มนตราแห่งนครที่สาบสูญ - National Geographic Thailand

มนตราแห่งนครที่สาบสูญ

เรื่อง ดักลาส เพรสตัน
ภาพถ่าย เดฟ โยเดอร์

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ปี 2015 เฮลิคอปเตอร์ทหารลำหนึ่งทะยานขึ้นจากลานบินใกล้เมืองกาตากามัส ประเทศฮอนดูรัส บ่ายหน้าไปทางเทือกเขาลามอสกีเตีย เบื้องล่าง เรือกสวนไร่นาค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นลาดเนินสูงชันอาบแสงอาทิตย์ บ้างปกคลุมด้วยป่าดิบชื้น  บ้างถูกแผ้วถางเป็นฟาร์มปศุสัตว์  นักบินมุ่งหน้าไปยังช่องเขาเล็กๆรูปตัววี (V) ฝูงนกยางบินอยู่เบื้องล่าง  ยอดไม้สั่นไหวจากการเคลื่อนไหวของฝูงวานรที่มองไม่เห็นตัว  ที่นี่ไม่มีร่องรอยกิจกรรมใดๆของมนุษย์ นักบินบังคับเครื่องให้โฉบลงด้านข้างก่อนจะลดระดับลง  เป้าหมายคือพื้นที่โล่งริมฝั่งแม่น้ำ

ในกลุ่มผู้ที่ก้าวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์มีนักโบราณคดีคนหนึ่งชื่อ คริส ฟิชเชอร์ หุบเขาแห่งนี้อยู่ในภูมิภาคซึ่งเล่าลือกันมาช้านานว่าเป็นที่ตั้งของเมือง “ซิวดัดบลังกา” (Ciudad Blanca) มหานครในตำนานที่สร้างด้วยศิลาสีขาว หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า นครสาบสูญแห่งวานรเทพ  ฟิชเชอร์ไม่เชื่อตำนานเหล่านั้น แต่เชื่อว่าในหุบเขาที่เขาและเพื่อนร่วมงาน เรียกกันง่ายๆว่า ที1 (T1) นี้มีซากปรักนครสาบสูญของจริงซึ่งถูกทิ้งร้างมาอย่างน้อยครึ่งสหัสวรรษ จะว่าไปแล้ว นี่เป็นเรื่องที่เขาแน่ใจด้วยซ้ำ

ในการเดินทางครั้งนี้ ทีมสำรวจใช้เทคนิคที่เรียกว่าไลดาร์ [lidar ย่อมาจาก light detection and ranging หรือการตรวจหาและวัดระยะทางด้วยแสง] เทคนิคนี้ใช้ทำแผนที่นครการากอลของชาวมายาในประเทศเบลีซ ไลดาร์ทำงานด้วยการสะท้อนลำแสงเลเซอร์อินฟราเรดนับแสนๆลำกลับขึ้นมาจากป่าดิบชื้นเบื้องล่าง และบันทึกตำแหน่งของจุดการสะท้อนแสงในแต่ละครั้ง “กลุ่มจุด” สามมิตินี้จะนำไปคำนวณด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อคัดกรองลำแสงที่ปะทะต้นไม้และพุ่มไม้ออก เหลือไว้แต่ภาพที่เกิดจากลำแสงซึ่งส่องลงไปถึงพื้นดิน รวมถึงโครงร่างของสัณฐานทางโบราณคดี

และเพื่อให้การเดินทางง่ายขึ้น เอลกินส์และเบเนนสันว่าจ้างอดีตเจ้าหน้าที่จากหน่วยปฏิบัติการพิเศษทางอากาศของอังกฤษ (British Special Air Service: SAS) สามคนซึ่งก่อตั้งบริษัทช่วยนำทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์เข้าไปในพื้นที่อันตราย เฮลิคอปเตอร์นำพวกเขามาปล่อยล่วงหน้าเพื่อปรับพื้นที่สำหรับลงจอดและตั้งค่ายพักแรมโดยใช้มีดพร้าและเลื่อยยนต์ ขณะที่เฮลิคอปเตอร์กลับไปยังกาตากามัสเพื่อรับฟิชเชอร์กับคนอื่นๆมาสมทบ แอนดรูว์ “วูดดี้” วูด หัวหน้าทีมช่วยเหลือ เล่าให้ผมฟังในภายหลังว่า ขณะที่พวกเขาทำงาน สัตว์ป่าต่างๆ ทั้งสมเสร็จ ไก่ป่า และลิงแมงมุม เดินไปมาอยู่แถวนั้นหรือจับกลุ่มกันอยู่บนต้นไม้ ไม่มีท่าทีว่าจะเกรงกลัวเลย

ในภูมิภาคลามอสกีเตียของฮอนดูรัส แอนดรูว์ วูด อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษทางอากาศของอังกฤษ ใช้มีดพร้าแผ้วถางทางสู่ซากปรักนครก่อนยุคโคลัมบัส ซึ่งตรวจพบครั้งแรกจากทางอากาศโดยอาศัยเทคโนโลยีที่เรียกว่า “ไลดาร์”

วูดเลือกที่ราบขั้นบันไดยกระดับด้านหลังลานลงจอดเป็นที่ตั้งแคมป์หลักท่ามกลางต้นไม้สูงใหญ่ จะเข้าไปได้ต่อเมื่อข้ามสะพานไม้ซุงซึ่งทอดข้ามแอ่งโคลนและปีนขึ้นตลิ่งไปอีก เขาห้ามทุกคนออกจากที่พักโดยไม่มีผู้คุ้มกันเพราะเกรงอันตรายจากงูโบทรอปส์เกล็ดสันซึ่งมักเรียกกันว่า “งูพิษร้ายสุดยอด” ทว่าฟิชเชอร์ไม่อดทนพอ เขาคุ้นเคยกับงานภาคสนามเสี่ยงอันตรายดี จึงประกาศว่าจะออกไปสำรวจตามลำพัง บ่ายคล้อยวันนั้น วูดจึงยินยอมให้ทีมออกไปสำรวจ ซากปรักอย่างคร่าวๆ ทีมที่ล่วงหน้าไปก่อนรวมกลุ่มกันอยู่บนฝั่งแม่น้ำ ต่างคนต่างสวมสนับแข้งกันงูและทายากันแมลง อุปกรณ์จีพีเอสที่ฟิชเชอร์ดาวน์โหลดแผนที่จากไลดาร์ไว้แสดงตำแหน่งของเขาโดยสัมพันธ์กับซากปรักที่คาดว่ามีอยู่

ฟิชเชอร์ดูทิศทางจากอุปกรณ์จีพีเอสแล้วตะโกนบอกวูด ซึ่งใช้มีดพร้าฟันพุ่มเฮลิโคเนียหนาทึบเปิดทางให้ เราลุยข้ามแอ่งโคลนสองแห่ง แห่งหนึ่งมีโคลนลึกถึงต้นขา ปีนขึ้นตลิ่งสูงบนที่ราบน้ำท่วมถึง และเดินไปจนถึงตีนเนินสูงชันที่มีป่าทึบปกคลุม นี่คือชายขอบของสิ่งที่น่าจะเป็นเมือง “ขึ้นไปบนยอดกันเถอะ” ฟิชเชอร์เอ่ยปากชวน

เราปีนขึ้นไปบนลาดเนินลื่นๆที่มีใบไม้ทับถม ตรงยอดเนินที่พืชพรรณขึ้นหนาทึบ ฟิชเชอร์ชี้ให้เห็นแอ่งรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นเค้าโครงของสิ่งก่อสร้าง ออสการ์ เนย์ล กรุซ หัวหน้าแผนกโบราณคดีของสถาบันมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ฮอนดูรัส คุกเข่าลงมองดูให้ชัดๆ  เขาค้นพบสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหลักฐานของสิ่งก่อสร้างแบบใช้ดินอัด ซึ่งสนับสนุนความคิดที่ว่า นี่คือพีระมิดที่สร้างด้วยดิน

ท่ามกลางซากปรักหักพัง นักโบราณคดีพบวัตถุหินจำนวนมากซึ่งอาจวางไว้เป็นเครื่องเซ่นสรวง วัตถุเหล่านี้มีโถประดับรูปนกแร้งและงูรวมอยู่ด้วย

ฟิชเชอร์กับวูดนำทีมลงจากพีระมิด มุ่งหน้าไปยังที่ซึ่งฟิชเชอร์หวังว่าจะเป็น “ลานจัตุรัส” หรือพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่หนึ่งในสิบแห่งของเมือง พอไปถึง เราก็พบผืนป่าดิบชื้นที่มีลักษณะราบเรียบผิดธรรมชาติราวกับสนามฟุตบอล มีเนินดินเป็นแนวยาวล้อมอยู่สามด้าน นั่นคือซากปรักของกำแพงและอาคาร ร่องน้ำเซาะสายหนึ่งตัดผ่านลานจัตุรัสแห่งนี้ เผยให้เห็นผิวหน้าลานที่ปูด้วยหิน  เมื่อเดินข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามของลาน  เราพบก้อนหินแบนๆเหมือนเป็นแท่นบูชาแถวหนึ่งวางอยู่บนก้อนหินมนใหญ่สีขาวที่จัดเรียงเป็นสามเส้า  แต่ต้นไม้หนาทึบยังคงบดบังสายตาของเรา ทำให้ไม่สามารถคะเนผังหรือขนาดของนครโบราณแห่งนี้ได้ เมื่อดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า เราจึงพากันกลับแคมป์

เราตื่นขึ้นเช้าวันถัดมาและเริ่มออกสำรวจกันอีกครั้ง เสียงครืนครั่นที่ดังมาจากยอดไม้เบื้องบนบอกให้รู้ว่าฝนกำลังจะตกหนัก หลายนาทีต่อมา ฝนจึงตกถึงพื้น ไม่นานเนื้อตัวเราก็เปียกโชก

ฟิชเชอร์ถือมีดพร้าเดินมุ่งหน้าไปทางเหนือกับเนย์ลและควน การ์ลอส เฟร์นันเดซ-ดีอัซ วิศวกรไลดาร์ของทีม เพื่อทำแผนที่ลานจัตุรัสอื่นๆของเมือง ขณะที่แอนนา โคเฮน นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน และอาลีเซีย กอนซาเลซ นักมานุษยวิทยาของทีมสำรวจ ปักหลักอยู่ข้างหลังเพื่อถางพื้นที่บริเวณที่มีก้อนหินเรียงกันอยู่ให้เตียนโล่ง พอตกบ่าย ฟิชเชอร์และทีมก็กลับมาหลังจากทำแผนที่ลานจัตุรัสได้อีกสามแห่งและเนินดินอีกหลายแห่ง ทุกคนดื่มชาร้อนใส่นมคนละถ้วยท่ามกลางสายฝน วูดบอกให้ทุกคนกลับที่พักเพราะเกรงว่าระดับน้ำในแม่น้ำอาจสูงขึ้น ทีมสำรวจจึงเดินเรียงเดี่ยวกลับไป ทันใดนั้น ช่างภาพ ลูเชียน รี้ด ที่เดินอยู่เกือบรั้งท้ายก็ตะโกนขึ้น

“เดี๋ยวก่อน ตรงนี้มีก้อนหินแปลกๆด้วยนะ”

ตรงฐานของพีระมิด ยอดประติมากรรมหินที่สลักเสลาอย่างงดงามหลายสิบชิ้นโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน วัตถุที่พวกเขามองผ่านม่านใบไม้และเถาวัลย์ ทั้งยังมีมอสส์ขึ้นปกคลุม ค่อยๆปรากฏเป็นรูปเป็นร่างในแสงสลัวยามสนธยาของป่าทึบ แลเห็นเป็นหัวเสือจากัวร์ที่กำลังแยกเขี้ยว ภาชนะศิลาประดับรูปหัวนกแร้ง โถขนาดใหญ่สลักลวดลายรูปงู และวัตถุอีกชุดหนึ่งลักษณะคล้ายบัลลังก์หรือโต๊ะที่มีการประดับประดา ซึ่งนักโบราณคดีเรียกว่า เมตาเต (metate) ศิลปวัตถุทุกชิ้นอยู่ในสภาพสมบูรณ์ น่าจะยังไม่มีใครแตะต้องตั้งแต่ถูกทิ้งไว้เมื่อหลายศตวรรษก่อนลย

มอสกีเตียครอบคลุมพื้นที่ 50,000 ตารางกิโลเมตรในประเทศฮอนดูรัสและนิการากัว เป็นป่าดิบชื้นผืนใหญ่ที่สุดในอเมริกากลาง และเป็นหนึ่งในพื้นที่แห่งท้ายๆ บนโลกที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เคยเข้าไป

“นี่เป็นการจัดวางวัตถุในพิธีกรรมสำคัญครับ” ฟิชเชอร์อธิบาย “แทนที่จะเก็บไว้เป็นมรดกตกทอดในครอบครัว พวกเขากลับนำข้าวของเหล่านี้มาวางทิ้งไว้ที่นี่ บางทีนี่อาจเป็นเครื่องเซ่นสรวงก็ได้ครับ”

วันต่อๆมา ทีมนักโบราณคดีบันทึกวัตถุแต่ละชิ้นในตำแหน่งเดิม ขณะที่เฟร์นันเดซก็ติดตั้งเครื่องไลดาร์บนสามขาเพื่อสแกนศิลปวัตถุแล้วสร้างภาพสามมิติของแต่ละชิ้นขึ้นมา ไม่มีการแตะต้อง ไม่มีการเคลื่อนย้ายใดๆทั้งสิ้น จนกว่าจะถึงคราวหน้า เมื่อทีมสำรวจกลับมาพร้อมกับเครื่องมือและเวลาที่เหมาะสม

ขณะที่ผมเขียนสารคดีเรื่องนี้ มีการวางแผนการสำรวจอีกครั้งซึ่งครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้างกว่าเดิมและได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลฮอนดูรัสอย่างเต็มที่ ด้วยความที่ถูกรุมเร้าด้วยปัญหาการลักลอบขนยาเสพติดและความรุนแรงที่ตามมา ฮอนดูรัสจึงเป็นประเทศยากจนที่ต้องการข่าวดีอย่างเร่งด่วน ซิวดัดบลังกาหรือนครสีขาวอาจเป็นตำนานเล่าขาน ทว่าอะไรก็ตามที่ช่วยให้ตำนานเรื่องนี้ใกล้ความเป็นจริงขึ้นมาย่อมสร้างความตื่นเต้นให้ได้อย่างมโหฬาร นี่คือความภูมิใจร่วมกัน เป็นการยืนยันถึงความเชื่อมโยงระหว่างผู้คนกับอดีตก่อนยุคโคลัมบัส เมื่อทราบข่าวการค้นพบกรุสมบัติดังกล่าว ควน ออร์ลันโด เอร์นันเดซ ประธานาธิบดีฮอนดูรัส ก็สั่งให้จัดตั้งหน่วยทหารไปประจำการที่แหล่งโบราณคดีแห่งนี้ตลอดเวลาเพื่อเฝ้าระวังพวกลักลอบขุดสมบัติ หลายสัปดาห์ต่อมา เขานั่งเฮลิคอปเตอร์ไปดูด้วยตาตนเอง และให้คำมั่นว่ารัฐบาลของเขาจะทำ “ทุกอย่างที่ทำได้” ไม่เพียงเพื่อสานต่อการสำรวจและปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของหุบเขาแห่งนี้    แต่ยังรวมถึงมรดกทางนิเวศวิทยาของภูมิภาคโดยรอบด้วย

เรื่องแนะนำ

มนุษย์ปริศนาหน้าใหม่ (First Human)

เรื่อง  เจมี ชรีฟ ภาพถ่าย โรเบิร์ต คลาร์ก ขุมทรัพย์ฟอสซิลที่พบลึกเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่งของแอฟริกาใต้ ก่อให้เกิดคำถามที่ว่า สิ่งใดกันแน่ที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ ตอนนั้นเป็นวันที่ 13 กันยายน ปี 2013 สตีฟ ทักเกอร์ และริก ฮันเตอร์ นักสำรวจถ้ำสมัครเล่นสองคนเดินเข้าสู่ถ้ำหินโดโลไมต์ชื่อ  “ไรซิงสตาร์” (Rising Star)  ตั้งอยู่ห่างจากเมืองโจฮันเนสเบิร์กไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 50 กิโลเมตร   ถ้ำแห่งนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักสำรวจถ้ำมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เครือข่ายทางเดินและคูหาน้อยใหญ่อันซับซ้อนของมันล้วนได้รับการสำรวจและทำแผนที่ไว้อย่างดี  ทักเกอร์และฮันเตอร์หวังจะพบเส้นทางที่ยังไม่ค่อยมีใครใช้กันนัก แต่พวกเขามีภารกิจอื่นในใจ  ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ยี่สิบ  มีการค้นพบฟอสซิลบรรพบุรุษมนุษย์  ยุคแรกๆในภูมิภาคแถบนี้มากเสียจนได้รับการขนานนามว่า  “ต้นกำเนิดแห่งมนุษยชาติ”  แม้ยุคทองแห่งการล่าฟอสซิลของที่นี่จะผ่านมานานแล้ว  แต่นักสำรวจถ้ำทั้งสองต่างรู้ดีว่า  นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่มหาวิทยาลัยวิตวอเตอส์แรนด์ในโจฮันเนสเบิร์กกำลังมองหากระดูกอยู่ ลึกเข้าไปในถ้ำ  ทักเกอร์และฮันเตอร์ใช้เส้นทางแคบๆชื่อ “ซูเปอร์แมนส์ครอว์ล” ที่ได้ชื่อนี้เพราะคนส่วนใหญ่จะผ่านไปได้ก็ต่อเมื่อแนบแขนข้างหนึ่งไว้กับลำตัวและชูแขนอีกข้างขึ้นเหนือศีรษะเหมือนท่าบินของซูเปอร์แมน  พวกเขาผ่านคูหาใหญ่แห่งหนึ่ง  แล้วปีนผนังหินขรุขระขึ้นไปจนสุด  ด้านบนเป็นโพรงเล็กๆสวยงามมีหินย้อยประดับ ทักเกอร์ค่อยๆลดตัวลงในรอยแยกที่พื้นถ้ำ  เท้าของเขาสัมผัสแง่งหินเล็กๆแง่งหนึ่ง  ก่อนจะเจออีกแง่งใต้แง่งนั้น และจากนั้นก็พบแต่ความว่างเปล่า เขาหย่อนตัวลงไปและพบว่าตัวเองอยู่ในปล่องถ้ำแคบๆแนวดิ่งที่บางช่วงกว้างเพียง 20 เซนติเมตร  เขาตะโกนเรียกฮันเตอร์ให้ตามลงมา  ทั้งคู่จัดว่ามีรูปร่างผอมบางเป็นพิเศษ  พูดง่ายๆคือมีแต่กล้ามเนื้อกับกระดูก  ถ้าตัวใหญ่กว่านี้อีกหน่อย […]

ภาพนี้ต้องขยาย : เวหา

  ภาพโดย : แพทริเซีย เอดมันด์ส เมืองใหญ่หลายแห่งมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ ทิวแถวของตึกระฟ้า ด้านหน้าอาคารรูปสี่เหลี่ยม และดาดฟ้ารูปเรขาคณิต แล้วอะไรเล่าที่บอกเป็นนัยว่าภาพถ่ายซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อปี 1951 นี้เป็นภาพของมหานครนิวยอร์ก ตรงกลางภาพคือหอส่งสัญญาณโทรทัศน์บนยอดตึกเอ็มไพร์สเตต และตรงกลางของหอคือช่างเหล็กชาวอเมริกันพื้นเมืองเผ่าโมฮอว์ก ในช่วงปลายทศวรรษ 1880 บริษัทสร้างสะพานสัญชาติแคนาดาจ้างชนเผ่าโมฮอว์กหลายคน ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตสงวนกาห์นาวาเกใกล้เมืองมอนทรีออลของประเทศแคนาดา ให้ทำงานในโครงการก่อสร้าง สมาชิกของชนเผ่านี้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าไม่กลัวความสูงและ “แคล่วคล่องราวกับแพะ” ตามคำเปรียบเปรยของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งของบริษัท ชื่อเสียงอันลือลั่นนี้ทำให้มีผู้เสนองานในสหรัฐฯให้ทำมากขึ้น ทุกวันนี้ ชนเผ่าโมฮอว์กยังคงเดินทางจากแคนาดามาทำงานเป็น “ช่างเหล็กบนที่สูง” ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ช่างเหล็กชาวโมฮอว์กหลายต่อหลายรุ่นทำงานหนักบนตึกระฟ้าและโครงการสร้างสะพานเกือบทุกแห่งในมหานครนิวยอร์ก การทรงตัวอย่างมั่นคงบนคานเหล็ก ณ ความสูงชวนวิงเวียนเช่นนี้ทำให้พวกเขาได้รับการขนานนามด้วยความนับถือว่า “นักท่องเวหา”

ภาพนี้ต้องขยาย : งานนี้ต้องไต่เต้า

ภาพโดย มาร์กาเร็ต จี. แซ็กโควิตซ์ เรือท้องแบนหนึ่งลำ “บรรทุกสินค้าได้หลายตัน” คือข้อความตอนหนึ่งจากสารคดีเรื่องสิงคโปร์ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนพฤษภาคม ปี 1938 ซึ่งภาพนี้น่าจะถ่ายเพื่อประกอบสารคดีเรื่องดังกล่าว “ทั่วลำน้ำสีคล้ำของแม่น้ำสิงคโปร์ เรือน้อยใหญ่ แล่นเข้าสู่ใจกลางมหานครสมัยใหม่แห่งนี้ เฉกเช่นที่เคยเป็นมา ตั้งแต่ยุคการปฏิวัติอุสาหกรรม” ภาพอาคารฟุลเลอร์ตันซึ่งปัจจุบันเป็นโรงแรมหรูหราที่เห็นอยู่นี้ถ่ายจากท่าเรือคลิฟฟอร์ดในสิงคโปร์ แต่หากขยายภาพไปตรงกลาของขอบถนนจะเห็นลูกเรือคนหนึ่งกำลังปีนขึ้นจากเรือข้ามกำแพงเขื่อนเข้าสู่ย่านใจกลางเมือง  

ทำความเข้าใจการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ

หากสัตว์ชนิดนั้นไม่สามารถอยู่รอดในธรรมชาติได้แล้ว เราควรพยายามปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติหรือไม่? เพราะสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป