ชีวิตเหล่าสรรพสัตว์ที่ยากลำบาก เมื่อน้ำแข็ง แอนตาร์กติก กำลังละลาย

ชีวิตเหล่าสรรพสัตว์ที่ยากลำบาก เมื่อน้ำแข็ง แอนตาร์กติก กำลังละลาย

สิ่งมีชีวิตในทะเลนอกชายฝั่งคาบสมุทร แอนตาร์กติก จําเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง เมื่อนํ้าแข็งทะเลลดลง และเรือประมงรุกคืบเข้ามาจับคริลล์มากขึ้น

เรือยางแล่นเข้ามาจอดใกล้ชายฝั่งที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ และนกเพนกวินเจนทูแห่งอ่าวเนโกก็เห็นมนุษย์ใน แอนตาร์กติก เป็นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งปี

แทนที่จะเป็นนักท่องเที่ยวผู้ส่งเสียงเอะอะมะเทิ่ง (ห่างหายไปเพราะการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนา) ผู้ลงจากเรือคือ ทอม ฮาร์ต นักชีววิทยาเพนกวินและนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ อีกหลายคนที่กลับมายังคาบสมุทร แอนตาร์กติก ในเดือนมกราคม ปี 2021 เสียงกู่ร้องและเสียงเรียกดังระงมไปทั่วคอโลนีเพนกวินเจนทูที่มีอยู่ราว 2,000 ตัว พวกมันไม่สนใจฮาร์ต ขณะเขาเดินตรงไปยังกล้องไทม์แลปส์ ซึ่งถ่ายภาพเพนกวินทุกชั่วโมง จากรุ่งสางจนย่ำค่ำ ตั้งแต่ พวกมันมาทำรังที่คอโลนีนี้เมื่อสี่เดือนก่อนเพื่อวางไข่และเลี้ยงลูก กล้องตัวนี้เป็นหนึ่งในกล้องเกือบหนึ่งร้อยตัวที่วางไว้ทั่วคาบสมุทรยาว 1,340 กิโลเมตร และกว้าง 70 กิโลเมตรแห่งนี้ เพื่อเฝ้าติดตามคอโลนีนกเพนกวินสามชนิด ที่จับคู่ผสมพันธุ์ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา

ทะเลน้ำแข็ง, แอนตาร์กติก
ภูมิทัศน์ทะเลน้ำแข็งมีพลวัตเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ “เราเห็นน้ำแข็งรูปโค้งอันหนึ่งพังทลายลงครับ” ช่างภาพและนักสำรวจเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก โทมัส เพสแชก กล่าว

ประชากรเพนกวินเจนทูบนคาบสมุทรเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายคอโลนีมีสมาชิกเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และกำลังขยายอาณาเขตไปทางใต้สู่พื้นที่ใหม่ที่เคยเย็นจัดเกินไปสำหรับพวกมัน ตรงกันข้าม ชนิดพันธุ์ที่ใกล้ชิดกัน คือนกเพนกวินคางแถบที่มีขนาดเล็กกว่า และนกเพนกวินอาเดลีที่มีหัวสีดำขลับ กลับลดจำนวนลงกว่าร้อยละ 75 ในหลายคอโลนีที่นกเพนกวินเจนทูขยายพันธุ์ได้ดี

“พูดคร่าวๆ นะครับ” ฮาร์ตกล่าว “เราเสียอาเดลีไปตัวหนึ่ง เสียคางแถบไปอีกตัวหนึ่ง แต่เราได้เจนทูมาตัวหนึ่ง”

นกเพนกวินเป็นดรรชนีสำคัญที่บ่งชี้สุขภาวะโดยทั่วไปของมหาสมุทร พวกมันอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง ของสิ่งแวดล้อมอย่างมาก และพึ่งพาทะเลที่อุดมสมบูรณ์กับเหยื่อที่มีอยู่อย่างชุกชุม นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเพนกวิน ไม่กังกลว่า เพนกวินคางแถบและเพนกวินอาเดลีจะหายไปจากโลก เพราะบางคอโลนีนอกคาบสมุทรดูเหมือน จะมีสภาวะคงตัว บางแห่งอาจถึงกับมีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

เพนกวิน, แอนตาร์กติก
เพนกวินเจนทูแวะพักระหว่างการหากินบนภูเขาน้ำแข็งที่ล่องลอยในทะเล พวกมันใช้กรงเล็บบนตีนปีนน้ำแข็ง จำนวนเพนกวินเจนทูบนคาบสมุทรแอนตาร์กติกเพิ่มขึ้นกว่าหกเท่าในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา เพนกวินเจนทูพึ่งพา คริลล์น้อยกว่าเพนกวินคางแถบและเพนกวินอาเดลี

“สิ่งที่เรากังวลคือ เพนกวินทั้งสองชนิดบนคาบสมุทรแอนตาร์กติกลดจำนวนลงอย่างฮวบฮาบค่ะ” เฮเทอร์ ลินช์ นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยสโตนีบรุกในรัฐนิวยอร์ก กล่าว การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มประชากรเพนกวินในน่านน้ำนอกชายฝั่งทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งก็คือมหาสมุทรใต้ เป็นสัญญาณเตือนว่า ระบบนิเวศกำลังถูกรบกวนจนปั่นป่วน “สิ่งนี้บอกเราจริงๆ ว่า บางสิ่งบางอย่างในระบบมหาสมุทรใต้เปลี่ยนแปลงไป และการเปลี่ยนแปลงนั้น…ไม่ตั้งใจ จะเล่นสำนวนนะคะ เป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้นค่ะ”

คาบสมุทรแอนตาร์กติกเป็นสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก อุณหภูมิอากาศช่วงที่เกิดคลื่นความร้อนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2020 สูงทำลายสถิติถึง 18.3 องศาเซลเซียสที่ฐานเอสเปรันซาของอาร์เจนตินา ใกล้ปลายติ่งเหนือสุดของคาบสมุทร (ปกติแล้วอุณหภูมิในฤดูร้อนสูงกว่าจุดเยือกแข็งไม่เกินสองถึงสามองศา) เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น น้ำแข็งทะเลรอบคาบสมุทรก็ถอยร่นหดหาย และเมื่อปี 2016 น้ำแข็งทะเลลดขนาดเหลือน้อยที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการใช้ดาวเทียมเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งในช่วงทศวรรษ 1970

แมวน้ำ
แมวน้ำเสือดาวลอยตัวอยู่ข้างภูเขาน้ำแข็งนอกชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรแอนตาร์กติก ฟองอากาศจากน้ำแข็ง ละลายติดอยู่กับเลนส์กล้องถ่ายภาพใต้น้ำ สำหรับแมวน้ำ แพน้ำแข็งเป็นสถานที่สำหรับผสมพันธุ์และผลัดขน และยังเป็นถิ่นอาศัยของคริลล์ซึ่งเป็นเหยื่อสำคัญ

นั่นคือปัญหา เพราะน้ำทะเลเย็นจัดเป็นแหล่งอาศัยของครัสเตเชียน [สัตว์จำพวกกุ้งกั้งปู] ขนาดนิ้วก้อย ซึ่งได้แก่คริลล์แอนตาร์กติกที่มีความสำคัญต่อสายใยชีวิตในมหาสมุทรใต้ ฝูงคริลล์อันอุดมเป็นอาหารของสัตว์อื่นๆมากมายที่มารวมตัวหากินอย่างขนานใหญ่ วาฬมิงก์และวาฬหลังค่อมมาเพื่อสวาปามคริลล์คำโต หมึกกล้วย ปลาและเพนกวินก็กินคริลล์เช่นกัน สัตว์หลายชนิดที่กินคริลล์จะถูกสัตว์ผู้ล่าลำดับสูงขึ้นไปล่าเป็นทอดๆ หากคริลล์หมดไป ระบบนิเวศจะพังทลาย

ยังไม่แน่ชัดว่า ปริมาณคริลล์ที่หายไปเพราะสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นขึ้นมีมากน้อยเท่าใด ขณะเดียวกัน น่านน้ำรอบคาบสมุทรแอนตาร์กติกเป็นแหล่งอุตสาหกรรมประมงคริลล์ขนาดใหญ่ที่สุดในมหาสมุทรใต้ เรือโรงงานจับคริลล์ วันละกว่า 725 เมตริกตัน บนเรือ คริลล์ถูกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา-3 เช่น ปลาป่น สำหรับทำอาหารปศุสัตว์ และน้ำมันคริลล์สำหรับผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของมนุษย์และสัตว์เลี้ยง ลินช์กล่าวว่า ภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและอุตสาหกรรมประมงเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด

นกเพนกวินคางแถบหนึ่งราวหนึ่งแสนตัวทำรังที่แหลมเบลีย์เฮดบนเกาะดีเซปชัน ห่างจากคาบสมุทรแอนตาร์กติก ไปทางเหนือ 110 กิโลเมตร มอสสีเขียวและไลเคนเจริญเติบโตบนพื้นที่ปราศจากธารน้ำแข็งเพราะมีความร้อนใต้พิภพ ขณะสภาพภูมิอากาศของโลกอบอุ่นขึ้น เกาะมากมายนอกคาบสมุทรอาจมีสภาพเช่นนี้

ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติผู้ศึกษาแอนตาร์กติกวางโครงการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองทางทะเล (marine protected area: MPA) ครอบคลุมพื้นที่ 670,000 ตารางกิโลเมตร เพื่อปกป้องทะเลตามแนวชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรแอนตาร์กติก

การตัดสินใจว่าจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองดังกล่าวหรือไม่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งมีชีวิตทางทะเลแอนตาร์กติก องค์กรระหว่างประเทศนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1982 เพื่ออนุรักษ์สิ่งมีชีวิตทางทะเลของแอนตาร์กติก คณะกรรมการฯ ดำเนินการภายใต้สนธิสัญญาแอนตาร์กติก (Antarctic Treaty) ซึ่งเป็นความตกลงที่ลงนามในปี 1959 โดย 12 ชาติที่ยอมวางข้อพิพาทเรื่องดินแดน และยกทวีปแอนตาร์กติกาให้แก่สันติภาพและวิทยาศาสตร์ ปัจจุบัน คณะกรรมการฯ มีสมาชิก 25 ชาติ และสหภาพยุโรป

เพนกวิน, แอนตาร์กติก
นกเพนกวินเจนทูที่อ่าวเนโกกกไข่ในรังที่สร้างจากก้อนหินและเลี้ยงลูกนกอยู่รอบกระดูกสันหลังชิ้นหนึ่งของวาฬ ซึ่งเป็นสิ่งเตือนใจถึงประวัติศาสตร์การล่าวาฬเชิงพาณิชย์ในคาบสมุทรแอนตาร์กติก หนึ่งศตวรรษให้หลัง ปัจจุบัน วาฬได้รับการคุ้มครอง และชาวประมงหันมาจับคริลล์ซึ่งเป็นอาหารหลักของวาฬ ปลา แมวน้ำ และเพนกวิน

พื้นที่คุ้มครองแห่งแรกจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2009 ปกป้องน่านน้ำนอกชายฝั่งหมู่เกาะเซาท์ออร์กนีย์ห่างจาก ปลายคาบสมุทรแอนตาร์กติกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 600 กิโลเมตร พื้นที่คุ้มครองแห่งที่สองซึ่งบรรลุขั้นตอนสุดท้ายในปี 2016 คุ้มครองพื้นที่ส่วนหนึ่งของทะเลรอสส์ทางอีกฟากของทวีป ในการประชุมประจำปีช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ คณะกรรมการฯ จะพิจารณาแผนจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองทางตะวันตกของคาบสมุทรแอนตาร์กติกและอีกสองแห่ง

มาตรการที่เสนอใช้กับพื้นที่ทางตะวันตกของคาบสมุทรแอนตาร์กติกจะห้ามเรือจับคริลล์เข้ามาในน่านน้ำ สำคัญที่สุดที่กำหนดไว้สำหรับสัตว์ป่าภายในเขตคุ้มครองทั่วไปสี่แห่ง พื้นที่คุ้มครองขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ทางใต้ เป็นพื้นที่ที่ไม่เคยถูกใช้ประโยชน์เพราะปกคลุมด้วยน้ำแข็งทะเล ในอนาคตพื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่หวงห้ามสำหรับการประมงเชิงพาณิชย์ แม้ว่าน้ำแข็งจะละลายมากพอจนสามารถทำประมงเชิงพาณิชย์ได้ก็ตาม มาตรการคุ้มครองที่เหลือจะกำหนดเขตที่ให้จับคริลล์ต่อไปได้ภายใต้กฎระเบียบชุดใหม่

ภูเขาน้ำแข็ง, แอนตาร์กติก
ภูเขาน้ำแข็งยอดราบลูกนี้ีมีส่วนเหนือผิวน้ำที่มองเห็นได้เพียงหนึ่งในสิบ ส่วนที่จมอยู่เห็นเป็นสีเทอร์คอยส์ในน้ำทะเลใสของช่องแคบแอนตาร์กติกซาวนด์

เรื่อง เฮเลน สเกลส์
ภาพถ่าย โทมัส พี. เพสแชก

สามารถติดตามสารคดี โลกน้ำแข็งกำลังละลาย ฉบับสมบูรณ์ได้ที่ นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนพฤศจิกายน 2564

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/534541


อ่านเพิ่มเติม ทะเลน้ำแข็งฤดูร้อนของอาร์กติกอาจละลายหมดในปี 2035 (ดังช่วงหลังยุคน้ำแข็ง)

อาร์กติก

เรื่องแนะนำ

ทำความรู้จักกับอิกทิโอซอรัส

ทำความรู้จักกับ อิกทิโอซอรัส ในโลกดึกดำบรรพ์ทั่วแผ่นดินถูกไดโนเสาร์ยึดครอง ในขณะที่ท้องฟ้าก็เป็นของเทอโรซอร์ แล้วผืนน้ำล่ะ? ใครกันที่เป็นเจ้าของ มันคือ “อิกทิโอซอรัส” สัตว์เลื้อยคลานในยุคไดโนเสาร์ ซึ่งอันที่จริงมันดำรงอยู่มาก่อนไดโนเสาร์เสียอีก อิกทิโอซอรัสเริ่มปรากฏขึ้นบนโลกเมื่อราว 251 ล้านปีก่อน ในช่วงต้นของยุคไทรแอสซิก หรือราว 20 ล้านปีก่อนที่โลกจะมีไดโนเสาร์ ชื่ออันน่าจดจำของมันมาจากภาษากรีก โดยคำว่า อิกทิโอ แปลว่าปลา ส่วนคำว่าซอรัส หมายถึงกิ้งก่า ย้อนกลับไปดูบนเส้นทางวิวัฒนาการของมันจะเห็นว่าร่างกายของอิกทิโอซอรัสนั้นคล้ายกับกิ้งก่ามาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป 100 ล้านปี รูปร่างของมันก็คล้ายปลามากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันมีกะโหลกศีรษะยาว และดวงตาขนาดใหญ่ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการมองเห็น ช่วยให้มันสามารถล่าเหยื่อในโลกใต้ทะเลที่มีแสงสว่างไม่มากนัก นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีดวงตาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางดวงตา 10 นิ้ว (วาฬสีน้ำเงินสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบันมีเส้นผ่านศูนย์กลางดวงตา 6 นิ้ว) ในขณะเดียวกันอิกทิโอซอรัสก็เป็นสัตว์ที่มีความหลากหลายมาก พวกมันมีขนาดตัวตั้งแต่ 2 ฟุต ไปจนถึง 85 ฟุต หรือราว 26 เมตร และด้วยวิวัฒนาการหลายล้านปีที่ปรับเปลี่ยนมันให้กลายมาเป็นนักล่าอันน่าหวาดหวั่นแห่งท้องทะเลโดยเฉพาะ พวกมันทำความเร็วได้ถึง 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นทำให้พวกมันอยู่ ณ […]

มอลลัสกา (Mollusca)

ไฟลัม มอลลัสกา หรือกลุ่มของสัตว์จำพวก หอย และหมึก มอลลัสกา (Mollusca) คือ 1 ใน 9 หมวด หรือ “ไฟลัม” (Phylum) ของอาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia) ในการจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตตามอนุกรมวิธานวิทยา (Taxonomy) โดยสัตว์ในไฟลัมมอลลัสกา คือ กลุ่มของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrate) ที่ถูกเรียกรวมกันว่า “มอลลัสก์” (Mollusks) หรือสัตว์ลำตัวนิ่มที่มีเปลือกแข็งห่อหุ้ม เช่น หอยกาบคู่ (Clam) หอยกาบเดี่ยว (Snail) หอยงาช้าง (Tusk Shell) ลิ่นทะเล (Chiton) และหมึก (Squid & Octopus) ชนิดต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเล เป็นกลุ่มของสัตว์ที่มีความหลากหลายทางชนิดพันธุ์สูงสุดเป็นลำดับที่ 2 รองจากไฟลัมอาร์โทรโพดา ซึ่งในปัจจุบันมีการค้นพบสัตว์กลุ่มนี้แล้วกว่า 1 แสนชนิด  [คำว่า “มอลลัสกัส” (Molluscus) แปลว่า […]

โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าแห่งบุรีรัมย์ ที่ฟื้นคืนฝูงนกกระเรียนพันธุ์ไทยจากการสูญพันธุ์

โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่การฟื้นคืนฝูง นกกระเรียน พันธุ์ไทยจากการสูญพันธุ์ และทำให้ชาวบ้านหันมาทำนาอินทรีย์กันทั้งชุมชน โลกของเรามี นกกระเรียน 15 ชนิด ตั้งแต่นกกระเรียนพันธุ์ยุโรป นกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย นกกระเรียนพันธุ์ออสเตรเลีย นกกระเรียนกู่แห่งทวีปอเมริกา มาจนถึงนกกระเรียนพันธุ์ไทย (Eastern Sarus Crane) ที่มีขนาดใหญ่โตที่สุด เมื่อโตเต็มวัย โดยมีความสูงถึง 1.8 เมตร จึงนับเป็นนกบินได้ที่สูงที่สุดในโลก เชื่อว่าทุกคนรู้จักชื่อนกกระเรียน แล้วรู้หรือไม่ว่า นกกระเรียนพันธุ์ไทย เคยสาบสูญไปจากธรรมชาติเมืองไทยนานถึง 50 ปี แต่ตอนนี้พวกมันได้กลับมาแล้ว ซึ่งเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเหล่านักอนุรักษ์ และชาวนาแห่งอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ ใน ‘โครงการการปล่อย นกกระเรียน พันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ’ เมื่อ 50 ปีก่อน บริเวณนี้คือ พื้นที่ชุ่มน้ำ แหล่งอยู่อาศัยตามธรรมชาติอันสมบูรณ์ของเหล่านกกระเรียน มาวันนี้เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปจากหนองน้ำกลายเป็นทุ่งนา ความเป็นอยู่ของชาวบ้านถูกชี้วัดด้วยผลผลิตข้าวจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ฉะนั้นการกลับมาของฝูงนกกระเรียนจึงเป็นความท้าทายของทั้งนกและคน ความท้าทายของการเพาะพันธุ์นกกระเรียน เลี้ยงดูให้เติบโตอและเตรียมความพร้อมให้พวกมันออกไปใช้ชีวิตได้ตามธรรมชาติว่ายากแล้ว แต่การทำงานร่วมกับชาวบ้านเจ้าของที่นาในปัจจุบันนั้นยากยิ่งกว่า เพราะความสำเร็จของภารกิจนี้คือ นกต้องอยู่รอดได้ด้วยตัวเองในธรรมชาติ ดังนั้นชาวบ้านในชุมชนจึงต้องเข้าใจและเต็มใจทำมาหากิน ไปพร้อมกับนกกระเรียนที่มาหากินและอยู่อาศัยในพื้นที่นาของตัวเอง จากจุดเริ่มต้นโครงการ ใน พ.ศ. […]

โอ้ยก็มันคันอ่า!

เมื่อคุณคันก็แค่เกา แต่หากคุณเกิดเป็นสัตว์สี่เท้าจะเกายังไง! มาชมวิธีการแก้คันในแบบต่างๆ ของสรรพสัตว์กัน