อารยธรรม Archives - National Geographic Thailand

บรรดาผู้ศรัทธาเหล่านี้นับถือเอเลี่ยน

พวกเขาเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาเดินทางมายังโลกเมื่อ 32,000 ปีก่อน เพื่อชี้นำแนวทางให้แก่มนุษย์ วัฒนธรรมของพวกเขาปรากฏผ่านการรวมทุกศาสนา และอารยธรรมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นความแฟนตาซี

ค้นพบสุสานหมู่เก่าแก่กว่าจักรวรรดิแอซเท็ก

ค้นพบสุสานหมู่เก่าแก่กว่าจักรวรรดิแอซเท็ก ทีมนักโบราณคดีจากสถาบันโบราณคดีและประวัติศาสตร์ชาติเม็กซิโกค้นพบสุสานหมู่ที่มีความเก่าแก่ถึง 2.400 ปี บริเวณทางตอนใต้ของเม็กซิโก ภายในประกอบด้วยโครงกระดูกจำนวน 10 ร่างนอนทับซ้อนกัน จากอายุแล้วโครงกระดูกเหล่านี้เป็นของผู้คนในยุคโบราณที่อยู่อาศัยมาก่อนที่อารยธรรมแอซเท็กจะถือกำเนิดขึ้น โครงกระดูกที่พบมีทั้งชายและหญิงซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นวัยรุ่น นอกจากนั้นยังพบโครงกระดูกของเด็กทารก และเครื่องปั้นเซรามิก ทีมนักโบราณคดีเชื่อว่าโครงกระดูกทั้งหมดนี้เสียชีวิตในช่วงเวลาเดียวกัน แต่สาเหตุการตายและเหตุที่ว่าทำไมร่างของพวกเขาจึงถูกนำมาฝังรวมกันนี้ยังคงเป็นปริศนา   อ่านเพิ่มเติม แผนที่เก่าแก่ของชาวแอซเท็กฉายภาพวิถีชีวิตในอดีต

อารยธรรมลึกลับบนเกาะกรีซ

อารยธรรมลึกลับบนเกาะกรีซ ในทะเลอีเจียนสีฟ้าครามสดใส มีเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งที่เก็บซ่อนปริศนาแห่งอารยธรรมโบรารเอาไว้ ย้อนเวลากลับไปเมื่อราว 4,000 ปีก่อน เกาะ Dhaskalio เกาะเล็กๆ ของกรีซนี้เคยเชื่อมต่อกับเกาะ Keros ซึ่งเป็นเกาะใหญ่กว่า โดย Dhaskalio มีลักษณะเป็นแหลมที่ยื่นลงไปในทะเล จากการสำรวจพบซากปรักหักพังของรูปปั้นที่เชื่อกันว่าใช้สำหรับการเคารพบูชา นอกจากนั้นยังพบกลุ่มอาคารที่มีความซับซ้อนและระเบียงชมวิวซึ่งทำจากหินอ่อนนำเข้ามาจากเกาะอื่น ร่องรอยของรางน้ำที่ใช้ในการส่งน้ำซึ่งได้รับการออกแบบโดยวิศวกรในสมัยนั้น เชื่อกันว่าในช่วงเวลา 3,000 ปี ก่อนคริสต์กาลนั้น เกาะ Keros เป็นดั่งศูนย์กลางของความเจริญแรกในอารยธรรมกรีซ ส่วนรายละเอียดของอารยธรรมย่อยบนเกาะ Dhaskalio นั้นยังคงเป็นปริศนา และยังคงต้องค้นคว้ากันต่อไป   อ่านเพิ่มเติม เผยโฉมใบหน้าวัยรุ่นมนุษย์โบราณ

ค้นพบสถานที่สังสรรค์ของชาวเปรูโบราณ

ค้นพบสถานที่สังสรรค์ของชาวเปรูโบราณ แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เคยเป็นสถานที่สำหรับการจัดพิธีกรรมของอารยธรรมโมเช ในเปรู ในยุคสมัยที่ชาวสเปนยังไม่ได้เดินทางมาถึงยังทวีปอเมริกาใต้ จากประวัติศาสตร์ชาวโมเชอาศัยอยู่ยังบริเวณอ่าวทางตอนเหนือของประเทศเปรูในปัจจุบัน ก่อนที่อาณาจักรของพวกเขาจะล่มสลายลงและผู้คนอพยพออกไปอย่างลึกลับในคริสต์ศักราชที่ 700 นอกเหนือจากเป็นสถานที่สำหรับจัดพิธีกรรมและการบรวงสวงแล้ว สถานที่นี้ยังถูกใช้เป็นสถานที่สังสรรค์สำหรับชนชั้นสูงในอารยธรรมโมเชอีกด้วย จากการตรวจสอบตามผนังยังเหลือร่องรอยที่บ่งชี้ว่า ในอดีตผนังเต็มไปด้วยลวดลายและงานศิลปะหลากสีสันไม่ว่าจะเป็น ภาพวาดของสิงโตทะเล และปลามากมาย   อ่านเพิ่มเติม : เผยโฉมใบหน้า ราชินีอาณาจักรโบราณ, 7 โบราณสถานที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยเอเลี่ยน

7 โบราณสถานที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยเอเลี่ยน

7 โบราณสถาน ที่เชื่อกันว่าถูกสร้างโดยเอเลี่ยน โลกของเราเป็นบ้านของหลากหลายสถานที่อันงดงามจากหลายยุคหลายสมัยในอดีต บางครั้งสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ดูล้ำยุคเกินกว่าที่เทคโนโลยีในสมัยนั้นจะสร้างได้ นั่นเป็นเพราะสิ่งก่อสร้างบางแห่งก็ใหญ่โตเกินไป หนักเกินไป หรือซับซ้อนเกินไปจึงทำให้เกิดความเชื่อที่ว่า โบราณสถาน อย่างพีรามิดในอียิปต์, ลายเส้นนัซกา รวมไปถึงสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกมากมาย น่าจะเป็นฝีมือของบางสิ่งบางอย่างที่มาจากนอกโลก แม้จะยังไม่อาจพิสูจน์ได้ แต่ก็น่าสนุกดีที่จะจินตนาการว่าในอดีตครั้งหนึ่งมนุษย์ต่างดาวเคยเดินทางมาเยี่ยมโลกของเรา เช่นเดียวกันกับที่ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางอวกาศของเรากำลังเติบโตและดาวอังคารเองก็อยู่ในเป้าหมายของเราเช่นกัน อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงก็คือ ไม่มีหลักฐานใดสนุบสนุนว่าเอเลี่ยนเคยมายังสถานที่นั้นๆ และการเรียกร้องหาคำอธิบายเหนือธรรมชาตินี้กำลังเป็นการมองข้ามอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ในประวัติศาสตร์และความสามารถของพวกเขาในการสร้างสิ่งก่อสร้างอันน่าทึ่งเหล่านี้ ที่มอบให้เป็นของขวัญแก่โลก   กำแพงหินซัคเซย์ฮัวมัว (SACSAYHUAMÁN) ที่ด้านนอกของเมืองคุสโค ศูนย์กลางของอาณาจักรอินคา มีป้อมกำแพงที่สร้างตามแนวเทือกเขาแอนดีส ของเปรู กำแพงเหล่านี้สร้างจากก้อนหินขนาดมหึมาที่ได้รับการแกะสลักและวางเข้าด้วยกันในรูปแบบตัวต่อจิ๊กซอว์ ซึ่งเชื่อกันว่าหลักฐานจากอารยธรรมโบราณเหล่านี้ น่าจะได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนที่มาจากนอกโลก ปราการอายุ 1,000 ปีที่เชื่อมต่อกันนี้สร้างจากก้อนหินหลายก้อนรวมกันมีน้ำหนักมากถึง 360 ตัน เรียงรายเป็นแนวกำแพงยาวมากกว่า 20 ไมล์ ก่อนที่จะยกตัวขึ้นเข้าพอดีกับภูมิประเทศ ราวกับถูกตัดด้วยแสงเลเซอร์ วิศวกรในยุคโบราณสร้างสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร เป็นปริศนาน่าสนุกที่คู่ควรแก่การหาคำตอบ มองลงไปที่อารยธรรมนี้จะเห็นว่าชาวอินคาเป็นชนชาติที่มีความเก่งกาจในการก่อสร้าง รวมไปถึงการทำเรื่องซับซ้อนอย่างสังเกตท้องฟ้าและสร้างปฏิฑินสำหรับพวกเขาขึ้นมา ในความเป็นจริง กำแพงหินซัคเซย์ฮัวมัวไม่ใช่ตัวอย่างเดียวของการวางอิฐที่ซับซ้อน กำแพงในรูปแบบเดียวกันนี้ถูกพบทั่วอาณาจักรอินคา รวมไปถึงในเมืองคุสโคเอง ที่ก้อนหินจำนวน 12 ก้อนถูกวางเข้ามุมกันอย่างพอดิบพอดี นอกจากนั้นนักโบราณคดียังค้นพบเชือกและระบบคันโยกที่ชาวอินคาใช้ในการขนย้ายหิน ระบบดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงและความเฉลียวฉลาดของชาวอินคา แทนที่จะเป็นฝีมือของสถาปนิกจากต่างดาว […]

มนตราแห่งนครที่สาบสูญ

เรื่อง ดักลาส เพรสตัน ภาพถ่าย เดฟ โยเดอร์ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ปี 2015 เฮลิคอปเตอร์ทหารลำหนึ่งทะยานขึ้นจากลานบินใกล้เมืองกาตากามัส ประเทศฮอนดูรัส บ่ายหน้าไปทางเทือกเขาลามอสกีเตีย เบื้องล่าง เรือกสวนไร่นาค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นลาดเนินสูงชันอาบแสงอาทิตย์ บ้างปกคลุมด้วยป่าดิบชื้น  บ้างถูกแผ้วถางเป็นฟาร์มปศุสัตว์  นักบินมุ่งหน้าไปยังช่องเขาเล็กๆรูปตัววี (V) ฝูงนกยางบินอยู่เบื้องล่าง  ยอดไม้สั่นไหวจากการเคลื่อนไหวของฝูงวานรที่มองไม่เห็นตัว  ที่นี่ไม่มีร่องรอยกิจกรรมใดๆของมนุษย์ นักบินบังคับเครื่องให้โฉบลงด้านข้างก่อนจะลดระดับลง  เป้าหมายคือพื้นที่โล่งริมฝั่งแม่น้ำ ในกลุ่มผู้ที่ก้าวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์มีนักโบราณคดีคนหนึ่งชื่อ คริส ฟิชเชอร์ หุบเขาแห่งนี้อยู่ในภูมิภาคซึ่งเล่าลือกันมาช้านานว่าเป็นที่ตั้งของเมือง “ซิวดัดบลังกา” (Ciudad Blanca) มหานครในตำนานที่สร้างด้วยศิลาสีขาว หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า นครสาบสูญแห่งวานรเทพ  ฟิชเชอร์ไม่เชื่อตำนานเหล่านั้น แต่เชื่อว่าในหุบเขาที่เขาและเพื่อนร่วมงาน เรียกกันง่ายๆว่า ที1 (T1) นี้มีซากปรักนครสาบสูญของจริงซึ่งถูกทิ้งร้างมาอย่างน้อยครึ่งสหัสวรรษ จะว่าไปแล้ว นี่เป็นเรื่องที่เขาแน่ใจด้วยซ้ำ ในการเดินทางครั้งนี้ ทีมสำรวจใช้เทคนิคที่เรียกว่าไลดาร์ [lidar ย่อมาจาก light detection and ranging หรือการตรวจหาและวัดระยะทางด้วยแสง] เทคนิคนี้ใช้ทำแผนที่นครการากอลของชาวมายาในประเทศเบลีซ ไลดาร์ทำงานด้วยการสะท้อนลำแสงเลเซอร์อินฟราเรดนับแสนๆลำกลับขึ้นมาจากป่าดิบชื้นเบื้องล่าง และบันทึกตำแหน่งของจุดการสะท้อนแสงในแต่ละครั้ง […]

กรีซ เทพเจ้า และดินแดนปรโลก

เรื่อง แคโรไลน์ อเล็กซานเดอร์ ภาพถ่าย วินเซนต์ เจ. มูซี และเดวิด โคเวนทรี โลกของชาวกรีกโบราณเต็มไปด้วยทวยเทพ  นำโดยเทพองค์สำคัญๆแห่งเขาโอลิมปัส ได้แก่ ซูส เฮรา อพอลโล โพไซดอน อธีนา และเทพผู้ยิ่งใหญ่อื่นๆ ในเทพปกรณัมกรีก นอกจากการบูชาปวงเทพแห่งเขาโอลิมปัสแล้ว ยังมีอีกหลายร้อยลัทธิที่บูชาเทพเจ้าและวีรบุรุษในท้องถิ่น ผู้คนอ้อนวอนทวยเทพเหล่านี้ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เราอธิษฐานในปัจจุบัน เช่น เรื่องสุขภาพและความปลอดภัย ความเจริญรุ่งเรือง พืชผลอันอุดมสมบูรณ์ และสวัสดิภาพในการเดินเรือ การสวดอ้อนวอนมักกระทำร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการถวายเครื่องสักการะและของสังเวยเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยของทวยเทพผู้อยู่เหนือการหยั่งรู้ของมนุษย์และเชื่อกันว่ากุมชะตาชีวิตของพวกเขาไว้ แต่ชีวิตหลังความตายเป็นเช่นไรเล่า ชาวกรีกโบราณเชื่อในเทพเฮดีส เจ้าแห่งปรโลก ผู้เป็นพระเชษฐาของซูสและโพไซดอน แต่การมีอยู่ของเทพเฮดีสไม่ชวนให้อุ่นใจแม้แต่น้อย อาณาจักรของเทพเฮดีส (หรือ “โลกที่มองไม่เห็น”) ซึ่งตกอยู่ในความมืดมนอนธการและมีแม่น้ำสติกซ์อันน่าพรั่นพรึงตัดขาดจากโลกมนุษย์นั้น เป็นดั่งที่กวีโฮเมอร์พรรณนาไว้ว่า เป็นดินแดน “น่าสะพรึงกลัวที่ผุพัง” อันเป็นจุดหมายปลายทางทั้งของคนธรรมดาและแม้กระทั่งวีรบุรุษผู้กล้าหลังความตายมาเยือน ในที่สุด ความเห็นอกเห็นใจในสภาวะของมนุษย์ทำให้ชาวกรีกรับเอาศาสนารูปแบบใหม่และลัทธิความเชื่อใหม่ๆเข้ามา ชีวิตหลังความตายไม่ได้ถูกมองว่าเป็นชะตากรรมอันทุกข์ระทมอีกต่อไป แต่เป็นการเสาะแสวงหาส่วนบุคคลมากกว่า ลัทธิลี้ลับที่ปกปิดไม่ให้คนภายนอกรู้เหล่านี้ให้สัญญาว่าจะนำทางสู่ชีวิตหลังความตาย พิธีกรรมอันเร้นลับนั้นแสนเร้าใจและจัดขึ้นราวฉากละครอันอลังการ พิธีบูชาเทพองค์สำคัญบนเกาะซาโมเทรซของกรีซจัดขึ้นในเวลากลางคืน โดยใช้แสงวับวามของคบเพลิงส่องทางให้สมาชิกใหม่ แต่เนื่องจากมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดขนาดมีโทษถึงตาย จึงทำให้พิธีกรรมเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาลึกลับเรื่อยมา พอถึงศตวรรษที่สี่ก่อนคริสต์ศักราช เกิดลัทธิที่อ้างว่าทำให้คนบริสุทธิ์ได้ด้วยการชำระล้างมลทินของความเป็นมนุษย์ รากฐานของศาสนาใหม่เหล่านี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.