หนูที่มีผิวหนังเหี่ยวย่นนี้ดูแทบไม่แก่ตัวลงเลย และเหมือนไม่สะทกสะท้าน กับโรคร้ายอย่างมะเร็ง โรคหัวใจ และภาวะสมองเสื่อม เราจะนำความสามารถ อันน่าทึ่งของสัตว์ชนิดนี้มาปรับใช้กับมนุษย์ได้หรือไม่
หนูตุ่นไร้ขนมีขนาดเท่านิ้วมือ ตาบอดเกือบสนิท และไม่ได้น่ารักอะไรนัก แม้จะพิจารณาตามเกณฑ์ของสัตว์ฟันแทะเท่านั้นก็ตาม แต่มันอาจกุมความลับสู่ชีวิตที่เกือบเรียกได้ว่าอมตะ กล่าวคือหนูตุ่นไร้ขนมีชีวิตอยู่ได้หลายสิบปีโดยดูเหมือนไม่แก่ตัวลงเลย
ขณะที่ความหลงใหลในการมีอายุยืนยาวของมนุษยชาติกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยได้แรงหนุนจากอุตสาหกรรม ที่คาดว่าจะมีมูลค่าเกิน 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 นักวิจัยกำลังให้ความสนใจกับความเยาว์วัยไม่รู้จบอันลึกลับของหนูตุ่นไร้ขนผู้ต่ำต้อยมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพพากันแย่งตัวนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำและให้พวกเขาทำงานอย่างอิสระในห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง ยารักษาโรคร้ายที่มากับความชรา เช่น มะเร็ง หัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมองและภาวะการรู้คิดเสื่อมถอย อาจซ่อนอยู่ภายในสัตว์ฟันแทะตัวเล็กๆ ไร้ขนชนิดนี้ก็เป็นได้
ปัจจุบัน ห้องปฏิบัติการกว่าหนึ่งร้อยแห่งทั่วโลกกำลังวิจัยสิ่งมีชีวิตประหลาดชนิดนี้ และหนูตุ่นไร้ขนเกือบทั้งหมดที่กำลังได้รับการศึกษานั้นมี “แม่” คนเดียวกันคือ รอเคลล์ บุฟเฟนสไตน์ เธอคือ “ราชินีมนุษย์แห่งโลกหนูตุ่น” ตามคำเปรียบเปรยของยวน เซนต์จอห์น สมิท ผู้อำนวยการโครงการริเริ่มเกี่ยวกับหนูตุ่นไร้ขนของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการที่ศึกษาความต้านทานต่อมะเร็งและความทนทานต่อความเจ็บปวดของสัตว์เหล่านี้
บุฟเฟนสไตน์ผู้เป็นนักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟิก เริ่มต้นงานของเธออย่างเงียบๆ เมื่อกว่าสี่ทศวรรษก่อนในรถบ้านที่เดินทางไปทั่วเคนยา นักศึกษาด้านสัตววิทยาชาวซิมบับเวผู้นี้เข้าร่วมคณะสำรวจเพื่อเก็บตัวอย่างหนูตุ่นไร้ขน โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ได้รับทุนจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟิก เพื่อค้นหาคอโลนีของพวกมัน (สัญญาณบ่งบอกคือเนินดินเล็กๆ)และเก็บตัวอย่าง ความพยายามนั้นได้เปิดเผยข้อมูลน่าทึ่งเกี่ยวกับหนูตุ่น กล่าวคือพวกมันเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดแรก เท่าที่เรารู้จักว่ามีระบบสังคมแท้หรือยูโซเชียล (eusocial) ซึ่งหมายความว่าพวกมันอาศัยอยู่ในโครงสร้างสังคมที่ร่วมมือกันโดยมีการแบ่งงานกันทำ (จะกล่าวถึงเพิ่มเติมในภายหลัง) แต่การค้นพบครั้งต่อไปของบุฟเฟนสไตน์จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง

เมื่อปี 1987 หนูของเธอบางตัวมีอายุครบเจ็ดขวบ ซึ่งเป็นอายุที่น่าทึ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ เช่นนี้ กระทั่ง 10 ปีต่อมา หนูวัยรุ่นของเธอก็ยังคงสมบูรณ์ดี ทำให้บุฟเฟนสไตน์ยื่นขอทุนเพื่อศึกษาภาวะสูงวัยเชิงเปรียบเทียบ ต่อมาในปี 2002 เธอตีพิมพ์บทความที่ทำให้เม่นสูญเสียตำแหน่งสัตว์ฟันแทะอายุยืนที่สุดในโลก ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือ หนูตุ่นไร้ขนเพศผู้อายุมากที่สุดของเธอไม่พบการลดลงของมวลกล้ามเนื้อที่สังเกตเห็นได้เลย รวมไปถึงความหนาแน่นของกระดูก และการเผาผลาญอีกทั้งหลอดเลือดของมันยังคงทำงานอย่างแข็งขัน หนูตุ่นตัวนั้นมีชีวิตอยู่ได้เกือบ 40 ปี สาเหตุการตายของมันยังคงเป็นปริศนา
พอถึงกลางทศวรรษ 2000 กูเกิลดึงตัวบุฟเฟนสไตน์ไปร่วมงานในกิจการใหม่ล่าสุดของบริษัท นั่นคือ คาลิโก ไลฟ์ไซแอนซ์ (Calico Life Science) ที่ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จากหลากหลายสาขามาร่วมกันศึกษาชีววิทยาของความชราและ พัฒนายาเพื่อต่อกรกับมัน พวกเขากำลังค้นหา “น้ำพุแห่งความเยาว์วัย” โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างไม่จำกัด จากกูเกิล และบุฟเฟนสไตน์ ราชินีแห่งหนูตุ่นไร้ขน ก็กุมส่วนหนึ่งของแผนที่นั้นไว้

ที่คาลิโก บุฟเฟนสไตน์ศึกษาลูกหนู 7,000 ตัวของหนูที่รวบรวมมาจากเคนยา หนูของเธอแสดงอาการของโรคหลอดเลือดสมอง การเสื่อมของระบบประสาท การทำงานของหัวใจที่ลดลง หรือโรคมะเร็ง ในระดับน้อยมากหรือไม่มีเลยซึ่งตอกย้ำให้เธอเชื่อว่า พวกมันคือจอกศักดิ์สิทธิ์แห่งการชะลอวัย กระนั้น หลังจากเกือบเจ็ดปี เธอก็ออกจากคาลิโกเพราะเชื่อว่า การพัฒนายาในขณะนี้ยังเร็วเกินไป เธอมอบสัตว์ทดลอง 6,000 ตัวให้ห้องปฏิบัติการอื่นๆ และนำอีกประมาณ 2,000 ตัวกลับสู่แวดวงวิชาการซึ่งเธอจะมุ่งเน้นไปที่การโน้มน้าวให้หนูตุ่นไร้ขนยอมเปิดเผยความลับของพวกมัน
ทุกวันนี้ ห้องปฏิบัติการที่ซุกตัวอยู่ท่ามกลางเขาวงกตของห้องปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ชิคาโก บุฟเฟนสไตน์และ ทอมัส พาร์ก เพื่อนร่วมงานของเธอ ดูแลฝูงหนูตุ่นไร้ขนจำนวนมากที่สุดในโลก แทนที่จะอาศัยอยู่ในเนินดินบนที่ราบของเคนยา พวกมันอยู่ในห้องหลายห้องที่มีหนูเกือบ 3,000 ตัวอาศัยอยู่รวมกันเป็นคอโลนี คอโลนีหนึ่งมีตั้งแต่สองตัวถึงกว่าหนึ่งร้อยตัว แต่ละคอโลนีซึ่งมีราชินีเป็นผู้นำ อาศัยอยู่ในกล่องพลาสติกที่เชื่อมถึงกันด้วยท่อพลาสติก สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้แก่ รัง ช่องเก็บอาหารที่เต็มไปด้วยมันเทศและข้าวโพดที่ถูกแทะเล็ม และส้วม ซึ่งหนูจะทิ้งอาหารที่ไม่ต้องการและฝังซากของพวกที่ตายไว้ในนั้นด้วย
เมื่อก้าวเข้าไปในห้องเลี้ยงหนูตุ่นห้องหนึ่งของบุฟเฟนสไตน์ คุณจะได้ยินเสียงร้อง (แต่ละคอโลนีมีสำเนียงเฉพาะ หรือภาษาย่อยของตัวเอง) และเสียงฟันขูดกับผนังกล่องดังไปทั่ว ในคอโลนีหนึ่ง หนูตุ่นตัวหนึ่งซึ่งรับหน้าที่ทำความสะอาดส้วม ทรงตัวอยู่บนขาหน้า ขณะที่มันเตะมูลอย่างแรงไปยังมุมห้อง
บุฟเฟนสไตน์ยอมรับว่า หนูตุ่นไร้ขน “ไม่ใช่สัตว์แสนสวย” แต่เธอบอกว่า พวกมัน “น่ารักทีเดียวเมื่อคุณรู้จักบุคลิกและนิสัยใจคอของพวกมัน” พอเปิดฝากล่อง จมูกคล้ายจมูกหมูนับสิบๆ อันก็ชี้ขึ้นฟ้า สูดดมอากาศอย่างเป็นบ้าเป็นหลังและอวดฟันซี่ใหญ่สี่ซี่ บางตัวช่างเจรจา บางตัวดุร้าย บางตัวสกปรก บางตัวสะอาดสะอ้าน มีทั้งตัวที่ชอบวิ่งและชอบกัดแทะ ตัวที่หนีเก่งและตัวที่วางแผนก่อรัฐประหาร คอโลนีเก่าแก่ที่สุดหมายเลข 3111 ปกครองโดยราชินีอายุ 36 ปี ผู้มีห้องน้ำสะอาดและรังนุ่มๆ ที่กรุไปด้วยกระดาษเช็ดมือเป็นของตัวเอง
การค้นพบน่าทึ่งหลายอย่างมาจากกล่องพลาสติกเหล่านี้ซึ่งเต็มไปด้วยหนูที่วิ่งพล่านไม่หยุด หลักการสำคัญประการหนึ่งของชีววิทยาคือ ทรัพยากรสามารถนำไปใช้เพื่อการสืบพันธุ์หรือไม่ก็ต่อสู้กับความชราโดยการบำรุงรักษาเนื้อเยื่อของร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ใช่ทั้งสองอย่าง บุฟเฟนสไตน์พบว่า หนูตุ่นไร้ขนยังคงสืบพันธุ์ต่อไปจนกว่าจะตาย หนูเพศเมียไม่เคยเข้าสู่วัยหมดระดู ราชินีซึ่งเป็นเพศเมียเพียงตัวเดียวที่ให้กำเนิดลูกในคอโลนี แก่ช้ากว่าหนูใต้อาณัติมาก น้ำพุแห่งความเยาว์วัยที่มีฟันเหยินนั้นยังครอบคลุมไปถึงคุณสมบัติพิเศษของหนูตุ่นไร้ขนด้วย งานวิจัยของบุฟเฟนสไตน์แสดงให้เห็นว่า เมื่อเวลาผ่านไปหนูตุ่นไร้ขนยังคงรักษาลักษณะทางชีววิทยาที่เหมือนเด็ก หรือแม้กระทั่งตัวอ่อนในครรภ์ไว้ได้ทั้งภายในและภายนอก
เธอหยิบหนูเพศผู้ตัวหนึ่งจากคอโลนีของมัน “ไง สุดหล่อ” เธอพูดเสียงหวาน ก่อนวางมันลงในกล่องเล็กๆ ที่มีท่อพ่นไอยาสลบ
ปัจจุบัน งานวิจัยของเธอมุ่งเน้นไปที่หัวใจและสมอง พูดให้ชัดลงไปคือโรคหัวใจและการเสื่อมของระบบประสาทเธอเชื่อว่านี่คือเคล็ดลับอายุยืนของหนูตุ่นไร้ขน หัวใจของมนุษย์เริ่มเสื่อมเมื่ออายุ 17 ปี แม้จะมีอายุมากกว่านั้นสองเท่า หนูตุ่นไร้ขนก็ยังไม่แสดงว่า หัวใจทำงานลดลงแต่อย่างใด
ในห้องปฏิบัติการ บุฟเฟนสไตน์รอให้หนูตัวนั้นสลบ เพื่อที่เธอจะได้ทำอัลตราซาวนด์ แต่เธอกลับเจอปัญหา หนูตุ่นไร้ขนมีชีวิตรอดโดยปราศจากออกซิเจนได้ 18 นาทีและไม่แสดงอาการเกี่ยวข้องใดๆ หลังจากนั้น การเข้าใจความสามารถพิเศษแม้เพียงอย่างเดียวนี้ก็อาจนำไปสู่การรักษาความเสียหายในระยะยาวจากโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจในมนุษย์ได้แต่ตอนนี้ พลังพิเศษของหนูตัวนี้กลับสร้างความยุ่งยาก ห้านาทีผ่านไปแล้ว มันก็ยังวิ่งไปมาอยู่ “มันกลั้นหายใจอยู่ค่ะ”บุฟเฟนสไตน์บอก ยาสลบไม่ได้ผลกับหนูสีชมพูตัวย่นๆ ตัวนี้ ในที่สุดเธอก็ยอมแพ้
กลับมาที่สำนักงานของบุฟเฟนสไตน์ เธอเปิดคอมพิวเตอร์ไปที่ไฟล์งานพาวเวอร์พอยนต์ ในสไลด์หนึ่ง เธอเปรียบเทียบคนสองคนที่อายุยืนที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่ทราบ ได้แก่ หญิงชาวฝรั่งเศสที่สูบบุหรี่วันละสองซองจนใกล้เสียชีวิตขณะอายุ 122 ปี และชาวเมืองเคปทาวน์ในแอฟริกาใต้ที่สร้างสถิติวิ่ง 100 เมตรเร็วที่สุดในกลุ่มคนอายุ 100 ปีขึ้นไป (30.86 วินาที)ดูเหมือนว่าพวกเขาจะแสดงให้เห็นถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เราไม่รู้ นั่นคือ ทำไมบางคนจึงมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอ เป็นเพราะพันธุกรรม การเลี้ยงดู หรืออะไรอย่างอื่น
บุฟเฟนสไตน์เชื่อว่า การมีอายุยืนยาวขึ้นจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากสุขภาพไม่ได้ดียืนยาวตามไปด้วย และงานวิจัยทั้งหมดของเธอตั้งคำถามสำคัญข้อหนึ่งว่า หนูตุ่นไร้ขนหลีกเลี่ยงอันตรายจากความชราได้ดีเช่นนั้นอย่างไร หัวใจ กล้ามเนื้อ ระบบย่อยอาหาร และระบบสืบพันธุ์ดูเหมือนไม่เสื่อมถอยลงเลย พวกมันมีเคล็ดลับเพียงอย่างเดียว หรือเป็นเพราะรายละเอียดทางพันธุกรรมเล็กๆ นับพันอย่างที่รวมกันจนเกิดเป็นระบบที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เธอเชื่อว่า คำตอบนั้นอาจเปลี่ยนแปลงความสามารถของเราในการคงความอ่อนเยาว์ให้นานขึ้นในระดับเซลล์ “ถ้าเราสามารถหาคำตอบได้ว่า มันคืออะไรและเลียนแบบมันในยาสำหรับมนุษย์ บางทีเราอาจสามารถปรับปรุงช่วงเวลาที่เรามีสุขภาพดีได้เช่นกัน” เธอกล่าว
แน่นอนว่า บุฟเฟนสไตน์ไม่ใช่นักวิจัยคนเดียวที่พยายามหลอกล่อหนูตุ่นไร้ขนเพื่อให้คำตอบแก่เรา ห้องปฏิบัติการ แห่งหนึ่งในญี่ปุ่นเพิ่งค้นพบระบบที่หนูตุ่นไร้ขนใช้กำจัดเซลล์ที่มีปัญหา เป็นการป้องกันความเสียหายที่เกิดจากอายุ ในเยอรมนี นักวิทยาศาสตร์พบว่า หนูตุ่นไร้ขนแทบไม่ตอบสนองต่อความเจ็บปวดจากความร้อนบนผิวหนัง รวมถึงความเจ็บปวดที่เกิดจากกรด นักวิจัยจากเคมบริดจ์เปิดเผยว่า ระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์เหล่านี้หยุดยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้พัฒนาไปเป็นเนื้องอกได้อย่างไร
“ฉันคิดว่าในอีก 10 ปี เราจะมีวิธีการรักษาบางวิธีสำหรับมนุษย์แล้ว โดยอิงจากสิ่งที่ค้นพบในหนูตุ่นไร้ขนค่ะ” เวรากอร์บูโนวา ผู้อำนวยการร่วมของศูนย์วิจัยภาวะสูงวัยโรเชสเตอร์ในนิวยอร์ก กล่าว กอร์บูโนวาช่วยปูทางด้วยการสำรวจความสามารถของหนูตุ่นไร้ขนในการรักษามะเร็งอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนที่โรคจะลุกลาม เธอพุ่งเป้าไปยังการผลิตไฮยาลูโรแนนในปริมาณที่สูงขึ้นของหนู ไฮยาลูโรแนนเป็นน้ำตาลที่อยู่ในเนื้อเยื่อและดูเหมือนจะยับยั้งเนื้อร้ายของพวกมัน มนุษย์ผลิตไฮยาลูโรแนนได้น้อยกว่า และในร่างกายของเรา มันยังเสื่อมสภาพเร็วกว่า กอร์บูโนวาให้เหตุผลว่า หากสามารถชะลอการเสื่อมสภาพนี้ได้ เราก็อาจชะลอการแพร่กระจายของมะเร็งได้เช่นกัน เมื่อปี 2023 ห้องปฏิบัติการของเธอทำเช่นนั้นได้สำเร็จในหนูทดลอง ขณะนี้ เธอและทีมงานกำลังก้าวไปสู่การค้นพบยา
“ในกรณีนี้เราใช้มันรักษาโรคมะเร็งค่ะ” กอร์บูโนวากล่าว “ในอนาคต เราอาจดูว่ามันช่วยชะลอความชราได้ไหม”


กระนั้น ถึงจะมีความก้าวหน้าสำคัญๆ อย่างเช่นของกอร์บูโนวา ก็ยังคงเหลือปริศนาพื้นฐานที่ยังไม่มีคำตอบอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ หนูตุ่นไร้ขนแก่ช้า หรือไม่แก่เลยกันแน่ ครั้งหนึ่งนักวิทยาศาสตร์เคยเอนเอียงไปทางตัวเลือกที่สอง ในการศึกษาชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2021 บุฟเฟนสไตน์เขียนว่า ในหนูตุ่นไร้ขน “ทั้งความตายและโรคภัยไข้เจ็บดูเหมือนจะเป็นแบบสุ่มและไม่ขึ้นกับอายุจริง” ดังนั้น พวกมันจึงสามารถ “ถูกจัดประเภทว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ ‘ไม่แก่’ ” อย่างน้อยจนถึงวัย 30 ปี สำหรับนักพันธุศาสตร์และนักชีวสถิติ สตีฟ ฮอร์วาท นั่นจะทำให้หนูตุ่นไร้ขนเป็นสิ่งที่เขาหมกมุ่นตามหา เมื่อปี 2013 ขณะอยู่ที่ยูซีแอลเอ เขาคิดค้นวิธีการที่เรียกว่า นาฬิกาเอพิเจเนติก ซึ่งใช้ทดสอบตัวบ่งชี้ทางชีวภาพของความแก่ชราในเซลล์ของเรา เขาเฝ้าค้นหาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่แสดงสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า การเสื่อมสภาพที่น้อยมาก หรืออีกนัยหนึ่งคือความไม่แก่ชรา มานานแล้ว
“ทุกคนคิดว่าต้องเป็นหนูตุ่นไร้ขนนี่แหละครับ” เขากล่าว แต่เมื่อเขารวบรวมตัวอย่างเนื้อเยื่อและอวัยวะของหนูตุ่นไร้ขนหลายร้อยตัวอย่างไปทดสอบ สิ่งที่เขาพบนั้นน่าผิดหวังและเหลือเชื่อ ในระดับโมเลกุล หนูตุ่นไร้ขนแก่ตัวลง เพียงแต่ว่าระหว่างนั้นชีววิทยาของหนูตุ่นไร้ขนต้านทานเกือบทุกโรคที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโดยเฉพาะมนุษย์ ประสบเมื่ออายุมากขึ้น
บุฟเฟนสไตน์เห็นข้อพิสูจน์นี้ในตัวเลขดิบ กล่าวคือตลอดระยะเวลากว่าสี่ทศวรรษที่ศึกษาหนูตุ่นไร้ขนนับพันตัวมีเพียง 10 ตัวเท่านั้นที่ตายด้วยโรคมะเร็ง
เมื่อถูกถามว่า หนูตุ่นไร้ขนส่วนใหญ่ตายด้วยสาเหตุอะไร เธอก็โบกมือ “นั่นมันคำถามชิงเงินล้านเลยนะ”
เรื่อง นีนา สตรอคลิก
ภาพถ่าย ทอนเย ทีเลเซน
แปล ปณต ไกรโรจนานันท์
อ่านเพิ่มเติม : หกล้านชีวิต…ร่อนเร่พเนจร
