การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจําปี 2569 กับการกำหนดทิศทางการศึกษาและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ
การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจําปี 2569 (GeoThai 2026) ซึ่งจัดขึ้นโดย กรมทรัพยากรธรณี นับเป็นหมุดหมายและเวทีทางวิชาการที่สำคัญยิ่งในการกำหนดทิศทางการศึกษาและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมขับเคลื่อนไทย ธรณีวิทยาก้าวไกลอย่างยั่งยืน” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับประเทศระหว่างนักวิชาการของกรมทรัพยากรธรณี ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันภายนอก ตลอดจนนักวิจัยรุ่นใหม่
ซึ่งความสำคัญของงาน GeoThai ในปีนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่หัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจอย่าง การรับมือภัยพิบัติธรรมชาติ การสำรวจแร่หายากเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ นวัตกรรมใหม่ทางธรณีวิทยา ไปจนถึงการศึกษาสถานการณ์และบริหารจัดการแหล่งซากดึกดำบรรพ์เท่านั้น แต่ภายในงานยังมีโซนจัดแสดงงานวิจัยทางธรณีวิทยา โซนแสดงกระดูกจำลองของนาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส ไดโนเสาร์ตัวที่ 14 ของประเทศไทย และโซนแสดงผลงานผู้ได้รับรางวัลจากการประกวดภาพถ่าย “มหัศจรรย์อุทยานธรณีไทย (Amazing Geoparks Thailand Photo Contest 2026)” ยิ่งไปกว่านั้น งาน GeoThai ครั้งนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่แสดงศักยภาพผ่านการแข่งขัน The Next-Gen Geo Challenge 2026 ซึ่งมีตัวแทนนิสิตนักศึกษาร่วมนำเสนอผลงานใน 12 หัวข้อ จาก 6 สถาบันการศึกษา เพื่อต่อยอดความรู้ทางธรณีวิทยาอย่างยั่งยืน





และในเวทีประชุมวิชาการ GeoThai 2026 ครั้งนี้ National Geographic ฉบับภาษาไทย ได้ร่วมติดตามประเด็นไฮไลต์สำคัญของการบรรยายวิชาการที่ว่าด้วยอนาคตธรณีไทยในโลกที่เปลี่ยนผ่านโอกาส ความเป็นไปได้ในการค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่ รวมไปถึงเรื่องราวของการศึกษาสถานการณ์และบริหารจัดการแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียนตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 ที่มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
“อนาคตธรณีไทยในโลกที่เปลี่ยนผ่าน” โดยคุณสุวภาคย์ อิ่มสมุทร รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี
ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว งานด้านธรณีวิทยากำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ คุณสุวภาคย์ อิ่มสมุทร รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ผู้เชี่ยวชาญด้านงานทรัพยากรธรณีกว่า 30 ปี มองว่า ถึงเวลาแล้วที่กรมทรัพยากรธรณีต้องพลิกโฉมการทำงาน จากหน่วยงานด้านวิชาการ สู่หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเกราะคุ้มกันและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศ ทั้งในด้านพลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ และการพัฒนาเมือง โดยอาศัยความรู้ เทคโนโลยี และการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านพลังงานนั้นคุณสุวภาคย์ เล่าว่า โอกาสของงานธรณีวิทยาหลัก ๆ แล้วเกิดขึ้นจากแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ ฉบับที่ 2 และ 3 ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากแร่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนและยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเปิดโอกาสให้ธรณีวิทยามีบทบาทตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการสำรวจแหล่งแร่ใหม่ แร่สำหรับอุตสาหกรรม ซีเมนต์ และแร่หายาก
ส่วนด้านทรัพยากรน้ำ กรมฯ ก็กำลังมุ่งทำงานเพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์จากน้ำบาดาลเพื่อรับมือภัยแล้งนอกเขตชลประทาน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานที่มีปัญหาน้ำเค็มใต้ดิน ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีเติมน้ำใต้ดินเชิงรุก เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน
ด้านความปลอดภัยและการพัฒนาเมือง แน่นอนว่างานธรณีวิทยามีบทบาทสำคัญในการจัดการภัยพิบัติ ขณะนี้ทางกรมฯ ได้จัดทำแผนที่โซนนิ่งพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มสเกล 1:10,000 ครอบคลุม 54 จังหวัด และพัฒนาระบบเฝ้าระวังเตือนภัย รวมถึงการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการประยุกต์ใช้ธรณีวิศวกรรม เพื่อรองรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในอนาคต
ทั้งหมดนี้คุณสุวภาคย์ ได้นำเสนอทิศทางการทำงานและขับเคลื่อนกรมทรัพยากรธรณี ผ่านแนวคิด TSS Model ที่ประกอบด้วย
- T – Trust มุ่งสู่การเป็นคลังข้อมูลธรณีวิทยาแห่งชาติ
- S – Service/Productivity นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมธรณีมายกระดับประสิทธิภาพองค์กรและส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว
- S – Support/Linkage กรมฯ จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยพระเอกที่สนับสนุนและส่งต่อข้อมูลทางธรณีวิทยาให้หน่วยงานต่าง ๆ นำไปใช้ประโยชน์
โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการทำให้องค์ความรู้ด้านธรณีวิทยาทั้งหมดที่กรมฯมีเชื่อมต่อกับการทำงานของทุกภาคส่วน และถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของประเทศในระยะยาว
สี่ทศวรรษแห่งการค้นหาหลักฐานสไปโนซอร์ไทย
“40 Years of Siamosaurus: From Isolated Teeth to Today’s First Skeleton Evidence of Thai Spinosaurids” บรรยายโดย ผศ. ดร.อดุลย์ สมาธิ
สไปโนซอร์เป็นไดโนเสาร์ในกลุ่มเทอโรพอด (กินเนื้อ) ที่ปรากฏตัวครั้งแรกในช่วงปลายยุคไทรแอสซิกและมีชีวิตอยู่จนถึงช่วงสิ้นสุดยุคครีเทเชียสเมื่อประมาณ 66 ล้านปีก่อน
หลักฐานชิ้นแรกที่ทำให้ประเทศไทยได้รู้จักสไปโนซอร์คือฟอสซิลฟัน ที่ถูกค้นพบเมื่อพ.ศ.2527 ต่อมาปีพ.ศ.2529 Dr. Eric Buffetaut และอาจารย์รุจา อิงควัตชะ ได้ตีพิมพ์รายงานจำแนกฟันตัวอย่าง ก่อนตั้งชื่อสไปโนซอร์ชนิดใหม่ที่ค้นพบในประเทศไทยเพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร.วราวุธ สุธีธร ว่า สยามโมซอรัส สุธีธรนี (Siamosaurus suteethorni)
ทว่า การค้นพบครั้งนั้นสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับสไปโนซอร์ในประเทศไทยได้เพียงบางส่วน เพราะสยามโมซอรัสถูกตั้งชื่อและบรรยายจำแนกจากหลักฐานฟันเพียงไม่กี่ชิ้น ทำให้เรายังไม่อาจเห็นภาพรูปร่างของสัตว์ชนิดนี้ได้อย่างครบถ้วน รวมถึงยังไม่ทราบแน่ชัดว่าสไปโนซอร์ที่เคยอาศัยอยู่ในประเทศไทยมีความหลากหลายมากน้อยเพียงใด
คำถามเหล่านี้จึงนำไปสู่การค้นหาหลักฐานจากส่วนอื่นของร่างกาย ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยของ ผศ. ดร.อดุลย์ สมาธิ ได้ลงพื้นที่สำรวจแหล่งขุดค้นในหมวดหินเสาขัว ครอบคลุมหลายจังหวัดในภาคอีสาน และค้นพบชิ้นส่วนกระดูกของสไปโนซอร์ต่าง ๆ เพิ่มเติมจาก 6 แหล่งขุดค้น ได้แก่
- ขอนแก่น (หลุม 9 หินลาดยาว อ.ภูเวียง): พบชิ้นส่วนข้อเท้า นิ้วเท้า และกระดูกหาง
- ขอนแก่น (หลุม 5 ซำหญ้าคา อ.ภูเวียง): พบชิ้นส่วนกระดูกสันหลังส่วนคอ ลำตัว หาง และฟันของลูกสไปโนซอร์
- หนองบัวลำภู (แหล่งภูวัด): พบกระดูกสันหลังส่วนหลังตอนหน้าของลูกสไปโนซอร์
- กาฬสินธุ์ (แหล่งภูเป้ง): พบกระดูกนิ้วมือ กระดูกฝ่าเท้า และกระดูกหาง
- ชัยภูมิ (แหล่งห้วยยาง): พบกระดูกสันหลังส่วนสะโพก 2 ชิ้นที่เชื่อมติดกัน
- ขอนแก่น (หลุม 11 อ.ภูเวียง): พบชิ้นส่วนกรามพร้อมฟัน


แน่นอนว่าการค้นพบที่เพิ่มขึ้นจากหลายแหล่งขุดค้นทำให้ภาพของสไปโนซอร์ในประเทศไทยชัดเจนขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า ชิ้นส่วนกระดูกทั้งหมดที่ค้นพบนี้เป็นของสยามโมซอรัสชนิดเดียวหรือไม่?
น่าเสียดายที่ขณะนี้ทีมวิจัยเองก็ยังไม่สามารถให้คำตอบได้อย่างชัดเจน เนื่องจากสยามโมซอรัสถูกตั้งชื่อและบรรยายจำแนกโดยอ้างอิงจากฟันเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การจะเชื่อมโยงกระดูกส่วนต่าง ๆ ที่ค้นพบว่าเป็นของสยามโมซอรัสจึงเป็นไปได้ยาก
นอกจากข้อจำกัดดังกล่าวแล้ว การศึกษาในระยะหลังก็ยังพบรายละเอียดที่ทำให้ภาพของสไปโนซอร์ในประเทศไทยซับซ้อนขึ้น งานวิจัยล่าสุดพบขอบซี่หยักขนาดเล็กบริเวณด้านหน้าของฟันสยามโมซอรัส ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่เคยมีรายงานมาก่อน ขณะเดียวกัน กระดูกสันหลังบางชิ้นจากหลุม 5 ซำหญ้าคา ก็มีลักษณะคล้ายกับสไปโนซอร์กลุ่ม Baryonychinae
อย่างไรก็ตาม การคลี่คลายปริศนาเหล่านี้จำเป็นต้องมีหลักฐานที่เชื่อมโยงฟันเข้ากับโครงกระดูก เหตุนี้เองที่ทำให้การค้นพบล่าสุดที่หลุมขุดค้นที่ 11 อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ถูกพูดถึงมากเป็นพิเศษ เพราะขณะนี้ทีมวิจัยของผศ.ดร.อดุลย์ กำลังศึกษาชิ้นส่วนกรามพร้อมฟันที่พบ และหากการศึกษาสามารถยืนยันได้ว่ากรามและฟันชิ้นนี้สามารถเชื่อมโยงกับสยามโมซอรัสหรือสไปโนซอร์กลุ่มใด ฟอสซิลชิ้นนี้จะกลายเป็น ชิ้นส่วนกะโหลกชิ้นแรกของสไปโนซอร์ที่ค้นพบในทวีปเอเชีย และเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาเรื่องราวของไดโนเสาร์กลุ่มสไปโนซอร์ต่อไปในอนาคต
ใต้ผืนดินของห้วยประตูตีหมา กับเรื่องราวจากโลกเมื่อกว่า 100 ล้านปี
A new sauropod dinosaur from Huai Pratu Tee Ma, the Early Cretaceous Sao Khu Formation, Khon Kaen Geopark โดย ดร.วราวุธ สุธีธร

ห้วยประตูตีหมาเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของประวัติศาสตร์การค้นพบไดโนเสาร์ในประเทศไทย เพราะเป็นสถานที่ที่มีการค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ชิ้นแรกของประเทศเมื่อปีพ.ศ. 2519 และหลังจากที่ดร.วราวุธ สุธีธรและทีมขุดศึกษาฟอสซิลในตัดสินใจหยุดขุดค้นฟอสซิลในอุทยานแห่งชาติภูเวียงช่วงปีพ.ศ. 2536 พื้นที่แห่งนี้ก็ไม่มีการขุดค้น จนกระทั่งปีพ.ศ. 2567 ทีมวิจัยที่นำโดยดร.สุรเวช สุธีธร ได้กลับมาสำรวจและขุดค้นบริเวณหลุมขุดค้นที่ 3 อีกครั้งในรอบ 30 ปี พร้อมด้วยเครื่องมือขนาดใหญ่ที่ช่วยเปิดชั้นหินที่แข็งและเข้าถึงชิ้นส่วนฟอสซิลได้มากกว่าเดิม


ดร.วราวุธ เล่าว่าการขุดค้นครั้งใหม่นี้นำไปสู่การค้นพบกระดูกไดโนเสาร์จำนวนมากกว่า 200 ชิ้น ซึ่งเมื่อนำมาจัดเรียงและวิเคราะห์ตำแหน่งการกระจายตัวของกระดูกแล้ว ทีมวิจัยพบว่า ฟอสซิลชุดนี้ประกอบไปด้วยกระดูกจากหลายไดโนเสาร์ซอดณพอดหลายส่วน ทั้งกระดูกคอ กระดูกสันหลัง กระดูกซี่โครง กระดูกสะโพก และกระดูกหาง
แต่สิ่งที่ทำให้การค้นพบจากหลุม 3 ครั้งนี้น่าสนใจนั้น คือลักษณะของกระดูกที่แตกต่างไปจากไดโนเสาร์ตัวก่อน ๆ ที่เคยพบในประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับภูเวียงโกซอรัส ซึ่งเป็นซอโรพอดที่พบในแหล่งเดียวกัน กระดูกของตัวอย่างใหม่นี้มีขนาดใหญ่กว่าภูเวียงโกซอรัสเกือบสองเท่า และมีลักษณะของกระดูกซี่โครงที่มีโพรงภายใน ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่เคยพบในกระดูกของซอโรพอดจากประเทศไทยที่ศึกษาไว้ก่อนหน้านี้
ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้ดร.วราวุธและทีมวิจัยเชื่อว่าตัวอย่างจากหลุม 3 นี้น่าจะเป็นไดโนเสาร์ซอโรพอดชนิดใหม่ อย่างไรก็ตาม การค้นพบนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษา ทีมนักวิจัยยังจำเป็นต้องเปรียบเทียบกระดูกแต่ละชิ้นกับตัวอย่างจากแหล่งอื่นอย่างละเอียด ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดไว้ งานวิจัยอาจได้รับการตีพิมพ์ภายในปีนี้หรือต้นปีถัดไปอย่างแน่นอน
รักษาร่องรอยอดีต เพื่อส่งต่อคุณค่าแห่งอนาคต
การศึกษาสถานการณ์แหล่งซากดึกดําบรรพ์ทีขึนทะเบียน ตามมาตรา 14แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดําบรรพ์ พ.ศ. 2551 เพือการอนุรักษ์ คุ้มครองและการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ณัฐธนากร สงประชา
นอกเหนือจากการศึกษาวิจัยทางบรรพชีวินวิทยา อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของกรมทรัพยากรธรณีคือการสงวน อนุรักษ์ และคุ้มครองแหล่งซากดึกดำบรรพ์ของประเทศผ่านกลไกทางกฎหมาย โดยเฉพาะการประกาศขึ้นทะเบียนพื้นที่อนุรักษ์ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดไว้ว่า พื้นที่นั้นจะต้องมีความสำคัญทางวิชาการเข้าข่ายอย่างน้อย 1 ใน 6 หลักเกณฑ์ เช่น เป็นแหล่งที่ค้นพบชนิดใหม่เป็นครั้งแรกของโลก มีฟอสซิลดัชนีระบุอายุชั้นหินชัดเจน มีความหนาแน่นของฟอสซิล หรือเป็นแหล่งฟอสซิลสัตว์มีกระดูกสันหลังที่สมบูรณ์
คุณณัฐนากร สงประชา นักธรณีวิทยาปฏิบัติการ ส่วนอนุรักษ์และจัดการซากดึกดำบรรพ์ กองคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ กรมทรัพยากรธรณี เล่าว่า กระบวนการประกาศขึ้นทะเบียนแหล่งคุ้มครองทางกฏหมายนั้น จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายและการสำรวจรังวัดเขตพื้นที่อย่างรัดกุม เพื่อกำหนดพื้นที่เท่าที่จำเป็นและไม่ให้กระทบสิทธิของประชาชนในพื้นที่
โดยปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่ขึ้นทะเบียนตามมาตรา 14 แล้วจำนวน 28 แหล่งกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ แบ่งเป็น
- แหล่งซากดึกดำบรรพ์สัตว์มีกระดูกสันหลัง 9 แหล่ง
- แหล่งซากดึกดำบรรพ์สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง 9 แหล่ง
- แหล่งรอยตีนสัตว์ดึกดำบรรพ์ 7 แหล่ง
- แหล่งซากดึกดำบรรพ์พืช 3 แหล่ง
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในปัจจุบันยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านงบประมาณและกำลังคน ขณะที่พื้นที่คุ้มครองเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 เป็นต้นมา กรมทรัพยากรธรณีได้ปรับยุทธศาสตร์มาใช้ “แผนพัฒนาเชิงบูรณาการพื้นที่แหล่งซากดึกดำบรรพ์” เพื่อดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าของที่ดิน ชุมชน และโรงเรียน เข้ามาร่วมวางแผนอนุรักษ์และพัฒนาตั้งแต่เริ่มต้น โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงธรณีวิทยาสู่ชุมชน ผ่านการสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น การผลิตคู่มือสำหรับมัคคุเทศก์น้อย ตลอดจนการสร้างอัตลักษณ์ชุมชนจากฟอสซิล เช่น กรณีศึกษาแหล่งท่ากระดาน จ.กาญจนบุรี ที่นำหมึกโบราณนอติลอยด์มาต่อยอดเป็นสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยว
คุณณัฐนากร ทิ้งทายถึงความท้าทายนี้ว่า ท่ามกลางภัยธรรมชาติที่อาจสร้างความเสียหายแก่ตัวอย่างฟอสซิล โดยเฉพาะ “แหล่งรอยตีนสัตว์ดึกดำบรรพ์” ที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำกัดเซาะ การคุ้มครองมรดกทางธรรมชาติเหล่านี้จึงไม่อาจพึ่งพาแค่ข้อบังคับทางกฎหมาย แต่จำเป็นต้องอาศัยการปลูกจิตสำนึกและการร่วมมือของคนในท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนสามารถดูแลและต่อยอดมรดกซากดึกดำบรรพ์ได้อย่างยั่งยืน
การคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ที่แท้จริง จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ผู้คนมองเห็นคุณค่าของมรดกใต้ผืนดิน และร่วมกันรักษาเรื่องราวจากอดีต เพื่อให้คนรุ่นต่อไปได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับมัน
อย่าลืมว่า จากอดีตที่ถูกบันทึกไว้ในชั้นหิน สู่อนาคตที่กำลังถูกสร้างขึ้นด้วยองค์ความรู้ วันนี้ธรณีวิทยาไม่ได้เป็นเพียงศาสตร์แห่งการศึกษาสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่คือกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล การเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยง และการรักษามรดกธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไป
การประชุมวิชาการธรณีไทย ประจําปี 2569 (GeoThai 2026) จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่แลกเปลี่ยนผลงานวิชาการ แต่เป็นภาพสะท้อนของความร่วมมือจากนักวิจัย นักวิชาการ คนรุ่นใหม่ และชุมชน ที่กำลังร่วมกันต่อยอดความรู้จากใต้พื้นพิภพ เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับประเทศไทยในวันข้างหน้า เพราะทุกชั้นหิน ทุกซากดึกดำบรรพ์ และทุกข้อมูลทางธรณีวิทยา ล้วนเป็นเรื่องราวที่กำลังบอกเราว่า การเข้าใจโลก คือจุดเริ่มต้นของการดูแลอนาคต
อ่านเพิ่มเติม : ประกาศผลประกวดภาพถ่าย “มหัศจรรย์อุทยานธรณีไทย” Amazing Geoparks Thailand Photo Contest 2026
