แมงดาทะเล : ใต้กระดองดึกดำบรรพ์ 450 ล้านปี - National Geographic Thailand

แมงดาทะเล : ใต้กระดองดึกดำบรรพ์ 450 ล้านปี

แมงดาทะเล ดำรงเผ่าพันธุ์มายาวนานถึง 450 ล้านปี ตอนนี้ พวกมันมีคุณูปการสำคัญต่อวงการแพทย์  แต่นั่นมาพร้อมกับราคาค่างวดที่ต้องจ่าย

แมงดาทะเล วิวัฒน์ขึ้นเพื่ออยู่ยืนยง ด้วยหางที่มีหนาม กระดองรูปร่างเหมือนหมวกเหล็กในสนามรบ และก้ามแหลมคมที่ปลายขาแปดข้างจากทั้งหมด 10 ข้าง สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังดึกดำบรรพ์เหล่านี้แหวกว่ายและคืบคลาน ไปตามก้นสมุทรโดยแทบไม่เปลี่ยนแปลงรูปร่างเลยตลอด 450 ล้านปี

พวกมันเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกที่ล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ แต่การรอดพ้นจาก เงื้อมมือมนุษย์อาจยากยิ่งกว่า เช่นเดียวกับสัตว์ทะเลมากมาย แมงดาทะเลถูกจับมากเกินขนาดเพื่อนำไปปรุงอาหาร และการพัฒนาตามแนวชายฝั่งก็ทำลายแหล่งวางไข่ พวกมันยังถูกจับคราวละมากๆ เพื่อสกัดเอาเลือดสีน้ำเงิน ที่มีสารประกอบช่วยในการแข็งตัวของเลือดอันจำเป็นต่อการพัฒนาวัคซีนที่ปลอดภัย เลือดของแมงดาทะเลอาจช่วยชีวิตมนุษย์ก็จริง แต่การได้มามักต้องแลกด้วยชีวิตของผู้ให้ โดยเฉพาะในแถบเอเชียที่มักสกัดเอาเลือดทั้งหมด ของแมงดาทะเล แทนที่จะเป็นเพียงบางส่วน

แมงดาทะเล, แมงดา
แมงดาทะเลรูปร่างเหมือนรถถังเคลื่อนที่ไปตามแนวปะการังของเกาะปังกาตาลัน ซึ่งได้อานิสงส์จากการปลูกป่าชายเลน และการสร้างปะการังเทียม แมงดาทะเลเป็นสัตว์ในคลาสเมอโรสโทมาทา (Merostomata) ซึ่งแปลว่า “ขาติดอยู่กับปาก” พวกมันเกี่ยวดองกับแมงมุมและแมงป่องมากกว่าพวกครัสเตเชียน

แมงดาญี่ปุ่นหรือแมงดาจีน (Tachypleus tridentatus) สูญเสียประชากรไปกว่าครึ่งหนึ่งในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา แต่ในน่านน้ำรอบเกาะเล็กๆ ชื่อปังกาตาลันของฟิลิปปินส์ ชนิดพันธุ์นี้คือสัญลักษณ์ของความสามารถในการฟื้นตัว ตลอดหลายปี เกาะเนื้อที่ 28 ไร่แห่งนี้ถูกใช้ประโยชน์จนเสื่อมโทรม ขณะที่แนวปะการังถูกคุกคามจากการทำประมงทำลายล้างด้วยระเบิดและไซยาไนด์ พอถึงปี 2011 แมงดาทะเลเหล่านี้ซึ่งมีขนาดยาวราว 38 เซนติเมตร เป็นหนึ่ง ในสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดที่หลงเหลือ

เกาะปังกาตาลันซึ่งขณะนี้เป็นพื้นที่คุ้มครองทางทะเลเริ่มฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง ความพยายามในการฟื้นฟู แนวปะการังและปลูกป่าทำให้สัตว์จำนวนมากหวนคืนมา รวมถึงปลาหมอทะเลขนาดใหญ่หายากที่เติบโตจนยาวได้ถึงสองเมตรครึ่ง

แมงดาทะเล, แมงดา
ปลาตะคองว่ายอยู่เหนือแมงดาทะเลตัวหนึ่งเพื่อหวังจะเก็บเศษอาหารที่ฟุ้งกระจายขึ้นจากพื้นเลน ขณะแมงดาทะเล ขุดหาหอยสองฝาและเหยื่ออื่นๆ เมื่อปลาขนาดใหญ่ขึ้นหวนคืนสู่แนวปะการังอย่างช้าๆ แมงดาทะเลอาจไม่ได้ครองระบบนิเวศอีกต่อไป แต่พวกมันยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความสามารถในการฟื้นตัว

แมงดาทะเลอาจไม่มีเสน่ห์ดึงดูดเหมือนช้างหรือแพนด้า แต่บางทีพวกมันอาจเป็นแรงบันดาลให้ผู้คน หันมาใส่ใจสัตว์ป่ามากขึ้น ผู้คนตระหนักในคุณค่าของแมงดาทะเลมากขึ้นเพราะบทบาทในการช่วยพัฒนาวัคซีนโควิด 19 นักอนุรักษ์หวังว่า ความตระหนักนี้จะนำไปสู่การปกป้องถิ่นอาศัยของพวกมันอย่างจริงจัง และการหันไปใช้ตัวเลือกสังเคราะห์แทนเลือดแมงดาทะเลในวงกว้าง นั่นเท่ากับช่วยปกป้องพวกมัน เช่นเดียวกับที่พวกมันช่วยชีวิตพวกเรา มาโดยตลอด

แมงดาทะเลซุกซ่อนระบบนิเวศย่อมๆ ไว้ใต้กระดองของมัน วัตถุที่ดูเหมือนขนตามตัวของมันคือไฮดรอยด์ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กที่เป็นญาติกับแมงกะพรุน และมีกุ้งอย่างน้อยแปดตัวเกาะอยู่ตามก้ามและซอกหลืบของขา แมงดาทะเลเป็นสัตว์ที่ได้รับการศึกษาค่อนข้างน้อย เรารู้น้อยมากเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ของมันกับชนิดพันธุ์อื่นๆ
แมงดาทะเล, แมงดา
แมงดาญี่ปุ่นหรือแมงดาจีนตัวหนึ่งดีดตะกอนขึ้นมาจากพื้นโคลนนอกชายฝั่งเขตคุ้มครองทางทะเลเกาะปังกาตาลัน ของฟิลิปปินส์ หลังทุ่มเทความพยายามในการฟื้นฟูอ่าวอยู่นานสิบปี ท้องน้ำสีเขียวของเกาะขนาดเล็กแห่งนี้ก็อุดมไปด้วยแพลงก์ตอนและพร้อมต้อนรับสัตว์ขนาดใหญ่ขึ้นให้หวนคืนมา
นี่ไม่ใช่ภูมิทัศน์ต่างดาว หากเป็นภาพระยะใกล้เป็นพิเศษของท้องแมงดาทะเลส่วนบน ส่วนที่เป็นเหงือกอยู่ด้านล่าง ส่วนที่เห็นเป็นรอยขีดหรือรอยบากคือจุดที่เชื่อมต่อกับโครงร่างแข็งภายนอก จุดสีเข้มด้านล่างคือหนามขนาดเล็กที่อาจทำหน้าที่เหมือนหนวดแมว

เรื่อง   เอมี แมกคีเวอร์

ภาพถ่าย  โลรอง บาเลสตา

ติดตามสารคดี ใต้กระดองดึกดำบรรพ์ ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนสิงหาคม 2565

สั่งซื้อนิตยสารได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/553207


อ่านเพิ่มเติม แมงดาทะเล (Horseshoe Crab)

เรื่องแนะนำ

วอมแบต ถ่ายมูลเป็นทรงลูกบาศก์

วอมแบต เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลกที่ถ่ายมูลเป็นทรงลูกบาศก์ จนถึงตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำตอบว่ามันทำได้อย่างไร วอมแบต เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในโพรงดิน พบได้เฉพาะในประเทศออสเตรเลียและเกาะรอบข้าง ลักษณะตัวกลมป้อมทำให้มนุษย์มองว่ามันเป็นสัตว์ที่น่ารักชนิดหนึ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่คุณอาจยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับวอมแบต คือพวกมันเป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกที่ถ่ายมูลเป็นทรงลูกบาศก์ ด้วยลักษณะพิเศษของมูลวอมแบต สร้างความสนใจแก่นักวิทยาศาสตร์ที่พยายามถกเถียงและหาคำตอบในเรื่องนี้ จนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้ แพทรีเซีย หยาง นักวิจัยในสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย ผู้เชี่ยวชาญด้านของเหลวในร่างกาย ให้ความสนใจศึกษาเรื่องนี้ หลังจากเธอได้ร่วมงานสัมมนาวิชาการ “ฉันแทบไม่อยากเชื่อ” หยาง กล่าว แต่หลังจากได้ทราบข้อเท็จจริง เธอเริ่มศึกษาว่า เพราะอะไร และทำไม วอมแบตจึงถ่ายมูลเป็นทรงลูกบาศก์ “พวกเราต่างตั้งข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้” ไมก์ สวินบอร์น ผู้เชี่ยวชาญด้านวอมแบต มหาวิทยาลัยอะเดไลด์ในออสเตรเลีย กล่าว ชนเผ่าหนึ่งในออสเตรเลียเล่าว่า พวกมันต้องการสร้างอาณาเขตจึงต้องขับถ่ายเป็นทรงเหลี่ยม เพื่อไม่ให้กลิ้งหายไป แต่ไมก์บอกว่าสมมติฐานนี้ไม่ใช่เรื่องจริง “วอมแบตไม่ได้ถ่ายมูลให้มีลักษณะเหมือนเขตแดน” เขากล่าวและเสริมว่า “พวกมันถ่ายมูลเพียงแค่ทำตามอำเภอใจ” สวินบอร์นกล่าวว่า ทรงลูกบาศก์มีความสัมพันธ์กับสภาพแห้งแล้ง ที่เป็นแหล่งอาศัยของวอมแบต “ลำไส้ของพวกมันต้องดูดน้ำกลับจากมูลให้มากที่สุด” เขากล่าว หลักฐานชิ้นหนึ่งที่ยืนยันเรื่องนี้คือ วอมแบตในสวนสัตว์ซึ่งเข้าถึงน้ำได้ง่าย ถ่ายมูลไม่เป็นทรงลูกบาศก์เท่าที่พบในธรรมชาติ ความชื้นเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ “ยังมีปัจจัยเรื่องกายวิภาคระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย” บิลล์ ซีกเลอร์ ประธานอาวุโสในสวนสัตว์บรูกฟิลด์ ชิคาโก […]

ทะเลร้อนคร่าแปซิฟิก

เรื่อง เครก เวลช์ ภาพถ่าย พอล นิกเคลน ช่วงปลายปี 2013 บริเวณน้ำอุ่นอันน่าพิศวงเริ่มก่อตัวขึ้นในอ่าวอะแลสกา ระบบความกดอากาศสูงที่คงอยู่นานสะกดพายุให้สงบนิ่ง โดยปกติแล้วลมจะพัดกวนให้ผิวทะเลเย็นลง ในทำนองเดียวกับที่การเป่ากาแฟร้อนๆช่วยคายความร้อนออกมา แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ความร้อนภายใน “มวลน้ำอุ่นยักษ์” นี้กลับสะสมตัวขึ้น และแปรสภาพไปเป็นบริเวณกว้างกว่าเดิมโดยเลียบไปตามชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ ในบางบริเวณอุณหภูมิของน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ย 4 องศาเซลเซียส  ในช่วงสูงสุด มวลน้ำอุ่นนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 9 ล้านตารางกิโลเมตร จากเม็กซิโกถึงอะแลสกา คิดเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศเสียอีก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งทำให้โลกอุ่นขึ้นมีส่วนก่อให้เกิดเหตุการณ์นี้หรือไม่ ไม่มีใครรู้แน่ชัด แนวคิดที่ยังถกเถียงกันอยู่แนวคิดหนึ่งเสนอว่า น้ำแข็งทะเลในแถบอาร์กติกซึ่งหดหายไปอย่างรวดเร็วทำให้กระแสลมกรดขั้วโลก (polar jet stream) แปรปรวนมากขึ้น เอื้อให้ระบบลมฟ้าอากาศคงอยู่นานขึ้น ทฤษฎีซึ่งเป็นที่ยอมรับมากกว่าชี้ว่า ความร้อนนี้เป็นผลจากความผันผวนตามปกติของบรรยากาศในกระแสลมกรดซึ่งความอบอุ่นในเขตร้อนกระตุ้นให้เกิดขึ้น แต่แม้กระทั่งนักวิจัยผู้สนับสนุนทฤษฎีหลังนี้ก็ไม่จำเป็นต้องตัดบทบาทรองของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกไป พฤติกรรมประหลาดนี้ทำความเข้าใจได้ยาก เพราะมหาสมุทรขนาดใหญ่แห่งนี้ยุ่งเหยิงมาก รูปแบบที่คาบเกี่ยวกันซึ่งคงอยู่ได้นานหลายทศวรรษ ควบคุมการแกว่งของอุณหภูมิ  ทุกๆสองสามปีหรืออาจถึงทศวรรษ มหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกเปลี่ยนจากบริเวณน้ำเย็นที่อุดมด้วยอาหารเป็นบริเวณที่น้ำอุ่นขึ้น อันเป็นวัฏจักรที่เรียกว่า การผันผวนทุกสิบปีของมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Decadal Oscillation) ปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ทวีปอเมริกาเหนือมีอุณหภูมิสูงขึ้น กระแสน้ำสายหลักในมหาสมุทรกระแสหนึ่ง คือกระแสน้ำแคลิฟอร์เนีย นำน้ำเย็นจากแคนาดาลงไปทางใต้ถึงบาฮากาลีฟอร์เนีย ตลอดเส้นทางนั้นลมพัดน้ำอุ่นบนพื้นผิวออกนอกชายฝั่ง ทำให้น้ำทะเลที่เย็นและอุดมสารอาหารมากกว่าลอยตัวขึ้นจากด้านล่าง […]

หลากหลายสาเหตุที่ทำให้โคอาลาลดจำนวนต่อเนื่อง

ประชากร โคอาลา ในออสเตรเลียเหลืออยู่เพียงราวสามแสนตัว โดยสาเหตุสำคัญคือการสูญเสียที่อยู่อาศัย และผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ มูลนิธิโคอาลาแห่งออสเตรเลีย เชื่อว่าในออสเตรเลีย โคอาลา มีจำนวนประชากรเหลือไม่เกิน 80,000 ตัว และจากการประเมินทางวิชาการ ก็ชัดเจนว่าจำนวนโคอาลาในหลายพื้นที่กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่สามารถระบุจำนวนตัวเลขที่ชัดเจนว่าจำนวนโคอาลามีอยู่เท่าไรในรัฐควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย, นิวเซาท์เวลส์ เซาท์ออสเตรเลีย และออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี แต่โคอาลาก็กำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามขั้นรุนแรง ซึ่งมีทั้งการตัดไม้ทำลายป่า โรคภัย และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ครั้งหนึ่ง จำนวนประชากรโคอาลาร่วงไปจนต่ำกว่าจุดวิกฤต และพวกมันไม่สามารถสืบพันธุ์ให้สมาชิกรุ่นต่อไปได้ และอาจนำมาสู่การสูญพันธุ์ในอนาคต เป็นเวลานับล้านปีมาแล้วที่โคอาลามีบทบาทสำคัญในป่ายูคาลิปตัส โดยการกินใบที่อยู่บนยอด และที่อยู่ตามพื้น ซึ่งใบยูคาลิปตัสที่พวกมันทำร่วงลงพื้นก่อให้เกิดการหมุนเวียนสารอาหาร (nutrient recycle) ที่สำคัญ มีการค้นพบซากฟอสซิลของโคอาลาที่มีอายุราว 30 ล้านปี นั่นหมายความว่าโคอาลาอาจเคยเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่ (megafauna carnivores) ในดินแดนออสเตรเลีย จากการศึกษาทางพันธุกรรมในดินแดนการกระจายพันธุ์ของโคอาลา (The Koala Coast) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของนครบริสเบน แสดงให้เห็นว่าโคอาลากำลังทุกข์ทรมานจากความหลากหลายทางพันธุกรรมที่ลดลง ในพื้นที่เซาท์อีสต์ควีนส์แลนด์ จำนวนประชากรของโคอาลาของลดลงเข้าขั้นวิกฤต ส่วนประชากรโคอาลาที่อยู่ในรัฐควีนส์แลนด์และนิวเซาท์เวลส์ก็ได้รับผลกระทบจากสภาวะภูมิอากาศสุดขั้ว เช่นภัยแล้งรุนแรงและคลื่นความร้อน ทำให้จำนวนโคอาลาลดลงไปถึงร้อยละ 80 การวิจัยในเรื่องการลดลงของโคอาลากำลังเป็นที่สนใจเพิ่มขึ้น เพื่อหาวิธีปกป้องโคอาลาและเพื่อให้แน่ใจว่าพวกมันจะยังคงมีความหลากหลายทั้งในตอนนี้และในอนาคต โดยเรื่องของการสูญเสียที่อยู่อาศัย การเคลื่อนที่ของประชากร […]