สุดยอดภาพเขียนพาโนรามาของอุทยานแห่งชาติ - National Geographic Thailand

สุดยอดภาพเขียนพาโนรามาของอุทยานแห่งชาติ

สุดยอด ภาพเขียนพาโนรามา ของอุทยานแห่งชาติ

ในตู้ควบคุมสภาพอากาศแห่งหนึ่งของเมือง Charles รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย มี ภาพเขียนพาโนรามา ของอุทยานแห่งชาติที่งดงามที่สุดถูกเก็บซ่อนเอาไว้ภายใน หลีกเร้นจากสายตาของสาธารณชน ผลงานภาพเขียนพาโนรามาเหล่านี้สร้างสรรค์โดย Heinrich Berann ศิลปินชาวออสเตรีย ผู้บุกเบิกการวาดภาพทิวทัศน์ของเทือกเขา และในจำนวนผลงาน 10,000 ชิ้นที่ถูกจัดเก็บในแกลลอรี่ของกรมอุทยานแห่งชาติ ผลงานของ Berann เรียกได้ว่าโดดเด่นที่สุด

“งานของเขามันมีมนต์ขลังบางอย่าง” Tom Patterson นักเขียนแผนที่อาวุโสจากกรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ กล่าว เมื่อใดก็ตามที่นักท่องเที่ยวขอให้เขาพาชมแกลลอรี่ “ผมมักจะขอให้ภัณฑารักษ์โชว์งานของ Berann เสมอครับ”

ภาพเขียนพาโนรามาเหล่านี้ถูกวาดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 – 1990 ในโปรแกรมการโปรโมทอุทยานแห่งชาติซึ่งได้ศิลปินรุ่นใหม่อย่าง Charley Harper มาร่วมด้วย Patterson เป็นคนขอให้เขาช่วยแปลงผลงานของ Berann ออกมาเป็นไฟล์ภาพดิจิตอลความละเอียดสูงเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อที่จะแบ่งปันผลงานอันทรงคุณค่านี้ลงบนโลกออนไลน์ ทุกวันนี้มีแผนที่ และภาพเขียนมากมายกว่าพันภาพเผยแพร่อยู่บนเว็บไซต์ของกรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ และแน่นอนว่าผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี

ภาพเขียนพาโนรามา
ภาพเขียนอันงดงามของอุทยานแห่งชาติเดนาลีคือผลงานสุดท้ายของ Berann ภาพเขียนพาโนรามาภาพนี้ใช้สัดส่วนที่สูงกว่าความเป็นจริง 2 : 1 นั่นจึงทำให้ยอดเขาตรงกลางดูโดดเด่นอย่างมาก
ภาพเขียนพาโนรามา
อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนภาพนี้ถูกเขียนขึ้นในปี 1991 Berann ใช้เทคนิคหลายอย่าง ในขณะเดียวกันก็วาดรายละเอียดที่เกินจริงเพื่อความงดงามของภาพ เช่นไอของน้ำพุร้อนที่พวยพุ่ง หรือความกว้างของแกรนด์แคยอนทางทิศใต้ของทะเลสาบ

 

ภาพเขียนพาโนรามา

Berann เริ่มต้นเขียนภาพพาโนรามาของวิวทิวทัศน์ในปี 1987 อุทยานแห่งชาติ North Cascades ในรัฐวอชิงตันคือผลงานภาพแรก และสิ้นสุดผลงานด้วยภาพของอุทยานแห่งชาติเดนาลี (Denali) ในปี 1994 ก่อนที่จะเกษียณอายุ ผลงานของศิลปินชาวออสเตรเลียผู้นี้มาเข้าตากรมอุทยาน หลังผลงานของเขาได้รับการเผยแพร่ลงในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ตลอดช่วงเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 1963 Berann เขียนภาพทิวทัศน์ และภาพพาโนรามาให้แก่เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกมาโดยตลอด ตั้งแต่เกาะซาบา ในทะเลแคริบเบียน ไปจนถึงเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งบางผลงานของเขาคุณผู้อ่านสามารถชมได้ในบทความนี้

ภาพเขียนอุทยานของ Berann พิเศษตรงที่ความสมจริง ในขณะเดียวกันด้วยฝีมือของเขาก็ช่วยขับเน้นรายละเอียดอื่นๆ ให้เห็นเด่นชัดขึ้น เรียกได้ว่าผลงานหลายชิ้นให้ความรู้สึกไม่ต่างจากการมองทัศนียภาพจากหน้าต่างเครื่องบิน หรือบางทีอาจจะงดงามกว่าอุทยานจริงๆ เสียด้วยซ้ำ Patterson กล่าว

ภาพเขียนพาโนรามา
รายละเอียดของหุบเขาอันสูงชันของอุทยานแห่งชาติ North Cascades ถูกบอกเล่าผ่านภาพเขียน ทว่าในความเป็นจริงภูเขาจะอยู่ชิดกันมากกว่านี้
ภาพเขียนพาโนรามา
อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี ผลงานภาพเขียนของ Berann ในปี 1989 คืออีกหนึ่งตัวอย่างในการสร้างมุมมองความลึกที่โดดเด่นราวกับกำลังมองภาพนี้จากหน้าต่างของเครื่องบิน

Berann ใส่ใจทุกยอดของขุนเขา ทว่ายังคงต้องพึ่งพาจินตนาการของตัวศิลปินเองเพื่อสร้างภาพอันสวยงาม ยกตัวอย่างเช่น อุทยานโยเซมิตี (Yosemite) นั้นในความเป็นจริงกว้างกว่าในภาพเขียน ซึ่งการก่อตัวของหิน น้ำตก และสิ่งก่อสร้างโดยมนุษย์ไม่อาจอยู่รวมกันในภาพเดียวได้ หรือบางครั้งศิลปินก็วาดหุบเขาในรายละเอียดที่งดงามเกินจริง สูงกว่าความเป็นจริง หรือมีน้ำตกที่ยาวกว่าความจริงบ้าง

การใช้สีในภาพของ Berann คืออีกหนึ่งความโดดเด่นที่ไม่อาจมองข้าม “มันมหัศจรรย์มาก เมื่อคุณลองมองภาพใกล้ๆ จะเห็นเลยว่าภาพเขียนนี้มันช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสัน, แจ่มใส และงดงามอย่างประหลาด” Patterson กล่าว “และบางครั้งสีสันเหล่านั้นก็ถูกผสมกลมกลืนกันจนออกมาเป็นสีตามธรรมชาติ”

อีกหนึ่งลายเซ็นของเขาก็คือก้อนเมฆในผลงาน ซึ่ง Patterson ระบุว่าเงาสะท้อนของเมฆในภาพอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน และ Yosemite นั้นช่างสมจริงอย่งเหลือเชื่อ ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกได้ว่าภูเขาเหล่านั้นสูงชันมากแค่ไหน

ภาพเขียนพาโนรามา
แผนที่ของหมู่เกาะลีเวิร์ด และเส้นทางล่องเรือ ผลงานของ Berann ที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1966

“ดูผิวน้ำที่สะท้อนแสงอาทิตย์สิครับ” Patterson ชี้ไปยังทะเลสาบ Ross ของอุทยานแห่งชาติ North Cascades “Berann รู้ดีว่าน้ำนั้นพิเศษแค่ไหน และเขาใส่ใจกับรายละเอียดของแหล่งน้ำมากจริงๆ” ซึ่งนอกเหนือจากเงาสะท้อนบนผิวน้ำแล้ว เงาที่เกิดขึ้นกับขุนเขาเองก็ยิ่งขับเน้นให้ภาพเขียนของเขาโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ยังคงมีอิทธิพลต่อบรรดานักเขียนแผนที่ในปัจจุบัน

และบัดนี้ผลงานของ Berann พร้อมแล้วที่จะกลับมาผงาดอีกครั้ง แต่คราวนี้มันต่างออกไปตรงที่ครั้งนี้มันเผยแพร่ในโลกออนไลน์

เรื่อง Betsy Mason

ภาพเขียนพาโนรามา
แผนที่ของพื้นมหาสมุทรแปซิฟิก ตีพิมพ์ลงในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1969 โดยร่วมงานกับ Marie Tharp และ Bruce Heezen นักธรณีวิทยาผู้ใช้เสียงสะท้อนในการหาระดับความลึกของพื้นมหาสมุทร และด้วยความเชี่ยวชาญของ Berann เขาได้เปลี่ยนข้อมูลที่ได้ออกมาเป็นพื้นขรุขระสมจริงของมหาสมุทร
ภาพเขียนพาโนรามา
Delta Project โครงการหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อปกป้องชายฝั่งของเนเธอร์แลนด์จากการกัดเซาะของทะเลเหนือ ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนเมษายน ปี 1968 โดยเขื่อนสามแห่งความยาวรวม 435 ไมล์ที่สร้างขึ้นได้ก่อให้เกิดทะเลสาบแห่งใหม่
ภาพเขียนพาโนรามา
เทือกเขาหิมาลัยความยาว 525 ไมล์ในเนปาล เผยแพร่ลงในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนพฤศจิกายน ปี 1971 แสดงให้เห็นถึงพรมแดนระหว่างที่ราบสูง และพื้นที่เขียวชอุ่มด้านล่าง กว่าจะได้ภาพเขียนนี้มา ต้องใช้ข้อมูลจากแผนที่ และภาพถ่ายทางอากาศที่ระดับความสูง 14,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล โดยยานอะพอลโล 7 ที่โคจรรอบโลก
ภาพเขียนพาโนรามา
ภาพเขียนของภูเขาบล็องในยุโรป จากนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนกันยายน ปี 1965 ส่วนหนึ่งของสารคดีเกี่ยวกับอุโมงค์ไฮเวย์ความยาว 7.2 ไมล์ ที่ยาวที่สุดในโลกเวลานั้น ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างกรุงปารีส และกรุงโรม
ภาพเขียนพาโนรามา
ภาพเขียนของเทือกเขาหิมาลัย เผยแพร่ลงในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนตุลาคม ปี 1966 ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากภาพถ่ายของนักปีนเขา และการบินวนรอบเทือกเขาของ Berann เองในเที่ยวบินเหมาลำ เพื่อเก็บรายละเอียด และใช้เวลากว่า 600 ชั่วโมงในการเขียนภาพ ซึ่งตัวเขาเองถือว่าเป็นผลงานสุดยอดตลอดการทำงาน 25 ปี ของการเขียนภาพพาโนรามาที่ผ่านมา

 

อ่านเพิ่มเติม

อุทยานแห่งชาติเมื่อครั้งวันวาน

เรื่องแนะนำ

บางปะกง : สายใยชีวิตแห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ

"บางปะกง : สายใยชีวิตแห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ" การตระเวนถ่ายภาพพื้นที่ชุ่มน้ำในไทยและภูมิภาค เช่น แม่น้ำ บางปะกง นานกว่าทศวรรษ ทำให้ช่างภาพเข้าใจความสัมพันธ์อันเปราะบางระหว่างสรรพสัตว์ ผู้คน และถิ่นอาศัย 

การทำความสะอาดชายหาดไม่อาจเก็บขยะพลาสติกจำนวนหลายล้านชิ้น

ขยะพลาสติกกองพะเนินอยู่บนชายหาดทางเหนือของเกาะไดเรกชัน ประเทศออสเตรเลีย ภาพถ่ายโดย SILKE STUCKENBROCK, COURTSEY OF SPRINGER NATURE ผลการศึกษาชิ้นใหม่เผยว่า ขยะพลาสติก ส่วนใหญ่บนชายหาดสักแห่งเป็นพลาสติกชิ้นเล็กจิ๋วที่ฝังอยู่ใต้ผืนทราย ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา การทำความสะอาดชายหาดกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก บ่อยครั้งที่อาสาสมัครมารวมตัวกันเพื่อทำงานที่ดูเหมือนไม่มีวันสำเร็จได้ นั่นคือการเก็บ ขยะพลาสติก ปัจจุบัน งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ศึกษาหมู่เกาะโคโคส (Cocos) หรือคีลิง (Keeling) ซึ่งเป็นกลุ่มเกาะห่างไกลของออสเตรเลียชี้ว่า การทำความสะอาดชายหาดอาจปิดบังความเสียหายที่แท้จริงของมลพิษจากพลาสติกอย่างไม่ตั้งใจ เนื่องจากพลาสติกส่วนใหญ่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนทราย   “น่าเศร้าที่สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดแค่บนหมู่เกาะโคโคส” เจนิเฟอร์ เลเวอร์ส (Jennifer Lavers) นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย เขียนในผลการศึกษาที่ติมพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ปี 2019  “เมื่อเรามีเกาะน้อยใหญ่กว่า 2,000 เกาะในมหาสมุทรทั่วโลก และในแต่ละวัน ข้าวของพลาสติกนับพันๆ ชิ้นถูกคลื่นลมพัดมาเกยชายหาดของเกาะห่างไกล  จึงไม่มีทางที่เราจะเก็บขยะได้ทัน หากไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีนัยสำคัญ การจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกในทะเลจะยังคงเป็นความพยายามที่ไม่มีวันสำเร็จ” นอกจากนี้ งานวิจัยดังกล่าวยังบอกเป็นนัยถึงอนาคตที่อาจเกิดขึ้นกับชายหาดในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นหากไม่มีการทำความสะอาด  จนทำให้ขยะพลาสติกสะสมมากขึ้นปีแล้วปีเล่า  กระทั่งแตกตัวกลายเป็นไมโครพลาสติกที่ไม่สามารถกำจัดได้ด้วยการเก็บขยะทั่วไป  อีกทั้งยังไม่มีไครทราบว่าขยะเหล่านี้มีจำนวนเท่าใด […]

มหันตภัยไฟป่า

เชื่อกันว่ามหันตภัยไฟป่า 4 ใน 5 ครั้งเกิดจากมนุษย์ เปลวเพลิงที่โหมไหม้จนไม่อาจควบคุมนี้ได้แรงหนุนจากสภาพลมฟ้าอากาศ กระแสลม และเชื้อไฟอย่างทุ่งหญ้าหรือไม้พุ่มแห้งๆ และอาจเผาผลาญพื้นที่ได้นับพันนับหมื่นไร่ กลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า ตั้งแต่ ต้นไม้สูงใหญ่ บ้านเรือนประชาชน ไปจนถึงสัตว์ป่าและมนุษย์ ในเวลาไม่กี่นาที ไฟป่าเกิดจากสามปัจจัยหลักที่ประกอบกันซึ่งนักดับไฟป่าเรียกกันว่า สามเหลี่ยมแห่งไฟ (fire triangle) ได้แก่ เชื้อไฟ ออกซิเจน และแหล่งความร้อน เชื้อเพลิงได้แก่วัสดุติดไฟได้ทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ซึ่งรวมถึง ต้นไม้ ทุ่งหญ้า ไม้พุ่ม และแม้กระทั่งบ้านเรือน ยิ่งพื้นที่ไหนมีเชื้อเพลิงมาก ไฟป่าก็ยิ่งรุนแรงเท่านั้น อากาศป้อนออกซิเจนที่ไฟจำเป็นต้องใช้ในการเผาผลาญ ส่วนแหล่งความร้อนช่วยจุดไฟและทำให้เชื้อไฟมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนติดไฟ ฟ้าผ่า การจุดไฟตั้งแคมป์ ก้นบุหรี่ การแผ้วถางพื้นที่เกษตรเพื่อเพาะปลูก และแม้กระทั่งแสงแดดที่ร้อนจัด ล้วนสามารถให้ความร้อนได้มากพอให้ไฟจุดติดได้ แม้ไฟป่า 4 ใน 5 ครั้งจะเกิดจากน้ำมือมนุษย์ แต่ธรรมชาติก็พร้อมเป็นใจช่วยโหมเพลิงให้ลุกไหม้ อากาศที่แห้งและภัยแล้งเปลี่ยนพืชพรรณเขียวสดให้แห้ง และกลายเป็นเชื้อไฟอย่างดี ขณะที่กระแสลมแรงช่วยโหมเพลิงให้ลุกลามอย่างรวดเร็ว อีกทั้งอากาศที่อบอุ่นก็ช่วยส่งเสริมการสันดาปหรือลุกไหม้  เมื่อปัจจัยเหล่านี้อยู่พร้อมหน้า สิ่งเดียวที่ต้องการคือการจุดชนวน ซึ่งอาจมาในรูปของฟ้าผ่า การวางเพลิง การจุดไฟตั้งแคมป์ การเผาไร่ […]