Science Archives - Page 2 of 40 - National Geographic Thailand

การติดเชื้อโควิด – 19 หลายครั้งสามารถทำร้ายร่างกายได้มากขึ้น

การติดเชื้อโควิด – 19 หลายครั้งสามารถทำร้ายร่างกายได้ ตั้งแต่ลองโควิด ไปจนถึงโรคหัวใจ ซิยาด อัล-อลี (Ziyad Al-Aly) หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาของศูนย์ดูแลสุขภาพทหารผ่านศึกเซนต์หลุยส์(Veterans Affairs St. Louis Healthcare System) และนักระบาดวิทยาทางคลินิกที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันได้ทำการศึกษาฐานข้อมูลเวชระเบียนกว่า 5.6 ล้านรายของกลุ่มทหารผ่านศึกรัฐเวอร์จิเนีย พบว่าการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ใหม่แต่ละครั้งเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นๆ และเพิ่มผลเสียทางสุขภาพเช่นความผิดปกติของหัวใจ เลือด และสมอง โดยปกติแล้ว ความเสี่ยงในการติดเชื้อซ้ำจะแตกต่างกันไปตามโรค ซึ่งไม่มีเหตุให้ต้องกังวลมากนักเกี่ยวกับการติดเชื้อครั้งที่ 2 เช่นโรคหัด ไข้เหลือง หรือหัดเยอรมัน เนื่องจากโรคหรือวัคซีนเพียงครั้งเดียวก็สามารถให้ภูมิคุ้มกันที่ยาวนาน มันจะป้องกันไม่ให้คุณติดเชื้อซ้ำตั้งแต่แรก หรือนำไปสู่การติดเชื้อที่ไม่รุนแรงจนแทบจะสังเกตไม่เห็น  จากนั้น ก็มีโรคบางโรคที่ภูมิคุ้มกันลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ทำให้อาจเกิดการติดเชื้อซ้ำได้ ซึ่งความรุนแรงครั้งหลังนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ไข้หวัดใหญ่ที่ไวรัสกลายพันธุ์บ่อยครั้งจนสร้างความสับสนให้ระบบภูมิคุ้มกัน การติดเชื้อซ้ำแต่ละครั้งจึงเหมือนกับการติดเชื้อครั้งแรก อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วการติดเชื้อซ้ำมักจะไม่รุนแรงกว่าครั้งแรก แต่สำหรับโควิด-19 เป็นที่ชัดเจนว่าภูมิคุ้มกันจากทั้งธรรมชาติและวัคซีนนั้นลดลง จนบางครั้งการติดเชื้อครั้งต่อไปอาจรุนแรงกว่าเดิมและสร้างผลเสียหายต่อร่างกาย มิคาเอล ออสเตอร์โฮล์ม (Michael Osterholm) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและนโยบายโรคติดเชื้อแห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตาระบุว่าการติดเชื้อซ้ำของโควิด-19 อาจทำให้เกิดการอักเสบระยะยาวในหลอดเลือด ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นลิ่มเลือด และเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น น้กวิจัยยังคงกังวลกับภาวะลึกลับกับอาการต่าง […]

พฤติกรรมของสัตว์

สัตว์แต่ละชนิดย่อมมีพฤติกรรมที่แสดงออกแตกต่างกันออกไป โดยมีปัจจัยต่างๆ เป็นสิ่งเร้า การศึกษา พฤติกรรมของสัตว์ จึงเป็นการศึกษาที่ต้องอาศัยการสังเกตและเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมของสัตว์ (Animal Behavior) หมายถึง การกระทำและการแสดงออกของสัตว์ที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และฮอร์โมนภายในร่างกาย เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น (Stimulus) ทั้งสิ่งเร้าภายในร่างกาย เช่น ความหิว ความเครียด หรือความต้องการทางเพศ และสิ่งเร้าภายนอก เช่น แสงสว่าง อุณหภูมิ ความชื้น และการสัมผัสโดยตรงจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ โดยการตอบโต้สิ่งเร้าอาจแสดงออกในรูปของพฤติกรรมการกิน การนอน การต่อสู้ หรือแม้แต่การช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างมีแบบแผนในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแตกต่างกันออกไป ทั้งการตอบสนองอย่างเฉียบพลันและการตอบสนองในระยะยาว ซึ่งการแสดงออกหรือพฤติกรรมส่วนใหญ่ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของการอยู่รอดและการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ (Fitness) เช่น พฤติกรรมการเลือกอาหารที่ให้พลังงานสูงสุด หรือการเลือกคู่ผสมพันธุ์ที่สมบูรณ์แข็งแรง เพื่อให้รุ่นต่อไปมีโอกาสรอดชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปสูงสุด ปัจจัยที่ก่อให้เกิดพฤติกรรม สิ่งเร้า (Stimulus) หมายถึง ตัวกระตุ้นต่าง ๆ ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตตอบสนองออกมาในเชิงการกระทำ หรือก่อให้เกิดแรงจูงใจต่าง ๆ (Motivation) กลไกการปลดปล่อยพฤติกรรม (Releasing Mechanism) หมายถึง วงจรกระแสประสาทและหน่วยรับความรู้สึกที่ไวต่อตัวกระตุ้น โดยสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีความสามารถรับแรงกระตุ้นจากสิ่งเร้าที่ต่างกันไปตามวิวัฒนาการทางสรีรวิทยา […]

นักวิทย์สร้าง ‘ ตัวอ่อนสังเคราะห์ ‘ สำเร็จ ไม่ต้องใช้ไข่ สเปิร์ม หรือมดลูก

นักวิทยาศาสตร์สร้าง ‘ ตัวอ่อนสังเคราะห์ ’ ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกโดยไม่ใช้ไข่ สเปิร์ม หรือมดลูก หวังแก้ปัญหาขาดแคลนอวัยวะมนุษย์ นักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์แมนน์ ประเทศอิสราเอล ได้สร้าง ‘ ตัวอ่อนสังเคราะห์ ’ ตัวแรกของโลกที่ไม่ได้เกิดจากเซลล์ที่ปฏิสนธิโดยไข่และสเปิร์ม หรือต้องการมดลูกในการพัฒนา ซึ่งตัวอ่อนนี้เติบโตในจานเพาะเลี้ยงและพัฒนาโครงสร้างที่ประกอบไปด้วยลำไส้ สมองขั้นต้นและหัวใจที่เริ่มเต้น จาคอบ ฮันนา (Jacob Hanna) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสผู้นำการวิจัยครั้งนี้กล่าวว่า “น่าทึ่งมาก เราได้ทำให้เห็นแล้วว่าเซลล์เหล่านั้นมีต้นกำเนิดมาจากตัวอ่อนสังเคราะห์ทั้งหมด ซึ่งรวมถึงรกและถุงไข่แดงที่อยู่รอบ ๆ ตัวอ่อนด้วย” พร้อมเสริมว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นมากเกี่ยวกับงานนี้และมันมีความหมายมาก” ก่อนหน้านี้ในปีที่แล้ว ทีมเดียวกันนี้ได้สร้างมดลูกเทียมที่สามารถช่วยให้ตัวอ่อนของหนูเติบโตนอกมดลูกจริงในร่างกายได้เป็นเวลาหลายวัน และในครั้งนี้พวกเขาพัฒนาอุปกรณ์เดิมเพื่อใช้มันหล่อเลี้ยงสเต็มเซลล์ที่กลายเป็นตัวอ่อนสังเคราะห์นี้ได้กว่า 8.5 วัน ซึ่งเท่ากับเกือบครึ่งนึงของการตั้งครรภ์ของหนู โดยเป็นระยะที่เซลล์สร้างอวัยวะในช่วงแรก ๆ รวมถึงการมีหัวใจที่เต้นและสร้างการไหลเวียนเลือด สมองที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เส้นประสาท หลอดและลำไส้ “เมื่อเปรียบเทียบกับตัวอ่อนของหนูตามธรรมชาติ แบบจำลองสังเคราะห์แสดงความคล้ายคลึงกันถึงร้อยละ 95 ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างของโครงสร้างภายในและรูปแบบการแสดงออกของยีนในเซลล์ประเภทต่าง ๆ อวัยวะที่เห็นในตัวอ่อนสังเคราะห์นี้บ่งชี้ถึงการทำงานทุกอย่าง” ดร.ฮันนากล่าว เคล็ดลับความสำเร็จก็คือการบำบัดด้วยสารเคมีล่วงหน้าซึ่งเปิดทางให้ทีมวิจัยตั้งค่าโปรแกรมพันธุกรรมเซลล์ขึ้นมาใหม่และกระตุ้นให้พัฒนาเป็นอวัยวะ เธอหวังว่าวันหนึ่งในอนาคตตัวอ่อนสังเคราะห์จะช่วยแก้ปัญหาในการขาดแคลนอวัยวะของมนุษย์เพื่อการปลูกถ่าย อีกทั้งได้เน้นย้ำว่า ‘ตัวอ่อนสังเคราะห์นี้ไม่ใช่ “ตัวอ่อนของจริง” และไม่มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นสัตว์ที่มีชีวิต’ […]

ดาวนิวตรอน ร่องรอยการระเบิดในอวกาศ

ในห้วงอวกาศแสนลึกลับ มีวัตถุต่างๆ มากมายที่มนุษย์ได้สำรวจพบแล้ว และอีกมากมายที่ยังไม่รู้จัก ดาวนิวตรอน เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ แต่เราก็ยังไม่รู้จักดาวชนิดนี้มากนัก ดาวนิวตรอน (Neutron Stars) คือ แก่นกลางขนาดเล็กของดวงดาวที่หลงเหลืออยู่ หลังการระเบิดอย่างรุนแรงของมหานวดาราหรือ “ซูเปอร์โนวา” (Supernova) เมื่อดาวฤกษ์มวลมากวิวัฒนาการมาถึงจุดจบของวงจรชีวิต ซึ่งนับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์การระเบิดครั้งรุนแรงที่สุดที่ส่งฝุ่นละออง เศษซากของดวงดาว และกลุ่มก๊าซมากมายกระจายออกไปในห้วงอวกาศ ก่อนหลงเหลือไว้เพียงแก่นกลางความหนาแน่นสูงที่ปราศจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน โครงสร้างของดาวนิวตรอน ดาวนิวตรอนเป็นดวงดาวขนาดเล็กที่มีความหนาแน่นสูง มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 10 ถึง 20 กิโลเมตร มีมวล 1 ถึง 2 เท่าของดวงอาทิตย์ แต่มีขนาดเล็กกว่าดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะราว 30,000 ถึง 70,000 เท่า ดาวนิวตรอนมีแรงดึงหรือแรงโน้มถ่วงสูง หากนำเนื้อสารของดาวนิวตรอนขนาดใกล้เคียงก้อนน้ำตาลเล็ก ๆ 1 ก้อนมาไว้บนโลก อาจมีน้ำหนักมากถึง 100 ล้านตันบนโลก เนื่องจากอะตอมของดาวนิวตรอนไม่มีช่องว่างระหว่างอนุภาคโปรตอน (Proton) และอิเล็กตรอน (Electron) ทำให้ประจุบวกและประจุลบของอนุภาคเรียงตัวอยู่ชิดติดกันจนเกิดเป็น “นิวตรอน” (Neutron) ซึ่งเป็นอนุภาคที่มีคุณสมบัติเป็นกลางทางไฟฟ้า และกลายเป็นชื่อเรียกของดวงดาวความหนาแน่นสูงเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม […]

ปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร

ในมหาสมุทรอันแสนกว้างใหญ่ยังมีความพิศวงมากมายที่อยู่ภายใต้ผืนน้ำสีฟ้าคราม ทั้งแนวปะการังที่ซับซ้อน สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่หลากหลายชนิด และทัศนียภาพใต้น้ำที่ไม่คุ้นตา อย่าง ปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร ปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร (Hydrothermal vent) คือ ช่องรอยแตกหรือรอยแยกบนแผ่นเปลือกโลกใต้มหาสมุทร (Oceanic Crust) ซึ่งทำให้เกิดการปลดปล่อยความร้อนและแร่ธาตุต่าง ๆ จากใต้พื้นพิภพขึ้นสู่พื้นผิวโลก ปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรจึงพบได้ตามแนวสันเขาใต้มหาสมุทร (Mid Ocean Ridge) และแนวภูเขาไฟที่ยังคงคุกรุ่น ซึ่งยังมีการเคลื่อนที่เข้าหาหรือมุดตัวซ้อนกันของแผ่นธรณีภาคจำนวนมาก ช่องรอยแตกทำให้น้ำทะเลไหลลงไปสัมผัสกับหินร้อนหรือหินหนืด (Magma) ที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวโลก ก่อให้เกิดไอร้อนความดันสูงที่พุ่งตัวขึ้นมา และยังทำให้แร่ธาตุและก๊าซอุณหภูมิสูงใต้แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนตัวขึ้นมาปะปนกับน้ำทะเลกลายเป็น “สารละลายน้ำร้อน” (Hydrothermal Solution) ที่มีฤทธิ์เป็นกรด จากองค์ประกอบของธาตุและสารประกอบต่าง ๆ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และไฮโดรเจนซัลไฟด์ (HS) เป็นต้น โครงสร้างของปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร ปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรมีลักษณะทางกายภาพและองค์ประกอบต่าง ๆ คล้ายคลึงกับน้ำพุร้อนที่เกิดขึ้นบนภาคพื้นดิน (Hot Spring) โดยก่อตัวขึ้นตามแนวสันเขาใต้มหาสมุทรที่มีการไหลเวียนของหินหนืดที่เคลื่อนตัวขึ้นมาบนพื้นแผ่นดินตามวัฏจักรการกำเนิดแผ่นเปลือกโลกแผ่นใหม่ โดยน้ำร้อนที่พุ่งขึ้นจากปล่องน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรเกิดจากน้ำทะเลไหลลึกลงไปในรอยแยกและสัมผัสกับหินหนืดร้อนจัด จนทำให้เกิดก๊าซแรงดันสูงและน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น ความร้อนที่เกิดขึ้นยังเป็นผลให้แร่ธาตุต่าง ๆ ที่อยู่ลึกลงไปตามรอยแยกเกิดการละลายและลอยตัวขึ้นมาปะปนกับน้ำทะเล น้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรจึงอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่าง ๆ […]

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์พบซูเปอร์โนวาตัวแรก

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์พบซูเปอร์โนวาตัวแรกของมัน แม้ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อการนี้ เพียงไม่กี่วันหลังจากกล้องโทรทรรศน์เจมส์เวบบ์ (James Webb Space Telescope) เริ่มภารกิจอย่างเต็มรูปแบบ กล้องอินฟาเรด (NIRCam) ที่ทำงานอยู่ก็ตรวจพบวัตถุสว่างอย่างไม่คาดคิดในจุดกาแล็กซีที่ชื่อว่า SDSS.J141930.11+5251593 ซึ่งห่างจากโลกราว 3 ถึง 4 พันล้านปีแสง สร้างความประหลาดใจแก่นักดาราศาสตร์อย่างมากเนื่องจากเจมส์เวบบ์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ตรวจจับวัตถุสว่างเช่นนี้ พวกเขาพบว่าเมื่อเวลาผ่านไป 5 วัน แสงจากวัตถุนั้นจางลงเล็กน้อยและหลังจากเปรียบเทียบข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลเพื่อยืนยันว่าแสงนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่าเจมส์เวบบ์ได้ค้นพบ “ซูเปอร์โนวา (Supernova)” ตัวแรกของมันแล้ว “เราสงสัยว่ามันเป็นซูเปอร์โนวา” ไมค์ เอนเกสเซอร์ (Mike Engesser) นักดาราศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์กล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ดูแลภารกิจของเจมส์เวบบ์อยู่กล่าว “เราต้องการข้อมูลด้านช่วงเวลามากกว่านี้ในการตัดสินใจ แต่ข้อมูลที่เรามีนั้นตรงกับการเกิดซูเปอร์โนวา ดังนั้นจึงเป็นตัวที่ดีมาก” โดยปกติแล้วมักมีการตรวจสอบและค้นหาซเปอร์โนวาโดยกล้องโทรทรรศน์สำรวจขนาดที่ออกแบบมาเพื่อสแกนพื้นที่กว้างใหญ่บนท้องฟ้า และมองหาจุดแสงที่เกิดขึ้นใหม่ท่ามกลางจุดแสงนับล้านที่มีอยู่แล้ว ทว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์นั้นออกแบบมาเพื่อพุ่งเป้าไปยังจุดพื้นที่เล็ก ๆ ในห้วงอวกาศลึกที่จะมองเห็นรายละเอียดกาแล็กซีอันเก่าแก่และไกลโพ้น และสิ่งที่น่าตื่นเต้นขึ้นไปกว่านั้น คือหากสิ่งที่เวบบ์ตรวจพบนั้นคือซูเปอร์โนวาจริง ๆ นั่นหมายความว่ามันคือซูปเปอร์โนวาเก่าแก่ครั้งแรก ๆ หลังจากเกิดบิ๊กแบง (Big Bang) ได้ไม่นาน เป็นการระเบิดของดาวฤกษ์รุ่นแรก ๆ ที่ทำให้จักรวาลสว่างไสวหลังจากความมืดมิดในช่วงต้นและกระจายแร่ธาตุวัตถุดิบที่จะกลายเป็นดาวฤกษ์รุ่นต่อ ๆ ไปในเอกภพ “เราคิดว่าดาวในช่วง […]

ฤดูกาล ที่เกิดขึ้นบนโลก

ฤดูกาล ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปในทุกปี ได้สร้างปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ การเกิดฤดูกาลทำให้แต่ละช่วงเวลามีทัศนียภาพที่แตกต่างกันไป การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละฤดูกาล ฤดูกาล (Seasons) คือ ช่วงเวลาของการเกิดสภาพภูมิอากาศลักษณะพิเศษในแต่ช่วงเวลาของปี ที่ส่งผลให้พื้นที่แต่ละส่วนของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทั้งอุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน และปริมาณแสงแดดต่อวัน เกิดเป็นฤดูกาลต่างๆ ในเขตอบอุ่น ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว รวมถึงฤดูฝนที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเขตร้อนอีกด้วย การเกิดฤดูกาล ฤดูกาลเกิดขึ้นเนื่องจาก พื้นผิวส่วนต่าง ๆ ของโลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน เพราะโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปพร้อมกับการหมุนรอบตัวเอง ประกอบกับแกนโลกที่เอียง 23.5 องศา รวมไปถึงวงโคจรของโลกเคลื่อนที่ไปในลักษณะที่ไม่ใช่วงกลมสมบูรณ์ ทำให้มีพื้นที่บางส่วนของโลกเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์มากขึ้น ในขณะที่บางส่วนได้รับแสงอาทิตย์น้อยกว่าบริเวณอื่น ๆ ดังนั้น ในแต่ละฝั่งและภูมิภาคของโลกจึงเกิดเป็นฤดูกาลต่าง ๆ ตามปริมาณ และระยะเวลา ที่ได้รับแสงอาทิตย์ การเกิดฤดูกาลและวันเริ่มต้นของฤดูกาลทั้ง 4 ตำแหน่งที่ตั้งบนโลก และสภาพภูมิประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิด และเปลี่ยนแปลงฤดูกาลต่าง ๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในเขตหนาวเย็นและเขตอบอุ่น (Temperate Regions) จะเกิดฤดูกาลครบทั้ง 4 […]

ฝีดาษลิง เกิดจากอะไร ป้องกันได้อย่างไร ? ในยุคที่ยังไม่มีวัคซีน

ฝีดาษลิง ป้องกันได้อย่างไร ? ร่วมเรียนรู้วิธีดูแลตัวเองในยุคที่ยังไม่มีวัคซีน หลังไทยพบผู้ติดเชื้อรายที่ 2  นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดเผยว่าไทยพบผู้ติดเชื้อ ฝีดาษลิง รายที่ 2 อย่างเป็นทางการแล้ว โดยได้รับการยืนยันจากอธิบดีกรมควบคุมโรคและกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ทำการตรวจยืนยันด้วยผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นชายไทยอายุ 47 ปีในกรุงเทพฯ  รายงานระบุว่า ผู้ป่วยมีประวัติมีเพศสัมพันธ์กับชายชาวต่างชาติที่สงสัยว่ามีอาการป่วย หลังจากนั้น 2 วัน ผู้ป่วยเริ่มมีไข้ ปวดตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต และหนึ่งสัปดาห์ต่อมามีผื่นที่อวัยวะเพศ ลำตัว หน้า แขนและขา แม้จะพยายามหาซื้อยามาทาเพื่อให้ตุ่มหนองแห้ง แต่ตุ่มก็ยังกลับขึ้นมาใหม่ตามเดิม จึงไปตรวจที่โรงพยาบาลเพื่อทำการยืนยันต่อไป  โดยทางโรงพยาบาลได้เก็บตัวอย่างส่งตรวจหาเชื้อก่อโรคที่ห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และห้องปฏิบัติการ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผลตรวจทั้งสองให้ผลตรงกันว่าพบเชื้อไวรัสโรคฝีดาษลิง รู้จักโรคฝีดาษลิงและวิธีป้องกัน เว็บไซต์ของโรงพยาบาลกรุงเทพให้คำแนะนำว่า ฝีดาษลิง คือโรคติดเชื้อที่อาการไม่รุนแรง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกับโรคฝีดาษ(ไข้ทรพิษ) สามารถติดต่อได้จากการถูกสัตว์ (หรือมนุษย์) ที่มีเชื้อไวรัสตัวนี้อยู่กัดและการสัมผัสของเหลวของผู้ที่มีเชื้อโดยตรง ทำให้เกิดการติดเชื้อต่อไปได้  โดยส่วนใหญ่แล้วการติดเชื้อจากมนุษย์สู่มนุษย์นั้นมักเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ อาการของโรคที่สังเกตได้ชัดเจนคือ มีไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ปวดกระบอกตา […]

สัปดาห์ผีเสื้อกลางคืน คืนนี้มีแมลง

สัปดาห์ผีเสื้อกลางคืน ค่ำคืนที่ชักชวนผู้คนออกค้นหาความหมายของกีฏราตรี ระหว่างวันที่ 23 ถึง 31 กรกฎาคมนี้ เป็นช่วงเวลาของ สัปดาห์ผีเสื้อกลางคืน หรือ National Moth Week สัปดาห์ที่ชุมชนนักวิทยาศาสตร์พลเมืองร่วมใจกันจัดกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียงทั่วโลก เพื่อให้พวกเราได้ตระหนักถึงความสำคัญของแมลงกลางคืนและภัยคุกคามที่สัตว์ร่วมโลกตัวน้อยนี้ต้องเผชิญในศตวรรษที่ 21   ทำความรู้จักกับแมลงกลางคืน ในทางอนุกรมวิธาน แมลงถูกจัดอยู่ในไฟลัมอาร์โทรโพดา (Arthropoda) ของอาณาจักรสัตว์ ร่วมกับสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่ขาเยอะข้อแยะทั้งหลาย เช่น แมงมุม ปู กุ้ง ตะขาบ แมงดาทะเล ฯลฯ ซึ่งสัตว์ในไฟลัมอาร์โทรโพดานี้มีลักษณะภายนอกที่โดดเด่นร่วมกันคือ มีเปลือกหุ้มแข็งที่ทำจากองค์ประกอบของไคติน (Chitin) ทำให้ระหว่างการเจริญเติบโต จำเป็นต้องมีการลอกคราบ (Molting) หรือเปลี่ยนแปลงรูปร่าง (Metamorphosis) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากบันไดอนุกรมวิธานลงมาอีกขั้นหนึ่ง เราจะพบกับขั้น Insecta ของแมลง กลุ่มแมลงนั้นมีความแตกต่างจากสัตว์อื่นๆ ในไฟลัมอาร์โทรโพดาตรงที่ลำตัวของพวกมันแบ่งออกเป็นสามส่วนคือ ส่วนหัว อก และท้อง พร้อมกับขาที่เป็นข้อปล้องสามคู่ ตารวม (Compound Eyes) ที่ประกอบจากตาหน่วยเล็ก ๆ จำนวนมาก […]

ตรวจพบคลื่นวิทยุลึกลับที่มีจังหวะเหมือนกับการเต้นของหัวใจจากอวกาศห้วงลึก

ตรวจพบคลื่นวิทยุลึกลับที่มีจังหวะเหมือนกับการเต้นของหัวใจจากอวกาศห้วงลึก ทีมนักดาราศาสตร์จากหอดูดาวในประเทศแคนาดาได้ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุที่เรียกว่า Canadian Hydrogen Intensity Mapping Experiment หรือ CHIME ตรวจพบคลื่นวิทยุที่ระเบิดอย่างรวดเร็ว (Fast radio bursts; FRB) ออกมาจากกาแล็กซีที่อยู่ห่างไกลไปราวหนึ่งพันล้านปีแสงและมีจังหวะคล้ายกับการเต้นของหัวใจมนุษย์ โดยปกติแล้ว FBR จะปลดปล่อยคลื่นที่มีความรุนแรงยาวนานเพียงไม่กี่มิลลิวินาที (millisecond) และหายไปทันทีหลังจากนั้น แต่คลื่นนี้มีระยะเวลายาวนานกว่า 3 วินาที ทำให้มันกลายเป็นคลื่นที่ยาวนานกว่าปกติถึง 1,000 เท่า อีกทั้งยังมีรูปแบบที่ชัดเจนและเกิดซ้ำ สร้างความประหลาดใจอย่างมากแก่นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ที่ค้นพบ “มันผิดปกติ” เดเนียล มิฮิลลิ (Daniele Mihilli) จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (MIT) หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว “ไม่เพียงแต่ยาวนานมากที่ประมาณ 3 วินาทีเท่านั้น แต่ยังมียอดคลื่นที่เว้นระยะอย่างแม่นยำซ้ำทุกเสี้ยววินาที เป็นจังหวะ -บูม บูม บูม- เหมือนการเต้นของหัวใจ นี่เป็นครั้งแรกที่สัญญาณมีช่วงซ้ำอย่างชัดเจน”  ทีมงานตั้งชื่อมันว่า “FRB 20191221A” อย่างไรก็ตาม พวกเขายังไม่แน่ใจว่ามาจากกาแล็กซีจุดไหนของจักรวาลจริง ๆ แม้แต่การคาดคะเนระยะทางซึ่งก็ยัง ‘ไม่แน่นอนอย่างยิ่ง’ มิฮิลลิกล่าว […]

World Update: ภาพกาแล็กซีที่ห่างไกลที่สุดภาพแรกจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์

นาซาเผยแพร่ภาพแรกของกลุ่มดาราจักรที่อยู่ห่างไกลออกไปกว่า 13 พันล้านปีก่อน เป็นภาพแรกจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์ (James Webb Space Telescope) และเป็นภาพห้วงอวกาศที่ไกลที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของจักรวาลที่ถูกบันทึกไว้นี้นักดาราศาสตร์เรียกมันว่า ‘SMACS 0723’ ซึ่งอยู๋ในบริเวณท้องฟ้าซีกโลกใต้ เจมส์เวบบ์ใช้เวลากว่า 12.5 ชั่วโมง ในการจ้องมองพวกมันและถ่ายภาพออกมา แสดงให้เห็นถึงกาแล็กซีหลายพันแห่งเป็นครั้งแรก ชนิดที่ไม่เคยได้เห็นจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล “เราเคยเห็นภาพกระจุกดาราจักรที่อยู่ห่างไกล และบิดเบี้ยวด้วยแรงโน้มถ่วงอันรุนแรงจากดาราจักรที่อยู่ตรงหน้าจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล” เฟร็ด วัตสัน (Fred Watson) นักดาราศาสตร์จากออสเตรเลียกล่าว “แต่ภาพแรกจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเวบบ์นี้ทำให้เราได้เห็นรายละเอียดและความลึกแบบใหม่อันน่าทึ่ง ที่ตอนนี้กาแล็กซีในระยะทางที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนได้เปิดเผยออกมาแล้ว นับเป็นการเริ่มต้นอันน่าทึ่งจากเครื่องมืออันยอดเยี่ยมนี้” กล้องโทรทรรศน์เจมส์เวบบ์ถูกสร้างขึ้นโดยมีสองเป้าหมายหลักคือ การมองเข้าไปยังในพื้นที่อวกาศที่ไกลที่สุด และการมองหาดาวเคราะห์รอบนอกระบบสุริยะที่อาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ตอนนี้มันทำงานได้อย่างไม่มีที่ติเพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการกำเนิดของจักรวาลให้แก่มนุษยชาติ  “แสงเดินทางด้วยความเร็ว 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที และมันเดินทางจากจุดเล็ก ๆ ในภาพมานานกว่า 13 พันล้านปี เพื่อมาถึงสายตาพวกเรา” บิล เนลสัน (Bill Nelson) จากนาซากล่าว แต่เจมส์เวบบ์จะไม่หยุดอยู่แค่นั้น เนลสัน กล่าวว่าพวกเขาจะมองย้อนกลับไปให้ไกลกว่าเดิมอีก 500 ล้านปี เข้าใกล้จุดก่อเกิดจักรวาลที่สุดเท่าที่จะทำได้ […]

ภาวะได้ประโยชน์ร่วมกัน

เริ่มแรก คำว่า protocooperation หรือ ภาวะได้ประโยชน์ร่วมกัน ถูกใช้เพื่อระบุปฏิสัมพันธ์ภายในระบบนิเวศ แต่ต่อมาเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายโดย Eugene Odum ในปี 1953 นอกจากนี้ ในบางกรณี Protocooperation ยังเรียกว่า ‘การทำงานร่วมกัน’ ภาวะได้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นรูปแบบของปฏิสัมพันธ์ทางนิเวศวิทยา ซึ่งสิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดต่างได้รับประโยชน์จากปฏิสัมพันธ์นี้ แต่ไม่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลาเพื่อความอยู่รอด ปฏิสัมพันธ์ระหว่างชนิดพันธุ์ในภาวะได้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์มักมองว่า เป็นรูปแบบหนึ่ของภาวะพึ่งพา (mutualism) แม้ว่าปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบนี้จะเพิ่มโอกาสการอยู่รอด และสนับสนุนการเจริญเติบโต แต่ก็ไม่จำเป็นสำหรับการเติบโตตามธรรมชาติ และความอยู่รอดของสายพันธุ์ (facultative mutualism) ภาวะได้ประโยชน์ร่วมกันเป็นประเภทของปฏิสัมพันธ์เชิงบวกที่ความสัมพันธ์อาจเป็นเชิงการบริการในระบบนิเวศ หรือการแบ่งปันทรัพยากร ปฏิสัมพันธ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นได้ระหว่างสองสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน หรือชนิดพันธุ์ต่างอาณาจักร ตัวอย่างของภาวะได้ประโยชน์ร่วมกัน 1. เพลี้ยและมด เพลี้ยเป็นแมลงขนาดเล็กที่ดูดกินของเหลวและปล่อยสารคัดหลั่ง ซึ่งเป็นของเสียจากอาหารที่มีน้ำตาล เพลี้ยหลายชนิดมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันกับมดที่กินน้ำหวาน โดยมดจะ ‘รีดนม’ เพลี้ย ด้วยหนวดของพวกมัน ในทางกลับกัน มดบางชนิดจะปกป้องเพลี้ยจากสัตว์กินเนื้อและปรสิต มดจะย้ายไข่ และตัวอ่อนของเพลีย ลงไปยังรังใต้ดิน ซึ่งทำให้การเก็บน้ำหวานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เพลี้ยบางชนิดได้ปรับตัวเพื่อใช้ประโยชน์จากมดที่แสวงหาน้ำหวาน เพลี้ย Paracletus […]

กรณีตัวอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างชนิดพันธุ์ ที่แสดงถึงภาวะพึ่งพา

ในธรรมชาติ บางครั้ง สิ่งมีชีวิตมักสร้างปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดอย่างที่เราคาดไม่ถึง และทำงานเพื่อประโยชน์ร่วมกันของพวกมัน ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ เป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด โดยจำแนกได้หลายรูปแบบ เช่น ภาวะปรสิต (ซึ่งสปีชีส์หนึ่งได้ประโยชน์และอีกสปีชีส์หนึ่งได้รับอันตราย) ภาวะอิงอาศัย (โดยที่สปีชีส์หนึ่งได้ประโยชน์และอีกสปีชีส์หนึ่งไม่ได้รับอันตรายและไม่ได้รับความช่วยเหลือ) และ ภาวะพึ่งพา ภาวะพึ่งพา เป็นประเภทของความสัมพันธ์ทางชีวภาพที่ 2 สายพันธุ์ ได้รับประโยชน์จากปฏิสัมพันธ์ แม้ว่าภาวะพึ่งพาจะมีความซับซ้อนสูง แต่ก็สามารถแบ่งความสัมพันธ์รูปแบบนี้ได้ 2 ลักษณะ คือ การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันทั้งหมด ต้องดำรงชีวิตด้วยกันตลอด (obligate mutualism) และการได้รับประโยชน์จากการพึ่งพา แต่สามารถดำรงชีวิตแยกจากกันได้ (facultative mutualism) เหล่านี้เป็นตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตที่มีภาวะพึ่งพา 1. กุ้งไกปืนและปลาบู่ทะเล วงศ์ปลาบู่มีสมาชิกราวสองพันชนิด ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามพื้นทะเล ในบางครั้ง พวกมันมีปฏิสัมพันธ์แบบพึ่งพากับกุ้งไกปืนในวงศ์ Alpheidae กุ้งไกปืน (Pistol shrimp) เป็นนักขุดหลุมที่ชำนาญ โดยพวกมันจะขุดทรายตามพื้นทะเล และบางครั้งพวกมันก็แบ่งปันพื้นที่ในรูกับปลาบู่ทะเล ด้านนอกของหลุม กุ้งไกปืนมักทำตัวติดกับปลาบู่ทะเลตลอดเวลา เพื่อป้องกันตัว เมื่อปลาบู่ทะเลมองเห็นผู้ล่าที่อันตราย มันจะปล่อยสารเคมีบางอย่างออกมา และมุดตัวกลับเข้าไปในรู เช่นเดียวกับกุ้งไกปืน […]

ย้อนมองประวัติศาสตร์ผ่านภาพสัตว์และมนุษย์ที่เคยเยือนอวกาศ

ริชาร์ด แบรนสันแห่งบริษัทเวอร์จิน กาแลกติก (Virgin Galactic) และเจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้งบริษัทบลู ออริจิน (Blue Origin) ต่างพยายามเอาชนะกันในศึกแห่งการท่องอวกาศ แต่หารู้ไม่ว่ามีลิงสองตัวเอาชนะพวกเขาได้เมื่อ 62 ปีที่แล้ว เบเกอร์และเอเบิลคือสัตว์ที่ประสบความสำเร็จในการท่องอวกาศก่อนเบโซสและแบรนสัน ในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 28 พฤษภาคม 1959 จรวดจูปิเตอร์ซึ่งมีลิงขนาดเล็กสองตัวนามว่าเบเกอร์และเอเบิลเป็นผู้โดยสารถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจากฐานที่แหลมคะแนเวอรัล รัฐฟลอริดา หลังผ่านไป 16 นาทีลิงทั้งสองก็ได้ทะยานขึ้นไปในอวกาศเป็นระยะทางกว่า 2,700 กิโลเมตรและแตะระดับความสูงที่ประมาณ 579 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก ซึ่งถือว่าสูงกว่าระดับวงโคจรปัจจุบันของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล หลังจากที่อยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักระยะหนึ่ง ลิงทั้งคู่ก็ตกลงมายังพื้นโลกอีกครั้ง โดยเบเกอร์ถูกจับใส่ในแคปซูลที่มีขนาดใกล้เคียงกับแก้วเก็บอุณหภูมิขนาดใหญ่ขณะเดินทาง ลิงทั้งสองเผชิญกับแรงกระทำซึ่งรุนแรงกว่าแรงโน้มถ่วงของโลกถึง 38 เท่าขณะที่จรวดดิ่งตัวลง เมื่อจรวดตกลงมายังทะเลในรัฐฟลอริดา เบเกอร์และเอเบิลก็ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่สหรัฐอเมริกา เนื่องจากอเมริกามีความพยายามที่จะส่งลิงขึ้นไปอวกาศและส่งกลับมาที่โลกอย่างปลอดภัยมาหลายทศวรรษแล้ว หากแต่ลิงที่ถูกเลือกนั้นมักจะเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติภารกิจหรือเสียชีวิตหลังกลับมาถึงโลกไม่กี่ชั่วโมง ด้วยเหตุนี้เบเกอร์และเอเบิลซึ่งตกลงมาสู่โลกอย่างปลอดภัยจึงเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมคู่แรกที่มีชีวิตรอดหลังการท่องอวกาศ อย่างไรก็ตาม เอเบิลเสียชีวิตขณะที่เข้ารับการรักษาหลังกลับถึงโลกได้เพียงไม่กี่วัน ในขณะที่เบเกอร์มีชีวิตอยู่จนถึงปี 1984 เมื่อ เบเกอร์สิ้นอายุขัย ร่างของมันถูกนำไปฝังไว้ที่ศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ ฯ (U.S. Space and Rocket Center: USSRC) […]

ภาวะปรสิตในระบบนิเวศ

ในธรรมชาติ บางครั้ง การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียว อย่างกรณีของ ภาวะปรสิต ภาวะปรสิต เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตสองชนิดพันธุ์ โดยที่ชนิดหนึ่งได้ประโยชน์จากปฏิสัมพันธ์ และอีกชนิดหนึ่งถูกคุกคาม ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิต หรือไม่เสียชีวิตก็ได้ ภาวะปรสิตจำแนกได้ 2 ลักษณะ คือ 1. ปรสิตภายนอก เช่น หมัด เห็บ เหา และโลน เป็นต้น โดยตัวปรสิตอาศัยอยู่บริเวณผิวชั้นนอกของเจ้าบ้าน หรือโฮสต์ และส่วนใหญ่ไม่ใช่ปรสิตที่ก่อโรค แต่สร้างความรำคาญ 2. ปรสิตภายใน เช่น พยาธิ โปรโตชัว และแบคทีเรีย เป็นต้น โดยตัวปรสิตจะอาศัยอยู่ภายในร่างกายของโฮสต์ และอาจเป็นเชื้อก่อโรคบางชนิด นอกจากนี้ ในธรรมชาติยังพบความสัมพันธ์ที่เรียกว่า parasitism brood หรือภาวะกาฝาก ซึ่งสามารถพบได้ในพฤติกรรมของนกกาเหว่า นกกาเหว่าเป็นนกที่ไม่สร้างรังเป็นของตัวเอง แต่อาศัยวางไข่ในรังของนกตัวอื่น และบางครั้งก็เขี่ยไข่ในรังของนกเจ้าบ้านทิ้งไป เพื่อให้นกเจ้าบ้านกกไข่ของตัวเอง และเลี้ยงดูลูกนกหลังจากฟักไข่แล้ว ในภาวะปรสิตสามารถพบปรสิตได้หลายประเภท ทั้งปรสิตที่ต้องอาศัยโฮสต์ตลอดเวลา และปรสิตที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างอิสระ เหล่านี้คือตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตที่แสดงภาวะปรสิต ปรสิตในมนุษย์ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 1. พยาธิใบไม้ […]

จักรวาล ของเรา มีต้นกำเนิด-เกิดขึ้นได้อย่างไร

ทฤษฎีบิกแบงหรือทฤษฎีกำเนิดเอกภพ จักรวาล ว่าด้วยการระเบิดครั้งใหญ่ถือเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด และยังไม่มีทฤษฎีใดเทียบเคียงได้ สิ่งที่อธิบายถึงการกำเนิดเอกภพ จักรวาล ได้ดีที่สุดคือทฤษฎีปรากฏการณ์ที่เรียกว่าบิกแบง (Big Bang) ทฤษฎีนี้เกิดจากการสังเกตว่ากาแล็กซีต่างๆ เคลื่อนตัวออกห่างจากกาแล็กซีทางช้างเผือกหรือที่ตั้งของโลกอยู่ทุกขณะ โดยเคลื่อนที่ไปทุกทิศทุกทางด้วยความเร็วราวกับแรงดันของระเบิดที่สร้างเอกภพขึ้นมามีผลต่อกาแล็กซีเหล่านั้นอยู่ ฌอร์ฌ เลอแม็ทร์ (Georges Lemaitre) บาทหลวงชาวเบลเยียม เป็นผู้เสนอทฤษฎีนี้ครั้งแรกในช่วงปี 1920 ใจความสำคัญของทฤษฎีบิกแบงคือเอกภพมีจุดกำเนิดมาจากอะตอมต้นกำเนิดเพียงอะตอมเดียว และมีการสนับสนุนแนวคิดนี้จากการสังเกตการณ์ของเอ็ดวิน ฮับเบิล (Edwin Hubble) ว่าด้วยลักษณะการเคลื่อนที่ของกาแล็กซี นอกจากการสังเกตการณ์ของฮับเบิลจะมีส่วนทำให้ทฤษฎีของเลอแม็ทร์สมบูรณ์แล้ว ลักษณะการเคลื่อนที่ของกาแล็กซียังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อาร์โน เพนเซียส (Arno Penzias) และโรเบิร์ต วิลสัน (Robert Wilson) นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันค้นพบรังสีไมโครเวฟพื้นหลังของอวกาศ (Cosmic Microwave Background Radiation) หรืออีกชื่อหนึ่งคือเสียงสะท้อนจากปรากฏการณ์บิกแบง (Echoes of the Big Bang) ในช่วงปี 1960 ต่อมา การศึกษาอื่น ๆ ที่ตามมาก็ช่วยไขข้อกระจ่างเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังการระเบิดครั้งใหญ่ โดยสามารถอธิบายจากทฤษฎีที่ตั้งขึ้นได้ดังนี้ ในช่วง 10-43 วินาทีแรกของการระเบิดนั้น […]

World Update: ”ขยะจากมนุษย์” ที่มาจากยานอวกาศ ไปถึงดาวอังคารแล้ว

ภาพใหม่จากนาซาแสดงให้เห็นถึง ”ขยะจากมนุษย์” ที่มาจากยานอวกาศไปถึงดาวอังคารแล้ว ทีมงานผู้ดูแลภารกิจของยานโรเวอร์ ‘เพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance)’ ได้เผยภาพใหม่ผ่านทางทวิตเตอร์ที่ดูเหมือนชิ้นส่วนของผ้าห่มกันความร้อนที่ปกป้องยานจากอุณหภูมิสูงขณะลงจอด แสดงให้เห็นว่าขยะจากมนุษย์ไปถึงดาวอังคารแล้ว อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่แน่ใจว่าขยะชิ้นนี้มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร “น่าแปลกใจที่ชิ้นส่วนนี้ที่นี่” ทีมงานระบุ “ชิ้นส่วนนี้อาจตกลงมาที่นี่หลังจากการลงจอดหรือว่าลมพัดมาที่นี่” เนื่องจากจุดจอดยานห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นความสงสัยเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางการสำรวจดาวอังคาร นี่ไม่ใช่ขยะชิ้นแรกหรือขยะชิ้นเดียวบนดาวอังคาร ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน อินเจนูอิตี้ (Ingenuity) เฮลิคอปเตอร์ลำแรกเพื่อทดสอบการบินบนดาวอังคารได้จับภาพชิ้นส่วนอุปกรณ์ลงจอดของตัวเองและของยานเพอร์เซเวียแรนซ์ที่กลายเป็นขยะถูกทิ้งเช่นเดียวกัน แม้การไปถึงดาวอังคารและการลงจอดของยานอวกาศมากมายจะสร้างแรงบันดาลใจและแสดงให้เห็นถึงความพยายามมากเพียงใดดังที่ เอียน คลาร์ก (Ian Clark) อดีตวิศวกรระบบของยานเพอร์เซเวียแรนซ์กล่าวว่าเป็น “ความพยายามในการลงจอดบนดาวอังคารที่ถูกบันทึกไว้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยกล้องจะแสดงทุกอย่างตั้งแต่การกางตัวของร่มชูชีพไปจนถึงการแตะพื้น”พร้อมกับเสริมว่าระบบต่าง ๆ ทำงานได้อย่างน่าทึ่ง และถึงแม้จะไม่เป็นเช่นนั้น “รูปภาพก็ยังสร้างปรากฏการณ์และสร้างแรงบันดาลใจ” ในการพยายามตามล่าหาสัญญาณของชีวิตจุลินทรีย์โบราณบนดาวอังคาร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ไม่ว่ามนุษย์จะไปที่แห่งใดก็จะมีขยะตามไปด้วย มีความพยายามมากมายในการจัดการกับขยะอวกาศ แต่ก็ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงไปมากนักตั้งแต่มีสนธิสัญญาอวกาศที่เริ่มใช้ในปี 1967 เพราะเป็นอันตรายอย่างมากต่อสถานีอวกาศ นักบินอวกาศที่ปฏิบัติภารกิจ และแม้แต่ดาวเทียมที่โคจรรอบโลกเอง แต่อย่างที่ทราบกันดีว่า การส่งยานขึ้นไปและทิ้งไว้นั้นง่ายกว่าการจัดการขยะหลายเท่า ชิ้นส่วนของภารกิจมากมายจึงถูกทิ้งไว้ทั้งบนดวงจันทร์เช่นโครงการอพอลโล และล่าสุดคือดาวอังคารเพื่อนดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเราเอง สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล Photography by NASA/JPL-Caltech/ASU ที่มา […]

กัญชาเสรี : เมื่อ “กัญชา” ไม่เป็นยาเสพติดอีกต่อไป จะส่งผลอย่างไรต่อสังคมไทย

“กัญชา” ถือเป็นยาเสพติดตามกฎหมายยาเสพติดระหว่างประเทศ แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขผลักดันให้ถอดกัญชาออกจากยาเสพติดเพื่อให้เป็นพืชเศรษฐกิจตามนโยบาย กัญชาเสรี ของรัฐบาล หากกัญชาไม่เป็นยาเสพติดจะส่งผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างไร กัญชาเสรี – เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2565 “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด” (คณะกรรมการ ป.ป.ส.) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม เป็นประธานได้มีมติเห็นชอบร่างประกาศกำหนดชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามที่คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดเสนอ สาระสำคัญคือ การปลด “กัญชา” ออกจากยาเสพติด จะมีผลทำให้ “กัญชา” ไม่เป็นยาเสพติดอีกต่อไป วาระพิจารณานี้เป็นการเสนอโดยกระทรวงสาธารณสุขซึ่งผ่านมติเห็นชอบของ “คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด” ซึ่งมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน และมีผู้แทนจากหน่วยงานด้านต่าง ๆ ผลของมติของคณะกรรมการ ป.ป.ส.ส่งผลทำให้กัญชาคือ พืชกัญชา (Cannabis) ไม่เป็นยาเสพติดประเภท 5 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด การลงมติดังกล่าวเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อประมวลกฎหมายยาเสพติด เนื่องจากการที่มิได้มีการบัญญัติ “กัญชา” ในมาตรา 29 ของประมวลกฎหมายยาเสพติด มิได้หมายความว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะถอดกัญชาออกจากยาเสพติดประเภท 5 เนื่องจากมียาเสพติดหลายประเภทที่มิได้บัญญัติไว้ในกฎหมาย แต่ก็ยังถือเป็นยาเสพติดตามกฎหมายลำดับรอง เช่น แอมเฟตามีน เมทแอมเฟตามีน การพิจารณาอนุมัติของคณะกรรมการ ป.ป.ส.ให้ถอดกัญชาออกจากยาเสพติดตามข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข จะต้องมีข้อมูลหลักฐานวิชาการที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นข้อมูลผลกระทบต่อสุขภาพจากการใช้กัญชา […]