สัตว์มหัศจรรย์เหล่านี้สูญพันธุ์เพราะมนุษย์ - National Geographic Thailand

สัตว์มหัศจรรย์เหล่านี้สูญพันธุ์เพราะมนุษย์

ภาพจากภาพยนตร์ Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald
ขอบคุณภาพจาก https://www.hypable.com/baby-niffler-augurey-fantastic-beasts/


สัตว์มหัศจรรย์ เหล่านี้สูญพันธุ์เพราะมนุษย์

ทุกชีวิตบนโลกคือความมหัศจรรย์ในตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด สรรพชีวิตปรับตัวและมีหนทางของมันในทุกหนแห่ง ตั้งแต่บนอากาศจรดใต้ห้วงมหาสมุทร เรียกได้ว่าบนดาวเคราะห์ดวงนี้แทบไม่มีพื้นที่ใดที่ไม่มีสิ่งมีชีวิต เว้นก็แต่บริเวณทะเลทรายอาตากามาในเปรูและชิลี เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวแห้งแล้งมากจนไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ได้ บางพื้นที่ของทะเลทรายไม่มีฝนตกมานานถึงสิบปี ทั้งผืนดินก็ยังมีความเป็นกรดสูง

และเพราะชีวิตอัศจรรย์ใจเช่นนี้ นักวิทยาศาสตร์มากมายจึงพยายามปกป้องและอนุรักษ์ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตเอาไว้ให้ได้มากที่สุด หากย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายปีก่อน ประเด็นการอนุรักษ์และพิทักษ์สัตว์ป่ามีเพียงนักวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ให้ความสำคัญ แต่ปัจจุบันจากการเข้าถึงสื่อ และความพยายามของหลายองค์กรได้ช่วยกันสร้างความตระหนักถึงชีวิตอื่นๆ ร่วมโลกในประชาชนทั่วไปมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอันยาวนาน ที่เรากำหนดขอบเขตการใช้และรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

รายนามต่อไปนี้คือชีวิตมหัศจรรย์ก่อนการมาถึงของประเด็นอนุรักษ์ ปัจจุบันร่องรอยของพวกมันหลงเหลือเพียงแค่บันทึกและภาพเขียนหรือภาพถ่ายเท่านั้น สถานะ “ไม่มีตัวตน” ของพวกมันช่างคล้ายคลึงกับสัตว์มหัศจรรย์ในโลกเวทมนต์ของภาพยนตร์ Fantastic Beasts จะต่างกันก็ตรงที่เมื่อครั้งหนึ่งโลกเคยมีพวกมัน

นกพิราบพาสเซนเจอร์ (Passenger Pigeon)

สัตว์มหัศจรรย์
ภาพถ่ายของมาร์ธา นกพิราบพาสเซนเจอร์ตัวสุดท้าย
ภาพถ่ายโดย Robb Kendrick

ย้อนกลับไปเมื่อ 500 ปีก่อน ท้องฟ้าของอเมริกาเหนือเต็มไปด้วยนกพิราบพาสเซนเจอร์หลายล้านตัว แต่แล้วจำนวนของพวกมันก็เริ่มลดลง พร้อมกับการมาถึงของชาวตะวันตก นกชนิดนี้ชอบจับกลุ่มอยู่เป็นฝูง ยิ่งทำให้การล่าแต่ละครั้งได้นกปริมาณมาก นอกจากนั้นการขยายพื้นที่การเกษตรและฟาร์มปศุสัตว์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้นกพิราบพาสเซนเจอร์ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดเมื่อปี 1914 นกพิราบพาสเซนเจอร์ตัวสุดท้ายเพศเมียที่ชื่อ มาร์ธา ซึ่งถูกเลี้ยงไว้ที่สวนสัตว์ซินซินนาติได้ตายลง เป็นอันปิดฉากชีวิตของสัตว์สายพันธุ์นี้ตลอดกาล

แรดดำตะวันตก (Western black rhinoceros)

สัตว์มหัศจรรย์
ภาพถ่ายของแรดดำตะวันตก
ขอบคุณภาพจาก https://www.savetherhino.org/rhino-species/black-rhino/western-black-rhino-declared-extinct-in-2011-journalists-reporting-news-two-years-later/

สายพันธุ์ย่อยของแรดดำนี้ถูกล่าอย่างหนักในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 พวกมันมีถิ่นอาศัยกระจัดกระจายในทุ่งหญ้าสะวันนาของแอฟริกาตะวันตก ย้อนกลับไปเมื่อปี 1980 ประชากรแรดดำตะวันตกในขณะนั้นเหลือเพียงแค่หลักร้อยเท่านั้น และอีก 20 ปีต่อมาจำนวนก็ลดลงเหลือเพียงแค่ 10 ตัว และเหลือเพียง 5 ตัวในปีต่อมา จนกระทั่งในปี 2006 ทางเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจตามหาประชากรแรดดำตะวันตก แต่กลับไม่พบ ในที่สุด IUCN จึงออกมาประกาศการสูญพันธุ์ของมันอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2011 และปัจจุบันชะตากรรมของแรดขาวเหนือกำลังจะตามรอยพวกมันไป ทุกวันนี้เหลือแรดขาวเหนือเพียงแค่ 2 ตัวเท่านั้น โดยเป็นตัวเมียทั้งคู่

ควากกา (Quagga)

สัตว์มหัศจรรย์
ภาพเขียนของควากกา เผยแพร่โดยวิกิพีเดีย

ควากกาช่างดูเหมือนสัตว์ครึ่งม้าลายครึ่งม้า เพราะมันมีลวดลายถึงแค่บริเวณต้นคอ ควากกามีถิ่นอาศัยในแอฟริกาใต้ ในศตวรรษที่ 19 เมื่อชาวเนเธอร์แลนด์เข้ามาล่าอาณานิคมในแอฟริกาใต้ ควากกาถูกล่าอย่างหนักเพื่อเอาเนื้อและหนัง มีบันทึกไว้ว่าควากกาตัวสุดท้ายในธรรมชาติ ถูกยิงตายในปี 1878 ส่วนควากกาเลี้ยงตัวสุดท้ายที่เป็นเพศเมียตายลงที่สวนสัตว์อัมสเตอร์ดัม เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ปี 1883 ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์มีความพยายามที่จะคืนชีพควากกาให้กลับมาอีกครั้ง หลังพบดีเอ็นเอของมันหลงเหลืออยู่ในตัวในม้าลายธรรมดา

เพียงพอนทะเล (Sea Mink)

สัตว์มหัศจรรย์
ภาพเขียนของเพียงพอนทะเล เผยแพร่โดยพิพิธภัณฑ์รัฐนิวยอร์ก

เพียงพอนทะเลมีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณอ่าวทางตะวันออกของอเมริกาเหนือ อันที่จริงเพียงพอนทะเลเพิ่งจะถูกจัดเป็นสัตว์อีกสายพันธุ์หนึ่งก็เมื่อปี 1903 หลังจากมันสูญพันธุ์ไปแล้ว โดยแยกออกมาจากเพียงพอนอเมริกาญาติผู้ใกล้ชิดของมัน เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาว 2.5 ฟุต และมีขนสีแดงกว่า เพียงพอนทะเลถูกล่าอย่างหนักจากธุรกิจค้าขายขนสัตว์ จนในที่สุดพวกมันก็สูญพันธุ์ไปในปลายศตวรรษที่ 19 หลงเหลือแต่เพียงบันทึกและโครงกระดูกจากนักธุรกิจค้าขนสัตว์ ตลอดจนคำบอกเล่าของชนพื้นเมืองอเมริกันเท่านั้น โดยพิจารณาจากโครงสร้างของร่างกายแล้ว เพียงพอนทะเลถือว่าเป็นเพียงพอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเพียงพอนทั้งหมด

เสือแทสเมเนีย (Tasmanian tiger)

สัตว์มหัศจรรย์
ภาพถ่ายของเสือแทสเมเนีย
ขอบคุณภาพจาก Popperfoto/Getty

พิจารณาจากรูปภาพของเสือแทสเมเนีย หลายคนคงเข้าใจว่านี่คือสุนัข ชื่อของมันมาจากลายทางด้านหลังคล้ายเสือ ในขณะที่หน้าตาคล้ายสุนัขก็ทำให้มันถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หมาป่าแทสมาเนียด้วยเช่นกัน แต่อันที่จริงสิ่งมีชีวิตชนิดนี้อยู่ในอันดับสัตว์มีกระเป๋าหน้าท้อง (Marsupialia) ประเภทเดียวกับจิงโจ้ และโคอาลา โดยคำว่า Marsupialia มาจากภาษาละติน แปลว่า กระเป๋า หรือ ถุง พวกมันมีถิ่นอาศัยในออสเตรเลียและถูกล่าจนลดจำนวนลงไปมาก เนื่องจากเข้าไปรบกวนฟาร์มปสุสัตว์ ในปี 1936 เสือแทสเมเนียถูกประกาศให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งในปีเดียวกันนั้นเอง เสือแทสเมเนียตัวสุดท้ายได้ตายลงที่สวนสัตว์ Hobart และต่อมา IUCN ออกประกาศการสูญพันธุ์อย่างเป็นทางการในปี 1982

นกโดโด (Dodo)

สัตว์มหัศจรรย์
นกโดโดถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยากรุงลอนดอน
ภาพถ่ายโดย H M Cotterill/Flickr

ชาวตะวันตกมีคำว่า “Dead as dodo” ใช้เน้นว่าตายเรียบไม่มีเหลือ ชะตากรรมของเจ้านกอ้วนป้อมที่บินไม่ได้เหล่านี้คือความผิดของมนุษย์ล้วนๆ เดิมทีพวกมันอาศัยอยู่อย่างสงบสุขบนเกาะมอริเชียสมานานหลายพันปีเพราะไม่มีผู้ล่าใดมาคุกคาม จนเมื่อคณะเดินทางจากโปรตุเกสไปพบเข้าและเริ่มล่านกโดโดเป็นอาหาร บันทึกชาวเรือแรกสุดเกี่ยวกับนกโดโดเกิดขึ้นในปี 1598 และต่อมาเมื่อมีเรือเดินสมุทรเดินทางจากโปรตุเกส, ดัทช์ และบริติชเดินทางไปยังเกาะแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ สุนัข แมว และสัตว์อื่นๆ ที่เดินทางมากับเรือก็ล่านกโดโดเป็นอาหารร่วมกับมนุษย์ ทั้งยังแพร่พันธุ์ทำลายแหล่งวางไข่ของนกเจ้าถิ่นอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดนกโดโดก็สูญพันธุ์ไปจากโลก

นกอ๊อคใหญ่ (Great Auk)

สัตว์มหัศจรรย์
นกอ๊อคใหญ่ถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์
ขอบคุณภาพจาก http://www.todayshistory.org/tag/3-july/

เจ้านกทะเลชนิดนี้ดูคล้ายคลึงกับเพนกวิน แต่อันที่จริงพวกมันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด จะเหมือนกันก็ตรงที่บินไม่ได้ ในอดีตสามารถพบนกอ๊อคใหญ่ได้ทั่วมหาสมุทรแอตแลนติก ตั้งแต่ยุโรปตอนเหนือไปจนถึงไอซ์แลนด์ แคนาดา และสหรัฐอเมริกา และด้วยความที่มันบินไม่ได้นี่เอง นกอ๊อคใหญ่จึงถูกล่าเป็นอาหาร และล่าเอาขนมากมายจนสูญพันธุ์ ความตายของนกอ๊อคใหญ่คู่สุดท้ายบนโลกเกิดขึ้นเมื่อปี 1844 บนเกาะเบิร์ด นอกชายฝั่งไอซ์แลนด์ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พยายามสกัดเอาดีเอ็นเอจากนกอ๊อคสตัฟฟ์ในพิพิธภัณฑ์ ด้วยความหวังว่าจะสามารถสร้างตัวอ่อนของนกอ๊อคใหญ่ได้อีกครั้ง

เสือโคร่งชวา (Javan Tiger)

สัตว์มหัศจรรย์
ภาพถ่ายของเสือชวา
ขอบคุณภาพจาก https://www.extinctanimals.org/javan-tiger.htm

เสือโคร่งชวาคือสายพันธุ์ย่อยของเสือโคร่งที่มีถิ่นอาศัยในอินโดนีเซียเท่านั้น พวกมันเป็นเสือขนาดเล็ก ด้านนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าต้นกำเนิดของเสือโคร่งในอินโดนีเซียนั้นอพยพมาจากจีนเมื่อราว 50,000 ปีก่อน ในสมัยยุคน้ำแข็ง ที่ระดับน้ำทะเลลดต่ำกว่าปัจจุบันจนทำให้อินโดนีเซียเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินใหญ่ เสือโคร่งชวาถูกคุกคามอย่างหนักจากการล่าของมนุษย์ และการตัดไม้ทำลายป่าซึ่งส่งผลกระทบต่อถิ่นที่อยู่อาศัย จนกระทั่งในปี 1970 เหลือเสือโคร่งชวาในธรรมชาติเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่อุทยานแห่งชาติเมรูเบติลี ในจังหวัดชวาตะวันตก แต่หลังจากนั้นนักสำรวจพยายามออกตามหาร่องรอยของเสือโคร่งชวา เมื่อไม่พบพวกมันจึงถูกประกาศว่าสูญพันธุ์ในทศวรรษ 1900 ในขณะที่ทุกวันนี้ยังคงมีชาวบ้านอ้างว่าพบเห็นเสือโคร่งชวาในป่าอยู่บ่อยครั้ง

วัวทะเลสเตลเลอร์ (Steller’s sea cow)

สัตว์มหัศจรรย์
ภาพกราฟิกแสดงวัวทะเลสเตลเลอร์ ออกหากินตามธรรมชาติ เผยแพร่โดยวิกิพีเดีย

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่สุดในอันดับพะยูน เมื่อโตเต็มที่มันจะมีความยาว 9 เมตร และหนักถึง 3 ตัน เรียกได้ว่ามีขนาดพอๆ กับวาฬเพชฌฆาต ชื่อของมันถูกตั้งตาม Georg Wilhelm Steller นักธรรมชาติวิทยาที่ค้นพบพวกมัน หลังติดเกาะเบริง เพราะเรือสำรวจอัปปางในปี 1741 ตัวเขาบันทึกลักษณะและพฤติกรรมของมันเอาไว้ เมื่อเดินทางกลับเยอรมนี เรื่องราวของมันก็ถูกเผยแพร่ไปทั่ว ด้วยนิสัยที่ไม่ดุร้าย การเคลื่อนไหวอันเชื่องช้า และขนาดตัวมหึมาซึ่งเต็มไปด้วยเนื้อกับไขมัน ส่งผลให้วัวทะเลสเตลเลอร์ถูกล่าเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดก็สูญพันธุ์ไปในปี 1768 หรือ 27 ปี หลังชาวยุโรปค้นพบ ซึ่งเป็นระยะเวลาสั้นมาก

มนุษย์กำลังเร่งการสูญพันธุ์

ในช่วง 500 ล้านปีที่ผ่านมา มีการสูญพันธุ์ครั้งย่อย และครั้งใหญ่เกิดขึ้นมาแล้ว 5 ครั้ง สาเหตุของโศกนาฏกรรมดังกล่าวมีความหลากหลายตั้งแต่การสิ้นสุดของยุคน้ำแข็ง, การเปลี่ยนแปลงทางเคมีในมหาสมุทร, อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น ไปจนถึงการพุ่งชนโดยอุกกาบาต ดังที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อ 65 ล้านปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่การสูญพันธุ์ของสรรพชีวิตจะเกิดขึ้นเพราะอีกสิ่งมีชีวิตหนึ่ง

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 หรือครั้งต่อไปกำลังจะเกิดขึ้นเพราะมนุษย์ ไม่ใช่แค่การล่าสัตว์เท่านั้นที่เป็นสาเหตุ หากรวมไปถึงการทำลายถิ่นที่อยู่, การนำเอเลี่ยนสปีชีส์เข้าไปยังถิ่นใหม่ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ฯลฯ ทั้งหมดที่เรากำลังทำโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจนี้ส่งผลให้พืชและสัตว์หลายชนิดสูญพันธุ์ไปเร็วกว่าที่สายพันธุ์ใหม่ๆ จะวิวัฒนาการขึ้นมาได้ทัน สอดคล้องจากรายงานน่าตกใจจาก IUCN ที่เคยเผยเมื่อปี 2004 ว่าอัตราการสูญพันธุ์โดยมนุษย์กำลังพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว 100 – 1,000 เท่า เมื่อเทียบกับการสูญพันธุ์ในครั้งก่อนๆ

ทำความเข้าใจการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ทั้ง 5 ในอดีตที่ผ่านมาได้ที่นี่

นับตั้งแต่ปี 1500 เป็นต้นมามีบันทึกสายพันธุ์สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วราว 869 ชนิด จากทั้งหมดของความหลากหลายราว 5 – 30 ล้านสายพันธุ์ทั่วโลก ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง 3% เท่านั้นที่ได้รับสถานะการอนุรักษ์อย่างจริงจัง และแม้จะมีรายงานการค้นพบพืชและสัตว์สายพันธุ์ใหม่ๆ ทุกปี แต่นั่นเป็นเพียงการค้นพบสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยพบ หรือไม่เคยจำแนกมาก่อนต่างหาก หาใช่สายพันธุ์ที่วิวัฒนาการขึ้นมาใหม่

ในปี 2010 IUCN เผยรายชื่อของสิ่งมีชีวิตจำนวน 208 สายพันธุ์ที่มีความเป็นไปได้ที่จะสูญพันธุ์ไปแล้ว ในจำนวนนี้มีบางชนิดที่ไม่ถูกพบเห็นในธรรมชาติมากกว่า 10 ปี และมีอีกหลายหมื่นสายพันธุ์ที่กำลังถูกคุกคาม ในจำนวนนี้รวมถึงสัตว์ที่มีสถานะล่อแหลมเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่าง อุรังอุตังบอร์เนียว, ไพกา, นากยักษ์, เสือดาวอามูร์, เฟอเรทเท้าดำ, แรดสุมาตรา, แร้งเทาหลังขาว, ตัวนิ่ม, ซาวลา และ โลมาวากีตา เหล่านี้คือรายชื่อของสัตว์ที่อาจกลายเป็นสัตว์มหัศจรรย์ไม่มีตัวตนในอนาคต และในที่สุดแล้วมนุษย์ก็จะตกเป็นเหยื่อของสิ่งที่ตนก่อขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะไม่ว่าเราจะฉลาดล้ำหรือมีเทคโนโลยีที่ดีมากแค่ไหน สุดท้ายแล้วเราก็คือสัตว์ที่ยังต้องพึ่งพาธรรมชาติและโลก

อ่านเพิ่มเติม

สิ่งมีชีวิตไม่มีสมอง เหล่านี้ทำสิ่งที่น่าทึ่งได้

 

แหล่งข้อมูล

ประวัติศาสตร์นับศูนย์ สู่การสูญพันธุ์ครั้งที่ 6

Humans Are Exterminating Animal Species Faster Than Evolution Can Keep Up

Humans driving extinction faster than species can evolve, say experts

สัตว์สูญพันธู์

13 rare animals that are teetering on the brink of extinction

6 Animals We Ate Into Extinction

11 Animals That Are Now Extinct … And It’s Our Fault

From five billion to zero: the passenger pigeon – and other beautiful animals driven to extinction

 

เรื่องแนะนำ

การล่าสัตว์จะช่วยปกป้องสัตว์ป่าได้จริงหรือ

การล่าสัตว์จะช่วยปกป้องสัตว์ป่าได้จริงหรือ ช้างทยอยปรากฏตัวเป็นโขลงเล็กๆ  พวกมันเดินอ้อยอิ่งหาแหล่งน้ำอยู่ใกล้แอ่งที่คลุ้งไปด้วยฝุ่น ด้วยอุณหภูมิในเดือนกันยายนที่สูงถึง 40 องศาในช่วงกลางวัน ช้างจึงเดินหากินอยู่ตรงชายขอบทะเลทรายคาลาฮารี ประเทศนามิเบีย ในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าที่มีชุมชนเป็นผู้ดำเนินการชื่อ ไนไน (Nyae Nyae) ซึ่งปัจจุบันมีชนพื้นเมืองเผ่าซานราว 2,800 คนอาศัยอยู่อย่างแร้นแค้น ช้างทิ้งกิ่งไม้หักและมูลอุ่นๆไว้ตามทางที่เดินผ่านไป เมื่อได้กลิ่นเหงื่อของเราผสมกับกลิ่นหญ้าที่ถูกแดดแผดเผา พวกมันก็พากันออกวิ่งพลางส่งเสียงร้องแปร๋นๆ หนีหายไปทันที ในเวลาต่อมา ตรงขอบฟ้า ช้างอำพรางตัวอยู่ในร่มเงาของต้นอะเคเชีย  สำหรับสัตว์ตัวใหญ่ขนาดนั้น ถ้าตาไม่แหลมคมจริง คงแทบมองไม่เห็นพวกมัน และตอนนี้ดวงตาที่ว่านั้นเป็นของชายชื่อดาม นักแกะรอยชาวซานในท้องถิ่น เจ้าของรูปร่างเตี้ยล่ำ ผู้ยืนอยู่บนหลังรถแลนด์ครูสเซอร์ ดามโน้มตัวออกไปจนเกือบสุดทางด้านขวาของรถ พลางสอดส่ายสายตามองหารอยเดินบนพื้นทราย เขาตบประตูรถ  แล้วรถก็เบรกดังเอี๊ยด ดามกระโดดลงจากรถไปตรวจสอบรอยเท้า ขอบรอยมีลักษณะเป็นลอนหยักลาดเข้าด้านใน และมีวงกลมเล็กๆอยู่ตรงกลาง เขาชี้มือชี้ไม้ แล้วฟีลิกซ์ มาร์นเวกเคอเคอ พรานอาชีพและมัคคุเทศก์ในการเดินทางครั้งนี้  ก็โดดผลุงออกจากประตูด้านคนขับ  มาร์นเวกเคอในวัย 40 ปี มีร่างกายกำยำ ผิวแดงก่ำ และผมสีทอง สวมหมวกผ้าและกางเกงขาสั้น บุคลิกท่าทางแนบเนียนดูราวกับส่งตรงมาจากบริษัทคัดเลือกนักแสดง เขายืนมองรอยเท้าสักครู่ สีหน้าแสดงความกังขาแต่แล้วก็พยักหน้าเห็นพ้องด้วย ถ้าป่าทะเลทรายในไนไนเป็นบ้านของครอบครัวชาวซาน มันก็ยังเป็นบ้านของช้างป่าขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่เหลืออยู่เช่นกัน รอยเท้านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ พวกเราที่เหลือลงจากรถ  […]

ความประทับใจไม่รู้ลืมจากช่างภาพหมีแพนด้า

Ami Vitale ใช้เวลาสามปีติดตามชีวิตของหมีแพนด้าในประเทศจีน ประสบการณ์ที่เธอได้รับนั้นเต็มไปด้วยความประทับใจ และใครจะคิดว่าการถ่ายภาพแพนด้านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

ปลาหน้าตาประหลาดชนิดนี้สามารถกลั้นหายใจได้นานถึง 4 นาที!

ปลาโลงศพ (Coffinfish) ใช้เหงือกอันพองโตของมันในการเติมน้ำทะเลให้กับร่างกาย นับเป็นการค้นพบครั้งแรกในสัตว์ประเภทปลา ด้วยชื่อที่แปลกประหลาดอย่าง ‘ปลาโลงศพ’ จึงไม่น่าแปลกใจที่ ปลาทะเล หน้าตาประหลาดชนิดนี้จะมีวิวัฒนาการเพื่อให้เจริญเติบโตได้ในบริเวณก้นทะเลอันมืดมิด นักวิทยาศาสตร์ทราบอยู่ก่อนแล้วว่า สิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่บางครั้งเรียกว่า คางคกทะเล เหล่านี้ มีครีบพิเศษที่ใช้ในการ “เดิน” บนพื้นทะเล แต่ปัจจุบัน งานวิจัยชิ้นใหม่ค้นพบการปรับตัวอีกอย่างหนึ่งของปลาโลงศพ กล่าวคือ ช่องเหงือกที่พองตัวได้ทำให้ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นด้วยน้ำทะเล ทำให้พวกมันสามารถกักเก็บออกซิเจนได้มากขึ้นและยังสามารถกลั้นหายใจได้นานถึงสี่นาที พฤติกรรมที่ว่านี้ซึ่งพบเป็นครั้งแรกในปลา อาจเป็นวิธีช่วยกักเก็บพลังงานในสภาพแวดล้อมที่อาหารหายาก การศึกษาการปรับตัวของสัตว์ทะเลลึกเหล่านี้ ช่วยให้นักชีววิทยาได้เรียนรู้วิธีการอันหลากหลายที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒน์ขึ้นเพื่ออาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมสุดขั้ว ทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์พบปลาโลงศพมากกว่า 20 ชนิด ซึ่งจริง ๆ แล้วจัดอยู่ในประเภทของปลาตกเบ็ด (anglerfish) ที่ความลึกสูงสุดประมาณ 2,500 เมตร โดยพวกมันวิวัฒน์จนกลายเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นทะเลเต็มตัวโดยแทบไม่ว่ายน้ำเลย (เชิญรับชมวิดีโอ การหายใจของปลาโลงศพใต้น้ำ) ชีวิตสโลไลฟ์ใต้น้ำ  ในการศึกษาเรื่องนี้ นักวิจัยใช้วิธีชำแหละและทำซีทีแสกนตัวอย่างของปลาโลงศพที่พิพิธภัณฑ์สัตววิทยาเปรียบเทียบ ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นอกจากนี้พวกเขายังได้ศึกษาฟุตเทจบันทึกภาพพฤติกรรมของปลาโลงศพหลายชนิดที่ได้จากโดรนใต้น้ำของสำนักงานบริหารมหาสมุทรและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือโนอา ผลการวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Fish Biology พบว่า ช่องเหงือกของคางคกทะเลที่สามารถพองตัวได้นั้นช่วยเพิ่มปริมาตรร่างกายของพวกมันถึงร้อยละ 30 หากเปรียบเทียบกับมนุษย์ก็คือปอดที่ขยายใหญ่จนเต็มหน้าท้องนั่นเอง ทีมวิจัยรู้สึกประหลาดใจที่พบว่า ปลาชนิดนี้สามารถกลั้นหายใจได้ […]