เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติช่วยคืนหางให้แอลลิเกเตอร์

เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติช่วยคืนหางให้ แอลลิเกเตอร์

ไม่ใช่ฮีโร่ทุกคนที่จะสวมผ้าคลุม เพราะบางคนก็มาพร้อมกับหางเทียมเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ขาด ขอเชิญพบกับมิสเตอร์สตับบส์ แอลลิเกเตอร์ สายพันธุ์อเมริกันที่สูญเสียหางไปเมื่อหลายปีก่อน ระหว่างการถูกขนส่งโดยพวกลักลอบค้าสัตว์แปลกผิดกฎหมาย

หลังถูกพบอยู่หลังรถบรรทุกพร้อมๆ กับสัตว์ตัวอื่นในปี 2013 มิสเตอร์สตับบส์ถูกนำตัวมาที่สถานสงเคราะห์สัตว์เลื้อยคลาน Phoenix สัตวแพทย์พยายามใส่หางใหม่ให้แก่มัน โดยในตอนนั้นเป็นทางเทียมที่ได้มาจากแอลลิเกเตอร์ขนาดพอๆ กันที่ตายไปแล้ว ทว่าหางใหม่เข้ากับมิสเตอร์สตับบส์ไม่ได้ และยิ่งทำให้มันเคลื่อนที่ได้ยากลำบากขึ้น

วันเวลาผ่านมาห้าปี ในที่สุดเทคโนโลยีการสแกนและการพิมพ์สามมิติก็เข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ Justin Georgi ศาสตราจารย์วิชากายวิภาคศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมิดเวสเทิร์น ในเมืองเกล็นเดล รัฐอริโซนา ร่วมมือกับนักศึกษาปริญญาโทในโปรเจคดังกล่าว พวกเขาตัดสินใจลองเปลี่ยนหางของมิสเตอร์สตับบส์ โดยดึงบริษัทท้องถิ่นที่ชื่อ STAX3D เข้ามาช่วยเหลือ พวกเขาใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Artec 3D scanner เพื่อสร้างโมเดลความละเอียดสูงของหางขึ้นมา จากนั้นทีมงานจึงปรับโมเดลดังกล่าวให้มีความเหมาะสมกับขนาดร่างกายของมิสเตอร์สตับบส์ ก่อนที่จะพิมพ์ออกมาด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ

แอลลิเกเตอร์
ขอบคุณภาพจาก digitaltrends.com

นับเป็นโชคดีที่มิสเตอร์สตับบส์เข้ากันกับหางใหม่ได้ดีมาก นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่แอลลิเกเอตร์ตัวนี้สามารถว่ายน้ำได้คล่องแคล่ว และเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเข้าไปหาอาหารได้อีกครั้ง ด้านทีมงานเองพวกเขามั่นใจว่าด้วยหางใหม่นี้จะช่วยให้มิสเตอร์สตับบส์กลับไปอาศ้ยอยู่ยังตามธรรมชาติได้ในสักวันหนึ่ง

เท่านั้นยังไม่พอแอลลิเกเตอร์ผู้มีหางเทียมตัวนี้ยังกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ใครหลายคนรู้สึกมั่นใจขึ้นเมื่อต้องสวมใส่อวัยวะเทียมอีกด้วย ซึ่งทาง Georgi เองระบุว่ามันเป็นเรื่องยอดเยี่ยมมากที่ได้ยินเช่นนั้น

ได้เห็นมิสเตอร์สตับบส์กลับมาเคลื่อนไหวได้ดังเดิมเช่นนี้ เชื่อกันว่าเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติจะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือสัตว์และมนุษย์พิการอื่นๆ ในอนาคตอย่างแน่นอน

เรื่อง Richie Hertzberg

แอลลิเกเตอร์
ขอบคุณภาพจาก digitaltrends.com

 

อ่านเพิ่มเติม

สำรวจโลก: พิมพ์อวัยวะเพื่อคุณคนใหม่

เรื่องแนะนำ

ทะเลร้อนคร่าแปซิฟิก

เรื่อง เครก เวลช์ ภาพถ่าย พอล นิกเคลน ช่วงปลายปี 2013 บริเวณน้ำอุ่นอันน่าพิศวงเริ่มก่อตัวขึ้นในอ่าวอะแลสกา ระบบความกดอากาศสูงที่คงอยู่นานสะกดพายุให้สงบนิ่ง โดยปกติแล้วลมจะพัดกวนให้ผิวทะเลเย็นลง ในทำนองเดียวกับที่การเป่ากาแฟร้อนๆช่วยคายความร้อนออกมา แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ความร้อนภายใน “มวลน้ำอุ่นยักษ์” นี้กลับสะสมตัวขึ้น และแปรสภาพไปเป็นบริเวณกว้างกว่าเดิมโดยเลียบไปตามชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ ในบางบริเวณอุณหภูมิของน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ย 4 องศาเซลเซียส  ในช่วงสูงสุด มวลน้ำอุ่นนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 9 ล้านตารางกิโลเมตร จากเม็กซิโกถึงอะแลสกา คิดเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศเสียอีก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งทำให้โลกอุ่นขึ้นมีส่วนก่อให้เกิดเหตุการณ์นี้หรือไม่ ไม่มีใครรู้แน่ชัด แนวคิดที่ยังถกเถียงกันอยู่แนวคิดหนึ่งเสนอว่า น้ำแข็งทะเลในแถบอาร์กติกซึ่งหดหายไปอย่างรวดเร็วทำให้กระแสลมกรดขั้วโลก (polar jet stream) แปรปรวนมากขึ้น เอื้อให้ระบบลมฟ้าอากาศคงอยู่นานขึ้น ทฤษฎีซึ่งเป็นที่ยอมรับมากกว่าชี้ว่า ความร้อนนี้เป็นผลจากความผันผวนตามปกติของบรรยากาศในกระแสลมกรดซึ่งความอบอุ่นในเขตร้อนกระตุ้นให้เกิดขึ้น แต่แม้กระทั่งนักวิจัยผู้สนับสนุนทฤษฎีหลังนี้ก็ไม่จำเป็นต้องตัดบทบาทรองของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกไป พฤติกรรมประหลาดนี้ทำความเข้าใจได้ยาก เพราะมหาสมุทรขนาดใหญ่แห่งนี้ยุ่งเหยิงมาก รูปแบบที่คาบเกี่ยวกันซึ่งคงอยู่ได้นานหลายทศวรรษ ควบคุมการแกว่งของอุณหภูมิ  ทุกๆสองสามปีหรืออาจถึงทศวรรษ มหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกเปลี่ยนจากบริเวณน้ำเย็นที่อุดมด้วยอาหารเป็นบริเวณที่น้ำอุ่นขึ้น อันเป็นวัฏจักรที่เรียกว่า การผันผวนทุกสิบปีของมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Decadal Oscillation) ปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ทวีปอเมริกาเหนือมีอุณหภูมิสูงขึ้น กระแสน้ำสายหลักในมหาสมุทรกระแสหนึ่ง คือกระแสน้ำแคลิฟอร์เนีย นำน้ำเย็นจากแคนาดาลงไปทางใต้ถึงบาฮากาลีฟอร์เนีย ตลอดเส้นทางนั้นลมพัดน้ำอุ่นบนพื้นผิวออกนอกชายฝั่ง ทำให้น้ำทะเลที่เย็นและอุดมสารอาหารมากกว่าลอยตัวขึ้นจากด้านล่าง […]

แมลงสาบมีดีอะไรถึงอยู่มาได้หลายล้านปี ชมคลิปวิดีโอที่เผยความทรหดทนทายาดของสัตว์ที่ได้ชื่อว่า อึดที่สุดชนิดหนึ่งในโลก

แมลงสาบคือสัตว์จอมทรหดที่แทบไม่มีอะไรหยุดยั้งได้ ชมการทดสอบด่านพิสูจน์ความอึดของแมลงสาบภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ด่านแรก: การแทรกตัวผ่านช่องแคบ 3 มิลลิเมตร ผล:  คุณแทบหยุดยั้งพวกมันไม่ได้   ด่านที่สอง: แมลงสาบวิ่งผ่านอุโมงค์ความสูงต่างๆ ตั้งแต่  12 / 9 / 6 และ 4 มิลลิเมตร ผล:  คุณจับไม่ได้  ไล่ไม่ทัน  แมลงสาบสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดถึง 50 ความยาวช่วงตัวต่อวินาที เทียบเท่ากับมนุษย์วิ่งด้วยความเร็ว 200 ไมล์ (321 กิโลเมตร) ต่อชั่วโมง และมีเพียงที่ว่างแคบๆเท่านั้นจะชะลอความเร็วของมันได้   ด่านที่สาม: ทดสอบแรงอัด โจทย์:  แมลงสาบสามารถต้านทานแรงอัดมากกว่า 900 เท่าของน้ำหนักตัวได้โดยปราศจากการบาดเจ็บ และพวกมันยังใช้เวลาฟื้นตัวสั้นมาก   บทสรุปและบทเรียน: ความสามารถขั้นเทพเหล่านี้ของแมลงสาบเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิจัยพัฒนาหุ่นยนต์ที่ปฏิบัติภารกิจค้นหาและช่วยเหลือที่ในอนาคตอาจนำไปใช้ค้นหาผู้รอดชีวิตในพื้นที่คับแคบในเวลาอันรวดเร็ว หมายเหตุ:  ไม่มีแมลงสาบตัวใดในการทดลองนี้ได้รับอันตราย… เพราะอะไรนะหรือ คุณก็เห็นแล้วว่าพวกมันทนทายาดขนาดไหน   อ่านเพิ่มเติม : ปลา “เดิน” ได้ไม่ได้มีแค่ปลาตีนกับปลาหมอ นะครัช มารู้จักกับปลาหิน […]