เสือพูม่า : การเรียนรู้และเคารพซึ่งกันและกันระหว่างสัตว์ป่าและมนุษย์

ระยะเวลาทั้งหมดกว่าหนึ่งปี ช่างภาพคนนี้ได้อะไรบ้างจากการติดตามเฝ้าดูพฤติกรรมของเหล่าเสือพูม่า

เสือพูม่า นักล่าแห่งเทือกเขาแอนดีส

สำหรับ อินโก อาร์นดท์ แล้ว การฝ่าฟันกับสภาพอากาศทั้งหนาวและร้อนอย่างสุดขั้วตลอดระยะเวลาทั้งหมด 7 เดือนในช่วงระหว่างปี 2016 ถึง 2018 ที่ตอร์เรเดลไปไน (Torres de Paine) สถานที่ที่เชื่อกันว่าเป็นแหล่งที่มี เสือพูม่า อาศัยอยู่เยอะที่สุดของโลก พร้อมกับต้องแบกอุปกรณ์ถ่ายภาพไปมา เฝ้ารอโอกาสเหมาะที่จะได้เก็บภาพหนึ่งในสัตว์ตัวโปรดของเขา ถือเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ

ประสบการณ์ครั้งนี้ อาร์นดท์ไม่เพียงแต่จัดทำอัลบั้มรูปของเหล่าเสือพูม่าที่น้อยคนนักที่จะมีโอกาสสัมผัสเท่านั้นที่เขาได้รับ แต่เขายังได้เรียนรู้และเข้าใจวิถีในการดำรงชีวิตของทั้งคนและสัตว์ป่าอีกด้วย

นักล่าแห่งเทือกเขาแอนดีส

สไตล์การล่าเหยื่อของเสือพูม่าจะมีลักษณะเป็นแบบจู่โจมเสียมากกว่า พวกมันมักจะใช้เวลากว่าเป็นชั่วโมงในการติดตามพฤติกรรมของเหยื่ออยู่ห่าง ๆ จากนั้นจะค่อยจู่โจมจากด้านหลังพร้อมกับงับไปที่คอของเหยื่อด้วยขากรรไกรอันทรงพลัง โดยเหยื่อส่วนใหญ่ของเสือพูม่าเป็นกัวนาโค

เสือพูม่า
ภาพของฝูงกัวนาโค โดยกัวนาโคถือเป็นเหยื่อหลักของเสือพูม่า

แต่ก็ไม่มีอะไรง่ายเสมอไป

โดยกัวนาโคตัวเต็มวัยจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณเกือบ 100 กิโลกรัม สามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดถึง 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถึงอย่างไรก็ตาม การล่าตัวกัวนาโคแต่ละที ถือเป็นเรื่องที่ยากมากๆ สำหรับพวกเสือพูม่า เพราะถึงแม้ว่าในเรื่องของความเร็วแล้ว ทั้งเสือพูม่าและกัวนาโคจะมีความเร็วอยู่ในเกณฑ์ที่ไล่เลี่ยกัน แต่ถ้าวัดกันในเรื่องของความอึดของสภาพร่างกายแล้ว เสือพูม่าแทบเทียบไม่ติดเลย

แม้ว่าจะเป็นอาหารหลักของเสือพูม่าอยู่เป็นประจำ แต่ใช่ว่ากัวนาโคจะเป็นเหยื่อให้เชือดง่ายๆ

เสือพูม่าเพศเมียในคลิปข้างต้น มีชื่อว่าซาร์มิเอนโต ได้เฝ้าคอยติดตามกัวนาโคตัวนี้เป็นเวลาเกือบสองชั่วโมง ก่อนตัดสินใจเข้าจู่โจม แต่ทว่าความพยายามก็ไม่ได้มาซึ่งความสำเร็จ.. เจ้ากัวนาโคดังกล่าวสามารถสลัดหนีออกไปได้

อาร์นดท์ยังได้ทำการสำรวจพฤติกรรมเสือพูม่าเพศเมียอีกหนึ่งตัวที่สูญเสียฟันจากการเสียท่าให้กับเหยื่อในการจู่โจมตัวกัวนาโค โดยหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เสือพูม่าที่เป็นที่รู้จักกันในวงการเจ้าหน้าที่อุธยานว่าคอลมิลโล่ไม่สามารถออกล่าเหยื่อได้อีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้ทำให้พฤติกรรมการล่าเหยื่อที่มักจะเพ่งเล่งไปที่เหยื่อตัวใหญ่ของเสือพูม่าเป็นพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงในการได้รับบาดเจ็บอย่างมาก หรือแม้กระทั่งในบางรายอาจถึงขั้นพลาดท่าเสียชีวิตเลยก็มี

เสือพูม่าก็มีลักษณะนิสัยขี้อายเหมือนกันนะ

เสือพูม่าแต่ละตัวก็มีนิสัยที่แตกต่างกันออกไป ทั้งตั้งแต่ตัวที่มีนิสัยขี้อายจนไปถึงขี้สงสัย

อาร์นดท์ใช้เวลาส่วนใหญ่ในปาตาโกเนีย ดินแดนที่เขาได้ตั้งชื่อเล่นว่า “ดินแดนของเสือพูม่า” ไปกับการติดตามสังเกตพฤติกรรมเสือพูม่าเพศเมียสองตัว (ซาร์มิเอนโตและคอลมิลโล่) และเหล่าบรรดาลูกๆ ของพวกมัน โดยพวกมันทั้งสองตัวต่างมีนิสัยที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

ในรายแรกมีนิสัยที่ไม่เกรงกลัวสิ่งอื่นใด และมีนิสัยหวงลูก ในส่วนของรายที่สองนั้นจะมีนิสัยที่ค่อนข้างออกไปทางขี้อายเสียมากกว่า อีกทั้งยังมีนิสัยชอบแบ่งปันเหยื่อที่ล่ามาได้กับเสือพูม่าตัวอื่นๆ ในฝูงอีกด้วย

กว่าจะได้มาเป็นอัลบั้มรูปเสือพูม่า

บทเรียนสำคัญที่ อาร์นดท์เรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งนี้คือ หากต้องการจะถ่ายภาพเสือพูม่า ควรถ่ายจากที่ไกลๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเว้นช่องว่างระยะห่างเพื่อเหตุผลในด้านของความปลอดภัยและความสวยงามขององค์ประกอบภาพ

อาร์นดท์อธิบายว่าการเข้าไปใกล้เสือพูม่า (รวมถึงสัตว์ป่าตัวอื่นๆ) อาจไปส่งผลกระทบ และรบกวนสัตว์ป่ามากเกินไป จนส่งผลให้พฤติกรรมธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่พวกมันเคยปฏิบัติ อีกทั้งการที่เสือพูม่ามักจะล่าเหยื่อในอาณาเขตของฟาร์มปศุสัตว์อยู่บ่อยๆ ทำให้พวกมันมักจะตกเป็นเหยื่อของพวกเจ้าของฟาร์มอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้เองทำให้เสือพูม่ามักจะเลี่ยงการเข้าใกล้กับมนุษย์ ส่งผลให้การเก็บภาพพวกมันเป็นเรื่องยากขึ้นไปกว่าเดิม

เสือพูม่าถูกฆ่าตายเป็นประจำโดยเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ จำนวนกว่า 100 ตัวต่อปี

การถ่ายภาพสัตว์ที่ดี ควรถ่ายตอนที่สัตว์ “เผลอ” ทั้งนี้เพื่อที่จะได้มาซึ่งภาพพฤติกรรมของพวกมันอย่างเป็นธรรมชาตินั้นเอง

เสือพูม่าอาศัยอยู่ในอุธยานแห่งชาติแห่งนี้มากกว่าหลายสิบปีแล้ว แต่มีรายงานการจู่โจมของเสือพูม่าต่อมนุษย์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม อาร์นดท์มักจะเว้นระยะห่างสำหรับเขาและเสือพู่ม่าอยู่เสมอขณะเก็บภาพ แม้ว่าประวัติการโจมตีมนุษย์ของพวกมันแทบจะไม่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เลย แต่ก็ปลอดภัยไว้ก่อนย่อมส่งผลดีเสมอ

แต่หลายเดือนผ่านไป เสือพูม่าบางตัวก็เริ่มรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจเขามากขึ้น บางตัวถึงขนาดเข้ามาใกล้โดยที่ไม่มีทีท่าว่าจะทำอันตรายต่อเขาเลย

“หากคุณให้ความเคารพพวกมัน พวกมันก็จะให้ความเคารพต่อคุณกลับ”

***แปลและเรียบเรียงโดย รชตะ ปิวาวัฒนพานิช
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย 


อ่านเพิ่มเติม: เสือ พูม่า แห่งปาตาโกเนีย

พูม่า

เรื่องแนะนำ

ทำความรู้จักกับ “อาร์ดวูลฟ” สัตว์โลกน่ารักน่าชัง

ทำความรู้จักกับ “อาร์ดวูลฟ” สัตว์โลกน่ารักน่าชัง เจ้าตัวนี้คือ “อาร์ดวูลฟ” มันหาใช่ญาติสนิทชิดเชื้อของตัวอาร์ดวากหรือหมาป่าแต่อย่างใด ดูรูปร่างหน้าตาของมันให้ดีๆ อีกที เพราะญาติผู้ใกล้ชิดของมันคือไฮยีน่า นักล่าแห่งทวีปแอฟริกา และเช่นเดียวกับญาติของมัน อาร์ดวูลฟเป็นสัตว์ที่ออกหากินในเวลากลางคืน แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะถึงแม้มันจะมีหน้าตาคล้ายไฮยีน่า แต่อาร์ดวูลฟเป็นสัตว์ที่ขี้อายมาก พวกมันไม่โจมตีสัตว์อื่นใด เว้นก็แต่ปลวก… ปลวกคืออาหารหลักของมัน ด้วยลิ้นขนาดใหญ่ตะปุ่มตะป่ำ นี่คืออาวุธสำคัญที่พวกมันใช้เลียกินปลวก โดยภายในหนึ่งคืนอาร์ดวูลฟสามารถกินปลวกได้มากถึง 200,000 ตัวเลยทีเดียว   อ่านเพิ่มเติม พบกับชายผู้ใช้ชีวิตกับไฮยีน่า

แม้จะเรียกกันติดปากว่า “หมีโคอาล่า” แต่แท้จริงแล้ว โคอาล่า ไม่ใช่ “หมี”

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกระเป๋าหน้าท้องโคอาลา (Koala marsupial) น่าจะเป็นคำเรียกที่ถูกต้องมากกว่าสำหรับสัตว์น่ารัก น่ากอดเหล่านี้ หลังลืมตาดูโลก ลูกน้อยโคอาล่าจะเจริญเติบโตและมีพัฒนาการในถุงหน้าท้องของแม่นานราว 6 เดือน ซึ่งนั่นหมายความว่า แท้จริงแล้ว โคอาล่า คือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกระเป๋าหน้าท้อง ซึ่งนั่นทำให้มันมีความเกี่ยวข้องกับจิงโจ้มากกว่าหมีเสียอีก ตอนที่ชาวยุโรปเดินทางมาถึงออสเตรเลียครั้งแรก พวกเขาเรียกโคลาล่าว่าหมี เพราะรูปร่างหน้าตาหน้าคล้ายหมีของมัน ดังนั้น จากนี้ไป เรามาเรียกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวอวบอ้วนน่ากอด และดูเหมือนขี้เซานี้เสียใหม่เพียงสั้นๆ ว่า “โคอาล่า” กันดีกว่าครับ   อ่านเพิ่มเติม : แมวน้ำช้างจดจำกันได้จากเสียงร้อง, คุณจะกินอาหารยังไงนะ ถ้าคุณตัวหนักเบาะๆ แค่เกือบสองร้อยตัน

สงครามระหว่างตุ๊กแกและงูที่หักมุมในตอนจบ

โดย ซาร่าห์ กิบเบ็นส์ ในขณะที่สวัส นุ่มเพชร ชายวัย 31 ปี กำลังเดินเล่นอยู่ในป่าหลังโรงงานที่เขาทำงานอยู่ ในประเทศไทย เขาสังเกตเห็นตุ๊กแก 2 ตัวกำลังข่มขู่งูตัวหนึ่งที่กำลังเลื้อยอยู่บนต้นไม้ สวัสตัดสินใจยกโทรศัพท์มือภือขึ้นมาถ่ายพฤติกรรมของสัตว์ทั้ง 3 ตัวไว้ มองไปที่งูลำตัวโป่งพอง เขาสังเกตเห็นรูปร่างของตุ๊กแกตัวหนึ่งอยู่ภายในนั้น สวัสอธิบายเหตุการณ์ในวันนั้นว่า ตัวเขาและเพื่อนหยุดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตุ๊กแกเริ่มเข้าใกล้งูมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้กิ่งเดียวกันกับงู ในขณะที่อีกตัวไต่ลงมาจากเสาคอนกรีตด้านข้าง ทันใดนั้นตุ๊กแกตัวหนึ่งก็งับเข้าที่หัวงู เจ้างูพยายามดิ้นออกจนหลุด สวัสที่ยืนดูอยู่ช่วยตุ๊กแกด้วยการเอากิ่งไม้เขี่ยไปที่ตัวงู ทันใดนั้นงูก็คายตุ๊กแกตัวสีแดงออกมา แล้วรีบเลื้อยหนีไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานตุ๊กแกที่ถูกคายก็ได้สติ และเดินหนีไปท่ามกลางความอึ้งของสวัสและเพื่อนๆ ที่ยืนดูอยู่ แม็กซ์ นิกเกอร์สัน ภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในฟลอริดา ระบุว่าตัวเขาไม่ได้รู้สึกประหลาดใจที่งูตัวนี้ยอมแพ้ต่ออาหารมื้อใหญ่ของมันอย่างรวดเร็ว “เมื่อพวกมันกลืนอาหารที่มีขนาดใหญ่เข้าไป จะทำให้เคลื่อนไหวได้ช้าลง” เขาอธิบาย และแม้ว่างูจะมีฟันไว้สำหรับงับเหยื่อก็ตาม แต่มันไม่ได้ใช้ฟันในการบดเคี้ยว งูมักจะกลืนเหยื่อลงท้องเข้าไปทั้งตัว และใช้เวลานานกว่าจะสามารถย่อยอาหารที่กินเข้าไปได้จนหมด งูกลืนเหยื่อที่ใหญ่กว่าตุ๊กแกหลายเท่าตัว ในอินเดีย งูหลามตัวหนึ่งถูกถ่ายวิดีโอเอาไว้หลังมันกลืนแอนทิโลปตัวโตเต็มวัยเข้าไปหรือที่รัฐเท็กซัสเอง งูดำตัวหนึ่งก็กลืนงูอีกตัวที่มีขนาดใหญ่กว่าเช่นกัน นิกเกอร์สันกล่าวว่า พฤติกรรมก้าวร้าวที่ตุ๊กแกแสดงออกมา น่าจะเกิดขึ้นจากการที่งูเข้าไปรุกล้ำพื้นที่ของมัน มากกว่าที่จะต้องการช่วยพี่น้องตัวใดตัวหนึ่งที่ถูกงูกลืนเข้าไป และจากในวิดีโอตุ๊กแกทั้งสองน่าจะเป็นตัวผู้ นั่นหมายความว่าพวกมันพร้อมที่จะต่อสู้กับใครก็ตามที่รุกรานเข้ามาในเขตแดนของมัน และเมื่อถามว่าทำไมตุ๊กแกที่ถูกคายออกมาจึงกลายเป็นสีแดง? นิกเกอร์สันอธิบายว่า ตุ๊กแกตัวดังกล่าวน่าจะยังโตไม่เต็มที่มากกว่า […]

การท่องเที่ยวสัตว์ป่ากำลังทำร้ายสัตว์

ธุรกิจการท่องเที่ยวสัตว์ป่ากำลังเติบโตขึ้นในแอมะซอน พื้นที่แห่งนี้เปรียบเสมือนปอดของโลกและบ้านของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ บรรดานักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้จะได้สัมผัสกับธรรมชาติ แต่ปัจจุบันไม่ใช่แค่นั้น พวกเขายังได้สัมผัสกับสัตว์ป่าแบบใกล้ชิดอีกด้วย หลังชาวบ้านท้องถิ่นอาศัยความหละหลวมของเจ้าหน้าที่เป็นช่องทางในการเข้าป่า เพื่อจับสัตว์มาจัดแสดงสำหรับการท่องเที่ยว ทุกวันนี้ถ้าคุณมาเที่ยว คุณจะได้อุ้มสลอธหรือตัวกินมด ตลอดจนสัมผัสกับจระเข้และงูอนาคอนดาตัวเป็นๆ แม้แต่การว่ายน้ำกับโลมาแม่น้ำแอมะซอนก็ทำได้ การท่องเที่ยวลักษณะนี้กำลังทำร้ายสัตว์ป่าอย่างช้าๆ การให้อาหารพวกมันกำลังกระตุ้นความก้าวร้าว และการสัมผัสพวกมันอาจส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตใจของพวกมันได้ และสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวมองไม่เห็น เบื้องหลังของการเยี่ยมชมสัตว์ป่าอันน่าตื่นเต้นนี้ บรรดาสัตว์ทุกตัวล้วนต้องทนทุกข์จากการถูกกักขังซึ่งธรรมชาติของพวกมันนั้นควรที่จะได้อยู่ในป่า ไม่ใช่ในกรงเพื่อรอให้ความบันเทิงแก่นักท่องเที่ยว   อ่านเพิ่มเติม : ศึกชิงบ่อน้ำระหว่างช้างและหมาป่าแอฟริกา, เจน กูดดอลล์ กับการค้นพบที่ปฏิวัติความเข้าใจของเราเกี่ยวกับชิมแปนซีไปตลอดกาล