นกพริก กับสัญชาตญาณของความรัก

นกพริก กับสัญชาตญาณของความรัก

เฝ้ามองธรรมชาติของ นกพริก และความรักของพ่อนก ณ ทุ่งบัวแดงบึงละหาน จ.ชัยภูมิ

แรกสบตา นกพริก

ขณะเพลินอยู่กับการเฝ้ามองความสวยงามของนกอีโก้ง พลันเสียงแหบพล่าที่ดังลั่นมาจากด้านหลังก็ทำให้เราต้องหันไปหาต้นเสียงดังกล่าวทันที

แรก ไม่เห็นอะไร

ครั้นลองสังเกตุอย่างถี่ถ้วน เราก็พบกับนกสีดำกำลังบินไปยังกอธูปฤาษีที่อยู่ไม่ไกลนัก

แต่ก่อนที่มันจะทันได้หลบเข้าไปในกอทึบ นกอีแจว ที่บินตามมาก็เข้าจู่โจมทันที นั่นจึงทำให้นกสีดำตัวนั้นส่งเสียงร้องอันแหบพร่าออกมาอีกครั้ง

นาทีนั้นเอง เราจึงได้รู้ว่าเจ้าของต้นเสียงที่แท้จริงคือชีวิตใด

นกพริก

พลันที่การต่อสู้สั้น ๆ สิ้นสุดลง นกสีดำมุดหายเข้าไปในกอทึบ ขณะที่นกอีแจวก็บินจากไปอย่างไม่ใยดี

เช่นนั้น ความตั้งใจของเราจึงได้คืนกลับมาสู่นกอีโก้งตัวเดิมอีกครั้ง

นกอีโก้ง ที่ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่ามันคือสัญลักษณ์ของทุ่งบัวแดงแห่งนี้

ทุ่งบัวแดงบึงละหาน จ.ชัยภูมิ ที่ใช่เพียงเป็นบ้านของนกอีโก้งเท่านั้น

หากพื้นที่ชุ่มน้ำอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ ยังถือเป็นแหล่งอาศัยสำคัญของนกสีดำที่แหกปากลั่นตัวนั้นด้วย

นกสีดำ ที่เราได้มีโอกาสไปเฝ้ามองช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของเขา

ช่วงเวลาอันสำคัญที่มันทำให้เราได้รู้ว่า ความจริงของนกสีดำที่เคยลึกลับนั้นเป็นเช่นไร

นกพริก

นกพริก กับรังอันบอบบาง

“นกพริก” คือชื่อของนกสีดำตัวนั้น

นกพริก เป็นนกที่เราไม่ค่อยได้เห็นตัวบ่อยนัก ด้วยที่มันมักหลบหากินอยู่ตามกอธูปฤาษีหรือตามแนวป่าริมตลิ่ง เราจะเห็นมันได้ก็ต่อเมื่อเจ้าตัวถูกบรรดา นกอีโก้ง นกอีแจว ไล่จิกตีจนต้องแหกปากบินหนีเช่นเหตุการณ์เมื่อครู่ และจากพฤติกรรมที่เอาแต่ “หนี” หรือหากินหลบ ๆ ซ่อน ๆ เช่นนี้เองจึงทำให้เรานึกเอาว่า “นกพริกเป็นนกที่อ่อนแอ”

นกพริก (Bronze-winged Jacana) จัดเป็นนกน้ำในวงศ์ Jacana ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับ นกอีแจว หรือหากอธิบายให้ง่ายขึ้นก็คือนกพริก กับ นกอีแจว เป็นญาติสนิทกันนั่นเอง

นกพริกหากมองด้วยตาเปล่าหรือเห็นไกล ๆ เราจะเห็นเพียงนกตัวดำ ๆ ไม่ใคร่สวยงามอะไรนัก

แต่ครั้นได้มองผ่านกล้องขยายจะพบว่า ขนที่เห็นว่าดำสนิทหากโดนแสงส่องกระทบจะเลื่อมพราวระยับและยังผสมปนเปกันระหว่าง สีดำ  สีเขียว เมื่อตัดเข้ากับปีกสีน้ำตาลหรือทองแดงด้วยแล้ว นั่นจะทำให้นกพริก กลายเป็นนกที่มีความสวยงามมากอีกชนิดหนึ่งเลยทีเดียว

นกพริก

นกพริกใช่มีเพียงร่างกายคล้าย นกอีแจว โดยเฉพาะนิ้วตีนยาว ๆ ที่มีไว้สำหรับเดินบนใบบัวหรือบนจอกแหนเท่านั้น หากทั้งสองยังมีพฤติกรรมการจับคู่แบบเดียวกัน โดยในหนึ่งฤดูผสมพันธุ์ นกพริกตัวเมีย จะสามารถมีคู่ครองได้ราว 3 – 4 คู่ หากสำหรับงานฟักไข่และดูแลลูกน้อยจนเติบโตจะตกเป็นของตัวผู้แต่เพียงผู้เดียว

นกพริกจะเริ่มจับคู่ผสมพันธุ์กันราวเดือน เมษายน – กันยายน ซึ่งก็ถือเป็นช่วงเวลาเดียวกับนกน้ำชนิดอื่น ๆ ดังนั้นช่วงเวลาดังกล่าว ทุ่งบัวแดงบึงละหาน จ.ชัยภูมิ จะมากมายไปด้วยรังของบรรดานกน้ำกระจายอยู่เต็มไปหมด

หากในส่วนของนกพริกมักจะทำรังง่าย ๆ ไม่ค่อยพิถีพิถันอะไรนัก แค่เพียงคาบ จอก แหน ขึ้นมากองสุม ๆ บนใบบัวหรือตามกอจอกแหนพอให้วางไข่ลงไปได้เท่านั้น และถึงแม้นกพริกจะทำรังในพื้นที่เปิดโล่ง แต่การตามหารังของมันก็ใช่จะเป็นเรื่องง่ายแต่อย่างใด เพราะโดยส่วนใหญ่รังมักจะหลบอยู่ตามกอผักตบชวาจนทำให้สังเกตุเห็นได้ยาก

แต่ก็นั่นล่ะ ใช่ว่ารังของนกพริกจะหายากไปเสียทุกรัง ด้วยบางรังพี่แกก็วางไข่อยู่บนกอแหนโล่ง ๆ ไม่มีอะไรปิดบังจนเราอดนึกเป็นห่วงแทนไม่ได้ว่าจะมี นกอีโก้ง นกกะปูด ดอดมาฉกไข่เอาไปกินจนสิ้น เพราะหากเกิดขึ้นจริง นกพริกที่เอาแต่หนีใยจะสามารถปกป้องไข่ของตัวเองเอาไว้ได้

เราคิดเห็นเช่นนั้น กระทั่งได้มีโอกาสไปเฝ้าดูรังของนกพริกตัวหนึ่ง

ซึ่งรังของนกพริกตัวนี้เองที่ได้เปลี่ยนความคิดเราไปตลอดกาล

ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ

ภาพของไข่ทั้งสี่ฟองที่มีขนาดราวไข่นกกะทา ซึ่งวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบในรังที่วางอยู่บนจอกแหนเบื้องหน้านั้น ส่งให้เราต้องเฝ้ามองอย่างตั้งใจ

แม้รูปทรงของไข่จะคล้ายหยดน้ำแบบเดียวกับ นกอีแจว หากลวดลายที่ปรากฏชัดบนเปลือกไข่ ทำให้เราทราบทันทีว่า รังเบื้องหน้าเป็นของนกพริกอย่างแน่นอน

รังนกพริกที่แม้จะสร้างขึ้นอย่างง่าย ๆ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่ใส่ใจรายละเอียดใด ๆ หากสังเกตุให้ดีจะพบว่าไข่ทั้งสี่ใบถูกเรียงอย่างเป็นระเบียบ โดยจะหันปลายแหลมเข้าหากันและปล่อยปลายกลมใหญ่ไว้ด้านนอก นั่นก็เพื่อ หากเกิดมีคลื่นลมแรงพัดผ่านเข้ามา การเรียงไข่ลักษณะนี้จะทำให้ไข่สามารถหมุนกลับเข้ามาวางอยู่ในตำแหน่งเดิมได้เอง

ด้วยความจริงเช่นนี้ ทำให้เราต้องค้อมคาราวะต่อธรรมชาติที่ช่างเป็นสุดยอดนักสร้างสรรค์จริง ๆ

นกพริกไม่ได้ฟักไข่ตลอดวันตลอดคืน โดยเฉพาะในช่วงแรก พ่อนก มักจะปล่อยให้สายลมแสงแดดเป็นผู้ดูแลไข่ของตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่

แต่หากพ่อนกกลับมาจากการหากินแล้วพบว่าไข่มีอุณหภูมิสูงเกินไป พ่อนกจะเข้าไปยืนคร่อมและกางปีกคล้ายร่มกันแดดบังแดดเอาไว้ เมื่ออุณหภูมิของไข่กลับมาเป็นปกติพ่อนกจึงจะนั่งลงกกไข่ของตนเองต่อไป

นกพริก

ช่วงเวลาการฟักไข่ของนกพริกส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ 25 วัน

และวันที่ลูกน้อยฟักออกจากไข่นั้น มักเป็นเวลาในช่วงเช้า เหตุผลก็เพื่อจะได้ให้แสงแดดช่วยทำให้ขนที่เปียกจากน้ำเมือกต่าง ๆ บนตัวลูกน้อยแห้งลงจนเขาสามารถขยับขับเคลื่อนร่างกายได้อย่างคล่องตัว

ส่วนระยะเวลาในการออกจากไข่ บางรังก็ฟักออกจากไข่ทั้งหมดภายในวันเดียว บางรังก็ใช้เวลา วัน สองวัน หรือบางรังก็ถึงสามวันนั่นเลยทีเดียว หากสำหรับอัตราการรอดออกมาเป็นตัวอย่างสมบูรณ์นั้น บางรังอาจจะรอดชีวิตครบทุกฟอง หากหลายรังอาจเหลือรอดเพียงตัวเดียวหรือสองตัว และหากเลวร้ายที่สุดพ่อนกพริกอาจไม่ได้เห็นหน้าลูกน้อยเลยสักตัวในฤดูกาลนั้น

สำหรับรังที่เราเฝ้าดู สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายเช่นนั้น

ด้วยสุดท้ายพ่อนกยังได้เห็นชีวิตของลูกน้อยเหลือรอดออกมาอย่างสมบูรณ์ถึงสองตัว

แม้ก่อนหน้านี้พ่อนกจะพยายามกกไข่ที่เหลืออีกสองใบอย่างเต็มความสามารถ แต่เมื่อรู้ว่าไข่ทั้งสองได้เลยระยะเวลาที่ควรจะฟักออกมาเป็นตัวแล้ว พ่อนก จึงทิ้งรังและพาลูกน้อยที่รอดชีวิตทั้งสองออกไปหากินทันที ปล่อยให้ไข่ทั้งสองใบกลายเป็นอาหารของชีวิตอื่น ๆ ต่อไป

ชีวิตในธรรมชาติ คล้ายจะไม่มีเวลามาโศกเศร้าเสียใจอะไรมากนัก

เมื่อเขารู้ว่า ชีวิตนั้นไม่หวนคืน การลุกขึ้นมาใช้ชีวิตต่อไปจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ

ขณะเฝ้ามองพ่อนกทิ้งไข่ทั้งสองใบ มันทำให้ผู้เฝ้าดูได้เห็นความหมายของ “สัจธรรม” อย่างแท้จริง

ความรักของพ่อนกพริก

หลังออกจากไข่มาไม่นาน เมื่อขนที่เปียกแห้งสนิท ลูกนกพริกจะสามารถลุกขึ้นยืนและเดินไปมาในรัง หรือกระทั่งออกเดินตามพ่อนกไปหากินได้เลยทันที ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ต่างไปจากนกชนิดอื่น ๆ ที่ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาอยู่ในรังอีกหลายสัปดาห์จึงจะสามารถบินตามพ่อแม่ไปหากินได้

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องมาจาก ในบึงน้ำเป็นพื้นที่เปิด และ นกพริกมักจะทำรังในพื้นที่โล่งไร้สิ่งใดมาปิดบัง จึงทำให้ทั้งรังตกเป็นเป้าสายตาของบรรดานักล่าทั้งหลาย

ดังนั้น หากลูกน้อยมัวเอ้อระเหยนอนรออาหารอยู่ในรัง โอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อของนกชนิดอื่น ๆ เป็นไปได้สูง ธรรมชาติจึงออกแบบมาให้ลูก ๆ ของนกพริกสามารถลุกขึ้นเดินได้ทันทีที่พ้นออกจากไข่ เพราะเมื่อลูกนกแข็งแรงจนเดินไปให้ไกลจากพื้นที่เปิดโล่งได้แล้ว นั่นจะช่วยให้เขาปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม ดังเช่นลูกน้อยทั้งสองของพ่อนกพริกที่เราเฝ้าดูอยู่นี้

พลันที่ขนของลูกน้อยแห้งสนิท ทั้งสองตัวจะเดินตามพ่อนกออกไปหากินทันที และแม้เวลาที่พ่อนกกลับมากกไข่ที่เหลือ ลูกน้อยจะตามมาซุกอยู่ใต้ปีก หรือบางครั้งก็ออกมาเดินอยู่รอบ ๆ รัง

วันเวลาผ่านไป ลูกน้อยทั้งสองเติบใหญ่แข็งแรงขึ้นทุกวัน ขณะเดียวกับที่ไข่ทั้งสองใบยังไร้วี่แววที่จะฟักออกมาเป็นตัว

กระทั่งในบ่ายวันหนึ่ง หลังจากพ่อนกกกไข่ที่ยังเหลือมาตั้งแต่เช้า

จู่ ๆ พ่อนกก็ลุกขึ้นพร้อมกับส่งเสียงแหลมเล็กเบา ๆ นั่นทำให้ลูกน้อยทั้งสองที่เดินวนรอบรังหันกลับมาหาพ่อของมัน

ไม่นานนัก พ่อนกออกเดินนำลูกนกทั้งสองมุ่งหน้าไปหากินในที่ที่ไกลจากรังมากขึ้นกว่าเดิม

นับจากนาทีนั้น เราก็ไม่เห็นพ่อนกกลับมากกไข่ที่เหลือในรังอีกเลย

นกพริก

จากสัญญาณเสียงเบา ๆ ที่พ่อนกส่งออกมา เราคิดเอาว่านั่นคงเป็นการกล่าวลาครั้งสุดท้าย และเป็นสัญญาณบอกให้ชีวิตที่ยังอยู่ต้องก้าวเดินกันต่อไป

เราขยับบังไพรลอยน้ำติดตามการหากินของนกพริกทั้งสามตัว

วันเดือนเช่นนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ยังเป็นเรื่องใหม่หมาดที่เด็กน้อยทั้งสองต้องเรียนรู้

เด็กน้อยทั้งสองตัวที่ยามนี้เขาไม่รู้หรอกว่า “ความอันตราย” คืออะไร

ลูกนกพริกสนใจไปเสียทุกอย่าง นั่นจึงไม่แปลกอะไรที่บังไพรลอยน้ำจะกลายเป็นจุดสนใจของเขาด้วยเช่นกัน บางครั้งก็พากันจ้องดูอยู่ไกล ๆ แต่บ่อยครั้งก็มักเข้ามาดูใกล้ ๆ จนแทบจะมุดเข้ามาอยู่ในบังไพรด้วยกันก็มี

ในเวลาที่ลูกน้อยสนใจใคร่รู้ไปเสียทุกเรื่องเช่นนี้ กลับทำให้เราได้เห็นการปกป้องลูกของพ่อนกพริกชนิดสุดจิตสุดใจ

ด้วยเมื่อใดก็ตามที่ นกอีโก้ง นกอีแจว สองขาใหญ่ที่มักต่อตีนกพริกอยู่เป็นประจำโผล่เข้ามาใกล้ลูกของมัน

พ่อนกพริกจะเข้าไปขับไล่ จิก ทึ้ง จน นกอีโก้ง นกอีแจว ที่ตัวใหญ่กว่าต้องล้มคว่ำไม่เป็นท่าและรีบบินหนีไปแบบหัวซุกหัวซุนเลยทีเดียว

ซึ่งท่าทางการเข้าขับไล่โจมตีผู้บุกรุกนั้น เป็นภาพชีวิตที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

ภาพอีกด้านของชีวิตที่เราเคยหมิ่นแคลนว่า “เขาอ่อนแอ”

จากการติดตามเฝ้าดูทั้งสามชีวิตออกหากิน ทำให้เราได้พบว่า ในช่วงเวลาเช่นนี้พ่อนกพริกหาได้ขลาดกลัวต่อสิ่งใด พ่อนกพริก พร้อมจะปกป้องลูกน้อยด้วยชีวิตของตนเอง

นกพริก

ชีวิตของนกพริกตัวหนึ่ง ที่เขาแสดงให้เราได้เห็นแล้วว่า

นัยอีกด้านของความอ่อนแอเมื่อแรกเห็นนั้น มันกลับเต็มไปด้วยความเข้มแข็งและความกล้าหาญ

ซึ่งความเข้มแข็ง ความกล้าหาญจากนกตัวนี้ ยังส่งผลสะเทือนถึงบางสิ่งในหัวใจของผู้เฝ้าดู

ด้วยหากวันใดที่เราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเขา เราจะกล้าหาญได้สักครึ่งของนกตัวเล็ก ๆ ที่กำลังเฝ้าดูอยู่นี้หรือไม่ หรือบางทีการที่เราบังอาจตัดสินว่าเขาอ่อนแอในคราแรก แท้ที่จริงมันอาจเป็นเพียงข้ออ้างที่เราใช้เพื่อปกปิดความอ่อนแอของตนเองเอาไว้เท่านั้น

ด้วยใจเขาจึงเห็นใจเรา

ราวสัปดาห์หลังจากพ่อนกทิ้งไข่ทั้งสองใบ

ชีวิตทั้งสามได้ขยับจากที่โล่ง ถอยเข้าไปหากินในบริเวณแนวป่าริมตลิ่ง

แม้นาทีนี้ พ่อนกพริกจะยังคงเข้าโจมตีทุกชีวิตที่เข้ามาใกล้ลูกน้อยของตน แต่ก็หาได้ดุเดือดเลือดพล่านดังเช่นวันที่ผ่านมา

ด้วยส่วนใหญ่ หากเห็นท่าไม่ดี พ่อนก จะใช้วิธีต้อนลูกน้อยให้วิ่งหลบเข้าไปในดงทึบและรออยู่จนกระทั่งปลอดภัยจึงจะกลับออกมาหากินพร้อมกันอีกครั้ง

และเมื่อได้เห็นชีวิตของครอบครัวนกพริกเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติเช่นนี้ การเฝ้าดูของเราจึงต้องยุติลง

ขณะนำบังไพรลอยน้ำขึ้นสู่ฝั่ง เราได้ผ่านรังนกพริกที่ตอนนี้เหลือเพียงจอกแหนแห้ง ๆ กับเศษเปลือกไข่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

ซึ่งเศษเปลือกไข่กับจอกแหนแห้ง ๆ ยังเป็นอนุสรณ์คอยเตือนให้เรารู้ว่า ไม่นานวันที่ผ่านมามันเคยเป็นที่ให้กำเนิดแก่ชีวิตของนกพริกครอบครัวหนึ่ง

ครอบครัวเล็ก ๆ ของนกพริก ที่มันทำให้คนอย่างเราได้เห็นแล้วว่า “หัวใจของเขายิ่งใหญ่กว่าเรามากมายเพียงใด”

. . .

ขอขอบคุณ

พี่ ๆ ชาวชุมชนบ้านโนนหัวช้าง บึงละหาน อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ทุก ๆ ท่าน

นายอภิรัฐ ทัดกลาง หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงละหาน จ.ชัยภูมิ และเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเฝ้าติดตามนกพริกในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่งครับ

เรื่องและภาพ โดย มนตรี คำสิงห์


อ่านเพิ่มเติม ตามดู นกหายาก ที่สุลาเวสี ปีกแห่งอินโดนีเซีย กับช่างภาพรุ่นเยาว์

นกหายาก

Recommend