ภูเขาไฟ Archives - National Geographic Thailand

ซากม้าเหยื่อปอมเปอี

ซากม้าเหยื่อปอมเปอี มีการค้นพบซากม้าสองตัวถูกขังไว้ในคอกม้าช่วงที่ชาวเมืองอาจกำลังเตรียมตัวหนีจากภูเขาไฟระเบิดที่ทำลายล้างเมืองปอมเปอี หนึ่งในอาณาจักรโรมันโบราณ เมื่อปี ค.ศ. 79 นักโบราณคดีได้สร้างแบบจำลองของซากม้าที่พบเจอ โดยการฉีดปูนปลาสเตอร์เข้าไปในช่องว่างของซากม้าที่กลายเป็นชั้นขี้เถาแข็งตัว การค้นพบครั้งนี้เป็นการพบโดยบังเอิญจากที่มีหัวขโมยพยายามขุดหาโบราณวัตถุ จนเมื่อตำรวจสอบสวนจึงพบซากม้าตัวนี้เข้าในที่สุด ทั้งนี้เทคโนโลยีในปัจจุบันช่วยให้การศึกษาทางโบราณคดีก้าวหน้า และได้ข้อมูลใหม่ๆ มากมาย ขณะนี้ทีมนักโบราณคดีกำลังเข้าสำรวจพื้นที่ทางตอนเหนือของเมืองปอมเปอีที่ถูกถล่มจากภูเขาไฟวิสุเวียสในครั้งนั้นจนเรียบเป็นหน้ากลอง ด้วยความหวังว่าจะพบข้อมูลใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับเหตุระเบิดภูเขาไฟในอดีต   อ่านเพิ่มเติม เหยื่อในปอมเปอีคนนี้ ไม่ได้ตายเพราะหินทับ

ทำไมหลายคนเลือกสร้างบ้านใกล้ภูเขาไฟ?

มันดูแปลกที่ผู้คนจำนวนหนึ่งเลือกสร้างบ้านใกล้เขตภูเขาไฟ เพราะฝนกรดและลาวาอาจโปรยปรายลงมาพวกเขาและครอบครัวได้ทุกเมื่อ แต่ท่ามกลางอันตรายก็ยังมีข้อดีเช่นกัน

ภารกิจเสี่ยงตายบนภูเขาไฟ

ภารกิจเสี่ยงตายบนภูเขาไฟ จินตนาการถึงการทำงานใกล้กับปากปล่องภูเขาไฟอันร้อนระอุ ภารกิจดังกล่าวคงไม่สะดวกสบายนัก ทีมนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้เอาชีวิตของตนเองมาเสี่ยงเพื่อเก็บตัวอย่างของลาวาที่พวยพุ่งออกมาจากภูเขาไฟนีรากองโก (Nyiragongo) ในประเทศคองโก สำหรับการศึกษาเกี่ยวกับแกนโลกให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ร่วมติดตามการทำงานของพวกเขาผ่านภาพยนตร์สั้นที่ถ่ายทอดความสวยงามและยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟโดย Darren Aronofsky ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง และติดตามเรื่องราวของการกำเนิดโลกใบนี้เพิ่มเติมได้ในซีรี่ส์สารคดีชุด One Strange Rock ที่จะพาคุณผู้อ่านไปสำรวจกับสถานที่สุดพิเศษที่ไม่มีที่ไหนเหมือนในจักรวาล นั่นคือโลกของเราเอง   อ่านเพิ่มเติม 13 สิ่งที่ทำให้กำเนิดชีวิตขึ้นบนโลก

ชีวิต ณ เขตภูเขาไฟ

ชมเรื่องราวของชาวอินโดนีเซียที่อาศัยอยู่รอบเขตภูเขาไฟ ชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติผ่านความเชื่อและวัฒนธรรม ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสารคดีอย่างงดงาม

บินทะยานเหนือลาวาอันร้อนแรง

ภูเขาไฟปีตงเดอลาฟูร์แนซ (Piton de la Fournaise) มาจากภาษาฝรั่งเศสแปลว่า “จุดสุดยอดของเตาไฟ” ภูเขาไฟลูกนี้ เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังมีพลังมากที่สุดในโลก ตั้งอยู่บนเกาะรเรอูนียง บนมหาสมุทรอินเดีย ใกล้กับเกาะมาดากัสการ์ เตาไฟอันร้อนแรงขนาดมหึมานี้ปะทุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 150 ครั้ง นับตั้งแต่มีการตั้งถิ่นฐานบนเกาะ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ฟุตเทตอันมหัศจรรย์นี้ถูกถ่ายจากโดรน ควบคุมโดย Jonathan Payet ช่างภาพที่จะพาคุณผู้อ่านไปสัมผัสกับความงดงามอันร้อนแรงของภูเขาไฟแบบใกล้ๆ ในมุมมองที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน   อ่านเพิ่มเติม : มาเติมสีสันให้ชีวิตไปกับสถานที่เหล่านี้, 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติในแอฟริกา

สุดยอดภาพถ่ายท่องเที่ยวแห่งปี 2017

คืนหนึ่งของเดือนธันวาคมในปี 2015 เซรกิโอ ตาปิโร คว้าถุงนอน, กล้อง และขาตั้งออกมาวางท่ามกลางท้องฟ้ากระจ่างไร้มวลเมฆ ห่างจากเขาออกไป 8 ไมล์คือภูเขาไฟโคลิมาที่ปะทุเถ้าถ่านออกมา ท่ามกลางสายฟ้าฟาด ครั้งแรกของการปะทุ ตาปิโรเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เขาเปิดรูรับแสงนาน 8 วินาทีเพื่อบันทึกภาพของไฟและหินที่ถูกส่งออกมาจากใต้พื้นโลกเอาไว้ และทันใดนั้นเองก็เกิดแสงสว่างวาบขึ้น เมื่อสายฟ้าเส้นหนึ่งผ่าลงมาจากหมู่มวลเมฆของเถ้าถ่าน “ภาพถ่ายนี้คือของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้แก่ผมครับ” เขากล่าว “ตอนที่ผมเช็ครูปถ่ายจากจอกล้องถ่ายภาพ ผมอึ้งไปเลย แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง” ภาพถ่ายนี้ชนะเลิศการประกวดภาพถ่ายท่องเที่ยวประจำปี 2017 “ช่วงเวลาอันทรงพลัง ถูกบันทึกไว้อย่างงดงาม ภาพถ่ายของเซรกิโอจัดอยู่ในภาพถ่ายธรรมชาติชั้นนำ ด้วยความเห็นชอบจากคณะกรรมการตัดสินอย่างเป็นเอกฉันท์” มอลลี่ โรเบิร์ต บรรณาธิการภาพอาวุโส หนึ่งในคณะกรรมการตัดสินครั้งนี้กล่าว “เซรกิโอ มุ่งมั่นถ่ายภาพภูเขาไฟมา 15 ปี สมาธิอันเยี่ยมยอดของเขาปรากฏให้เห็นผ่านภาพการปะทุของภูเขาไฟอันน่ามหัศจรรย์” ตาปิโรเริ่มต้นถ่ายภาพภูเขาไฟในปี 2002 งานของเขาต้องใช้ความพยายามอย่างสูง รวมถึงความอดทนและอารมณ์ขัน “ผมรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังสนทนากับญาติของตัวเอง คล้ายๆ ลุงของผม” เขาอธิบาย “บางครั้งผมคิดว่าถูเขาไฟเองก็เล่นตลก หลังคุณอยู่ที่ตรงนั้นมาแล้ว 16 ชั่วโมง ในที่สุดคุณตัดสินใจเก็บอุปกรณ์กลับ ในขณะที่คุณกำลังขับรถกลับบ้าน คุณกลับเห็นภูเขาไฟปะทุขึ้น ผ่านกระจกมองหลัง” ความอดทนและการมองโลกในแง่ดีของเขา […]

งานวิจัยชิ้นใหม่เปิดเผยว่า ดวงจันทร์อาจมีน้ำมากกว่าที่เคยคิดกันมาก

ดวงจันทร์อาจมีน้ำมากกว่าที่เคยคิดกัน เป็นข้อสรุปที่ได้จากการวิเคราะห์ผลึกแก้วภูเขาไฟขนาดเล็กจิ๋วที่หลงเหลือจากการปะทุของภูเขาไฟครั้งบรรพกาล ผลึกแก้วที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินี้ถูกรวบรวมไว้ตั้งแต่ภารกิจของยานอะพอลโล 15 และ 17 ในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งยานทั้งสองลงจอดใกล้เขตที่มีกิจกรรมภูเขาไฟบนดวงจันทร์ ผลึกแก้วนี้ก่อตัวขึ้นเมื่อแมกมาหรือหินหนืดปะทุขึ้นสู่พื้นผิวและเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วจนน้ำถูกกักไว้ภายใน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ยังไม่มั่นใจว่า ตัวอย่างที่ได้จากภารกิจอะพอลโลมีลักษณะเฉพาะ หรือพบได้จากธารลาวาแห่งอื่นๆ บนพื้นดวงจันทร์ด้วย ในผลการศึกษาชิ้นใหม่ที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Geoscience นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างที่ได้จากภารกิจอะพอลโลซ้ำอีกครั้ง  ร่วมกับการใช้ข้อมูลล่าสุดจากดาวเทียมเพื่อมองหาร่องรอยของแก้วภูเขาไฟที่มีน้ำอยู่ภายในจากบริเวณอื่นๆ ของดวงจันทร์  พวกเขาพบว่า แท้จริงแล้วตะกอนภูเขาไฟกระจายตัวเป็นบริเวณกว้างซึ่งบ่งชี้ว่า ใต้พื้นผิวดวงจันทร์อาจ ชุ่มชื้นมากกว่าที่เคยเชื่อกัน แอนโทนี โคลาพรีต นักวิทยาศาสตร์จากนาซา ผู้วิเคราะห์รายงานชิ้นนี้บอกว่า “ข้อเท็จจริงที่พวกเขาพบลักษณะภูมิประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับแก้วภูเขาไฟบอกเราว่า พื้นผิวชั้นในของดวงจันทร์มีน้ำอยู่พอสมควร ตอนที่เกิดการปะทุของภูเขาไฟเหล่านี้” คำถามหนึ่งที่หลายคนสงสัยคือ เราเคยพบน้ำบนดวงจันทร์ก่อนหน้านี้ไหม? คำตอบคือ ใช่ แต่ก็เพิ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่า ดวงจันทร์ทั้งดวงนั้นแห้งผาก แต่เมื่อปี 2008 นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างผลึกแก้วภูเขาไฟจากภารกิจอะพอลโล และค้นพบร่องรอยแรกของน้ำ จากจุดนั้นเป็นต้นมา การค้นพบน้ำบนดวงจันทร์ก็พรั่งพรู ในปี 2009 องค์การนาซาส่งจรวดและดาวเทียมขึ้นไปตกกระทบหุบอุกกาบาตแห่งหนึ่งบนขั้วใต้ของดวงจันทร์ โดยหวังจะพบหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำ การตกกระทบในครั้งนั้นเผยร่องรอยบางอย่างเกี่ยวกับน้ำแข็งและไฮดรอกซิล ซึ่งเป็นโมเลกุลไวต่อปฏิกิริยาและมีความเกี่ยวข้องกับน้ำ และในปี 2010 นักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างหินอื่นๆ ที่ได้จากดวงจันทร์ […]

ประติมากรรมแห่งลาวา

การปะทุของภูเขาไฟคีเลเวอาบนเกาะใหญ่ (Big Island) ของหมู่เกาะฮาวายเมื่อปีก่อน ส่งธารลาวาไหลลงสู่ทะเล หินหลอมละลายบางส่วนกัดเซาะผ่านอุโมงค์ที่ก่อตัวขึ้นจากการปะทุครั้งก่อนๆ ขณะที่บางส่วนให้กำเนิดอุโมงค์ลาวาใหม่ๆ เพิ่มเข้าไปในเครือข่ายระบบอุโมงค์ใต้ดิน

หนึ่งในภูเขาไฟที่อันตรายที่สุดในโลกกำลังส่งเสียงร้องครืน

ภูเขาไฟ ขนาดมหึมาทอดกายอยู่ภายใต้เมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่ราวห้าแสนคนในประเทศอิตาลี อาจกำลังตื่นขึ้นและเขาสู่ “ภาวะวิกฤติ” ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้เขียนรายงานนี้ลงในวารสาร Nature Communications อ้างอิงตามการตรวจวัดทางกายภาพและการสร้างแบบจำลองในคอมพิวเตอร์ “เราพบว่าแมกมาใน ภูเขาไฟ คัมปีเฟลเกรอี อาจไปแตะจุดซีดีพีหรือจุดแรงดันการปล่อยแก๊สขั้นวิกฤติ (critical degassing pressure) ภูเขาไฟลูกนี้ตั้งอยู่ในมหานครนาเปลส เมืองที่มีประชากรตั้งถิ่นฐานอยู่หนาแน่นแห่งหนึ่งในโลก และการตรวจวัดความร้อนรวมถึงการติดตามการเปลี่ยนแปลงทางธรณีกำลังเริ่มขึ้นในมหาครแห่งนี้” ทีมนักวิทยาศาสตร์ นำโดย จีโอวานี ชิโอดินี แห่งสถาบันวิจัยแห่งชาติอิตาลีด้านธรณีฟิสิกส์ในกรุงโรม กล่าว การปล่อยความร้อนในรูปแก๊สแม่เหล็กเมื่อไม่นานมานี้ มีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตอันใกล้ ภูเขาไฟลูกนี้อาจเกิดการประทุครั้งใหญ่ได้ นักวิทยาศาตร์ได้ออกมากล่าวเตือน แต่เวลาในการระเบิดนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด และในปัจจุบัน ยังไม่สามารถทำนายได้ ทางรัฐบาลอิตาลีได้ตอบสนองต่อข่าวนี้โดยการประกาศยกระดับความรุนแรงของภูเขาไฟลูกนี้จากระดับสีเขียวเป็นระดับสีเหลือง หรืออีกนัยหนึ่งคือ รัฐบาลได้ร่วมติดตามผลการตรวจวัดการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดกับทีมนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังศึกษาภูเขาไฟแห่งนี้ คัมปีเฟลเกรอี เป็นภาษาอิตาลีมีความหมายว่า “พื้นที่ที่ลุกเป็นไฟ” ภูมิภาคภูเขาไฟแห่งนี้รู้จักในนามเฟรเกลียน เช่นเดียวกับภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่อื่น อย่างโครงสร้างแนวความร้อนใต้พิภพในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน มันไม่ได้มีแค่ปากปล่องภูเขาไฟเพียงอันเดียว แต่มันคือโครงสร้างซับซ้อนขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วย 24 ปล่องภูเขาไฟและทอดตัวอยู่ใต้แผ่นพิภพรวมถึงใต้ทะเลเมดิเตอเรเนียน นอกจากนี้ยังพบทั้งน้ำพุร้อนและท่อที่พ่นแก๊สร้อน ๆ ออกมาตามแนวภูเขาไฟด้วย ภูเขาไฟขนาดใหญ่มักเกิดขึ้นโดยปล่องภูเขาไฟหรือแรงกดดันตามรอยแยกของเปลือกโลก ภูเขาไฟคัมปีเฟลเกรอีมีแรงกดดันที่ว่านี้ทอดผ่านอยู่ใต้เมืองนาเปลสทางตะวันตกยาวกว่าเจ็ดไมล์ ภูเขาไฟคัมปีเฟลเกรอีที่เป็นรูปร่างในปัจจุบัน ถือกำเนิดขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งพันปีที่แล้ว แต่จากประวัติศาสตร์ทางธรณีของภูมิภาคแห่งภูเขาไฟนี้ มันเคยเกิดการระเบิดครั้งใหญ่เมื่อสองแสนปีที่แล้ว ปล่อยเถ้าถ่านปกคลุมท้องฟ้าสีครามให้กลายเป็นสีหม่น ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งโลก […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.