สำรวจโลก: ยุคน้ำแข็ง ของแอฟริกา - National Geographic Thailand

สำรวจโลก: ยุคน้ำแข็งของแอฟริกา

ยุคน้ำแข็งของแอฟริกา

ทุ่งนํ้าแข็งทางตอนเหนือของคิลิมันจาโรนั้นปกปักรักษาความลับของมันเองเป็นอย่างดี หลักฐานบางชิ้นเสนอว่านํ้าแข็งเก่าแก่ที่สุดมีอายุย้อนกลับไปคร่าว ๆ ราว 11,700 ปี ในยุคน้ำแข็ง ถึงอย่างนั้นข้อมูลในช่วงหลังนี้ก็แสดงว่าธารนํ้าแข็งที่ว่าอาจมีอายุน้อยกว่านั้น

นักวิทยาศาสตร์หลายคนเสนอว่ามันก่อตัวและละลายครั้งแล้วครั้งเล่า ปาสคาล โบห์เลเบอร์ นักวิทยาธารนํ้าแข็งชาวเยอรมัน กับทีมของเขาลองสืบสวนปริศนานี้ โดยเริ่มต้นจากลักษณะอันโดดเด่นของธารนํ้าแข็ง นั่นคือตรงขอบกำแพงสูง 40 เมตรผิดธรรมดา ที่มองเห็นชั้นนํ้าแข็งและการทับถมของชั้นตะกอนที่น่าจะเกิดขึ้นในยุคน้ำแข็ง

ทีมใช้เลื่อยตัดชิ้นนํ้าแข็งตรงฐานตรงชั้นนํ้าแข็งที่บางเฉียบจนแทบสังเกตไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งคาดว่าจะเก่าแก่ที่สุด ตัวอย่างเหล่านี้จะถูกส่งไปยังห้องแล็บเพื่อการวิเคราะห์แยกส่วนประกอบอย่างละเอียด ส่วนงานที่ใหญ่กว่านั้น โบห์เลเบอร์ใช้เรดาร์เจาะทะลุพื้น (GPR: ground-penetrating radar) เพื่อสแกนชั้นนํ้าแข็งที่หนากว่าซึ่งซ่อนอยู่ภายในธารนํ้าแข็งการสแกนเปิดเผยให้เห็นการลำดับชั้นหินตรงขอบของธารนํ้าแข็งขยายเข้าไปภายในอย่างต่อเนื่อง

“ถ้าเราศึกษาบางอย่างเกี่ยวกับอายุของชั้นต่าง ๆ ที่เห็นจากกำแพงธารนํ้าแข็ง เราก็ย้อนดูร่องรอยจากด้านในได้” โบห์เลเบอร์อธิบายหลังจากอยู่ที่ยอดเขานานสามวัน ทีมก็ลำเลียงถังเก็บชิ้นนํ้าแข็งลงจากภูเขา ผ่านป่าและข้ามนํ้าข้ามทะเลเพื่อการวิเคราะห์ในห้องแล็บ ชิ้นนํ้าแข็งจะเปิดเผยเรื่องราวของมันเองในยุคนํ้าแข็ง ซึ่งก็หมายถึงอดีตของคิลิมันจาโรด้วย

เรื่อง บีตา โคแวกส์ นาส

 

อ่านเพิ่มเติม

แอนตาร์กติกา ที่คุณไม่เคยเห็น: ภาพเก่าอายุร้อยปีของทวีปน้ำแข็ง

เรื่องแนะนำ

ร่วมทะยานไปกับฝูงนกอพยพ

ร่วมทะยานไปกับฝูงนกอพยพ เป็นเวลาร่วม 20 ปีแล้ว ที่ Christian Moullec ร่วมบินไปกับบรรดานกอพยพ ตัวเขาเลี้ยงห่านกำพร้าจำนวนหนึ่งที่บ้านในฝรั่งเศส และช่วยนำทางพวกมันให้บินไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง เมื่อถึงฤดูอพยพ ด้วยเครื่องบินขนาดเล็กของเขา ณ ตอนนี้ชายผู้ได้รับสมญานามว่า “เบิร์ดแมน” เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวที่สนใจอยากเห็นท้องฟ้าในแบบที่เขาเห็น ให้ขึ้นมาร่วมบินไปกับเขาและฝูงนก โดยจุดประสงค์เพื่อนำรายได้ไปช่วยสำหรับการอนุรักษ์นก ลองชมฟุตเทจจากบนท้องฟ้าที่ Moullec โผบินไปกับฝูงนก แล้วคุณจะเห็นว่าชีวิตของเขานั้นอัศจรรย์มากแค่ไหน   อ่านเพิ่มเติม : นกอินทรีเหล่านี้คุณอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน, เหยี่ยวรู้จักจุดไฟเผาป่า

วัตถุดิบน่าเกลียดเหล่านี้เป็นอาหารของคน 5,000 คน

ขยะอาหารคือขยะที่ควรเกิดขึ้นน้อยที่สุด วัตถุดิบเหล่านี้ถูกทิ้งเพียงเพราะรูปลักษณ์ของมันไม่สวยงาม แต่นอกซุปเปอร์มาร์เก็ต มันเป็นอาหารให้แก่ผู้คนมากถึง 5,000 คน

เชื้อเพลิงฟอสซิล จะหมดไปจากโลกใบนี้เมื่อไหร่?

นับถอยหลังเวลา ไปพร้อมกับปริมาณของพลังงานฟอสซิลสำรองคงเหลือที่มีแต่น้อยลง คำถามที่ตามมาอันเนื่องมาจากสังคมแห่งการบริโภคพลังงานจาก เชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างหนัก มาสู่ปัจจุบัน ที่การใช้พลังงานทางเลือกกลายเป็นวิถีที่ทุกคนพยายามเดินบนเส้นทางนี้ ความกังวลยังคงเกิดขึ้นในช่วงระหว่างการเปลี่ยนผ่าน ว่าจะยังคงมีเชื้อเพลิงจากฟอสซิลให้เราใช้งานต่อไปอีกไหม? และนวัตกรรมด้านพลังงานที่เกิดขึ้นจะทำงานได้ผลทันท่วงทีหรือไม่? อย่างที่ทราบกันดีว่า เชื้อเพลิงฟอสซิลเกิดจากการทับถมของอินทรียสารใต้ผืนโลกมาเป็นเวลายาวนานหลายพันล้านปี เพราะเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีปริมาณจำกัดและไม่สามารถเกิดขึ้นใหม่ได้อีก (Non-renewable Resources) ทุกวันนี้ มนุษยชาติจึงเหมือนกำลังนับถอยหลังวันที่สิ้นสุดของแหล่งพลังงานจากฟอสซิล ในขณะที่ความต้องการใช้พลังงานของทั้งโลกยังคงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน   ภาพรวมที่ผ่านมาของการบริโภค จากข้อมูลการบันทึกสถิติการบริโภคเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วทั้งโลกของ Fair Planet พบว่าในช่วงเวลากว่า 200 ปีที่ผ่านมา การบริโภคจากทั่วโลกเติบโตขึ้นมากกว่า 1,300 เท่า โดยมีถ่านหิน คือแหล่งทรัพยากรชนิดแรกที่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง จนกระทั่งปี 1860 จึงเริ่มมีการใช้น้ำมันดิบเป็นแหล่งพลังงาน ตามมาด้วยการเริ่มต้นใช้งานก๊าซธรรมชาติในช่วงปลาย 1880 ยาวนานถึงปัจจุบันที่ยังคงใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั้ง 3 ประเภทเป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน และความต้องการบริโภคพลังงานจากฟอสซิลทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นปีละมากกว่า 1% ปัจจัยที่ทำให้เชื้อเพลิงฟอสซิลหมดลงเป็นเรื่องของอัตราการใช้งานและแหล่งสำรองที่คงมีอยู่ ซึ่งจากงานวิจัยในแต่ละยุคสมัยพูดถึงเรื่องปริมาณของเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เหลืออยู่แตกต่างกันไปตามนวัตกรรมที่เติบโตขึ้น พร้อมกันกับรูปแบบการสำรองพลังงานที่ทำได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน  ยกตัวอย่างรายงานในปี 1977 โดยงานบริหารสารสนเทศด้านพลังงานกล่าวว่า สหรัฐอเมริกามีน้ำมันสำรองคงเหลือเพียง 32 พันล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติสำรองเหลือเพียง 207 ล้านคิวบิกฟุต ในขณะที่ช่วงปี 2010 […]

ไฟป่า : ภารกิจดิ่งสู่ไฟนรกของเหล่าสโมกจัมเปอร์

ไฟป่า : ภารกิจดิ่งสู่ไฟนรกของเหล่าสโมกจัมเปอร์ ทุกปีเมื่อถึงฤดูร้อน นักผจญเพลิงทางอากาศระดับหัวกะทิที่เรียกกันว่า สโมกจัมเปอร์ (smokejumper) จะเสี่ยงตายกระโดดร่มลงสู่พื้นที่ทุรกันดารของอะแลสกาเพื่อเร่งรุดดับไฟป่า ก่อนจะลุกลามสร้างความเสียหายมหาศาลแก่ผืนป่า ชีวิต และทรัพย์สิน