ระบบนิเวศ Archives - National Geographic Thailand

ภาวะได้ประโยชน์ร่วมกัน

เริ่มแรก คำว่า protocooperation หรือ ภาวะได้ประโยชน์ร่วมกัน ถูกใช้เพื่อระบุปฏิสัมพันธ์ภายในระบบนิเวศ แต่ต่อมาเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายโดย Eugene Odum ในปี 1953 นอกจากนี้ ในบางกรณี Protocooperation ยังเรียกว่า ‘การทำงานร่วมกัน’ ภาวะได้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นรูปแบบของปฏิสัมพันธ์ทางนิเวศวิทยา ซึ่งสิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดต่างได้รับประโยชน์จากปฏิสัมพันธ์นี้ แต่ไม่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลาเพื่อความอยู่รอด ปฏิสัมพันธ์ระหว่างชนิดพันธุ์ในภาวะได้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์มักมองว่า เป็นรูปแบบหนึ่ของภาวะพึ่งพา (mutualism) แม้ว่าปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบนี้จะเพิ่มโอกาสการอยู่รอด และสนับสนุนการเจริญเติบโต แต่ก็ไม่จำเป็นสำหรับการเติบโตตามธรรมชาติ และความอยู่รอดของสายพันธุ์ (facultative mutualism) ภาวะได้ประโยชน์ร่วมกันเป็นประเภทของปฏิสัมพันธ์เชิงบวกที่ความสัมพันธ์อาจเป็นเชิงการบริการในระบบนิเวศ หรือการแบ่งปันทรัพยากร ปฏิสัมพันธ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นได้ระหว่างสองสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน หรือชนิดพันธุ์ต่างอาณาจักร ตัวอย่างของภาวะได้ประโยชน์ร่วมกัน 1. เพลี้ยและมด เพลี้ยเป็นแมลงขนาดเล็กที่ดูดกินของเหลวและปล่อยสารคัดหลั่ง ซึ่งเป็นของเสียจากอาหารที่มีน้ำตาล เพลี้ยหลายชนิดมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันกับมดที่กินน้ำหวาน โดยมดจะ ‘รีดนม’ เพลี้ย ด้วยหนวดของพวกมัน ในทางกลับกัน มดบางชนิดจะปกป้องเพลี้ยจากสัตว์กินเนื้อและปรสิต มดจะย้ายไข่ และตัวอ่อนของเพลีย ลงไปยังรังใต้ดิน ซึ่งทำให้การเก็บน้ำหวานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เพลี้ยบางชนิดได้ปรับตัวเพื่อใช้ประโยชน์จากมดที่แสวงหาน้ำหวาน เพลี้ย Paracletus […]

ภาวะปรสิตในระบบนิเวศ

ในธรรมชาติ บางครั้ง การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตก็เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียว อย่างกรณีของ ภาวะปรสิต ภาวะปรสิต เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตสองชนิดพันธุ์ โดยที่ชนิดหนึ่งได้ประโยชน์จากปฏิสัมพันธ์ และอีกชนิดหนึ่งถูกคุกคาม ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิต หรือไม่เสียชีวิตก็ได้ ภาวะปรสิตจำแนกได้ 2 ลักษณะ คือ 1. ปรสิตภายนอก เช่น หมัด เห็บ เหา และโลน เป็นต้น โดยตัวปรสิตอาศัยอยู่บริเวณผิวชั้นนอกของเจ้าบ้าน หรือโฮสต์ และส่วนใหญ่ไม่ใช่ปรสิตที่ก่อโรค แต่สร้างความรำคาญ 2. ปรสิตภายใน เช่น พยาธิ โปรโตชัว และแบคทีเรีย เป็นต้น โดยตัวปรสิตจะอาศัยอยู่ภายในร่างกายของโฮสต์ และอาจเป็นเชื้อก่อโรคบางชนิด นอกจากนี้ ในธรรมชาติยังพบความสัมพันธ์ที่เรียกว่า parasitism brood หรือภาวะกาฝาก ซึ่งสามารถพบได้ในพฤติกรรมของนกกาเหว่า นกกาเหว่าเป็นนกที่ไม่สร้างรังเป็นของตัวเอง แต่อาศัยวางไข่ในรังของนกตัวอื่น และบางครั้งก็เขี่ยไข่ในรังของนกเจ้าบ้านทิ้งไป เพื่อให้นกเจ้าบ้านกกไข่ของตัวเอง และเลี้ยงดูลูกนกหลังจากฟักไข่แล้ว ในภาวะปรสิตสามารถพบปรสิตได้หลายประเภท ทั้งปรสิตที่ต้องอาศัยโฮสต์ตลอดเวลา และปรสิตที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างอิสระ เหล่านี้คือตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตที่แสดงภาวะปรสิต ปรสิตในมนุษย์ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 1. พยาธิใบไม้ […]

บทบาทหน้าที่ทางนิเวศวิทยา คืออะไร

บทบาทหน้าที่ทางนิเวศวิทยา คือเรื่องราวความซับซ้อนของระบบนิเวศ และความจำเพาะเจาะของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระบบนิเวศที่แตกต่างกัน บทบาทหน้าที่ทางนิเวศวิทยา หรือ “นิช” (Ecological Niche) หมายถึง ตำแหน่งการวางตัวของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดในระบบนิเวศ ซึ่งระบบนิเวศแต่ละระบบของโลกล้วนประกอบขึ้นจากสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดที่ดำรงอยู่ท่ามกลางความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อน ทั้งที่เกิดขึ้นระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกันเองและความสัมพันธ์ต่อสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น หรือแม้แต่ความเข้มของแสง ดังนั้น การคงอยู่ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจึงแสดงให้เห็นถึงการมีบทบาทหน้าที่อันเฉพาะเจาะจงที่สามารถสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศที่ตนอาศัยอยู่ และในทางกลับกันยังแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดและปัจจัยทางกายภาพที่ก่อให้เกิดวิถีชีวิตเฉพาะของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ แนวคิดเรื่อง “นิช” ในการศึกษาทางนิเวศวิทยา (Concepts of Ecological Niche) “นิช” กับบทบาทหน้าที่ทางนิเวศวิทยาของสิ่งมีชีวิต (Functional Niche) หมายถึง สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีบทบาทหน้าที่เฉพาะเจาะจง และปรับตัวของตนต่อความเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศ ทั้งประเภทของอาหารการกิน แหล่งที่อยู่อาศัย และบทบาทหน้าที่เชิงอาหาร (Trophic Niche) การถ่ายทอดพลังงาน (Energy Transfer) และการหมุนเวียนของสสาร (Biogeochemical Cycle) ในระบบนิเวศ ดังนั้น ในแต่ละระบบนิเวศของโลกจะไม่มีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดทำหน้าที่หรือมี “นิช” ที่เหมือนกันทุกประการ เพราะการมีพฤติกรรม แหล่งอาหาร และบทบาทหน้าที่ซ้อนทับกันอย่างสมบูรณ์จะนำไปสู่การแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรกันโดยตรง และหากปราศจากการปรับตัวอาจนำไปสู่การสูญสิ้นเผ่าพันธุ์อย่างถาวร แต่ในระบบนิเวศมีสิ่งมีชีวิตบางชนิดที่มี “นิช” […]

ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต ในระบบนิเวศ

การอาศัยอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศต่างมีรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งช่วยให้เกิด ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต และเกิดการปรับตัวร่วมกัน นอกเหนือไปจากความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน ทั้งที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงและดำรงชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพัง ในระบบนิเวศยังมีการปฏิสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องอีกหลากหลายรูปแบบเกิดขึ้น เมื่อมีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดอาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่ซึ่งมีอาณาบริเวณอันจำกัด มีปริมาณอาหาร น้ำดื่มและปัจจัยที่จำเป็นอีกมากมาย ซึ่งไม่สามารถรองรับและตอบสนองต่อความต้องการของทุกชีวิต  ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิด (Interspecific interactions) หมายถึง ความเกี่ยวข้องหรือสายสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการอาศัยอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตต่างชนิดในระบบนิเวศ โดยก่อให้เกิดทั้งภาวะของการพึ่งพาอาศัยกันและกัน การแก่งแย่งแข่งขัน หรือแม้แต่การเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นเพื่อความอยู่รอด ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้ สามารถจำแนกออกเป็น 6 ประเภท โดยส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป เช่น เป็นประโยชน์ต่อกัน (+) เป็นโทษหรือภัยคุกคาม (-) และการไม่ได้รับผลกระทบและผลประโยชน์ใด ๆ (0) ดังนี้ ภาวะพึ่งพาอาศัยกัน (Mutualism : +/+) หมายถึง ความสัมพันธ์ระยะยาวของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่อาศัยอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศ โดยที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์จากความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ ทำให้สิ่งมีชีวิตทั้ง 2 ชนิดไม่สามารถแยกตัวออกจากกันได้อีกเลยตลอดช่วงชีวิต เช่น  ไลเคน (Lichens) : สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการพึ่งพาอาศัยกันของราและสาหร่าย โดยที่ราทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นและแร่ธาตุแก่สาหร่าย ขณะที่สาหร่ายทำหน้าที่สร้างอาหารให้ราผ่านกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ไรโซเบียม […]

ประชากร ในระบบนิเวศ

ทฤษฎีเรื่อง ประชากร (Population) เป็นเรื่องที่นำมาประยุกต์ใช้กับสิ่งมีชีวิตต่างๆ เพื่อประเมินและคาดการณ์ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต เช่น การกระจายพันธุ์ จำนวนประชากรในพื้นที่ โอกาสการรอดชีวิต และโอกาสการเกิดชนิดพันธุ์ใหม่ ประชากร (Population) คือ กลุ่มของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน (Single Species) ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่หรือในอาณาบริเวณเดียวกัน ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยมีการทำกิจกรรมร่วมกันหรือมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันภายในกลุ่มประชากรดังกล่าว การอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มของสิ่งมีชีวิต ก่อให้เกิดลักษณะเฉพาะของกลุ่มประชากร เช่น ขนาดหรือจำนวนประชากร (Population Size) และความหนาแน่น (Population Density) ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญในการศึกษาประชากรในระบบนิเวศ จากทั้งอัตราการเกิด-การตาย การอพยพเข้า-ออก และการกระจายตัวของกลุ่มอายุ ตลอดจนความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นภายในกลุ่ม ทั้งในด้านการช่วยเหลือเกื้อกูล การแก่งแย่งแข่งขันกัน และความสัมพันธ์หลายรูปแบบที่มีต่อกลุ่มประชากรของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ในระบบนิเวศ ลักษณะสำคัญของประชากร ความหนาแน่นประชากร (Population Density) คือ จำนวนประชากรต่อหน่วยพื้นที่ สำหรับสิ่งมีชีวิตบนบก หรือต่อหน่วยปริมาตรสำหรับสิ่งมีชีวิตในน้ำ  การกระจายตัวของประชากร (Dispersion) คือ การกระจายตัวของสมาชิกภายในกลุ่มประชากรในพื้นที่อยู่อาศัย โดยมีปัจจัยทางสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อลักษณะการกระจายตัวของสิ่งมีชีวิตดังกล่าว การกระจายของประชากรสามารถจำแนกออกเป็น 3 […]

แมลง หายไปไหนกันหมด

มวลหมู่ แมลง กำลังหายไปอย่างรวดเร็วจนน่าตระหนก และนั่นอาจหมายถึงหายนะของเราเองด้วย เหล่าผีเสื้อบินเข้ามาเรื่อยๆ ตอนแรกหลายพันตัว ตามมาด้วยเรือนหมื่นเรือนแสน ปีกด้านล่างของพวกมันสีน้ำตาล ส่วนปีกด้านบนเป็นสีส้มสดใส ตอนที่ แมลง ชนิดนี้บินกรูเข้ามา ภาพที่เห็นช่างน่าอัศจรรย์ ชวนตื่นตะลึง และทำให้สับสนอยู่ไม่น้อย ฉันพบ “ก้อนเมฆ” ผีเสื้อนี้หรือฝูงผีเสื้อกระดองเต่าแคลิฟอร์เนียในวันหนึ่งของฤดูร้อนที่ท้องฟ้าสดใสบนเทือกเขาเซียร์ราเนวาดาฉันกับแมตต์ ฟอริสเตอร์ นักชีววิทยาไปเดินเขาแคเซิลพีก ซึ่งเป็นภูเขาทรงมน ผีเสื้อในแคเซิลพีกเป็นหนึ่งในประชากรแมลงที่มีการเฝ้าสังเกตอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก ในฤดูร้อนจะมีการนับจำนวนประชากรผีเสื้อที่นี่ทุกสองสัปดาห์มานานเกือบ 45 ปีแล้วข้อมูลส่วนใหญ่รวบรวมโดยอาจารย์ของฟอริสเตอร์ ที่บันทึกข้อมูลลงบนกระดาษแข็งขนาดสามคูณห้านิ้ว หลังจากฟอริสเตอร์และทีมงานประมวลผลการสำรวจด้วยคอมพิวเตอร์และวิเคราะห์ข้อมูล ก็พบว่าตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมาผีเสื้อในแคเซิลพีกมีจำนวนลดลง  เรากำลังคุยกันว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ตอนที่เราใกล้ถึงยอดเขาซึ่งสูง 2,775 เมตร และถูกกลุ่มเมฆหมอกสีส้มที่ว่าแผ่เข้าปกคลุม “ความคิดที่ว่าเหล่าแมลงกำลังตกที่นั่งลำบากดูเหมือนทำให้ใครๆตกใจครับ ซึ่งผมเข้าใจดี” ฟอริสเตอร์พูดพลางชี้ไปยังผีเสื้อที่พากันบินกรูเข้ามาไม่ขาดสาย “ก็พวกแมลงทำแบบนี้ มันถึงดูแปลกๆ ไงครับ” ว่ากันว่าเราใช้ชีวิตอยู่ในสมัยแอนโทรโปซีน (Anthropocene) หรือสมัยที่ถูกนิยามจากผลกระทบที่มนุษย์มีต่อโลก  กระนั้น เมื่อประเมินด้วยตัวชี้วัดต่างๆ แล้ว แมลงก็ยังถือเป็นสัตว์ที่ครองโลกอยู่ดี  ประเมินกันว่ามีแมลง 10 ล้านล้านล้านตัว ในแง่ของความหลากหลายแมลงก็มีจำนวนชนิดที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน  ในบรรดาชนิดพันธุ์สัตว์ทั้งมวล เป็นแมลงคิดเป็นสัดส่วนสูง ถึงราวร้อยละ 80 […]

การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ (Energy Flow)

ในธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดต่างมีบทบาทที่แตกต่างกันเพื่อก่อให้เกิด การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ ในระบบนิเวศ (Ecosystem) การอาศัยอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่แสนสลับซับซ้อน เกิดเป็นโครงสร้างสายใยอาหาร (Food Web) ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อสิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิตเข้ากับสิ่งแวดล้อม ผ่านลำดับขั้นของการบริโภคในห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) ซึ่งทำให้เกิด การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ (Energy Flows) และการหมุนเวียนของสสารต่าง ๆ (Nutrient Cycles) ลำดับขั้นของการบริโภค (Tropic Levels) ในระบบนิเวศ ผู้ผลิต (Producer) คือ สิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างอาหารเองได้ (Autotroph) เช่น พืช และสาหร่ายต่าง ๆ ผู้บริโภค (Consumer) คือ สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ (Heterotroph) เช่น ผู้บริโภคพืช (Herbivore) ผู้บริโภคสัตว์ (Carnivore) ผู้บริโภคทั้งพืชทั้งสัตว์ (Omnivore) และผู้บริโภคซากพืชซากสัตว์ (Detritivore) ผู้บริโภคลำดับที่ 1 (Primary Consumers) เช่น ตั๊กแตน […]

แหล่งน้ำจืด : ชีวิตเปราะบางในแม่น้ำลำธาร และทะเลสาบ

ช่างภาพใต้น้ำจำนวนมากชื่นชอบการถ่ายภาพวาฬ ฉลาม และแนวปะการังอันน่าตื่นตาในท้องทะเลและมหาสมุทร แต่ช่างภาพอย่างเดวิด เฮราซิมต์ชุค กลับเลือกถ่ายภาพชนิดพันธุ์ธรรมดาๆ ในแหล่งน้ำจืดอย่างแม่น้ำลำธาร และทะเลสาบ ด้วยความเชื่อว่า “ชีวิตมากมายเหล่านี้กำลังล้มหายตายจากไป” และเวลาก็เหลือน้อยลงทุกที

หน้าที่ของระบบนิเวศ (Ecosystem Function)

หน้าที่ของระบบนิเวศ (Ecosystem function) มีส่วนสนับสนุนความสมดุลของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระบบนิเวศ ในระบบนิเวศ (Ecosystem) การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มผู้ผลิต ผู้บริโภคและผู้ย่อยสลาย ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกันเอง และปฏิสัมพันธ์ต่อสภาพแวดล้อม ซึ่งส่งผลให้เกิด หน้าที่ของระบบนิเวศ ที่สำคัญยิ่ง 2 ประการ ได้แก่ การถ่ายทอดพลังงาน (Energy Flows) คือ การถ่ายทอดพลังงานผ่านความสัมพันธ์ตามลำดับขั้นของสิ่งมีชีวิตในรูปของห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) และสายใยอาหาร (Food Web) ที่ซับซ้อน จากกระบวนการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) ของพืชสีเขียวหรือกลุ่มผู้ผลิตภายในระบบนิเวศ ซึ่งนำแสงสว่างและพลังงานจากดวงอาทิตย์มาใช้สร้างพลังงานเคมีในรูปของอาหาร เช่น แป้ง และน้ำตาล โดยพลังงานดังกล่าวจะถูกถ่ายทอดไปยังผู้บริโภคลำดับต่อไป จนถึงผู้ย่อยสลายในท้ายที่สุด ในทุกขั้นของการถ่ายทอดพลังงานผ่านห่วงโซ่อาหารจะเกิดการสูญเสียพลังงานส่วนใหญ่ (ร้อยละ 90) จากระบบนิเวศไปในรูปของพลังงานความร้อน จากการนำไปใช้ในกระบวนการเมแทบอลิซึม (Metabolism) ของสิ่งมีชีวิต มีพลังงานเพียงร้อยละ 10 ที่เก็บสะสมไว้ในพืชสีเขียวถูกนำมาแปรเปลี่ยนเป็นมวลชีวภาพของสัตว์กินพืช ดังนั้น ผู้บริโภคในลำดับขั้นถัดไปในห่วงโซ่อาหารจะได้รับพลังงานสะสมที่ถูกเปลี่ยนเป็นมวลชีวภาพเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ตามกฎ ร้อยละ 10 (Ten Percent […]

ระบบนิเวศ (Ecosystem)

ทุกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกทั้งทางชีวภาพและกายภาพ ล้วนผ่านกระบวนการวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน และหลอมรวมกันขึ้นเป็นระบบขนาดใหญ่ที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน หรือที่เรียกว่า ระบบนิเวศ ระบบนิเวศ (Ecosystem) คือ การอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตในหนึ่งหน่วยพื้นที่ ซึ่งก่อให้เกิดความสัมพันธ์ต่อสิ่งมีชีวิตด้วยกันเองและปฏิสัมพันธ์ต่อสิ่งแวดล้อม เกิดการถ่ายทอดพลังงานและการหมุนเวียนของสสารจากธรรมชาติสู่สิ่งมีชีวิตต่างๆ โลกของเรา คือ ระบบนิเวศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดหรือที่เรียกกันว่า “ชีวมณฑล” (Biosphere) ซึ่งประกอบขึ้นจากระบบนิเวศขนาดเล็กจำนวนมากที่ถูกเชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อน ดังนั้น ในแต่ละพื้นที่ของโลก ด้วยสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่แตกต่าง จึงก่อกำเนิดระบบนิเวศอันหลากหลาย ทั้งป่าไม้ แม่น้ำ ทะเลทราย รวมถึงมหาสมุทร ระบบนิเวศสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ประเภท คือ ระบบนิเวศบนบก (Terrestrial Ecosystem) คือ ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตบนภาคพื้นดิน โดยมีปัจจัยทางด้านอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝนและพืชพรรณเป็นหลักในการจำแนกระบบนิเวศต่างๆ เช่น ป่าดิบชื้น ทุ่งหญ้า และทะเลทราย ระบบนิเวศในน้ำ (Aquatic Ecosystem) คือ ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำต่างๆของโลก ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ระบบนิเวศน้ำจืด เช่น บึง ลำธารและทะเลสาบ ระบบนิเวศน้ำกร่อย […]

ปะการังกินขยะพลาสติก แทนอาหารตามธรรมชาติ

การศึกษาล่าสุดพบว่า อนุภาคเล็กๆ ของพลาสติกอาจเป็นตัวการนำเชื้อก่อโรคที่ส่งผลให้ปะการังป่วยหรือตายได้ นักวิทยาศาสตร์พบว่า ปะการังกินขยะพลาสติก ชิ้นเล็กๆ เข้าไป และที่แย่ไปกว่านั้นคือ ดูเหมือนว่าพวกมันเลือกกินขยะพลาสติกชิ้นเล็กๆ หรือที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “ไมโครพลาสติก” มากกว่าอาหารตามธรรมชาติ แม้ว่าพลาสติกเหล่านี้มีแบคทีเรียที่อาจคร่าชีวิตได้ก็ตาม การศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the Royal Society B: Biological Sciences รายงานการสำรวจปะการังที่อยู่แถบชายฝั่งโรดไอแลนด์ พบว่า ที่ผ่านมา ปะการังในทะเลเขตร้อนเริ่มคุ้นเคยกับการกินไมโครพลาสติกมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อพวกมันเอง ผลการสำรวจล่าสุดพบว่า ไมโครพลาสติกเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ยอดภูเขาสูงไปจนถึงส่วนที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร สิ่งมีชีวิตหลายชนิด ตั้งแต่ปลาไปจนถึงนกต่างกินไมโครพลาสติกเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ที่กินไมโครพลาสติกผ่านการปนเปื้อนในแหล่งน้ำและอาหาร แรนดี โรตชัน นักชีววิทยาแนวปะการัง มหาวิทยาลัยบอสตัน หัวหน้าทีมวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า ในช่วงแรกที่ทำวิจัยเรื่องระบบนิเวศทางทะเล เธอไม่คาดหวังการวิจัยที่เกี่ยวกับผลกระทบจากพลาสติก แต่พลาสติกเหล่านี้ปรากฏในการวิจัยอยู่เนืองๆ จนไม่สามารถเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ได้ เมื่อคุณศึกษาระบบนิเวศหรือสิ่งมีชีวิตในทะเล คุณมักพบกับไมโครพลาสติกอยู่เสมอ ร้ายยิ่งกว่าอาหารขยะ โรตชันและทีมวิจัยเก็บตัวอย่างปะการังชนิด Astrangia poculata จากสี่โคโลนีที่อยู่นอกชายฝั่งแอตแลนติก จากแมสซาชูเซตส์ไปจนถึงอ่าวเม็กซิโก พวกเขาเลือกบริเวณนอกชายฝั่งของโรดไอแลนด์เป็นพื้นที่ศึกษา เพราะใกล้กับเมือง ซึ่งคาดว่าเป็นแหล่งที่ได้รับผลกระทบจากพลาสติกผ่านมลพิษทางน้ำ เมื่อกลับมายังห้องปฏิบัติการ […]

ครีมกันแดดทางเลือกเพื่อปะการัง

รู้หรือไม่ว่าสารเคมีในครีมกันแดดทั่วไปที่คุณใช้กำลังทำลายปะการัง ทริปไปทะเลครั้งหน้าลองเปลี่ยนมาใช้ครีมกันแดดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมดูสิ

ทะเลซาร์กัสโซ : สาหร่ายผู้หล่อเลี้ยงแอตแลนติกเหนือ

“ไม่มีมหาสมุทรไหนเหมือนที่นี่อีกแล้วครับ” นักชีววิทยาทางทะเล ไบรอัน ลาพอยต์ บอก “ไม่มีที่อื่นใดบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินของเราที่โอบอุ้มความหลากหลายของชีวิตกลางห้วงสมุทรได้อย่างนี้ ทั้งหมดล้วนมาจากสาหร่ายพวกนี้ครับ” ลาพอยต์กำลังพูดถึงสาหร่ายทะเลสีน้ำตาลลอยน้ำได้ชื่อสาหร่ายทุ่นหรือสาหร่ายซาร์กัสซัมในมหาสมุทรแอตแลนติก  ตรงบริเวณที่เรียกว่า ทะเลซาร์กัสโซ (Sargasso Sea)

บางปะกง : สายใยชีวิตแห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ

"บางปะกง : สายใยชีวิตแห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ" การตระเวนถ่ายภาพพื้นที่ชุ่มน้ำในไทยและภูมิภาค เช่น แม่น้ำ บางปะกง นานกว่าทศวรรษ ทำให้ช่างภาพเข้าใจความสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างสรรพสัตว์ ผู้คน และถิ่นอาศัย 

เพราะมีอสรพิษจึงมีเรา เมื่องูคือตัวขับเคลื่อนวิวัฒนาการ

เหตุใดในหลายวัฒนธรรมจึงมีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับงูเหมือนๆ กัน เป็นไปได้หรือไม่ว่ามาจากความกลัวงู แต่ครั้งมนุษย์ยังห้อยโหนโจนทะยานข้ามกิ่งไม้

ค้นพบปลาพันธุ์ใหม่สีนีออน

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบปลากะรังจิ๋วพันธุ์ใหม่เข้าโดยบังเอิญ จากแนวปะการังที่ระดับความลึกแสงส่องถึงน้อย บริเวณหมู่เกาะ Saint Paul กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

อึปลิงทะเลมีประโยชน์ต่อระบบนิเวศ

อึปลิงทะเลมีประโยชน์ต่อระบบนิเวศ ในมหาสมุทรมีปลิงทะเลมากถึง 1,250 สายพันธุ์ จากในคลิปวิดีโอนี่คือปลิงทะเลที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Thelenota anax และใช่ตามที่คุณคิด…มันกำลังอึ! เจ้าปลิงคว้าเอาตะกอนทรายเข้าไปในปากของมัน ระบบย่อยอาหารที่น่าทึ่งจะย่อยเอาสารอินทรีย์อย่างโปรโตซัว และขจัดของเสียที่ไม่ต้องการออกมา ด้วยวิถีชีวิตเช่นนี้อึของมันที่ถูกกำจัดออกมาจึงกลายเป็นอาหารให้สัตว์อื่นๆ ต่อไป อีกทั้งผืนทรายที่ร่วนซุยยังเอื้อให้สาหร่ายและหญ้าทะเลซึ่งมีหน้าที่ผลิตออกซิเจนเติบโตได้ดีขึ้นอีกด้วย แม้ปลิงทะเลจะไม่ใช่สัตว์คุ้มครอง ทว่าหากขาดพวกมันไประบบนิเวศก็จะได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงเช่นกัน ทั้งนี้ปลิงมีสารพิษ โฮโลทูลิน ซึ่งปล่อยออกทางผิวหนัง ใช้ในการป้องกันอันตรายจากปลาและปู ถ้าหากนำปลิงทะเลไปใส่ในตู้เลี้ยงปลามันจะปล่อยสารพิษดังกล่าวออกมามากจนทำให้ปลาตายได้   อ่านเพิ่มเติม แมงกะพรุนทำสิ่งเหล่านี้ได้ แม้ไม่มีสมอง