ศิลปะนามธรรม เผยความงามบนร่างอสูร - National Geographic Thailand

ศิลปะนามธรรม เผยความงามบนร่างอสูร

เรื่องและภาพถ่าย ไมเคิล ดี. เคิร์น

คนส่วนใหญ่เกลียดกลัวสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และสัตว์จำพวกแมง (สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกสัตว์ขาปล้อง) ต่างๆ  เป็นความกลัวเก่าแก่แทบจะเรียกได้ว่าดึกดำบรรพ์ มนุษย์วิวัฒน์ขึ้นโดยเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงสัตว์เหล่านี้ซึ่ง ในหลายกรณีก็นับว่ามีเหตุผลดี แต่นั่นย่อมหมายความว่า พวกเราส่วนใหญ่มักขาดประสบการณ์ในการเข้าไปสัมผัสใกล้ชิดและชื่นชมความงามของพวกมันด้วย สัตว์เหล่านี้บางชนิดต้องการความช่วยเหลือจากเรา สิ่งที่ผมพยายามทำคือ ช่วยให้ผู้คนมองเห็นความงามในร่างอสูรด้วยการนำศิลปะนามธรรมมาลอกความกลัวและอคติจากจิตใจ

ผมเริ่มจากการถ่ายภาพเหมือนของพวกมัน จากนั้นจึงรื้อและลดทอนรายละเอียดต่างๆให้เหลือเพียงองค์ประกอบพื้นฐาน ได้แก่สีสัน เส้นสาย ลวดลาย และพื้นผิว องค์ประกอบเอกเทศเหล่านี้คือพื้นฐานของภาพใหม่ที่ผมปรับแต่งขึ้นด้วยเทคนิคต่างๆ ในโปรแกรมโฟโต้ชอป ผลงานที่ได้คือภาพเหมือนจริงเป็นคู่ๆ โดยด้านหนึ่งเป็นภาพจริง ส่วนอีกด้านเป็นภาพ แนวนามธรรม

ผมเริ่มทำภาพชุดนี้เกือบจะเรียกได้ว่าอย่างไม่ตั้งใจ ผมแค่ต้องการออกแบบโลโก้หัวจดหมายเพื่อใช้สำหรับธุรกิจถ่ายภาพของตัวเอง แต่ความที่ผมรักสัตว์เลื้อยคลาน ผมเลยถ่ายภาพกิ้งก่าอีกัวนา ผมคิดว่าดวงตาข้างหนึ่งของมันน่าจะสวยสะดุดตาพอที่จะใช้เป็นภาพเดี่ยวๆสำหรับหัวจดหมายได้  แต่ปรากฎว่าขนาดกลับไม่พอดีกับหัวจดหมาย  ผมจึงทำภาพสะท้อนขึ้นอีกภาพที่ด้านบน  ภาพที่ได้ทั้งสวยงามและเหนือจริง  ไม่เหมือนสิ่งใดในธรรมชาติ  ทั้งๆที่ภาพนี้มีที่มาจากของจริงในธรรมชาติแท้ๆ

ภาพแต่ละภาพที่ผมสร้างขึ้นล้วนแตกต่างกัน เพราะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว บางภาพใช้เพียงการคร็อปหรือตัดทอนภาพบางส่วนออกแล้วทำภาพสะท้อนขึ้น  ขณะที่บางภาพใช้เทคนิคหลายอย่างประกอบกัน  และบางภาพก็ออกมาไม่สวยเอาเสียเลย แต่สำหรับผม  การเดินทางนั้นมีคุณค่าพอๆกับจุดหมายปลายทาง  ผมมีความสุขที่เห็นภาพเป็นรูปเป็นร่างขึ้นทีละน้อยจากการทำซ้ำแต่ละครั้ง  ผมจึงเป็นทั้งผู้สร้างสรรค์และผู้สังเกตการณ์กระบวนการทำงานและผลลัพธ์ที่ได้ในเวลาเดียวกัน

ในงานแสดงภาพ  ผมชอบที่จะแสดงภาพเชิงนามธรรมก่อน เมื่อผู้ชมมองภาพครั้งแรก ผมคิดว่าพวกเขามีความรู้สึกขัดแย้งลึกๆระหว่างความงามของภาพกับความกลัวที่มีต่อสัตว์ซึ่งเป็นที่มาของภาพ แต่เมื่อพวกเขาตระหนักว่ามันเป็นเพียงแค่ภาพ พวกเขาจะเริ่มขยับเข้ามาใกล้ และศึกษารายละเอียดต่างๆ ผมจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อทำให้ความกลัวเปลี่ยนเป็นความสนใจใคร่รู้ ในตอนนี้ผมหวังว่าผู้ชมจะสามารถชื่นชมความงามของภาพจริงและภาพนามธรรมไปพร้อมๆ กัน  ผมคิดว่านั่นคือคุณค่าของสิ่งที่ผมกำลังสร้างสรรค์ขึ้น อันได้แก่การทำให้ผู้คนเปิดใจยอมรับและชื่นชมสัตว์เหล่านี้  ซึ่งผมหวังว่าอาจจะเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การปกป้องคุ้มครองพวกมันต่อไป

 

เรื่องแนะนำ

สลาลมเที่ยงคืน

เรื่อง เจเรมี เบอร์ลิน ภาพถ่าย ออสการ์ เอนันเดอร จะทำอย่างไรให้ภูเขาเปล่งแสงเรืองรอง  หิมะทอประกายกลางแสงไฟหลากสีสัน แล้วเล่นสกียามค่ำคืนสู่ยอดสูงละลานตาในอีกระดับ อย่างแรกที่คุณต้องทำคือ  เสาะหาที่ลาดชันซึ่งยังคงความเป็นธรรมชาติบนผาสูงในผืนป่าอันห่างไกลของรัฐบริติชโคลัมเบียและอะแลสกา จากนั้นก็หาวิธีขนเครื่องไม้เครื่องมือหนัก 5,000 กิโลกรัม ได้แก่ หลอดไฟขนาด 4,000 วัตต์ใหญ่เท่าเครื่องซักผ้า พร้อมเครื่องปั่นไฟเพื่อจ่ายไฟฟ้า นั่งร้าน สายไฟและเคเบิล  ขึ้นไปบนยอดเขาสูงกว่า 2,000 เมตร จากนั้นใช้เวลาอีกหลายเดือนไปกับการคำนวณกำลังไฟฟ้าและความกว้างของลำแสงไฟ   รวมถึงน้ำหนักสิ่งของ ปริมาณเชื้อเพลิงที่ต้องใช้  ระยะทาง และลักษณะภูมิประเทศ  อีกทั้งจ้างช่างคุมไฟและช่างเทคนิคฝีมือดี  แล้วเกณฑ์นักกีฬาระดับหัวแถวมาสักกลุ่ม  จับสวมชุดติดหลอดไฟและใส่แบตเตอรี่ไว้ในกระเป๋า คาดแผงหลอดไฟแอลอีดีไว้บนหลัง  เปิดกล้อง แล้วหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่นิก แวกกอนเนอร์และหุ้นส่วนจากสวีตกราสส์โปรดักชันส์ทำในฤดูใบไม้ผลิปี 2014 เมื่องานถ่ายโฆษณาทำให้พวกเขามีเครื่องมือที่จำเป็นเพื่อสร้างฝันที่รอมานานให้เป็นจริง  นั่นคือถ่ายทำการเล่นสกียามค่ำคืนบนภูเขาลูกมหึมา   พวกเขาพร้อมแล้วที่จะทำความฝันให้เป็นจริงโดยได้ช่างภาพสกีชาวสวีเดน ออสการ์ เอนานเดอร์ เป็นมือถ่ายภาพนิ่งระหว่างการถ่ายทำ “ผมไม่ได้พูดเกินไปหรอกถ้าจะบอกว่างานนี้กดดันสุดๆ” แวกกอนเนอร์บอก  “หลายสิ่งหลายอย่างอาจเกิดผิดพลาดขึ้นมาได้ทุกเมื่อ” แล้วเรื่องผิดพลาดบางเรื่องก็เกิดขึ้นจริง ๆ  หลังถ่ายทำในอะแลสกาไปได้ 11 วัน  ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว แต่สายพ่วงที่สำคัญช่วงหนึ่งกลับหายไป แวกกอนเนอร์ต้องเกลี้ยกล่อมนักบินเฮลิคอปเตอร์ให้บินไกลถึง […]

ภาษาภาพ : ประจำเดือนกุมภาพันธ์

เอสโตเนีย ที่หมู่บ้านคุร์ตนา ม้าแคระชื่อเจ้าเรนโบว์นอนอาบแดดในฤดูหนาว  ม้าเพศผู้วัยสี่ปีที่ตอนแล้วตัวนี้เป็นลูกผสมระหว่างม้าพันธุ์พื้นเมืองเอสโตเนียกับม้าแคระเชตแลนด์  ทั้งสองสายพันธุ์ขึ้นชื่อเรื่องความทรหดและความสามารถในการปรับตัว ภาพโดย เคิร์สตี คาลเบิร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อมองจากมุมสูง  แผ่นกระดาษสีขาวไร้รอยต่อซึ่งพับเป็นรูปดวงตา  ปูอยู่ใต้ร่างนักเต้น 81 คนจากคณะบัลเลต์นิวยอร์กซิตี ภาพคอมโพสิตขนาด 603 ตารางเมตรภาพนี้เป็นการทำงานร่วมกับเจอาร์ ศิลปินชาวฝรั่งเศส ภาพพานอรามาประกอบขึ้นจากภาพถ่ายหลายภาพ: เจอาร์ สหรัฐอเมริกา ในห้องปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยอะแลสกาแฟร์แบงส์ กระรอกดินอาร์กติกที่กำลังจำศีลในฤดูหนาว กลายเป็นปริศนาทางการแพทย์  สัตว์ชนิดนี้สามารถลดอุณหภูมิร่างกายให้ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง  และหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่หัวได้ขณะจำศีล ซึ่งอาจกินเวลานานถึงเจ็ดเดือน ภาพโดย โจเอล ซาร์โทรี

ภาษาภาพ : ประจำเดือนกันยายน

บราซิล ใกล้พรมแดนบราซิล-อาร์เจนตินา  กองทัพผีเสื้อบินกรูลงยึดหัวหาดริมฝั่งแม่น้ำอีกวาซู  แอ่งน้ำอันอุดมไปด้วยแร่ธาตุเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อแม่น้ำลดระดับลง  และดึงดูดพวกผีเสื้อให้มาดูดกินสารอาหาร ภาพโดย ดานิเอล  ปิญเญย์รู

กว่าจะเป็นชายชาตรี

เรื่อง ชิป บราวน์ ภาพถ่าย พีต มุลเลอร์ นัดหมายลงมีดของแชดแร็ก ไนออนกีซา กำหนดไว้เป็นเวลาหลังฟ้าสางเล็กน้อย ตั้งแต่เช้าวานนี้แล้วที่เด็กชายวัย 14 ปีจากเผ่าบูคูซูทางตะวันตกของเคนยา  ผู้ยังไม่ผ่านการขริบ  เขย่ากระดึงคู่ประดับขนนกกระทบกับปลอกโลหะที่มัดไว้กับข้อมือเขา  ระหว่างที่เด็กหนุ่มกางแขนโยกขึ้นลงร่ายรำในสนามดินลูกรังใต้ต้นมะม่วงนอกบ้านของพ่อ  เครือญาติกับเพื่อนๆที่อายุมากกว่าพากันเดินแห่ไปรอบตัวเขาพลางกวัดแกว่งท่อนไม้ และร้องเพลงเกี่ยวกับความกล้าหาญ ผู้หญิง และสุรา พอตกบ่าย   แชดแร็กกับผู้ติดตามไปเยือนบ้านของลุงฝ่ายแม่  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม  เขามอบแม่วัวให้เด็กชายตัวหนึ่ง  แต่ก่อนจะให้  ผู้เป็นลุงตบหน้าหลานชายและตะคอกใส่ว่า เขาดูตุ้งติ้งเหมือนกะเทย  ไม่เหมือนคนที่พร้อมจะเป็นผู้ชายอกสามศอก   เด็กชายผู้ขอเข้าพิธี ซีเคโบ  หรือพิธีขริบหนังหุ้มปลายองชาตของเผ่าบูคูซู  ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่  แต่เขาดูโกรธมากกว่ากลัว  และเมื่อย้อนกลับมาที่บ้านพ่ออีกครั้ง เขาก็เขย่ากระดึง ชินยิมบา คู่นั้นด้วยความฮึกเหิมระลอกใหม่และร่ายรำสุดเหวี่ยง ครั้นพระอาทิตย์ตกดิน  ผู้มาร่วมพิธีก็ขยายวงใหญ่ขึ้นด้วยจำนวนแขกมากกว่า 50 คน พอได้เวลาสามทุ่มครึ่ง  ฝูงชนก็มาล้อมวงกันอยู่รอบกองเครื่องในของวัวที่เพิ่งถูกฆ่าหมาดๆ ลุงฝ่ายพ่อคนหนึ่งของแชดแร็กใช้มีดผ่าเปิดท้องวัวแล่เนื้อออกมาสองชิ้น  แล้วใช้มือควักอาหารสีเขียวๆที่ย่อยไปแล้วครึ่งหนึ่งขึ้นมาเต็มกำมือ จากจึงเดินรี่เข้าไปหาหลานชาย “คนในครอบครัวเราไม่เคยหวาดกลัวสิ่งใด!” ผู้เป็นลุงตะโกน “จงยืนหยัดไว้!” แสงไฟฉายวิ่งฉวัดเฉวียนอยู่บนใบหน้าของแชดแร็ก ขณะเขาเหม่อมองอย่างไร้จุดหมาย แต่แฝงไว้ด้วยความอดกลั้น จากนั้น ผู้เป็นลุงขว้างของเน่าเละๆในมือใส่หน้าอกหลานชาย แล้วละเลงมันลงบนใบหน้าและหัวของแชดแร็ก เขาเอาไส้วัวพันรอบคอหลานชาย […]