เด็กไทยจำนวนมากกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งอากาศร้อนจัด น้ำท่วม และภัยแล้ง เสี่ยงต่อสุขภาพและความเป็นอยู่
บนเนินทรายเม็ดละเอียด หากนั่งหันหน้าไปทางทิศใต้ จะเห็นแม่น้ำโขงไหลเอื่อย แต่เมื่อหันไปทางซ้ายในยามเช้า และทางขวาในยามเย็น ดวงอาทิตย์ดวงเดียวกันจะค่อยๆ โผล่ขึ้นและลับหายไปเหนือภูเขาและสายน้ำอย่างพร้อมเพรียง ที่นี่คือชุมชนบ้านตามุย อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
บ้านของเมญ่า หรือ เด็กหญิงปยุดา ปัญญาสู้ วัย 6 ปี ผู้ช่างพูดช่างเล่าเมื่ออยู่กับคนที่ไว้วางใจ เธอกำลังจะขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เติบโตในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทาง และอาศัยอยู่กับปู่วัย 82 ปี พร้อมพี่สาวลูกพี่ลูกน้องและสมาชิกครอบครัวรวม 5 คนในบ้านปูนชั้นเดียว
“ปู่นอนบนเตียง หนูนอนกับพื้นข้าง ๆ เตียงปู่” เด็กหญิงนัยน์ตาคม ผิวสีน้ำตาลเล่าถึงที่หลับที่นอนในบ้านผนังทึบ ซึ่งชาวบ้านในชุมชนช่วยกันลงแรงต่อเติมและซ่อมแซม
ในช่วงที่คลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมแทบทุกครัวเรือนทั่วไทย อุณหภูมิพุ่งสูงต่อเนื่องหลายสัปดาห์ และยังมีแนวโน้มร้อนขึ้นอีกตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ภายในบ้านที่อากาศถ่ายเทได้จำกัด เมญ่านั่งเหงื่อผุดบาง ๆ โดยมีพัดลมเพียงตัวเดียวช่วยบรรเทาความร้อน



เมญ่าเป็นหนึ่งในเด็กกลุ่มเปราะบางที่เผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างใกล้ตัว งานศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยร่วมกับยูนิเซฟในปี 2566 ระบุว่า เด็กไทยจำนวนมากกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งอากาศร้อนจัด น้ำท่วม และภัยแล้ง โดยเฉพาะในจังหวัดอย่างอุบลราชธานีซึ่งอยู่ในกลุ่มพื้นที่ได้รับผลกระทบสูง
คลื่นความร้อนที่ถี่และรุนแรงขึ้นกำลังส่งผลต่อสุขภาพของเด็ก ๆ ทำให้เกิดอาการเพลียแดด ลมแดด รวมถึงโรคทางเดินหายใจเรื้อรังและหอบหืด อีกทั้งยังบั่นทอนสมาธิและกระทบต่อพัฒนาการด้านการเรียนรู้โดยตรง
แม้ชุมชนบ้านตามุยจะตั้งอยู่ติดแม่น้ำสายใหญ่ แต่ลักษณะดินตื้นสลับชั้นหินกลับกักเก็บความร้อนจากแสงแดดในเวลากลางวัน ก่อนค่อย ๆ คายออกในยามค่ำคืน ส่งผลให้ความร้อนสะสมยาวนานจนหลายคนเริ่มคุ้นชินโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อคลื่นความร้อนเกิดถี่และรุนแรงขึ้น สภาพอากาศเช่นนี้ได้กลายเป็น “ความปกติใหม่” ที่สร้างความอึดอัดและความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าใกล้ชุมชนเล่าถึงการต้องเปลี่ยนมาทำความสะอาดพื้นที่ในช่วงกลางคืนแทน เพราะอากาศในช่วงกลางวันร้อนระอุเกินจะทำงานไหว
ในยามบ่ายคล้อยจนถึงเย็น เด็ก ๆ ในบ้านตามุยมักรวมกลุ่มกันขออนุญาตผู้ปกครอง แล้วพากันลงไปเล่นดิน เล่นทราย และเล่นน้ำริมฝั่งแม่น้ำโขงเพื่อคลายร้อนภายใต้การดูแลของผู้ใหญ่ในชุมชน ซึ่งสอนให้เด็กทุกคนในชุมชนว่ายน้ำเป็น เพื่อช่วยเหลือตัวเองและกันและกันได้



อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคเตือนว่า ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนเป็นช่วงเสี่ยงสูงของการจมน้ำ โดยในช่วงปี 2564–2568 มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเสียชีวิตสะสมถึง 925 ราย และบาดเจ็บกว่า 7,415 ราย สถานการณ์คลื่นความร้อนที่ถี่ขึ้นอาจยิ่งซ้ำเติมความเสี่ยงนี้
ท่ามกลางอากาศที่ยังคงระอุ เมญ่าและปู่ออกเดินลัดเลาะไปตามร่องน้ำที่แห้งเหือด ก่อนปีนตลิ่งชันขึ้นไปยังสวนผสมผสาน
“ถึงแล้ว” เธอเอ่ย
เบื้องหน้าคือพืชพรรณที่แห้งเฉา เหลือเพียงสับปะรดไม่กี่ต้นที่ยังพอออกผลเล็ก ๆ สีแดงเท่ากำปั้น
“บ่พอสิได้แจกได้จ่ายดอก” ปู่บอกเล่าเป็นภาษาถิ่น สะท้อนว่าผลผลิตปีนี้แทบไม่พอแม้แต่จะแบ่งปันญาติพี่น้อง
ผลกระทบเหล่านี้สะท้อนอยู่ในบทความเรื่อง “โลกรวน ฝนแล้ง ฤดูกาลแปรปรวน ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรมอย่างไร” ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลที่ภาคเกษตรกรรมไทยต้องเผชิญจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเมินว่ามูลค่าความเสียหายสะสมในช่วงปี พ.ศ. 2554/2555 ถึง 2584-2593 อาจสูงถึง 18,000 – 84,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 5.77 แสนล้านบาท – 2.69 ล้านล้านบาท)
ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่ที่ความแห้งแล้ง เจ้าของสวนลำไยและมะขามหวานในพื้นที่เล่าถึงผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นต่อพืชผลว่า “พอตอนออกดอก ดอกก็ร่วง พอติดลูกก็แคระแกร็น ซ้ำด้วยโรคพืชและแมลงระบาด” ผลผลิตที่ลดลงส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร และท้ายที่สุดย้อนกลับมากระทบความมั่นคงทางอาหาร คุณภาพชีวิต รวมถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กๆ ในชุมชน






รายงานของยูนิเซฟปี 2565 ระบุว่า เด็กไทยราว 10 ล้านคนกำลังเผชิญความร้อนที่รุนแรงขึ้น และหากไม่มีมาตรการรับมืออย่างจริงจัง ภายในปี 2593 เด็กทุกคนอาจต้องเผชิญคลื่นความร้อนที่ถี่และยาวนานยิ่งกว่าเดิม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งโอกาสทางการศึกษาและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
แนวโน้มดังกล่าวไม่ได้ปรากฏเพียงในตัวเลข หากยังสะท้อนผ่านเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดถี่ขึ้นในภูมิภาค ทั้งพายุฤดูร้อนในจังหวัดชัยภูมิที่ทำให้อ้อยล้มเสียหาย และพายุลูกเห็บขนาดใหญ่ในนครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งตอกย้ำความไม่แน่นอนของสภาพอากาศที่รุนแรงและคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น
ภาพที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่กำลังบอกเล่าเรื่องเดียวกัน วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หากกำลังแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างเงียบงัน ต่อเนื่อง และรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะต่อเด็กซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด
เมื่อความร้อนกลายเป็นความปกติใหม่ และความเสี่ยงต่อสุขภาพ ความเป็นอยู่ และอนาคตกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราจะรับมือหรือไม่ แต่คือเราจะลงมือได้เร็วเพียงใด ก่อนที่ผลกระทบเหล่านี้จะทิ้งร่องรอยลึกเกินกว่าจะย้อนกลับได้



เรื่องและภาพ เริงฤทธิ์ คงเมือง
UNICEF Thailand
อ่านเพิ่มเติม : น้ำท่วม…ชีวิตเด็กไทย เมื่อความหวังและอนาคตต้องจมไปกับสายน้ำ
