จากหมาป่าสู่หมาบ้าน: กว่าจะมาเป็นเพื่อนรักแสนรู้ของมนุษย์ - National Geographic Thailand

จากหมาป่าสู่หมาบ้าน: กว่าจะมาเป็นเพื่อนรักแสนรู้ของมนุษย์

เรื่อง  คาเรน อี. แลงจ์
ภาพถ่าย  โรเบิร์ต คลาร์ก
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับเดือนมกราคม 2545

ราว 12,000 ปีก่อน ชนเผ่าหาของป่าล่าสัตว์ในดินแดนที่เป็นประเทศอิสราเอลปัจจุบัน ฝังศพผู้ตายร่างหนึ่งโดยให้มือข้างหนึ่งโอบลูกสุนัขไว้ ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าเป็นสุนัขหรือสุนับป่ากันแน่ อย่างไรก็ตาม การฝังศพลักษณะนี้ก็เป็นหนึ่งในหลักฐานฟอสซิลยุคแรกๆ ที่แสดงว่ามีการนำสุนัขมาเลี้ยง

ภาพถ่าย: ริชาร์ด โอลเซนิอัส

นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า มนุษย์เริ่มเลี้ยงสุนัขเมื่อประมาณ 14,000 ปีก่อน แต่ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่า ทำไปเพราะเหตุใด บ้างสันนิษฐานว่า มนุษย์นำลูกสุนัขป่ามาเลี้ยงโดยเลือกเอาตัวที่ดุน้อยกว่าและอ้อนขออาหารเก่งกว่า บ้างเห็นว่า สุนัขเข้ามาอยู่กับมนุษย์เอง โดยปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบใหม่ นั่นคือ การกินขยะที่มนุษย์ทิ้งไว้ สัตว์ในตระกูลสุนัขที่กินของเหลือและไม่ค่อยตื่นคนเหล่านี้คุ้นเคยกับวิถีชีวิตใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรุ่นต่อๆมาก็เชื่องขึ้นเป็นลำดับ เรย์มอนด์ คอปพิงเจอร์ นักชีววิทยา กล่าวว่า “คุณสมบัติเดียวที่ทำให้สุนัขอยู่รอดคือ สามารถกินอาหารขณะอยู่ใกล้ๆ คนได้”

ในระดับโมเลกุล สุนัขไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก องค์ประกอบทางดีเอ็นเอของสุนัขป่าและสุนัขบ้านเหมือนกันแทบทุกกระเบียดนิ้ว

ชนิดเดียว แต่มีนับร้อยหน้าตา

จากซ้าย: บุลแมสทิฟ; ปอเมอเรเนียน; โอลด์อิงลิชชีปด็อก, พุดเดิล (ไซซ์เล็ก)
เกรตเดนและชิวาว่า (ขนสั้น)
บุลด็อก; เกรย์ฮาวด์; โดเบอร์แมนพินเชอร์; ดัชชุนด์ (ขนยาว); ไซบีเรียนฮัสกี

ไม่มีสัตว์ชนิดใดมีความหลากหลายเท่าสุนัข แต่สุนัขทุกสายพันธุ์ก็มีลักษณะบางอย่างร่วมกัน เพราะต่างก็มีต้นกำเนิดเดียวกัน ขณะที่สัตว์ตระกูลสุนัขยุคแรกๆ ปรับตัวเข้ากับชุมชนมนุษย์ พวกมันก็เริ่มวิวัฒน์จนมีนิสัยเชื่องขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาคุณสมบัติที่เกี่ยวโยงกับพันธุกรรมอีกมากมาย อันได้แก่ การฝึกได้ การกระดิกหาง และมีขนหลายสี เมื่อไม่ต้องล่าสัตว์ใหญ่เป็นอาหารอีกต่อไป กะโหลกและฟันของสุนัขจึงค่อยๆ วิวัฒน์จนมีขนาดเล็กกว่าของสุนัขป่า เมื่อเทียบกับสัดส่วนร่างกายทั้งหมด และเมื่อเปลี่ยนจากการกินเนื้อมาเป็นเศษอาหาร สมองจึงเล็กลง ทำให้ต้องการโปรตีนและแคลอรีที่ใช้ในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอน้อยลง ในที่สุดก็มีหน้าตาอย่างสุนัขพันทางขนาดกลาง และมักมีขนสีทอง พวกมันอาจคุ้ยหาเศษอาหารกินตามกองขยะในย่านชานเมือง จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว คาดว่าสุนัขรุ่นแรกๆ เป็นสายพันธุ์ที่มนุษย์ไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนัก โดยเลือกเฟ้นและเลี้ยงสุนัขเพราะความสามารถมากกว่า เช่น ให้เฝ้าบ้านหรือล่าสัตว์ นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมยังมีส่วนในการพัฒนาสายพันธุ์แรกๆ อีกด้วย ตัวอย่างเช่น ในที่ซึ่งอากาศหนาวเย็น สุนัขที่มีขนาดใหญ่กว่า และมีขนดกหนาจะมีโอกาสอยู่รอดจนได้ออกลูกออกหลานมากกว่า เป็นเวลานับร้อยๆ ปีที่มนุษย์เริ่มนำสัตว์ที่มีคุณสมบัติน่าพอใจมาผสมข้ามพันธุ์ กลายเป็นพันธุ์ผสม ทำให้มีรูปร่างหลากหลายกว่าที่เห็นหรือที่รอดชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ

รูปประกอบและภาพจากซีทีสแกนแสดงทางกายวิภาคเผยว่า มีการพลิกแพลงทำให้โครงกระดูกสุนัขป่าเปลี่ยนไป โดยที่กระดูกทุกชิ้นยังอยู่ครบ ความหลากหลายส่วนใหญ่ของสุนัขเกิดขึ้นได้เพราะยีนที่มีผลกระทบต่อช่วงเวลาของพัฒนาการในระยะตัวอ่อน และระยะที่เป็นลูกสุนัขซึ่งจะเปลี่ยนรูปร่างของสุนัขในระยะสุดท้ายได้มาก

สุนัขต่างจากแมว ตรงที่หัวของลูกสุนัขไม่เพียงมีขนาดเล็กกว่า แต่ยังมีสัดส่วนต่างของหัวของสุนัขโตเต็มวัยอีกด้วย ตัวอย่างเช่น กะโหลกของบูลด็อกซึ่งมีใบหน้าส่วนบนหดสั้นเข้าไปและมีขากรรไกรยื่น เพราะส่วนจมูกเริ่มเติบโตทีหลังอย่างช้าๆ กะโหลกส่วนที่เหลือมีรูปร่างรับกับจมูกที่สั้น ในทางกลับกัน สุนัขพันธุ์บอร์ซอยมีส่วนปากและจมูกที่ยาวแหลม เพราะจมูกเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็วตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ การก่อตั้งชมรมผู้เพาะพันธุ์สุนัขเมื่อกลางศตวรรษที่ 19 ช่วยเร่งกระบวนการคัดสุนัขแบบฝืนธรรมชาติ โดยสนับสนุนให้มีการเพาะพันธุ์ใหม่ๆขึ้น สายพันธุ์ส่วนใหญ่ที่พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 1900 เป็นต้นมามักเป็นไปเพื่อรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น

สัตว์ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ (ของมนุษย์)

กะโหลกบอลซอย
กะโหลกบูลด็อก

 

 

 

 

สุนัขป่าสีเทา
เกรตเดน

 

 

 

 

 

ดัชชุนด์
พอเมอเรเนียน

 

 

 

 

 

 

รูปประกอบโดย อาร์ต แอนเดอร์สัน และ ไคล เคนนี ซีทีสแกน โดย บรูโน ฟรอห์ลิค สถาบันสมิทโซเนียน

ที่มา : บอนนี เจ. สมิท วิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์แห่งเวอร์จิเนีย-แมริแลนด์

เรื่องแนะนำ

สงครามระหว่างตุ๊กแกและงูที่หักมุมในตอนจบ

โดย ซาร่าห์ กิบเบ็นส์ ในขณะที่สวัส นุ่มเพชร ชายวัย 31 ปี กำลังเดินเล่นอยู่ในป่าหลังโรงงานที่เขาทำงานอยู่ ในประเทศไทย เขาสังเกตเห็นตุ๊กแก 2 ตัวกำลังข่มขู่งูตัวหนึ่งที่กำลังเลื้อยอยู่บนต้นไม้ สวัสตัดสินใจยกโทรศัพท์มือภือขึ้นมาถ่ายพฤติกรรมของสัตว์ทั้ง 3 ตัวไว้ มองไปที่งูลำตัวโป่งพอง เขาสังเกตเห็นรูปร่างของตุ๊กแกตัวหนึ่งอยู่ภายในนั้น สวัสอธิบายเหตุการณ์ในวันนั้นว่า ตัวเขาและเพื่อนหยุดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตุ๊กแกเริ่มเข้าใกล้งูมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้กิ่งเดียวกันกับงู ในขณะที่อีกตัวไต่ลงมาจากเสาคอนกรีตด้านข้าง ทันใดนั้นตุ๊กแกตัวหนึ่งก็งับเข้าที่หัวงู เจ้างูพยายามดิ้นออกจนหลุด สวัสที่ยืนดูอยู่ช่วยตุ๊กแกด้วยการเอากิ่งไม้เขี่ยไปที่ตัวงู ทันใดนั้นงูก็คายตุ๊กแกตัวสีแดงออกมา แล้วรีบเลื้อยหนีไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานตุ๊กแกที่ถูกคายก็ได้สติ และเดินหนีไปท่ามกลางความอึ้งของสวัสและเพื่อนๆ ที่ยืนดูอยู่ แม็กซ์ นิกเกอร์สัน ภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในฟลอริดา ระบุว่าตัวเขาไม่ได้รู้สึกประหลาดใจที่งูตัวนี้ยอมแพ้ต่ออาหารมื้อใหญ่ของมันอย่างรวดเร็ว “เมื่อพวกมันกลืนอาหารที่มีขนาดใหญ่เข้าไป จะทำให้เคลื่อนไหวได้ช้าลง” เขาอธิบาย และแม้ว่างูจะมีฟันไว้สำหรับงับเหยื่อก็ตาม แต่มันไม่ได้ใช้ฟันในการบดเคี้ยว งูมักจะกลืนเหยื่อลงท้องเข้าไปทั้งตัว และใช้เวลานานกว่าจะสามารถย่อยอาหารที่กินเข้าไปได้จนหมด งูกลืนเหยื่อที่ใหญ่กว่าตุ๊กแกหลายเท่าตัว ในอินเดีย งูหลามตัวหนึ่งถูกถ่ายวิดีโอเอาไว้หลังมันกลืนแอนทิโลปตัวโตเต็มวัยเข้าไปหรือที่รัฐเท็กซัสเอง งูดำตัวหนึ่งก็กลืนงูอีกตัวที่มีขนาดใหญ่กว่าเช่นกัน นิกเกอร์สันกล่าวว่า พฤติกรรมก้าวร้าวที่ตุ๊กแกแสดงออกมา น่าจะเกิดขึ้นจากการที่งูเข้าไปรุกล้ำพื้นที่ของมัน มากกว่าที่จะต้องการช่วยพี่น้องตัวใดตัวหนึ่งที่ถูกงูกลืนเข้าไป และจากในวิดีโอตุ๊กแกทั้งสองน่าจะเป็นตัวผู้ นั่นหมายความว่าพวกมันพร้อมที่จะต่อสู้กับใครก็ตามที่รุกรานเข้ามาในเขตแดนของมัน และเมื่อถามว่าทำไมตุ๊กแกที่ถูกคายออกมาจึงกลายเป็นสีแดง? นิกเกอร์สันอธิบายว่า ตุ๊กแกตัวดังกล่าวน่าจะยังโตไม่เต็มที่มากกว่า […]

พิทักษ์อัญมณีใต้ท้องทะเล

ด้วยชายฝั่งที่ยาวกว่า 4,000 กิโลเมตร ชิลีจึงรุ่มรวยด้วยถิ่นอาศัยทางทะเล แต่ส่วนใหญ่มีการทำประมงมากเกินควร บรรดานักอนุรักษ์ ประชาคมประมงและภาครัฐจึงผสานพลังกันเพื่อปกป้องอัญมณีที่หลงเหลืออยู่

ความรู้ประจำวัน: ทำไมลิงเหล่านี้ถึงมีตูดใหญ่สีชมพู?

ความรู้ประจำวัน: ทำไมลิงเหล่านี้ถึงมีตูดใหญ่สีชมพู? รู้ได้อย่างไรว่าลิงแมนดริลตัวไหนรูปหล่อที่สุดในฝูง คำตอบคือลิงตัวที่มีสีสันโดดเด่นสะดุดตามากที่สุด เช่นเดียวกับลิงสายพันธู์อื่นๆ ในฝูงของลิงมีลำดับชั้นทางสังคม ลิงตัวผู้ที่มีสีสันบนใบหน้าและบนก้นจัดจ้านโดดเด่นที่สุดจะได้อยู่ในลำดับสูงที่มีอำนาจเหนือลิงตัวผู้ตัวอื่นๆ การจะยกตัวเองขึ้นมาสู่ลำดับสูง พวกมันต้องโค่นลิงตัวผู้เดิมให้ได้ และเมื่อทำได้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของมันจะถูกหลั่งออกมามากขึ้น ส่งผลให้สีสันบนใบหน้าเข้มขึ้น และขนที่ก้นจะร่วงเพื่อที่จะได้ขับสีแดงของก้นให้เห็นเด่นชัดมากกว่าเดิม คุณลักษณะเหล่านี้คือสัญลักษณ์ของการเป็นลิงตัวผู้ที่มีสุขภาพดี และมียีนที่ดี ซึ่งจะดึงดูดลิงตัวเมียในฝูงให้อยากผสมพันธุ์กับมัน เพื่อให้กำเนิดลูกที่แข็งแรง   อ่านเพิ่มเติม ในโลกของลิงงวงช้าง จมูกยิ่งใหญ่เท่าไหร่ยิ่งดี

ทำความรู้จักกับอิกทิโอซอรัส

ทำความรู้จักกับ อิกทิโอซอรัส ในโลกดึกดำบรรพ์ทั่วแผ่นดินถูกไดโนเสาร์ยึดครอง ในขณะที่ท้องฟ้าก็เป็นของเทอโรซอร์ แล้วผืนน้ำล่ะ? ใครกันที่เป็นเจ้าของ มันคือ “อิกทิโอซอรัส” สัตว์เลื้อยคลานในยุคไดโนเสาร์ ซึ่งอันที่จริงมันดำรงอยู่มาก่อนไดโนเสาร์เสียอีก อิกทิโอซอรัสเริ่มปรากฏขึ้นบนโลกเมื่อราว 251 ล้านปีก่อน ในช่วงต้นของยุคไทรแอสซิก หรือราว 20 ล้านปีก่อนที่โลกจะมีไดโนเสาร์ ชื่ออันน่าจดจำของมันมาจากภาษากรีก โดยคำว่า อิกทิโอ แปลว่าปลา ส่วนคำว่าซอรัส หมายถึงกิ้งก่า ย้อนกลับไปดูบนเส้นทางวิวัฒนาการของมันจะเห็นว่าร่างกายของอิกทิโอซอรัสนั้นคล้ายกับกิ้งก่ามาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป 100 ล้านปี รูปร่างของมันก็คล้ายปลามากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันมีกะโหลกศีรษะยาว และดวงตาขนาดใหญ่ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการมองเห็น ช่วยให้มันสามารถล่าเหยื่อในโลกใต้ทะเลที่มีแสงสว่างไม่มากนัก นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีดวงตาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางดวงตา 10 นิ้ว (วาฬสีน้ำเงินสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบันมีเส้นผ่านศูนย์กลางดวงตา 6 นิ้ว) ในขณะเดียวกันอิกทิโอซอรัสก็เป็นสัตว์ที่มีความหลากหลายมาก พวกมันมีขนาดตัวตั้งแต่ 2 ฟุต ไปจนถึง 85 ฟุต หรือราว 26 เมตร และด้วยวิวัฒนาการหลายล้านปีที่ปรับเปลี่ยนมันให้กลายมาเป็นนักล่าอันน่าหวาดหวั่นแห่งท้องทะเลโดยเฉพาะ พวกมันทำความเร็วได้ถึง 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นทำให้พวกมันอยู่ ณ […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.