“น้อยคนนักในประวัติศาสตร์การอนุรักษ์
ที่เปลี่ยนความเข้าใจของเราต่อโลกธรรมชาติได้เท่าเธอ”
มนุษย์เคยถูกยกไว้บนหิ้ง กล่าวคือเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นตามรูปลักษณ์ของพระองค์ เป็นเจ้าเหนือสรรพสิ่งบนโลก แตกต่างอย่างชัดเจนจากสัตว์เดรัจฉานทั่วไป ผู้คนเคยชื่อกันอย่างนั้น เจน กูดดอลล์มีบทบาทสำคัญในการเซาะกร่อนความเชื่อมั่นสำคัญตนเองผิดเช่นนั้นด้วยงานศึกษาชิมแปนซีในธรรมชาติอันน่าทึ่งของเธอ ณ บริเวณที่ปัจจุบันคืออุทยานแห่งชาติกอมเบในประเทศแทนซาเนีย จากการค้นพบความคล้ายคลึงกันทางพฤติกรรมอย่างไม่คาดคิดระหว่างชิมแปนซีกับมนุษย์ เธอได้สานต่อการปฏิวัติที่เริ่มโดยโคเปอร์นิคัสและกาลิเลโอ และรุดหน้าเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่โดยชาลส์ ดาร์วิน นั่นคือ การเอาโลกออกจากศูนย์กลางของเอกภพ และฉุดมนุษย์ลงมาจากความตัดขาดโดดเดี่ยวอันศักดิ์สิทธิ์ของเรา กูดดอลล์ช่วยให้เรามองเห็น เนิ่นนานก่อนที่การเปรียบเทียบจีโนมจะยืนยันว่าช่องว่างระหว่างชิมแปนซีกับมนุษย์นั้นแคบกว่าที่ใครเคยคิดไว้ กอริลลาไม่ได้เป็นญาติใกล้ชิดที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ของชิมแปนซี เราต่างหากที่เป็น

เธอไม่อาจมีชีวิตเป็นนิรันดร์ แต่ผลกระทบของเธอจะคงอยู่ตลอดกาล ชีวิตของกูดดอลล์สิ้นสุดลงเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาในลอสแอนเจลิสระหว่างเดินสายบรรยายเช่นเคย ตั้งแต่ปี 1986 เมื่อเธอตัดสินใจถอยห่างจากบทบาทนักวิทยาศาสตร์ และหันมาเป็นนักรณรงค์เคลื่อนไหว เธอออกเดินทาง บรรยายต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก ปรากฏตัวในสื่อนับไม่ถ้วน เรียกร้องต่อผู้นำทางการเมือง และพบปะพูดคุยเงียบๆ กับกลุ่มเยาวชน ทั้งหมดทั้งปวงนี้เพื่อพยายามโน้มน้าวเปลี่ยนจิตใจและความคิดของมนุษย์ และชักนำผู้คนให้เข้าหาความสัมพันธ์ที่อ่อนโยนและรอบรู้กว่าเดิมกับโลกธรรมชาติ เธอจากไปขณะอายุ 91 ปี ในช่วงหลายวันหลังจากนั้น รายงานข่าวระบุว่าเธอเสียชีวิตจากเหตุธรรมชาติ นั่นเป็นถ้อยคำคลุมเครือที่แทบไม่สื่อความหมายอันใด นอกจากบ่งถึงคนในวัยชราและชีวิตเป็นอนิจจัง ซึ่งดูเป็นเชิงลบไปหน่อย ผมคิดว่าน่าจะเหมาะกว่าหากจะกล่าวว่า เธอเสียชีวิตเนื่องจากบรรลุแล้วซึ่งภารกิจ
ในช่วงชีวิตอันยาวนานตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้าย มีวันหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ 14 กรกฎาคม 1960 ขณะอายุ 26 ปี กูดดอลล์เดินทางโดยเรือไปถึงกอมเบ ซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันออกของทะเลสาบแทนกันยีกาในบริเวณที่ปัจจุบันคือประเทศแทนซาเนีย เพื่อเริ่มการศึกษาชิมแปนซี ในเวลานั้น ประชากรชิมแปนซีซึ่งเป็นสัตว์เฉพาะถิ่นในเขตเส้นศูนย์สูตรของแอฟริกา มีจำนวนราวหนึ่งล้านตัว ในเขตสงวนกอมเบมีอยู่เพียงประมาณร้อยตัวหรือราวๆ นั้น แต่พวกมันอาจถือเป็นตัวแทนของทั้งหมดได้


เธอดูไม่น่าจะเหมาะกับภารกิจนี้ เพราะไม่มีคุณวุฒิด้านชีววิทยา และไม่มีปริญญาทางวิชาการใดๆ ด้วยขาดแคลนเงินทองหลังจากบิดามารดาหย่างร้างกัน แทนที่จะเข้ามหาวิทยาลัย กูดดอลล์เลือกเรียนวิชาชีพที่โรงเรียนเลขานุการ แต่เธอมีความฝันที่ยึดเป็นอาชีพไม่ได้ นั่นคือการทำงานกับสัตว์ป่า หรือไม่ก็เป็นนักหนังสือพิมพ์ และเธอมีความเข้มแข็งระดับดุดัน ซึ่งถูกค้นพบครั้งแรกโดยหลุยส์ ลีคีย์ นักมานุษยวิทยาบรรพกาลในตำนาน ผู้จ้างเธอเป็นเลขานุการในไนโรบี ประเทศเคนยา เมื่อเวลาผ่านไป เธอทำให้เขาประทับใจ เขาเห็นบางสิ่งมากกว่านั้น และเสนอความท้าทายใหม่ให้เธอ เขาต้องการข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมวิทยา (ethology) ของชิมแปนซี เพราะคิดว่าอาจช่วยให้เข้าใจบรรพบุรุษมนุษย์กระจ่างขึ้นได้
แต่เมื่อไปถึงกอมเบ เธอก็เป็นนักสังเกตที่เฉียบคมและอดทน แล้วเหล่าชิมแปนซีก็เริ่มไว้ใจเธอทีละน้อยความไว้วางใจของพวกมันเปิดโอกาสให้เธอเห็นพฤติกรรมต่างๆ ที่วิทยาศาสตร์ไม่เคยรู้มาก่อน ภายในไม่กี่เดือน เธอค้นพบสิ่งสำคัญสามประการ กล่าวคือ ชิมแปนซีรู้จักใช้เครื่องมือ ชิมแปนซีรู้จักสร้างเครื่องมือ และชิมแปนซีอาจเป็นผู้ล่าที่น่าเกรงขาม โดยจะล่าและฆ่าสัตว์อื่น (เช่น ลิง) เพื่อสนองความชื่นชอบในเนื้อสัตว์ ในยุคที่นักมานุษยวิทยากายภาพยึดภาพ “มนุษย์ผู้รู้จักสร้างเครื่องมือ” เป็นนิยามสูงส่งของ โฮโม เซเปียนส์ และสาธารณชนมองชิมแปนซีเป็นเพียงตัวตลกไร้พิษภัยในคณะละครสัตว์ การค้นพบของเธอจึงสร้างแรงกระเพื่อมอย่างกว้างขวาง ลีคีย์ถึงกับคุยโอ้อวดเธอกับเพื่อน นักวิทยาศาสตร์ด้วยกัน ต่อมาในปี 1961 เธอก็ได้รับทุนครั้งแรกจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

การค้นพบอีกสิ่งหนึ่งที่เธอเผยให้โลกรู้ ซึ่งสวนทางกับการวิเคราะห์อันแห้งแล้งและภูมิปัญญาดั้งเดิมของแวดวงพฤติกรรมวิทยาในรั้ววิชาการ ก็คือ ชิมแปนซีแต่ละตัวมีบุคลิกเฉพาะของตนเอง เธอทำให้พวกมันจำนวนหนึ่งโด่งดังเป็นที่รู้จักทั่วโลก เช่น เดวิด เกรย์เบียร์ด ชิมแปนซีตัวแรกที่กอมเบที่ตอบสนองต่อการเข้าหาอย่างระมัดระวังของเธอ โฟรโด จอมบุลลี และโฟล แม่ใหญ่ผู้เป็นที่รักและยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในกอมเบ ตามการบอกเล่าของกูดดอลล์ เธอบรรยายถึงตัวละครเหล่านั้นและการค้นพบต่างๆ ผ่านหน้านิตยสารฉบับนี้ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 1963 และเรื่องราวเหล่านั้นก็ส่งให้เธอกลายเป็นคนดังระดับนานาชาติ ภาพถ่ายหญิงสาวชาวอังกฤษหน้าตาสะสวยกำลังผูกมิตรกับเอปในป่าแอฟริกาน่าจะมีส่วนช่วยไม่น้อย ในปี 1966 แม้ไม่ได้จบปริญญาตรีหรือโทมาก่อน เธอก็ได้รับปริญญาเอกด้านพฤติกรรมวิทยาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ พอถึงปี 1971 หนังสือที่เธอเขียนเล่าถึงช่วงเวลาในกอมเบ In the Shadow of Man (“ใต้เงามนุษย์”) กลายเป็นหนังสือฮิตทั่วโลก
และหากเธอเป็นคนดัง เธอก็เป็นคนดังแบบที่ดีที่สุด กล่าวคือ เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นกล้าที่จะฝันสูง ให้ใส่ใจอย่างลึกซึ้งในสิ่งที่เห็นว่าสำคัญ และให้มองโลกธรรมชาติผ่านเลนส์แห่งมิตรภาพอันอ่อนโยน เธอไม่ใช่นักบุญในคราบฆราวาส แม้จะมีราศีแบบนั้นอยู่ เธอเป็นมนุษย์เดินดิน เธออาจแข็งกร้าวในแบบสุภาพที่สุด และตัดสินคนอื่นได้เมื่อถูกกด เธอจะโต้กลับ เธอโต้กลับเหล่านักวิจัยเมื่อพวกเขาวิจารณ์ว่า เธอยึดอารมณ์ความรู้สึกเป็นตั้งอย่าง “ไม่เป็นวิทยาศาสตร์” เธอยึดมั่นในศีลธรรมจรรยาอย่างขึงขัง เธอเป็นวีแกน แต่ไม่วางตัวเหนือคนอื่นหรือเคร่งครัดกับใคร

จากหนังสือมากกว่า 20 เล่มที่เธอเขียนทั้งสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก มีอยู่สี่เล่มที่มีคำว่า “ความหวัง” ในชื่อหนังสือเธอเข้าใจว่าความหวังคือหน้าที่ ไม่ใช่การคาดการณ์หรืออารมณ์อย่างหนึ่ง เมื่อปี 1977 เธอก่อตั้งสถาบันเจนกูดดอลล์ หรือเจจีไอ (Jane Goodall Institute: JGI) ที่มุ่งทำงานเพื่ออนุรักษ์ประชากรสัตว์ป่า และการดูแลสัตว์แต่ละตัวอย่างมีมนุษยธรรม เช่น ชิมแปนซีที่ช่วยเหลือจากการถูกกักขังอย่างทารุณ หรือกลายเป็นกำพร้าเพราะพรานป่า ในปี 1991 เธอกับสถาบันเจจีไอก่อตั้งโครงการเยาวชนเพื่อการศึกษาและกิจกรรมรณรงค์เคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นมาในชื่อ รูตส์แอนด์ชูตส์ (Roots & Shoots)


เธอแข็งแกร่งแบบเดียวกับที่กอหญ้าหยัดยืนท้ากระแสลมแรง ครั้งหนึ่งที่ผมร่วมเดินป่ากับเธอ ซึ่งต้องย่ำฝ่า ป่าพรุในคองโกเป็นระยะทางถึง 13 กิโลเมตร เพื่อไปเยือนค่ายหน้าด่านสำหรับศึกษาชิมแปนซีแห่งหนึ่ง ซึ่งตัดขาดห่างไกลมากจนพวกชิมแปนซีไม่กลัวมนุษย์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ส่งพวกเราซึ่งได้แก่ กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ชื่อไมก์ เฟย์ ช่างภาพ ไมเคิล “นิก” นิโคลส์ และผม พร้อมด้วยทีมถ่ายทำภาพยนตร์ทีมหนึ่ง ให้ไปบันทึกปฏิสัมพันธ์ระหว่างกูดดอลล์กับชิมแปนซีเหล่านั้น เราเดินป่าด้วยรองเท้าแตะกับกางขาสั้นสำหรับลุยน้ำเหมือนที่เคยใส่ตลอดมาในภูมิประเทศแบบนี้ แต่กอมเบเป็นป่าดิบแล้ง ประสบการณ์ที่กูดดอลล์เคยเจอจึงต่างออกไป และเมื่อพวกเราไปถึงค่ายที่ว่าตอนมืดแล้ว เท้าเธอก็พุพองและถลอกปอกเปิก ฉันอายุ 68 แล้วนะ เธอว่า พวกเธอพยายามจะฆ่าฉันหรือเปล่าเนี่ย

เช้าวันถัดมา ผมไปกินอาหารเช้าอย่างเตรียมตัวพร้อมแล้วตามปกติ โดยใช้เทปกาวแปะทับจุดพุพองทั่วเท้าเพื่อเป็นการป้องกัน ชอบความคิดนี้ จึงถามว่า เดวิด คุณทำให้ฉันด้วยได้ไหม ผมก็เลยใช้เทปกาวแปะเท้าให้กูดดอลล์
พอเช้าวันที่สอง ก่อนเราจะมุ่งหน้าเข้าป่า ผมเสนอการดูแลป้องกันแบบเดิมให้อีกครั้ง เธอตอบว่า ไม่เป็นไร ฉันทำเองเป็นแล้ว แต่ขอยืมม้วนเทปนั่นหน่อย เธอจากไปโดยยังเหลือทายาทเป็นบุตรชายชื่อ ฮูโก เอริก หลุยส์ ฟาน ลาวิก หลานสามคม และจูดี้ผู้เป็นน้องสาว รวมทั้งผู้ชื่นชมอีกทั้งโลก และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ผู้หญิงอีกหลายล้านคน ผู้ซึ่งความหวัง ความหลงใหล และความใฝ่ฝันในวัยเยาว์ ได้รับการเสริมส่งโดยมีเธอเป็นแบบอย่าง และเธอยังเหลือทายาทเป็นประชากรชิมแปนซีทั่วโลกราว 200,000 ตัวในปัจจุบัน ซึ่งแม้จำนวนจะยังลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ภัยคุกคามที่พวกมันเผชิญร่วมกันรุนแรงน้อยกว่าแต่ก่อน และความล้ำค่าของพวกมันก็กระจ่างชัดกว่าที่เคยเป็นมาอย่างมาก… เพราะเจน กูดดอลล์
เรื่อง เดวิด ควาเมน
แปล อัครมุนี วรรณประไพ
อ่านเพิ่มเติม : สุดยอดภาพถ่ายจาก ‘ไมเคิล นิโคลส์’
ผู้เปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสัตว์ป่าไปตลอดกาล
