สัตว์มหัศจรรย์เหล่านี้สูญพันธุ์เพราะมนุษย์ - National Geographic Thailand

สัตว์มหัศจรรย์เหล่านี้สูญพันธุ์เพราะมนุษย์

ภาพจากภาพยนตร์ Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald
ขอบคุณภาพจาก https://www.hypable.com/baby-niffler-augurey-fantastic-beasts/

 

สัตว์มหัศจรรย์ เหล่านี้สูญพันธุ์เพราะมนุษย์

ทุกชีวิตบนโลกคือความมหัศจรรย์ในตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด สรรพชีวิตปรับตัวและมีหนทางของมันในทุกหนแห่ง ตั้งแต่บนอากาศจรดใต้ห้วงมหาสมุทร เรียกได้ว่าบนดาวเคราะห์ดวงนี้แทบไม่มีพื้นที่ใดที่ไม่มีสิ่งมีชีวิต เว้นก็แต่บริเวณทะเลทรายอาตากามาในเปรูและชิลี เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวแห้งแล้งมากจนไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ได้ บางพื้นที่ของทะเลทรายไม่มีฝนตกมานานถึงสิบปี ทั้งผืนดินก็ยังมีความเป็นกรดสูง

และเพราะชีวิตอัศจรรย์ใจเช่นนี้ นักวิทยาศาสตร์มากมายจึงพยายามปกป้องและอนุรักษ์ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตเอาไว้ให้ได้มากที่สุด หากย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายปีก่อน ประเด็นการอนุรักษ์และพิทักษ์สัตว์ป่ามีเพียงนักวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ให้ความสำคัญ แต่ปัจจุบันจากการเข้าถึงสื่อ และความพยายามของหลายองค์กรได้ช่วยกันสร้างความตระหนักถึงชีวิตอื่นๆ ร่วมโลกในประชาชนทั่วไปมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอันยาวนาน ที่เรากำหนดขอบเขตการใช้และรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

รายนามต่อไปนี้คือชีวิตมหัศจรรย์ก่อนการมาถึงของประเด็นอนุรักษ์ ปัจจุบันร่องรอยของพวกมันหลงเหลือเพียงแค่บันทึกและภาพเขียนหรือภาพถ่ายเท่านั้น สถานะ “ไม่มีตัวตน” ของพวกมันช่างคล้ายคลึงกับสัตว์มหัศจรรย์ในโลกเวทมนต์ของภาพยนตร์ Fantastic Beasts จะต่างกันก็ตรงที่เมื่อครั้งหนึ่งโลกเคยมีพวกมัน

 

นกพิราบพาสเซนเจอร์ (Passenger Pigeon)

สัตว์มหัศจรรย์
ภาพถ่ายของมาร์ธา นกพิราบพาสเซนเจอร์ตัวสุดท้าย
ภาพถ่ายโดย Robb Kendrick

ย้อนกลับไปเมื่อ 500 ปีก่อน ท้องฟ้าของอเมริกาเหนือเต็มไปด้วยนกพิราบพาสเซนเจอร์หลายล้านตัว แต่แล้วจำนวนของพวกมันก็เริ่มลดลง พร้อมกับการมาถึงของชาวตะวันตก นกชนิดนี้ชอบจับกลุ่มอยู่เป็นฝูง ยิ่งทำให้การล่าแต่ละครั้งได้นกปริมาณมาก นอกจากนั้นการขยายพื้นที่การเกษตรและฟาร์มปศุสัตว์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้นกพิราบพาสเซนเจอร์ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดเมื่อปี 1914 นกพิราบพาสเซนเจอร์ตัวสุดท้ายเพศเมียที่ชื่อ มาร์ธา ซึ่งถูกเลี้ยงไว้ที่สวนสัตว์ซินซินนาติได้ตายลง เป็นอันปิดฉากชีวิตของสัตว์สายพันธุ์นี้ตลอดกาล

 

แรดดำตะวันตก (Western black rhinoceros)

สัตว์มหัศจรรย์
ภาพถ่ายของแรดดำตะวันตก
ขอบคุณภาพจาก https://www.savetherhino.org/rhino-species/black-rhino/western-black-rhino-declared-extinct-in-2011-journalists-reporting-news-two-years-later/

สายพันธุ์ย่อยของแรดดำนี้ถูกล่าอย่างหนักในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 พวกมันมีถิ่นอาศัยกระจัดกระจายในทุ่งหญ้าสะวันนาของแอฟริกาตะวันตก ย้อนกลับไปเมื่อปี 1980 ประชากรแรดดำตะวันตกในขณะนั้นเหลือเพียงแค่หลักร้อยเท่านั้น และอีก 20 ปีต่อมาจำนวนก็ลดลงเหลือเพียงแค่ 10 ตัว และเหลือเพียง 5 ตัวในปีต่อมา จนกระทั่งในปี 2006 ทางเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจตามหาประชากรแรดดำตะวันตก แต่กลับไม่พบ ในที่สุด IUCN จึงออกมาประกาศการสูญพันธุ์ของมันอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2011 และปัจจุบันชะตากรรมของแรดขาวเหนือกำลังจะตามรอยพวกมันไป ทุกวันนี้เหลือแรดขาวเหนือเพียงแค่ 2 ตัวเท่านั้น โดยเป็นตัวเมียทั้งคู่

 

ควากกา (Quagga)

สัตว์มหัศจรรย์
ภาพเขียนของควากกา เผยแพร่โดยวิกิพีเดีย

ควากกาช่างดูเหมือนสัตว์ครึ่งม้าลายครึ่งม้า เพราะมันมีลวดลายถึงแค่บริเวณต้นคอ ควากกามีถิ่นอาศัยในแอฟริกาใต้ ในศตวรรษที่ 19 เมื่อชาวเนเธอร์แลนด์เข้ามาล่าอาณานิคมในแอฟริกาใต้ ควากกาถูกล่าอย่างหนักเพื่อเอาเนื้อและหนัง มีบันทึกไว้ว่าควากกาตัวสุดท้ายในธรรมชาติ ถูกยิงตายในปี 1878 ส่วนควากกาเลี้ยงตัวสุดท้ายที่เป็นเพศเมียตายลงที่สวนสัตว์อัมสเตอร์ดัม เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ปี 1883 ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์มีความพยายามที่จะคืนชีพควากกาให้กลับมาอีกครั้ง หลังพบดีเอ็นเอของมันหลงเหลืออยู่ในตัวในม้าลายธรรมดา

 

เพียงพอนทะเล (Sea Mink)

สัตว์มหัศจรรย์
ภาพเขียนของเพียงพอนทะเล เผยแพร่โดยพิพิธภัณฑ์รัฐนิวยอร์ก

เพียงพอนทะเลมีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณอ่าวทางตะวันออกของอเมริกาเหนือ อันที่จริงเพียงพอนทะเลเพิ่งจะถูกจัดเป็นสัตว์อีกสายพันธุ์หนึ่งก็เมื่อปี 1903 หลังจากมันสูญพันธุ์ไปแล้ว โดยแยกออกมาจากเพียงพอนอเมริกาญาติผู้ใกล้ชิดของมัน เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาว 2.5 ฟุต และมีขนสีแดงกว่า เพียงพอนทะเลถูกล่าอย่างหนักจากธุรกิจค้าขายขนสัตว์ จนในที่สุดพวกมันก็สูญพันธุ์ไปในปลายศตวรรษที่ 19 หลงเหลือแต่เพียงบันทึกและโครงกระดูกจากนักธุรกิจค้าขนสัตว์ ตลอดจนคำบอกเล่าของชนพื้นเมืองอเมริกันเท่านั้น โดยพิจารณาจากโครงสร้างของร่างกายแล้ว เพียงพอนทะเลถือว่าเป็นเพียงพอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเพียงพอนทั้งหมด

 

เสือแทสเมเนีย (Tasmanian tiger)

สัตว์มหัศจรรย์
ภาพถ่ายของเสือแทสเมเนีย
ขอบคุณภาพจาก Popperfoto/Getty

พิจารณาจากรูปภาพของเสือแทสเมเนีย หลายคนคงเข้าใจว่านี่คือสุนัข ชื่อของมันมาจากลายทางด้านหลังคล้ายเสือ ในขณะที่หน้าตาคล้ายสุนัขก็ทำให้มันถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หมาป่าแทสมาเนียด้วยเช่นกัน แต่อันที่จริงสิ่งมีชีวิตชนิดนี้อยู่ในอันดับสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้อง (Marsupialia) ประเภทเดียวกับจิงโจ้ และโคอาลา โดยคำว่า Marsupialia มาจากภาษาละติน แปลว่า กระเป๋า หรือ ถุง พวกมันมีถิ่นอาศัยในออสเตรเลียและถูกล่าจนลดจำนวนลงไปมาก เนื่องจากเข้าไปรบกวนฟาร์มปสุสัตว์ ในปี 1936 เสือแทสเมเนียถูกประกาศให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งในปีเดียวกันนั้นเอง เสือแทสเมเนียตัวสุดท้ายได้ตายลงที่สวนสัตว์ Hobart และต่อมา IUCN ออกประกาศการสูญพันธุ์อย่างเป็นทางการในปี 1982

 

นกโดโด (Dodo)

สัตว์มหัศจรรย์
นกโดโดถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยากรุงลอนดอน
ภาพถ่ายโดย H M Cotterill/Flickr

ชาวตะวันตกมีคำว่า “Dead as dodo” ใช้เน้นว่าตายเรียบไม่มีเหลือ ชะตากรรมของเจ้านกอ้วนป้อมที่บินไม่ได้เหล่านี้คือความผิดของมนุษย์ล้วนๆ เดิมทีพวกมันอาศัยอยู่อย่างสงบสุขบนเกาะมอริเชียสมานานหลายพันปีเพราะไม่มีผู้ล่าใดมาคุกคาม จนเมื่อคณะเดินทางจากโปรตุเกสไปพบเข้าและเริ่มล่านกโดโดเป็นอาหาร บันทึกชาวเรือแรกสุดเกี่ยวกับนกโดโดเกิดขึ้นในปี 1598 และต่อมาเมื่อมีเรือเดินสมุทรเดินทางจากโปรตุเกส, ดัทช์ และบริติชเดินทางไปยังเกาะแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ สุนัข แมว และสัตว์อื่นๆ ที่เดินทางมากับเรือก็ล่านกโดโดเป็นอาหารร่วมกับมนุษย์ ทั้งยังแพร่พันธุ์ทำลายแหล่งวางไข่ของนกเจ้าถิ่นอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดนกโดโดก็สูญพันธุ์ไปจากโลก

 

(อ่านต่อได้ ที่นี่)

 

เรื่องแนะนำ

ฟอสซิลไข่เทอโรซอร์หลายร้อยใบถูกพบในจีน

ฟอสซิลไข่เทอโรซอร์ หลายร้อยใบถูกพบในจีน เป็นครั้งแรกของโลกที่นักบรรพชีวินวิทยาซึ่งกำลังลงพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีนค้นพบ ฟอสซิลไข่เทอโรซอร์ โบราณนับร้อยใบ เจ้าของไข่เหล่านี้คือเทอโรซอร์ สัตว์เลื้อยคลานบินได้ที่มีชีวิตอยู่ในยุคไดโนเสาร์ และภายในไข่บางใบมีฟอสซิลของตัวอ่อนเทอโรซอร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด เท่าที่เคยมีการค้นพบมา แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะศึกษาเทอโรซอร์มานานมากกว่า 2 ศตวรรษ แต่ไม่เคยมีรายงานการพบไข่มาก่อน จนกระทั่งในต้นศตวรรษที่ 20 มีการพบฟอสซิลของไข่บ้างประปรายเฉลี่ยน้อยกว่าหนึ่งโหลต่อปี ต้องขอบคุณบรรดานักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยบรรพชีวินวิทยาในจีนสำหรับการค้นพบในครั้งล่าสุดนี้ ที่ค้นพบฟอสซิลไข่จำนวน 215 – 300 ใบเลยทีเดียว Xiaolin Wang หัวหน้าการวิจัยเล่าว่า ทีมของเขายังพบตัวอ่อนของเทอโรซอร์อีก 16 ตัวภายในไข่และเชื่อว่ายังมีไข่อีกมากที่ยังซ่อนตัวอยู่ในก้อนหิน รอให้พวกเขาไปค้นพบ รายงานดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยสารวาร Science “มันเป็นปรากฏการณ์การค้นพบที่หายากมาก” David Hone นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยลอนดอนกล่าว “วิทยาศาสตร์เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และการค้นพบครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง” ไข่ที่ค้นพบน่าจะเป็นของเทอโรซอร์สายพันธุ์ Hamipterus tianshanensis ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าในอดีตเมื่อร้อยล้านปีก่อน พวกมันมีชีวิตอยู่ในบริเวณที่เป็นภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ในปัจจุบันมันเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่บินได้ ด้วยระยะห่างระหว่างปีกทั้งสองข้างเมื่อโตเต็มที่ จะมีความยาวถึง 10 ฟุต เชื่อกันว่าพวกมันอาศัยอยู่ใกล้กับน้ำ จับปลาเป็นอาหาร และมีพฤติกรรมคล้ายกับนกกระสาในปัจจุบัน “บริเวณที่ค้นพบอยู่ในทะเลทรายโกบี ที่นั่นมีลมแรง เต็มไปด้วยผืนทรายกว้าง มีสิ่งมีชีวิตและพืชอาศัยอยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น” Shunxing […]

ทักษะการพรางตัวอันน่าทึ่งของหมึกกระดอง

ทักษะการพรางตัวอันน่าทึ่งของหมึกกระดอง เจ้าพวกนี้คือลูกหมึกกระดองลายเสือ จากอควาเรียม Den Bla Planet ในกรุงโคเปนเฮเนกน เมืองหลวงของเดนมาร์ก แต่อย่าประมาทว่าพวกมันเป็นแค่เพียงตัวอ่อน เพราะหมึกกระดองเหล่านี้มีทักษะการพรางตัวและลอกเลียนแบบอันน่าทึ่งอยู่ในสายเลือด และที่เห็นอยู่นี้พวกมันกำลังแปลงกายเป็นปูเสฉวน ด้วยปุ่มเล็กๆ บนผิวหนังที่มีชื่อเรียกว่า Papille และกล้ามเนื้อสองประเภทของหมึกทำหน้าที่สำคัญที่ช่วยให้การลอกเลียนแบบเป็นไปอย่างแนบแนียน หนึ่งคือกล้ามเนื้อลายที่มีลักษณะเหมือนกล้ามเนื้อของเรา ช่วยให้หมึกกระดองยกปุ่มบนผิวของมันขึ้นอย่างรวดเร็ว สองคือกล้ามเรียบซึ่งช่วยให้ร่างกายของมันคงรูปร่างเช่นนั้นไว้ได้นานนับชั่วโมง โดยใช้พลังงานเพียงน้อยนิดเท่านั้น ซึ่งช่วยให้การพรางตัวหรือลอกเลียนแบบสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น   อ่านเพิ่มเติม โลมาปากขวดดับอนาถ หมึกติดคอ

โลกร้อน ทำเต่าเกิดใหม่มีแต่เพศเมีย

“โลกร้อน” ทำเต่าเกิดใหม่มีแต่เพศเมีย เพศของมนุษย์เราถูกกำหนดจากโครโมโซมเพศในร่างกาย แต่สำหรับสัตว์เลื้อยคลานอย่างเต่าทะเลแล้ว ลูกๆ ของพวกมันจะเกิดมาเป็นตัวผู้หรือตัวเมียนั้นขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของทรายที่ฝังกลบไข่ ในยุคสมัยที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อนกำลังเป็นปัญหาใหญ่ อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้ลูกเต่าเกิดใหม่นั้น เกิดเป็นเพศเมียเสียส่วนมาก ที่เกาะ Raine ของออสเตรเลีย เต่าตนุกำลังเผชิญกับผลกระทบนี้ เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่าอัตราส่วนของเต่าเพศเมียเทียบกับเต่าเพศผู้นั้นมีมากถึง 116 ต่อ 1 และดูเหมือนว่าปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดแต่เกิดขึ้นแล้วมาอย่างน้อย 20 ปี ณ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เองยังคงไม่ทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในวงกว้างจากภาวะโลกร้อนที่มีต่อสายพันธุ์สัตว์อื่นๆ เพราะนอกจากเต่าแล้ว จระเข้เองก็ถูกกำหนดเพศจากอุณหภูมิเช่นกัน   อ่านเพิ่มเติม : นกอายุ 67 ปี ยังคงวางไข่ได้, หนูสองตัวกลายมาเป็น 15,000 ตัวในหนึ่งปี

จิงโจ้ : เมื่อสัตว์สัญลักษณ์อันเป็นที่รัก กลายมาเป็นสัตว์รบกวน

จิงโจ้คือสัตว์สัญลักษณ์อันเป็นที่รักของออสเตรเลีย ทว่ามีชาวออสเตรเลียจำนวนไม่น้อยมองว่า พวกมันก่อปัญหา เช่น กัดกินพืชผลทางการเกษตร และก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ออสเตรเลียกำลังเผชิญกับการตัดสินใจอันยากลำบากในการจัดการกับสัตว์สัญลักษณ์จอมกระโดดชนิดนี้

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.