นี่คือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ ว่าเหตุใดเราจึงกลัว ฉลาม - National Geographic Thailand

คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ ว่าเหตุใดเราจึงกลัวฉลาม

แท้จริงแล้ว ฉลามหาใช่สัตว์ที่น่ากลัวอย่างที่มนุษย์จินตนาการ

ฉลาม โดยเฉพาะฉลามขาว กลายเป็นสัตว์ที่น่ากลัวหลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง จอว์ส (Jaws) เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ในช่วงฤดูร้อน ปี 1975 จอว์ส เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับฉลามขาวขนาดยักษ์ที่คุกคามชาวบ้านในชุมชนริมทะเล นับจากนั้นก็เริ่มมีภาพยนตร์หลายเรื่องที่วางบทบาทให้ฉลามเป็นผู้ร้าย

แต่เมื่อใดกันที่มนุษย์เราเริ่มกลัวฉลาม

ทำไมมนุษย์ถึงกลัวฉลาม

เบลก แช็ปแมน (Blake Chapman) นักชีววิทยาทางทะเล และผู้เชี่ยวชาญด้านฉลามของมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า การกลัวฉลาม หรือ Galeophobia ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด เพราะปลาที่เป็นสัตว์ผู้ล่า เช่นฉลามขาว ก็มีภาพลักษณ์ที่น่ากลัวอยู่แล้ว และภาพยนตร์ฮอลลีวูดก็ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของฉลามให้เป็นสัตว์นักฆ่าไร้จิตใจที่มีฟันแหลมคมนับร้อยซึ่งพร้อมจมเขี้ยวใส่เหยื่อ ให้ชัดเจนมากขึ้นไปอีก

แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องกลัวฉลาม เพราะในบรรดาสัตว์มีความหลากหลาย ฉลามก็เช่นเดียวกัน ในโลกนี้มีฉลามถึง 465 สายพันธุ์ ตั้งแต่ฉลามแคระที่มีขนาดลำตัว 18 เซนติเมตร ไปจนถึงฉลามวาฬที่มีขนาด 15 เมตร โดยสัตว์จำพวกฉลามกินปลา สัตว์จำพวกกุ้งกั้งปู มอลลัสกา (หรือสัตว์จำพวกหอย) แพลงก์ตอน เคย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล และฉลามตัวอื่นๆ กล่าวโดยสรุป คือ มนุษย์ไม่ได้เป็นหนึ่งในเมนูอาหารของฉลาม

(เชิญชมวิดีโอคลิป เมื่อฉลามว่ายน้ำในพื้นที่เดียวกันกับมนุษย์ จาก NAT GEO WILD)

อย่างไรก็ตาม เรามักรู้สึกขวัญหนีดีฝ่อ เมื่อคิดว่าฉลามนั้นจะฆ่าเราอย่างไร ทั้งที่ความจริงแล้ว เรามีความเสี่ยงที่จะตายโดยการถูกตู้ขายของอัตโนมัติในสำนักงานล้มทับ หรือถูกวัวในท้องทุ่งขวิดจนตายยิ่งกว่าการตายด้วยคมเขี้ยวของฉลามเสียอีก แต่อย่างไรก็ตาม ความกลัวของมนุษย์มักไม่สัมพันธ์กับความเป็นจริง ความกลัวการโจมตีของฉลามนั้นเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ที่เหนือความเป็นจริง

โดยส่วนใหญ่ อาการกลัวฉลามสัมพันธ์กับการสูญเสียการควบคุมของมนุษย์ เช่นในกรณีที่เราว่ายน้ำเข้าไปในเขตที่ฉลามอาศัยอยู่ เราคงไม่อยากให้คมเขี้ยวใดๆ ของสัตว์นักล่าในทะเลฝังบนร่างกายและพรากชะตาชีวิตของตัวเราไป

ความกลัวฉลามมาจากไหน

ความกลัวไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่มันเป็นสิ่งที่พัฒนามาตลอดช่วงชีวิตมนุษย์ เมื่อเราโตขึ้น สมองของเราก็จะเริ่มตอบสนองต่อความกลัวมากขึ้น โดยความกลัวพัฒนามาจากสัญชาตญาณเพื่อทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตและเอาตัวรอดได้

“ความกลัวเป็นสิ่งที่เราถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ” แช็ปแมนกล่าวและเสริมว่า “เพราะ [ฉลาม] นั้นเป็นสัตว์ โดยสัตว์เป็นถือเป็นสิ่งเร้าทางชีววิทยาที่มนุษย์มีแนวโน้มที่จะกลัวอยู่แล้ว”

แม้เรารู้ความจริงเช่นนี้ แต่ฉลามก็ยังดูน่ากลัว คำถามคือ แล้วฉลามมีโอกาสทำร้ายมนุษย์ตอนไหนได้บ้าง

ฉลาม, หมู่เกาะกาลาปาโกส
ฝูงฉลามแห่งหมู่เกาะกาลาปาโกส ประเทศเอกวาดอร์ ภาพถ่ายโดย TUI DE ROY, MINDEN PICTURES, NAT GEO IMAGE COLLECTION

ในหนังสือ การจู่โจมของฉลาม ความเชื่อ ความเข้าใจผิด และความกลัว (Shark Attack: Myth, Misunderstandings and fear) แช็ปแมนพบว่า สมองของมนุษย์มีแนวโน้มที่จะแปลงตัวเลขให้เข้าใจง่ายกว่าความเป็นจริง เช่น ถ้าแช็ปแมนบอกว่าคุณมีโอกาส 1 ใน 3,748,067 ครั้ง ที่ฉลามจะโจมตีและฆ่าคุณ เป็นเรื่องธรรมดาที่สมองของเราจะไม่ได้ตอบสนองต่อตัวเลขอันซับซ้อนเช่นนี้เท่าใดนัก

โอกาส (อันน้อยนิด) ที่การโจมตีของฉลามจะขึ้นกับเรานั้นดูเป็นความคิดที่ไม่ถูกจุด เนื่องจาก เมื่อเราได้ยินคำว่า “ฉลาม” สมองก็ของเราก็เชื่อมโยงคำว่า “โจมตี” ตามมาโดยอัตโนมัติ

“เมื่อเราสามารถสัมผัสและเข้าใจความกลัว เราก็เริ่มรู้สึกว่าความกลัวนั้นเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้” แช็ปแมน กล่าว

เราสามารถต่อสู้กับความกลัวนี้ได้อย่างไร

เพื่อให้เรากลัวฉลามน้อยลง เราต้องควบคุมมายาคติแห่งความกลัวนี้ให้ได้ เพราะถ้าเราควบคุมตัวเองในเรื่องนี้ไม่ได้ หลายๆ สิ่งในชีวิตก็จะดูน่ากลัวมากขึ้น

ดังนั้น เราสามารถอ่านและศึกษาล่วงหน้าเกี่ยวกับฉลามที่อยู่ในบริเวณน่านน้ำที่คุณจะไปว่ายน้ำได้ หรือศึกษาประเภทของฉลามที่ชอบไล่ตามมนุษย์ หรือถ้าคุณว่ายน้ำในบริเวณที่มีน้ำใส คุณสามารถสร้างจินตนาการกับตัวเองได้ว่าคุณคงไม่พบฉลาม (อย่างไรก็ตาม ฉลามขาวสามารถว่ายน้ำได้เร็วกว่ามนุษย์ 10 เท่า ดังนั้น ในความเป็นจริง คุณไม่สามารถว่ายน้ำหนีได้ทัน ในกรณีที่ฉลามเข้าใกล้ตัวคุณ แต่ถ้าเข้าใกล้ ก็มีความเป็นไปได้ว่าฉลามจะคายคุณออกมา)

เพื่อเลี่ยงการโจมตีของฉลาม คุณสามารถศึกษาวิธีที่คุณจะไม่กลายเป็นเหยื่อของมันได้ โดยการไม่ว่ายน้ำตอนที่คุณมีเลือดออก หรือไม่นอนบนกระดานโต้คลื่น (เนื่องจากฉลามนั้นชอบไล่ตามแมวน้ำ และบางครั้ง ฉลามสามารถเข้าใจได้ว่ากระดานโต้คลื่นนั้นคือแมวน้ำ ถ้ามองจากที่ไกลๆ) และหลีกเลี่ยงการตกปลาด้วยหอก หรือไม้แหลม เพราะปลาที่ถูกแทงเหล่านั้นสามารถส่งสัญญาณไฟฟ้าที่ดึงดูดฉลามเข้ามาได้

(เชิญชมคลิปวิดีโอ ฉลามพยายามขโมยกล้องถ่ายทำสารคดีใต้น้ำ จาก NAT GEO WILD)

แต่ถ้าในกรณีที่มีฉลามเข้ามาโจมตีคุณจริงๆ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าควรสู้มันกลับ แช็ปแมนแนะนำให้คุณโจมตีไปที่ตาหรือเหงือกถ้าเป็นไปได้ ซึ่งถ้าคุณสามารถควบคุมตัวเองได้ คุณจะรู้สึกว่าอยู่ในอันตรายน้อยลง

เหตุใดเราต้องใส่ใจฉลาม

ในทุกวันนี้ ฉลามมีจำนวนน้อยลง เนื่องจากความต้องการครีบฉลามเพื่อไปทำซุปหูฉลาม โดยชาวประมงบางคนในทวีปเอเชียจะจับฉลามเพื่อหั่นครีบของแล้วปล่อยให้มันค่อยๆ ตายลงในทะเล หรือบางครั้งฉลามก็ถูกจับขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

ฉลามนั้นมีความสำคัญที่ต่อห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทร มีการศึกษาค้นพบว่าประชากรฉลามมีผลต่อองค์ประกอบของหญ้าทะเลและการดำรงอยู่ของสัตว์ในพื้นที่อาศัย โดยรวมแล้ว การดำรงอยู่ฉลามนั้นมีข้อดีมากมาย

“พวกมันคือผู้รอดชีวิตที่มีการวิวัฒนาการภายใต้ความตึงเครียดมากมาย” แช็ปแมน กล่าว

เรื่อง ELAINA ZACHOS


อ่านเพิ่มเติม ภัยคุกคามฉลามวาฬคือเรื่องจริง

เรื่องแนะนำ

นกพัฟฟินขี้สงสัย ผูกมิตรกับนักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวจากหมู่เกาะเชตแลนด์ ในสกอตแลนด์ บังเอิญได้เพื่อนใหม่สุดพิเศษระหว่างการเดินทางนั่นคือ “นกพัฟฟิน” ปกติแล้วนกพัฟฟินแอตแลนติกเหล่านี้ ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในทะเล และจะขึ้นบกมาเพื่อผสมพันธุ์เท่านั้น ประชากร 60% ของนกพัฟฟิน จากทั้งหมดล้วนอาศัยอยู่ในไอซ์แลนด์ จากประวัติศาสตร์นกชนิดนี้ถูกล่ามนานหลายชั่วอายุคน เพื่อล่าเอาขนและเนื้อของพวกมัน แต่น่าแปลกตรงที่ เจ้านกพัฟฟินตัวนี้กลับไม่แสดงอาการหวาดกลัวคนเลย ทั้งยังเดินเข้าไปใกล้กับขาของนักท่องเที่ยวคนนี้ด้วยซ้ำ และหลังจากสำรวจอยู่ไม่กี่นาที นกพัฟฟินก็เดินจากไป ทิ้งเอาไว้แต่ความประทับใจไม่รู้ลืม   อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายจากสารคดีเรื่องนกฮัมมิงเบิร์ดที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก, ชมความงามของ นก จากทั่วโลก ผ่านภาพถ่ายอันน่าเหลือเชื่อ

เสือโคร่ง ข้างบ้าน : ตีแผ่ขบวนการค้าสัตว์ป่าในสหรัฐฯ

เสือโคร่งข้างบ้าน: ในสหรัฐฯ เสือโคร่ง และสัตว์กลุ่มแมวใหญ่อื่นๆ ที่อยู่ในสถานเพาะเลี้ยง  เช่น สวนสัตว์ข้างถนน คณะละครสัตว์ และกระทั่งบ้านเรือน มีจำนวนมากกว่าประชากรในธรรมชาติเสียอีก

ไขความลับเบื้องหลังปีกอันทรงพลังของเทอโรซอร์

ไขความลับเบื้องหลังปีกอันทรงพลังของ เทอโรซอร์ เทอโรซอร์ ประสบความสำเร็จในการบินแบบกระพือปีกหลายสิบล้านปีก่อนนกหรือค้างคาวเสียอีก สัตว์เลื้อยคลานมีปีกเหล่านี้เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังพวกแรกๆ และเป็นสัตว์ขนาดใหญ่สุดที่เคยบิน เนื่องจากพวกมันมีรยางค์ที่แข็งแรงสำหรับการบินขึ้น มีโครงกระดูกที่เบามากและปีกที่ผ่านการปรับเปลี่ยนผ่านวิวัฒนาการมาโดยเฉพาะ ลองชมอินโฟกราฟฟิกที่จัดทำขึ้นนี้ ด้วยกระดูกที่วิวัฒนาการมาเป็นพิเศษตลอดจนถุงลม กล้ามเนื้อและเส้นใย คุณผู้อ่านจะเข้าใจได้ว่าเหตุใดมันจึงกลายมาเป็นราชาผู้ครองท้องฟ้าในโลกยุคโบราณ สามารถชมภาพแบบขยายขนาดได้ ที่นี่   อ่านเพิ่มเติม : ไดโนเสาร์มีขนพันธุ์ใหม่ มีสี่ปีกแต่บินไม่ได้, เทอโรซอร์ยักษ์ใหญ่ครองเวหา

ทำไมสิงโตทะเลตัวนี้ถึงดึงตัวเด็กหญิงตกทะเล

เรื่อง  เดลานีย์ แชมเบอร์ส ในคลิปวิดีโอที่แชร์กันอย่างกว้างขวางถ่ายใกล้ท่าจอดเรือแห่งหนึ่งในบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา สิงโตทะเลตัวหนึ่งกระโดดขึ้นจากน้ำ แล้วลากตัวเด็กหญิงคนหนึ่งลงทะเลไปด้วย เด็กหญิงอยู่บนท่าเรือกับคนในครอบครัวและคนอื่นๆ   หลายคนโยนอาหารให้เจ้าสิงโตทะเลขนาดมหึมาตัวนี้ มันว่ายเข้ามาใกล้ขณะที่บางคนยื่นมือลงไปพร้อมกับส่งเสียงเรียก ณ จุดหนึ่ง เจ้าสิงโตทะเลกระโดดขึ้นจากน้ำน่าจะเพื่อหาอาหาร คนบนท่าเรือส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น ครั้นเด็กหญิง นั่งหันหลังให้  คราวนี้เจ้าสิงโตทะเลกระโดดขึ้นมาพร้อมกับงับเสื้อของเธอ แล้วลากเธอลงน้ำไปด้วย ท่ามกลางความตื่นตกใจของคนรอบข้าง  จากนั้น  เจ้าสิงโตทะเลก็ว่ายหายไป ขณะที่ผู้เป็นปู่กระโดดลงไปในน้ำเพื่อช่วยหลานสาวขึ้นจากน้ำ สิงโตทะเลแคลิฟอร์เนีย (California sea lion) อาจโตจนมีความยาวมากกว่าสองเมตร และหนักร่วม 400 กิโลกรัม เจ้ายักษ์ใหญ่ตัวนี้ดูจะชอบอาหารชิ้นเล็กๆ  และประทังชีวิตด้วยอาหารอย่างปลา หมึก และสัตว์ทะเลมีเปลือก สิงโตทะเลสเตลลาร์ (Steller sea lion) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ด้วย เจ้าสิงโตทะเลไม่ได้กระโดดขึ้นมาเพื่อกินหรือทำร้ายเด็กหญิง แต่เพื่อหาอาหารที่เธอและคนอื่นๆบนท่าเรือโยนให้ อยากรู้อยากเห็นมากกว่าก้าวร้าว เป็นที่รู้กันว่าสิงโตทะเลเป็นสัตว์อยากรู้อยากเห็น และพวกมันก็มักว่ายวนเวียนและเข้ามาสำรวจนักดำน้ำที่บังเอิญว่ายเข้าไปในอาณาเขตที่เป็นแหล่งจับคู่ผสมพันธุ์ของพวกมันเข้า ไม่มีหลักฐานว่าพวกมันเป็นสัตว์ก้าวร้าว (ต่อมนุษย์) และโดยทั่วไปก็มักแสดงออกซึ่งความอยากรู้อยากเห็นในตัวมนุษย์มากกว่าจะดุดัน เช่น ในอีกคลิปหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แรก  ในน่านน้ำไม่ไกลจากท่าเรือที่เกิดเหตุ  สิงโตทะเลสเตลลาร์กลุ่มใหญ่ว่ายเข้ามามะรุมมะตุ้มนักดำน้ำ บ้างกัดหน้ากากดำน้ำ บ้างว่ายน้ำนัวเนียลอดขา แต่ไม่มีตัวใดทำร้ายร่างกาย หรือมีทีท่าไม่เป็นมิตรต่อนักดำน้ำเลย […]