นกแสนรู้ : ไขปริศนาความฉลาดของนก - National Geographic Thailand

นกแสนรู้ : ไขปริศนาความฉลาดของนก

นกแสนรู้ : ไขปริศนาความฉลาดของนก

ก่อนหน้าศตวรรษนี้ คงไม่ใครนึกถึงคำว่า  “นกแสนรู้”  เพราะนักวิทยาศาสตร์คิดว่า นก (และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่) เป็นสัตว์ทึ่มๆไม่ต่างจากหุ่นยนต์  โดยทำได้เพียงตอบสนองด้วยสัญชาตญาณ นกถูกมองว่า “โง่เง่า” [เป็นที่มาของสำนวนภาษาอังกฤษว่า birdbrain]  ตั้งแต่ก่อนหน้าที่นักวิทยาศาสตร์ ลุดวิก เอดิงเงอร์ จะแปลความหมายกายวิภาคระบบประสาทของนกผิดเมื่อราวปี 1900 เสียอีก เขาคิดว่านกไม่มีสมองชั้นนอก (neocortex) อันเป็นส่วนของสมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใช้ในการคิด ซึ่งทำหน้าที่ด้านการรับรู้ขั้นสูงหลายอย่าง เช่น ความจำที่ใช้ทำงานต่างๆ การวางแผน และการแก้ปัญหา

แต่ทั้งๆที่มีสมมุติฐานผิดๆว่า นกไร้โครงสร้างและความสามารถที่เกี่ยวข้องกับสติปัญญา นักจิตวิทยาเปรียบเทียบก็ใช้นกศึกษาเรื่องการรู้คิดของสัตว์มาตลอดศตวรรษที่ยี่สิบ พวกเขาโปรดปรานนกพิราบที่สมองมีขนาดพอๆกับเมล็ดถั่วลิสงเป็นพิเศษ และนกคะแนรีกับนกฟินช์คอลายซึ่งมีสมองเล็กยิ่งกว่าเสียอีก นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า นกพิราบมีความจำที่น่าทึ่ง โดยสามารถแยกแยะใบหน้าและสีหน้าของมนุษย์ ตัวอักษร และแม้แต่ภาพจิตรกรรมของโมเนและปีกัสโซได้  นักวิจัยอื่นๆ แสดงให้เห็นความจำอันยอดเยี่ยมของนกนัตแครกเกอร์ปีกดำ นกเจย์ดง และนกชิกกาดี ตัวอย่างเช่น นกนัตแครกเกอร์เก็บและสะสมเมล็ดสนกว่า 30,000 เมล็ดทุกฤดูใบไม้ร่วง โดยกระจายเมล็ดสนไว้ในขุมสมบัติจิ๋วนับพันแห่งที่พวกมันจำเป็นต้องจดจำให้ได้ตลอดฤดูหนาว

นกแสนรู้
นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ไก่ เช่น ไก่เหล่านี้ในฟาร์มของแมตต์ ซีเกล ในรัฐไวโอมิง มีการรับรู้ขั้นสูง พวกมันอาศัยอยู่ในสังคมที่มีลำดับชั้น นับจำนวนและคำนวณคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐานได้ และน่าจะรับรู้อารมณ์ ตั้งแต่ความเบื่อหน่ายและความคับข้องใจไปจนถึงความสุข

ในทศวรรษ 1950 นักวิจัยเริ่มศึกษาว่า นกจับคอน เช่น นกคะแนรี นกกระจอก และนกฟินช์คอลาย เรียนรู้การร้องเพลงได้อย่างไร พวกเขาพบความเหมือนอย่างน่าทึ่งระหว่างเพลงของนกกับคำพูดของมนุษย์ จากนั้นก็มี “อเล็กซ์” นกแก้วใหญ่สีเทา ซึ่งนักจิตวิทยาเปรียบเทียบ ไอรีน เปปเปอร์เบิร์ก สอนให้เลียนเสียงเป็นภาษาอังกฤษ (เปปเปอร์เบิร์กเน้นย้ำว่า อเล็กซ์ไม่ได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษจริงๆ)

 


รวมสายพันธุ์นกอินทรีที่คุณอาจไม่เคยพบเห็นมาก่อน


 

เมื่อถึงเวลาที่มันตายในปี 2007 ขณะอายุ 31 ปี อเล็กซ์เชี่ยวชาญการเลียนเสียงภาษาอังกฤษสำหรับ เรียกสี วัตถุ ตัวเลข และรูปร่าง ประมาณ 100 เสียง มันออกเสียงคำว่า “สีเขียว” “สีเหลือง” “ผ้าขนสัตว์” “ไม้” “วอลนัต” และ “กล้วย” ได้อย่างชัดเจน และใช้เสียงเหล่านี้สื่อสารกับคน มันเข้าใจคำว่า “เหมือนกัน” และ “ต่างกัน” สามารถนับถึงแปดและเข้าใจแนวคิดนามธรรมของศูนย์ อเล็กซ์บอกให้เปปเปอร์เบิร์ก “ใจเย็นๆ” เมื่อเธออารมณ์เสีย และขอ “กลับไป” เมื่อมันคิดถึงบ้านในช่วงที่ป่วยจนต้องพักอยู่ที่โรงพยาบาลสัตว์ และมันยังบอกราตรีสวัสดิ์เธอก่อนนอนเสมอ เช่นเดียวกับที่มันบอกก่อนตายว่า “เธอทำตัวดีๆ เจอกันพรุ่งนี้ ฉันรักเธอ”

 

เรื่องแนะนำ

โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าแห่งบุรีรัมย์ ที่ฟื้นคืนฝูงนกกระเรียนพันธุ์ไทยจากการสูญพันธุ์

โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่การฟื้นคืนฝูง นกกระเรียน พันธุ์ไทยจากการสูญพันธุ์ และทำให้ชาวบ้านหันมาทำนาอินทรีย์กันทั้งชุมชน โลกของเรามี นกกระเรียน 15 ชนิด ตั้งแต่นกกระเรียนพันธุ์ยุโรป นกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย นกกระเรียนพันธุ์ออสเตรเลีย นกกระเรียนกู่แห่งทวีปอเมริกา มาจนถึงนกกระเรียนพันธุ์ไทย (Eastern Sarus Crane) ที่มีขนาดใหญ่โตที่สุด เมื่อโตเต็มวัย โดยมีความสูงถึง 1.8 เมตร จึงนับเป็นนกบินได้ที่สูงที่สุดในโลก เชื่อว่าทุกคนรู้จักชื่อนกกระเรียน แล้วรู้หรือไม่ว่า นกกระเรียนพันธุ์ไทย เคยสาบสูญไปจากธรรมชาติเมืองไทยนานถึง 50 ปี แต่ตอนนี้พวกมันได้กลับมาแล้ว ซึ่งเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเหล่านักอนุรักษ์ และชาวนาแห่งอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ ใน ‘โครงการการปล่อย นกกระเรียน พันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ’ เมื่อ 50 ปีก่อน บริเวณนี้คือ พื้นที่ชุ่มน้ำ แหล่งอยู่อาศัยตามธรรมชาติอันสมบูรณ์ของเหล่านกกระเรียน มาวันนี้เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปจากหนองน้ำกลายเป็นทุ่งนา ความเป็นอยู่ของชาวบ้านถูกชี้วัดด้วยผลผลิตข้าวจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ฉะนั้นการกลับมาของฝูงนกกระเรียนจึงเป็นความท้าทายของทั้งนกและคน ความท้าทายของการเพาะพันธุ์นกกระเรียน เลี้ยงดูให้เติบโตอและเตรียมความพร้อมให้พวกมันออกไปใช้ชีวิตได้ตามธรรมชาติว่ายากแล้ว แต่การทำงานร่วมกับชาวบ้านเจ้าของที่นาในปัจจุบันนั้นยากยิ่งกว่า เพราะความสำเร็จของภารกิจนี้คือ นกต้องอยู่รอดได้ด้วยตัวเองในธรรมชาติ ดังนั้นชาวบ้านในชุมชนจึงต้องเข้าใจและเต็มใจทำมาหากิน ไปพร้อมกับนกกระเรียนที่มาหากินและอยู่อาศัยในพื้นที่นาของตัวเอง จากจุดเริ่มต้นโครงการ ใน พ.ศ. […]

ฟอสซิลปลาโบราณที่ถูกค้นพบโดยเด็กสิบขวบ

ฟอสซิลปลา โบราณที่ถูกค้นพบโดยเด็กสิบขวบ ราวๆ 3 ปีก่อน เด็กน้อยขี้สงสัยวัยสิบขวบที่กำลังอยู่ระหว่างการท่องเที่ยวยังวิหารเก่าแก่ของโคลอมเบีย สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ปลายเท้า เขาสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ดูคล้ายปลาอยู่ในหินก้อนแบนที่พื้น ดังนั้นเด็กน้อยจึงถ่ายภาพไว้ และไม่กี่วันต่อมาตัวเขาก็นำภาพถ่ายมายังสถาบันวิจัยบรรพชีวินวิทยาที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ที่ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันกล่าวว่า เด็กน้อยได้พบเข้ากับฟอสซิลเข้าเสียแล้ว ข่าวดังกล่าวถูกแจ้งไปยังทีมวิจัย มหาวิทยาลัยอัลเบอร์ตา และจากการรวบรวมข้อมูล พวกเขาคิดว่าฟอสซิลที่หนูน้อยคนนี้พบน่าจะเป็นสัตว์ในกลุ่มปลาโบราณที่ไม่เคยถูกพบในอเมริกามาก่อน “เราพบว่าเขตร้อนชื้นเป็นภูมิภาคที่พวกมันอาศัยอยู่” Oksana Vernygora นักศึกษาปริญญาเอกผู้นำการวิจัยกล่าว “สิ่งที่เราต้องทำก็คือออกไปสำรวจ” ผลการค้นพบครั้งนี้ถูกเผยแพร่ลงในวารสาร Journal of Systematic Palaeontology เมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา   หนทางสู่การค้นพบ วิหาร La Candelaria ตั้งอยู่นอกเมือง  Ráquira ของโคลอมเบีย ด้วยระยะเวลาการขับรถไม่กี่ชั่วโมง วิหารที่ก่อสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 นี้ปนะกอบด้วยตัวอาคารซับซ้อน, พิพิธภัณฑ์, ลานอเนกประสงค์ และถ้ำที่เหล่านักบวชออกัสตินอาศัยอยู่ (และทุกวันนี้วิหารบางส่วนยังเปิดเป็นโรงแรมให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักอีกด้วย) ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน การก่อสร้างทางเดินมายังวิหารเริ่มต้นขึ้นด้วยการนำก้อนหินมาจากเหมือง Andean ในจังหวัดโบยากา ซึ่งห่างออกไปราวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เหมืองแห่งนี้ถูกเปิดขึ้นสำหรับการนำหินมาก่อสร้างยังวิหารโดยเฉพาะ และถูกปิดเมื่อหินถูกขนส่งไปหมดแล้ว ซึ่งทีมนักวิจัยสามารถติตตามที่มาของหินได้จากที่นี่ […]

นักวิจัยพบเส้นทางอพยพเหยี่ยวนกเขา บินไกลนับหมื่นกิโลเมตร เกินเส้นผ่านศูนย์กลางโลก

นักวิจัยไทยใช้เครื่องส่งสัญญาณดาวเทียมฯ ติดตามเส้นทางอพยพของเหยี่ยวนกเขาพันธุ์จีนและพันธุ์ญี่ปุ่น พบเดินทางไกลถึง 14,532 กิโลเมตร ซึ่งไกลกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของโลก พร้อมพบ “แหล่งทำรังวางไข่ –แหล่งหากินในฤดูหนาว” ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ‘เขาดินสอ’ จุดดูเหยี่ยวระดับโลก ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายนของทุกปีจะมีเหยี่ยวอพยพนับแสนๆ ตัว หนีหนาวจากพื้นที่ผสมพันธุ์ (breeding grounds) ของประเทศรัสเซียและจีนมาอาศัยในเขตร้อนทางตอนใต้ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้เส้นทางอพยพ 2 เส้นทางด้วยกัน คือ 1. เส้นทางอพยพเอเชียตะวันออกผ่านมหาสมุทร (The East Asian Oceanic Flyway) เริ่มจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของเขตไซบีเรีย ลงมาตามแนวฝั่งตะวันออกของจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ จนถึงประเทศอินโดนีเซีย และ 2. เส้นทางอพยพเอเชียตะวันออกผ่านแผ่นดินใหญ่ (East Asian Continental Flyway) โดยจะเริ่มจากเขตไซบีเรีย และจีน ลงมาตามแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่านคาบสมุทรไทย-มาเลเซีย และหมู่เกาะของอินโดนีเซีย ซึ่งเหยี่ยวจำนวนมากจะเลือกอพยพเส้นทางที่สอง เพราะเป็นเส้นทางข้ามแผ่นดิน มีจุดให้แวะพักและหาอาหาร ซึ่งปลอดภัยกว่าการบินข้ามทะเลที่ต้องบินต่อเนื่องไม่มีจุดหยุดพัก หากเหนื่อยหมดแรงนั่นหมายถึงเหยี่ยวต้องจมน้ำตาย เขาดินสอ ตำบลบางสน อำเภอประทิว […]