หิ่งห้อย เปล่งแสงวับวามราวกับเวทมนตร์ ในอุทยานแห่งชาติที่ไร้ฝูงชน

หิ่งห้อย เปล่งแสงเต็มผืนป่าที่เงียบงัน

ภาพหาชมได้ยากเมื่อ หิ่งห้อย พร้อมใจกันเปล่งแสงในป่าที่ไร้นักท่องเที่ยว

ในป่าที่ความมืดและความเงียบงันปกคลุมเอื้อให้ช่างภาพและนักวิจัยมีโอกาสได้พบกับช่วงเวลาสุดพิเศษ

ในอุทยานแห่งชาติคองการี เซาท์แคโรไลนา หิ่งห้อย ดูคล้ายกำลังเล่นกล: เปล่งแสงระยับเป็นท่วงทำนอง สร้างจังหวะเกือบพร้อมเพรียงกันในผืนป่าอันมืดมิดระหว่างช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ

หิ่งห้อยที่พบในป่านี้เป็นชนิด Photuris frontalis จากหิ่งห้อยทั้งหมด 125 สายพันธุ์ในอเมริกาเหนือ พวกมันเป็นหิ่งห้อยเพียงไม่กี่ชนิดที่เปล่งแสงวิบวับอย่างสอดคล้องกัน หิ่งห้อยตัวผู้เปล่งแสงเพื่อเป็นสัญญาณขณะเกาะอยู่บนต้นไม้ หรือกำลังบินร่อนต่ำลง ในบางครั้งพวกมันเปล่งแสงกระพริบเร็วๆ เพื่อดึงดูดตัวเมีย แต่กระบวนการนี้ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด

ในปี 2019 นักท่องเที่ยวกว่า 12,000 คน เข้ามาเยี่ยมชมปรากฏการณ์ทางชีวภาพอันน่าทึ่งนี้ เดวิด เชลลีย์ หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ประจำคองการี กล่าว แต่ปีนี้ เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา อุทยานฯ จึงต้องประกาศงดกิจกรรมการชมหิ่งห้อยประจำปี

การสร้างสภาพแวดล้อมจำลองเพื่อศึกษาการเคลื่อนที่และรูปแบบการเปล่งแสงของหิ่งห้อย Photuris frontalis นักวิจัยติดตั้งกล้องบันทึกวิดีโอ 360 องศา ภายในเต็นท์ที่มืดทึบและมีแมลง 20 ตัว นวัตกรรมนี้จะช่วยไขปริศนาที่อยู่เบื้องหลังการเปล่งแสงที่สอดประสานกัน

ในขณะที่สาธารณชนอาจผิดหวังที่พลาดเข้าชมหิ่งห้อย แต่ความร้างผู้คนทำให้นักวิจัยเห็นภาพที่หาชมได้ยากของแมลงแห่งคองการี และเห็นข้อมูลในพื้นที่พิสุทธิ์ที่อาจจะไม่เกิดขึ้นอีก

นอกจากนี้ หิ่งห้อยยังสามารถผสมพันธุ์ในฤดูร้อนนี้ โดยปราศจากมลพิษทางแสง และการรบกวนจากแสงไฟของเมืองที่อยู่ชายป่า เหมือนเป็นช่วงเวลาที่เป็นประโยชน์ต่อแมลง ซึ่งประชากรกำลังลดจำนวนลง

เพื่อบันทึกและศึกษาสิ่งมีชีวิตในช่วงเวลาที่ไม่ปกติเช่นนี้ ทีมนักวิจัยและนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก แม็ก สโตน ใช้เวลาร่วมสัปดาห์ในคองการี ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา

“เราหวังเล็กๆ ว่า ข้อมูลที่ได้จะบ่งบอกพฤติกรรมตามธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยตัดปัจจัยของมนุษย์ออกไปได้” จูเลีย อายส์ นักวิจัยจากคณะนิเวศวิทยาและวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยคอลอราโด-โบลเดอร์ กล่าว

สโตนสนใจเข้าร่วมโครงการนี้ เนื่องจากหิ่งห้อยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ เขาตระเวนถ่ายภาพหิ่งห้อยไปทั่วภูมิภาพตะวันออกเฉียงใต้ การระบาดใหญ่ส่งผลให้เขาต้องยกเลิกแผนการเดินทางทั้งหมด แต่การมาเยือนคองการีค่อนข้าง “เป็นเกียรติสำหรับผมมาก” สโตนบอกและเสริมว่า แถมยังเป็นโอกาสอันดีที่ได้บันทึกภาพช่วงเวลาราตรีและเผยแพร่สู่ธารณชน โดยไม่มีการรบกวนจากแสงแฟลชของนักท่องเที่ยว

สำรวจความลี้ลับ

ในเดือนพฤษภาคม อายส์และเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกัน ราฟาเอล ซาร์ฟาตี เดินทางสู่คองการี เพื่อบันทึกภาพสามมิติการเปล่งแสงของหิ่งห้อย

เชลลีย์กล่าวว่า เขาสุขใจมากที่นักวิจัยมีโอกาสในช่วงเวลาพิเศษนี้ “คุณมีโอกาสเดียวในรอบปี”

โดยเฉพาะการเรียนรู้กลไกการสอดประสานเปล่งแสงของหิ่งห้อยอย่างพร้อมเพรียงที่ยังเป็นปริศนา พวกมันสามารถกระพริบแสงวาบวามเป็นทำนองเดียวกันทั่วทั้งผืนป่า แม้ว่าบางครั้งมันอาจมีบางตัวที่กระพริบแสงในจังหวะของตัวเอง แต่ก็เป็นเพียงชั่วจังหวะสั้นๆ

หิ่งห้อย, แมลง, อุทยานแห่งชาติ, ดูหิ่งห้อย, ชมหิ่งห้อย
ราฟาเอล ซาร์ฟาตี นักฟิสิกส์และหนึ่งในทีมวิจัย ติดตั้งรางหลอดแอลอีดี (LED) เพื่อเลียนแบบแสงและจังหวะการกระพริบแสงของหิ่งห้อย Photuris frontalis ในอุทยานแห่งชาติคองการี ภาพวิดีโอจะบันทึกการตอบสนองของหิ่งห้อยต่อไฟแอลอีดี

“ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างที่ทำให้ทุกตัวเปล่งแสงเป็นจังหวะเดียวกัน” ซาร์ฟาตีกล่าวและเสริมว่า “พวกมันอาจจะตั้งนาฬิกาชีวภาพของตัวเองให้เหมือนกับตัวอื่นๆ ในป่า”

ซาร์ฟาตี อายส์ และหัวหน้านักวิจัย โอริต เพเลก ยังไม่ได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่สำรวจในเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่พวกเขาพบคำใบ้บางอย่างเกี่ยวกับความหนาแน่นของแมลงช่วงก่อนที่พวกมันจะเปล่งแสงอย่างสอดประสาน และสัญญาณของพวกมันแพร่ไปยังพื้นที่ห่างออกไปอย่างไร

จุดประสงค์ของการเปล่งแสงนี้คืออะไร “เป็นคำถามที่พวกเราถามตัวเองทุกวัน” เพเลกกล่าว คำตอบที่ได้จะเป็นสิ่งที่เผยให้เรารู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

ไม่มีใครเหมือน

หนึ่งสิ่งของความซับซ้อนคือ สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดแตกต่างกัน

ยกตัวอย่างเช่น หิ่งห้อยชนิด Photinus carolinus ที่เพลเลก อายส์ และซาร์ฟาตี กำลังศึกษาอยู่ในเทือกเขาสโมกกี รัฐเทนเนสซีและนอร์ทแคโรไลนา จะเปล่งแสงวาบวามในช่วงก่อนฟ้ามืดเป็นจังหวะประมาณหกถึงแปดวินาทีในแต่ละครั้ง ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความชื้น

ช่วงเวลาที่หิ่งห้อยออกมารวมกันมากที่สุดคือช่วงต้นเดือนมิถุนายน “ผมนอนแค่วันละสี่ชั่วโมง นอกนั้นผมวิ่งตามเฝ้าดูหิ่้งห้อยเหล่านี้” ลินน์ เฟาสต์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Fireflies, Glow-worms, and Lightning Bugs หนังสือแนะนำแมลงในภูมิภาคตอนกลางและตะวันออกของสหรัฐอเมริกา กล่าวและเสริมว่า “มันต้องจริงจังเพราะว่าเป็นโอกาสครั้งเดียวในรอบปี”

หิ่งห้อย, แมลง, อุทยานแห่งชาติ, ดูหิ่งห้อย, ชมหิ่งห้อย
“มันเป็นเหมือนเวทมนตร์ ที่ได้ออกไปในป่ายามราตรีตอนกลางเดือนพฤษภาคม กับหิ่งห้อยเหล่านี้” เดวิด เชลลีย์ กล่าว

เฟาสต์บอกว่า หิ่งห้อยที่พบในคองการีและเทือกเขาสโมกกีแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่แค่วิธีพี่พวกมันส่งสัญญาณ แต่เป็นจังหวะที่แตกต่างกัน หิ่งห้อยในคองการีกระพริบแสงเร็วๆ เป็นจังหวะเดียวกัน แต่ในเทือกเขาสโมกี พวกมันกระพริบแสงเป็นห้วงช้าๆ

จังหวะหัวใจแห่งหนองน้ำ

การอันตรธานของผู้คนไม่เพียงส่งผลอันดีต่อนักวิจัย แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อตัวแมลงเอง

ตัวอ่อนของหิ่งห้อยอาศัยอยู่บนพื้นดินและเศษใบไม้ที่ปกคลุมดินเป็นเวลาประมาณสองปีก่อนจะกลายเป็นตัวเต็มวัย การที่ไม่มีผู้คนเข้าไปเหยียบย่ำที่อาศัยของตัวอ่อน “ทำให้พวกมันมีโอกาสรอดเป็นตัวเต็มวัยได้มากขึ้น” เฟาสต์กล่าวและเสริมว่า “ผมมองว่ามันเป็นเรื่องดี”

หิ่งห้อย, แมลง, อุทยานแห่งชาติ, ดูหิ่งห้อย, ชมหิ่งห้อย
จูเลีย อายส์ จับหิ่งห้อย Photuris frontalis ในคองการี ทีมวิจัยนำแมลงไปใส่ในเต็นท์ชั่วคราวเพื่อศึกษาการกระพริบแสง ก่อนปล่อยกลับสู่ป่า

สโตนเล่าว่า ยังคงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับคองการีในช่วงเวลาใกล้ค่ำ เพื่อโฟกัสกล้องโดยใช้เทคนิตเปิดชัตเตอร์นานๆ ซึ่งไวต่อแสงที่เคลื่อนไปมา แต่ด้วยไม่มีนักท่องเที่ยว จึงทำให้งานของสโตนง่ายขึ้น และโอกาสที่ได้พบเห็นและทำสารคดีเกี่ยวกับแมลงก็เป็นรางวัลอันล้ำค่า

“คุณจะรู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่” สโตนกล่าวและเสริมว่า “มันเหมือนคุณกำลังดูจังหวะหัวใจของหนองน้ำ … มันเปลี่ยนมุมมองการมองเห็น”

เรื่อง ดักลาส เมน
ภาพถ่าย แม็ก สโตน


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ : การเรืองแสงทางธรรมชาติ ปรากฏการณ์อันน่าทึ่ง 

การเรืองแสงทางชีวภาพ
หากพูดถึงในเรื่องของเวทมนตร์แล้ว คงไม่มีเหตุการณ์ไหนใกล้เคียงกับคำว่าเวทมนตร์ไปกว่า การเรืองแสงทางชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นการจับหิ่งห้อยตัวเป็นๆ หรือการเดินเล่นริมชายหาดในตอนกลางคืนพร้อมกับเห็นรอยเท้าของตัวเองเรืองแสงท่ามกลางหาดทรายเป็นจำนวนล้านๆ เม็ด

เรื่องแนะนำ

เคยเห็นกันหรือไม่? ผีเสื้อกินน้ำตาเต่า

เคยเห็นกันหรือไม่? ผีเสื้อกินน้ำตาเต่า ไม่เอา ไม่ร้องนะ เดี๋ยวเค้าซับน้ำตาให้เอง ผีเสื้อในคลิปนี้กำลังดูดดื่มกับน้ำตาเต่า จริงๆนะ สัตว์กินเนื้อ เช่น เสือ และสิงโต ได้โซเดียมหรือเกลือแร่จากเนื้อสัตว์ที่มันกิน แต่สัตว์กินพืช เช่น แมลงอย่างผีเสื้อ ต้องหาโซเดียมจากแหล่งอื่นๆ ถ้าเป็นกลางป่าดิบแอมะซอนล่ะ จะหาแหล่งโซเดียมจากที่ไหนได้นะ คำตอบคือก็น้ำตาเต่าไงล่ะ ผีเสื้อตัวเบาแสนเบาใช้ตัวจับหรือเซนเซอร์ที่เท้าและขาในการลิ้มรสอาหารกระบวนการนี้จึงไม่ทำอันตรายเต่าแม้แต่น้อย ช่างอ่อนหวาน (และเค็ม) เสียนี่กระไร   อ่านเพิ่มเติม : เหตุใดวาฬสเปิร์มจึงยืนในน้ำ, แม้จะเรียกกันติดปากว่า “หมีโคอาล่า” แต่แท้จริงแล้ว โคอาล่า ไม่ใช่ “หมี”

พบกับแมลงที่ตั้งท้องแต่กำเนิด

โดย ลิซ แลงเลย์ ในฐานะที่เราเป็นไพรเมตความสมบูรณ์ทางเพศของเราเติบโตเป็นไปอย่างช้าๆ แม้กระทั่งว่าบางคนถึงจะอายุ 50 ปีแล้ว ก็ยังคงหัวเราะคิกคักเมื่อได้ยินคำที่พูดถึงอวัยวะเพศ… ความสมบูรณ์พร้อมทางเพศคือช่วงอายุที่สิ่งมีชีวิตนั้นๆ เติบโตพอที่จะผสมพันธุ์ได้ และแน่นอนว่าเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ในโลกของสรรพสัตว์แล้ว มีเรื่องราวของสัตว์มากมายที่คุณต้องเซอร์ไพร์   เพลี้ยอ่อน (Aphid) เพลี้ยอ่อน แมลงปากดูดขนาดเล็กที่พบได้ทั่วโลก เกิดมาพร้อมกับการตั้งท้อง ข้อมูลจาก Ed Spevak ผู้ดูแลสาขาสัตว์ไม่มีกระดูก ประจำสวนสัตว์ St. Louis “พวกมันสร้างแบบจำลองจิ๋วภายในตัว” Spevak กล่าว “เหมือนกับเจ้าตัว Tribbles ในซีรี่ย์ Star Trek ชุดเก่า” ดังนั้นแล้วนั่นแปลว่าเพลี้ยอ่อนเพศเมีย เมื่อเกิดมาก็จะมีไข่เติบโตอยู่ภายในตัวแล้ว นอกจากนั้นเพลี้ยอ่อนจะเลือกใช้การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เมื่อสภาพอากาศไม่สามารถคาดเดาได้ ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าลูกหลานของมันที่เกิดมามีความหลากหลาย และความแข็งแรงที่ยึดหยุ่นมากขึ้น   อะโซโลตล์ (Axolotl) อะโซโลตล์ ซาลาแมนเดอร์หน้าตาน่ารักจากเม็กซิโก มีภาวะปีเตอร์ แพน ซินโดรม (ภาวะไม่อยากเป็นผู้ใหญ่) อะโซโลต์จะมีชีวิตอยู่ในระยะตัวอ่อนเกือบทั้งชีวิตของมัน การสืบพันธุ์ทั้งๆ ที่ยังเป็นตัวอ่อนอยู่หรือยังไม่เติบโตเต็มวัยนี้เรียกการสืบพันธุ์ประเภทนี้ว่า พีโดเจเนซีส (Paedogenesis) โดย […]

ฟังเสียงร้องของปลาคางคก

ฟังเสียงร้องของปลาคางคก เสียงที่คุณจะได้ยินต่อไปนี้ไม่ใช่เสียงโทรศัพท์มือถือสั่น แต่มันคือเสียงร้องของปลาคางคก ปลาทะเลชนิดหนึ่งที่มีหัวขนาดใหญ่และปากกว้างเป็นเอกลักษณ์ เสียงอันแปลกประหลาดของมันนี้ถูกเปล่งออกมาจากกล้ามเนื้อรอบๆ กระเพาะปัสสาวะ โดยนักวิจัยพบว่าในปลาคางคกแต่ะตัวก็จะมีเสียงร้องและจังหวะเป็นของตนเอง วิดีโอใต้น้ำนี้ถ่ายทำโดย Bob Mazu ในตอนแรกที่ได้ยินเสียง Bob คิดว่ามันดังมาจากอุปกรณ์ดำน้ำของเขา แต่ในที่สุดเขาก็พบว่าเจ้าของเสียงคือสิ่งมีชีวิตที่ซ่อนตัวอยู่ใต้โขดหิน นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าพวกมันใช้เสียงร้องเหล่านี้ในการดึงดูดตัวเมีย บ้างก็ใช้เพื่อเตือนภัยปลาคางคกด้วยกัน ซึ่งในระหว่างดำน้ำอาจได้ยินเสียงของพวกมันโต้ตอบกันไปมา   อ่านเพิ่มเติม ปลาถ้ำตาบอดอาจเป็นกุญแจใหม่ในการรักษาเบาหวาน