กรีซ เทพเจ้า และดินแดนปรโลก - National Geographic Thailand

กรีซ เทพเจ้า และดินแดนปรโลก

เรื่อง แคโรไลน์ อเล็กซานเดอร์
ภาพถ่าย วินเซนต์ เจ. มูซี และเดวิด โคเวนทรี

ลกของชาวกรีกโบราณเต็มไปด้วยทวยเทพ  นำโดยเทพองค์สำคัญๆแห่งเขาโอลิมปัส ได้แก่ ซูส เฮรา อพอลโล โพไซดอน อธีนา และเทพผู้ยิ่งใหญ่อื่นๆ ในเทพปกรณัมกรีก นอกจากการบูชาปวงเทพแห่งเขาโอลิมปัสแล้ว ยังมีอีกหลายร้อยลัทธิที่บูชาเทพเจ้าและวีรบุรุษในท้องถิ่น

ผู้คนอ้อนวอนทวยเทพเหล่านี้ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เราอธิษฐานในปัจจุบัน เช่น เรื่องสุขภาพและความปลอดภัย ความเจริญรุ่งเรือง พืชผลอันอุดมสมบูรณ์ และสวัสดิภาพในการเดินเรือ การสวดอ้อนวอนมักกระทำร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการถวายเครื่องสักการะและของสังเวยเพื่อให้เป็นที่พอพระทัยของทวยเทพผู้อยู่เหนือการหยั่งรู้ของมนุษย์และเชื่อกันว่ากุมชะตาชีวิตของพวกเขาไว้

แต่ชีวิตหลังความตายเป็นเช่นไรเล่า ชาวกรีกโบราณเชื่อในเทพเฮดีส เจ้าแห่งปรโลก ผู้เป็นพระเชษฐาของซูสและโพไซดอน แต่การมีอยู่ของเทพเฮดีสไม่ชวนให้อุ่นใจแม้แต่น้อย อาณาจักรของเทพเฮดีส (หรือ “โลกที่มองไม่เห็น”) ซึ่งตกอยู่ในความมืดมนอนธการและมีแม่น้ำสติกซ์อันน่าพรั่นพรึงตัดขาดจากโลกมนุษย์นั้น เป็นดั่งที่กวีโฮเมอร์พรรณนาไว้ว่า เป็นดินแดน “น่าสะพรึงกลัวที่ผุพัง” อันเป็นจุดหมายปลายทางทั้งของคนธรรมดาและแม้กระทั่งวีรบุรุษผู้กล้าหลังความตายมาเยือน

ชีวิตในโลกนี้หรือชีวิตในปรโลกกันเล่าที่ดีกว่า ชาวกรีกโบราณเชื่อว่า คารอนเป็นผู้พายเรือพาดวงวิญญาณข้ามแม่น้ำ อาเครอน หรือ “แม่น้ำแห่งความโศกเศร้า” ไปเข้าเฝ้าเทพเฮดีส ปัจจุบันแม่น้ำสายนี้ซึ่งมีสีสันขึ้นมาจากแสงไฟของร้านเหล้าที่ อยู่ใกล้ๆ เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวและนักล่องแพ

ในที่สุด ความเห็นอกเห็นใจในสภาวะของมนุษย์ทำให้ชาวกรีกรับเอาศาสนารูปแบบใหม่และลัทธิความเชื่อใหม่ๆเข้ามา ชีวิตหลังความตายไม่ได้ถูกมองว่าเป็นชะตากรรมอันทุกข์ระทมอีกต่อไป แต่เป็นการเสาะแสวงหาส่วนบุคคลมากกว่า ลัทธิลี้ลับที่ปกปิดไม่ให้คนภายนอกรู้เหล่านี้ให้สัญญาว่าจะนำทางสู่ชีวิตหลังความตาย พิธีกรรมอันเร้นลับนั้นแสนเร้าใจและจัดขึ้นราวฉากละครอันอลังการ พิธีบูชาเทพองค์สำคัญบนเกาะซาโมเทรซของกรีซจัดขึ้นในเวลากลางคืน โดยใช้แสงวับวามของคบเพลิงส่องทางให้สมาชิกใหม่ แต่เนื่องจากมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดขนาดมีโทษถึงตาย จึงทำให้พิธีกรรมเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนาลึกลับเรื่อยมา

พอถึงศตวรรษที่สี่ก่อนคริสต์ศักราช เกิดลัทธิที่อ้างว่าทำให้คนบริสุทธิ์ได้ด้วยการชำระล้างมลทินของความเป็นมนุษย์ รากฐานของศาสนาใหม่เหล่านี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน และเมื่อคริสต์ศาสนาเข้ามาแทนที่ศาสนายุคโบราณก็ได้ผนวกเอาความเชื่อเก่าๆ อาทิ การชำระล้างบาปของมนุษย์ด้วยพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ จุดจบที่แตกต่างกันของคนในกับคนนอกศาสนา และการนับถือพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ เข้ามาในหลักศาสนาควบคู่ไปกับคำสอนเรื่องพระเจ้าองค์เดียว

เรื่องแนะนำ

๑๐๐ ปี ชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์

รำลึก เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, สมาชิกเสรีไทย และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรมศาสตร์ หนึ่งในบุคคลสำคัญของโลกผู้มีคุณูปการมากมายต่อประเทศไทย

ยอดมนุษย์ เหนือมนุษย์

เรื่อง ดี. ที. แมกซ์ ภาพประกอบ โอเวน ฟรีแมน ตอนที่ผมพบกับไซบอร์ก นีล ฮาร์บิสสัน ที่บาร์เซโลนา เขาดูไม่ต่างจากฮิปสเตอร์ทั่วไปในเมืองนั้น เพียงแต่เขามีเสาอากาศสีดำที่โค้งงอออกมาจากด้านหลังของกะโหลกศีรษะเหนือผมทรงกะลาครอบสีทอง ฮาร์บิสสันวัย 34 ปี เกิดที่เมืองเบลฟัสต์ ไอร์แลนด์เหนือ และเติบโตขึ้นในสเปน เขามีความผิดปกติที่พบได้น้อยมากเรียกว่า ภาวะตาบอดสีทุกสี หรือภาวะสูญเสียการระลึกรู้สี (acromatopsia)  ซึ่งแปลว่า  เขาไม่สามารถรับรู้สีได้ แต่เสาอากาศ ซึ่งมีส่วนปลายเป็นตัวรับของเส้นใยนำแสง (เซนเซอร์ไฟเบอร์ออปติก) อยู่เหนือดวงตาของเขาพอดี ช่วยให้ฮาร์บิสสันรับรู้สีได้ ฮาร์บิสสันไม่เคยรู้สึกว่า การอยู่ในโลกที่มีแต่สีขาวและดำถือเป็นความพิการแต่อย่างใด “ผมมองเห็นได้ไกลขึ้น  ผมยังจดจำรูปทรงต่างๆได้ง่ายขึ้นเพราะไม่มีสีสันมาทำให้สับสน” เขาบอกผมด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่เขาอยากรู้อยากเห็นมากว่าสิ่งต่างๆจะเป็นอย่างไรถ้ามีสี  ด้วยความที่เรียนด้านดนตรีมา ในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย    เขาจึงคิดว่าเสียงอาจทำให้เขาค้นพบสีได้  ช่วงอายุ 20 ต้นๆ เขาไปหาศัลยแพทย์ (ผู้ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ) ที่ยินยอมปลูกฝังอุปกรณ์ไซเบอร์เนติกส์ (cybernatics: ศาสตร์ที่ว่าด้วยการสื่อสารและควบคุมภายในสัตว์และในเครื่องจักร) ให้ ตัวรับของเส้นใยนำแสงจะรับสีต่างๆที่อยู่ตรงหน้าเขา  และไมโครชิปที่ฝังอยู่ในกะโหลกจะเปลี่ยนคลื่นความถี่ของสีต่างๆไปเป็นการสั่นสะเทือนตรงบริเวณด้านหลังศีรษะ ซึ่งจะกลายเป็นความถี่เสียงและเปลี่ยนกะโหลกให้เป็นเหมือนหูที่สาม เขาระบุได้อย่างถูกต้องว่า เสื้อคลุมของผมเป็นสีน้ำเงิน เมื่อหันเสาอากาศไปทางมูน รีบัส […]

ภาพนี้ต้องขยาย : สะพานศักดิ์สิทธิ์

ภาพโดย : ฮิวจ์ สตีเวนส์ เบลล์, NATIONAL GEOGRAPHIC CREATIVE เนิ่นนานก่อนที่กลุ่มนักสำรวจผิวขาวจะมาพบเห็นเข้าเมื่อปี 1909 หมวดหินสีแดงในสถานที่ซึ่งปัจจุบันคือรัฐยูทาห์นี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่านาวาโฮ โฮปี ซูนี ไพยูต และชนพื้นเมืองอเมริกันเผ่าอื่นๆ พวกเขามาสวดภาวนาและเซ่นสรวงใต้สะพานหินสูง 90 เมตร ซึ่งทางน้ำสลักเสลาขึ้นเมื่อนานแสนนานมาแล้ว เมื่อปี 1910 รัฐบาลสหรัฐฯก่อตั้งอนุสรณ์สถานแห่งชาติเรนโบว์บริดจ์ขึ้นเพื่ออนุรักษ์สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาตินี้ไว้ เป็นเวลาหลายทศวรรษที่นักท่องเที่ยวสามารถปีนป่ายขึ้นไปด้านบนและรอบๆสะพานหิน ดังที่เห็นในภาพถ่ายเมื่อปี 1927 ภาพนี้ของฮิวจ์ สตีเวนส์ เบลล์ “ใครคนหนึ่งกำลังสาธิตว่าสามารถแสดงกายกรรมได้อย่างปลอดภัยหายห่วง” บนสะพานแห่งนี้ คือคำบรรยายภาพของเบลล์ ไม่ว่าจะเป็นการปลอดภัยหรือเป็นผลดีสำหรับสถานที่สำคัญแห่งนี้หรือไม่ ป้ายที่กรมอุทยานแห่งชาติประกาศไว้เมื่อปี 1995 ก็ขอให้นักท่องเที่ยวงดเดินข้างใต้หรือขึ้นไปบนสะพาน เพื่อเป็นการแสดงความเคารพประเพณีวัฒนธรรมของชนเผ่าที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเว็บไซต์ของกรมอุทยานแห่งชาติยังขอให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าไป “แบบเดียวกับเวลาเข้าโบสถ์”

ภาษาภาพ : ประจำเดือนธันวาคม

แอนตาร์กติกา ภาพโดย คามีลล์ ซีแมน ลมแรงและคลื่นซัดกระหน่ำให้ภูเขาน้ำแข็งสองลูกเคลื่อนเข้าหากันใกล้กับเกาะแฟรงกลิน เมื่อมองจากเรือสัญชาติรัสเซีย ภูเขาน้ำแข็งโผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำประมาณ 60 เมตร และอยู่ใต้น้ำอีกราว 240 เมตร พวกมันอาจหลุดออกมาจากหิ้งน้ำแข็งรอสส์ ญี่ปุ่น ภาพโดย ชิซุโอะ คัมบะยะชิ, AP IMAGES นักดำน้ำในชุดซานตาคลอสว่ายน้ำอยู่กับฉลามเสือดาวที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำซันไชน์เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสประจำปี พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ชั้นบนสุดของตึกระฟ้าแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว ที่นี่ไม่มีกวางเรนเดียร์ แต่มีสัตว์ประมาณ 15,000 ตัวจากราว 450 ชนิดพันธุ์