาวิค “ฉันต้องขอโทษด้วย ถ้าใครเคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว” เจน กูดดอลล์ บอกผู้ฟังในห้องบรรยายเมื่อปี 2015 แต่บางครั้ง “เรื่องบางเรื่องได้ยินซ้ำก็เข้าท่านะคะ” เธอเสริม ผู้คนจำเรื่องเล่าทั่วๆไปเกี่ยวกับชีวิตของเจน กูดดอลล์ ได้แทบจะในทันที เพราะความถี่ที่มีคนเขียนถึง แพร่ภาพออกอากาศ หรือเปิดเผยต่อโลกด้วยวิธีการอื่นๆ เรื่องมีประมาณว่า หญิงสาวชาวอังกฤษคนหนึ่งทำวิจัยชิมแปนซีในแอฟริกาและกลายเป็นผู้ปฏิวัติวงการไพรเมตวิทยา แต่เธอทำได้อย่างไร ผู้หญิงที่มีความหลงใหลในสิงสาราสัตว์ แต่ไม่มีพื้นฐานการทำงานวิจัยอย่างเป็นทางการใดๆ สามารถโลดแล่นในโลกวิทยาศาสตร์และโลกของสื่อที่ผู้ชายเป็นใหญ่ เพื่อสร้างการค้นพบมากมายในสายงานของเธอ และกลายเป็นคนดังระดับโลกในขบวนการเคลื่อนไหวด้านการอนุรักษ์ได้อย่างไร ต่อไปนี้คือคำตอบ เจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเพราะภาพยนตร์สารคดีเรื่อง มิสกูดดอลล์กับชิมแปนซีป่า (Miss Goodall and the Wild Chimpanzees) ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งออกอากาศเมื่อปี 1965 เธอไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้นานมากแล้ว แต่ผมกำลังเปิดให้เธอดูบนแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ นักไพรเมตวิทยาวัย 83 ปีในปีนี้ กำลังพินิจพิจารณาตัวเธอเองตอนอายุ 28 ปี สาวน้อยเจนในจอภาพกำลังเดินป่าในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่ากอมเบสตรีม (Gombe Stream Game […]

Explorer Awards 2018: ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย

ศิรชัย อรุณรักษ์ติชัย ช่างภาพสายอนุรักษ์และนักวิจัยฉลาม ผู้บอกเล่าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการประมงเกินขนาด ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศผ่านภาพถ่าย

สำรวจโลก : พิราบตรวจอากาศ

พิราบตรวจอากาศ เช้าอากาศสดใสวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิปี 2016 นกพิราบสื่อสาร 10 ตัวถูกปล่อยขึ้นสู่ฟากฟ้าเหนือ กรุงลอนดอน บางตัวได้รับการติดอุปกรณ์ ขนาดจิ๋วที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลปริมาณไนโตรเจนไดออกไซด์และโอโซนในอากาศของมหานครแห่งนี้ นี่เป็นภารกิจแรกของโครงการ “พิราบตรวจอากาศ” (Pigeon Air Patrol) นับตั้งแต่ยุคโบราณ ผู้คนใช้ประโยชน์จากนกที่มีพรสวรรค์ด้านการนำทางนี้ เจงกิสข่านและชาวโรมันใช้พวกมันเป็นผู้ส่งสาร ฝรั่งเศสถึงกับมอบเหรียญกล้าหาญให้นกพิราบสองตัวที่รับใช้ชาติในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นกพิราบถูกฝึกให้นำจรวดไปยังเป้าหมายด้วยการจิกไปที่ เป้าหมายบนจอซึ่งติดตั้งไว้ภายในหัวจรวด (ระบบนำวิถีด้วยวิทยุทำให้พวกมันไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์นี้ แต่เทคโนโลยีที่ใช้ในการฝึกก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจอสัมผัสหรือทัชสกรีนในปัจจุบัน) โครงการพิราบตรวจอากาศสมัยใหม่ได้รับการพัฒนาโดยห้องปฏิบัติการพลูมแลบส์ (Plume Labs) ของโรเมน ลาคอมบ์ เพื่อช่วย สร้างความเข้าใจให้สาธารณชนเกี่ยวกับอากาศที่ พวกเขาหายใจ การศึกษาชิ้นหนึ่งประมาณการว่า มลพิษในอากาศของลอนดอนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 9,416 รายในแต่ละปี โครงการพิราบตรวจอากาศได้ผลเกินคาดจนสามารถชักจูงให้อาสาสมัครที่เป็นมนุษย์สวมใส่อุปกรณ์แบบเดียวกัน ซึ่งนับแต่นั้นสามารถทำแผนที่คุณภาพอากาศของเส้นทางต่างๆ ในลอนดอนรวมแล้ว 2,100 กิโลเมตร “เราใช้อะไรที่ตรงข้ามกับเทคโนโลยีเพื่อทำ สิ่งที่ลํ้าสมัยเอามาก ๆ” ลาคอมบ์บอก ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ถ้านกพิราบช่วยให้คนหันมาสนใจปัญหานี้ได้ ก็จะเป็นอะไรไปเล่า” เรื่อง นีนา สตรอคลิก ภาพถ่าย: DIGITASSLBI; APIC/HULTON ARCHIVE/GETTY IMAGES […]

คนกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก และไทย กำลังเผชิญภัยจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

งานศึกษาใหม่ที่ได้ข้อมูลจากดาวเทียมระบุว่า ผืนแผ่นดินในหลายประเทศมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภายในปี 2050 มากขึ้นกว่าการคาดการณ์เดิม และอาจเลวร้ายลงหากบรรดาประเทศต่างๆ ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดในความตกลงปารีสได้ รายงานใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Communication เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2019 ระบุว่า ผืนดินที่เป็นบ้านของผู้คนราว 300 ล้านคนจะถูกน้ำท่วมอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งภายในปี 2050 ถ้ายังไม่มีการลดการปล่อยคาร์บอนที่ชัดเจน และมาตรการป้องกันชายฝั่งที่มากพอ โดยจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจาก ระดับน้ำทะเล ที่สูงขึ้น มีมากกว่าการคาดการณ์ขององค์การนาซาของสหรัฐอเมริกาที่ระบุว่าจะมีผู้ได้รับผลกระทบอยู่ที่ 80 ล้านคน จำนวนตัวเลขในผลการศึกษานี้ได้มาจากการกระบวนการประเมินอันซับซ้อนของลักษณะภูมิประเทศชายฝั่งรอบโลก โดยรูปแบบการประเมินก่อนหน้านี้ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมที่ประเมินความสูงของพื้นที่เกินกว่าความเป็นจริง เนื่องจากได้มีการรวมความสูงของตึกและต้นไม้ในแต่ละพื้นที่ไปด้วย โดยวิธีการศึกษาแบบใหม่นี้ได้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อชดเชยความผิดพลาดดังกล่าว การศึกษาใหม่ครั้งนี้ให้ผลที่ชวนตะลึงยิ่งกว่าครั้งเดิม และ “การประเมินแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ทั้งเมือง เศรษฐกิจ ชายฝั่ง และทุกภูมิภาคของโลกเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลาของเรา” สก็อต คัลป์ ผู้เขียนหลักของงานศึกษาชิ้นนี้และนักวิทยาศาสตร์อาวุโสแห่งองค์กร Climate Central ที่ทำงานด้านวิเคราะห์และรายงานเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สภาพภูมิอากาศ กล่าวไว้ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Guardian โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นที่ทวีปเอเชีย อันเป็นพื้นที่ที่ประชากรโลกอาศัยอยู่มากที่สุด ซึ่งจำนวนประชากรที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปี 2050 ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 8 เท่าในบังกลาเทศ, 7 เท่าในอินเดีย […]