"ไวลด์รูตส์" ชุมชนคนป่าแห่งพงไพร - National Geographic Thailand

“ไวลด์รูตส์” ชุมชนคนป่าแห่งพงไพร

“ไวลด์รูตส์” ชุมชนคนป่าแห่งพงไพร

ปี 2007 ชายกับหญิงคู่หนึ่งเดินเข้าไปในป่าของนอร์ทแคโรไลนาเพื่อมุ่งไปยังแคมป์เล็กๆ แห่งหนึ่ง ต่อมาแคมป์แห่งนั้นก็กลายเป็นบ้านของพวกเขา แล้วจากบ้านก็กลายเป็นชุมชน

คนป่า
ท็อดสร้างบ้านหลังนี้สำหรับตัวเขากับทาเลีย แฟนสาว เขาใช้เทคนิคสานกิ่งกล้าไม้สดระหว่างโครงท่อนไม้ที่วางตามแนวดิ่ง (wattle and doub) ส่วนผสมจากโคลนแดง ทราย น้ำ และฟางจะถูกโปะบนโครงไม้สานเพื่อทำเป็นผนัง แล้วแต่งหลังคาด้วยเปลือกไม้ต้นป๊อปลาร์ บ้านหลังนี้ถูกทิ้งไปไม่นานหลังจากสร้างเสร็จเนื่องจากบริเวณนี้ชื้นเกินไป, ตุลาคม 2011

แล้วเรื่องของ “ไวลด์รูตส์” (Wild Roots) ยุคแรกก็เริ่มต้นขึ้น  ชุมชนในป่าแถบนอร์ทแคโรไลนาตะวันตกนี้ สร้างขึ้นจากหลักการพื้นฐานไม่กี่ข้อ นั่นคือ ใช้ชีวิตอย่างเสรี ไม่มีของเหลือทิ้ง เรียนรู้ได้จากทุกสิ่ง บนพื้นที่ราว 76 ไร่ กลุ่มคนใช้สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ทักษะติดดิน” ในการกิน อาบน้ำ และเอาตัวรอด  พวกเขาสร้างในสิ่งที่ตัวเองรู้ และเรียนจากป่าในสิ่งที่ตัวเองเขลา

คนป่า
ท็อดและทาเลียกำลังเตรียมอาหารเย็นเหนือเตาไม้ในกระท่อม แม้จะมีหิมะบนพื้นข้างนอก ทั้งสองคนก็ต้องเปิดประตูเพื่อระบายความร้อนจากการหุงหาอาหารออกไปข้างนอก, มกราคม 2013

ชายชื่อท็อด ผู้ไม่ยอมระบุนามสกุล เป็นสมาชิกเก่าแก่สุดของไวลด์รูตส์ ไม่ได้สังกัดลัทธิต่อต้านสถาบันใดหรือกลัวสังคมที่เจริญแล้ว แค่เกลียดมันเท่านั้น  “เราพึ่งพาไขมันส่วนเกินอันไร้สาระของสังคม” เขาอธิบายถึงเหตุที่สมาชิกของชุมชนบางคนถึงออกไปคุ้ยขยะเพื่อหาของเหลือจากซูเปอร์มาร์เก็ต  รอบๆ แคมป์ชาวชุมชนยังเพาะเมล็ดต้นโอ๊กและเชสต์นัตเพื่อเอามาทำข้าวต้มด้วย

คนป่า
ลินด์ซีย์ (คนกลาง) และสมาชิกชุมชนกำลังเตรียมอาหารเย็นเหนือกองไฟซึ่งก่อจากการใช้วัตถุเสียดสีกัน สมาชิกชุมชนถูกขนานนามว่าเป็น “นักฉวยโอกาส” เพราะเขากินได้ทุกอย่างที่หามาได้ฟรี, ตุลาคม 2015

เบลเลเมเข้าไปยังไวลด์รูตส์ครั้งแรกในปี 2009 และพบกับชาวชุมชนราว 12-14 คนที่ต้อนรับเขาเป็นอันดี ทั้งนี้ทุกคนไม่ได้มีปรัชญาใดๆ ร่วมกันเลย  ชุมชนแห่งนี้ไม่ได้มีวิสัยทัศน์ร่วมอย่างชุมชนอื่นที่อุทิศตนให้สิ่งแวดล้อมหรือต่อต้านบรรทัดฐานของสังคม  สมาชิกบางคนบอกว่ามันน่าอึดอัดที่ต้องถูกจับใส่กล่อง กลายเป็นชายขอบ และถูกทอดทิ้ง

คนป่า
เป็ดเป็นสัตว์พวกแรกที่ชุมชนไวดล์รูตส์เพิ่งเลี้ยงได้ไม่นาน เนื่องจากพื้นที่บริเวณนั้นไม่เหมาะกับการเกษตรใดๆ การเพาะปลูกจึงถูกจำกัด และอาหารก็มาจากถังขยะ สัตว์ที่ถูกรถทับตาย สัตว์ที่พรานป่ามอบให้ และการเก็บของป่า, ตุลาคม 2015

เบลเลเมสังเกตว่าสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันก็คือธรรมชาติที่ชอบเรียนรู้

คนป่า
ท็อดตากสมุนไพรและเมล็ดโอ๊กแห้งบนหลังคาโรงช่างที่ไวลด์รูตส์ อาหารหลักของคนในชุมชนมาจากการออกไปรับของเหลือทิ้งจากเมืองใกล้ๆ ทุกสัปดาห์ แต่ก็เก็บอาหารจากป่า ทำสวน และไข่เป็ดไว้ด้วย, ตุลาคม 2015

ปี 2011 ท็อดที่อยู่ป่ามานานเริ่มต้นปลุกเคบินมุงเปลือกไม้ที่ทำจากวัสดุเท่าที่หาได้  เขาเหลาตะปูไม้ ถากคานไม้โอ๊ก และลอกเปลือกต้นป๊อปลาร์เอง  แต่มันก็ยังใช้ไม่ได้  เพียงไม่นาน ท็อดก็ล้มเลิกโครงการนั้นไปความที่บริเวณนั้นมีหมอกลงหนักเกินไปชวนให้ราขึ้น  เขาต้องย้ายไปหาถิ่นที่อยู่ใหม่

คนป่า
สมาชิกของไวลด์รูตส์ ชุมชนบุพกาลนานาชาติในป่า กำลังนั่งรถบรรทุกที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันพืชกลับชุมชน หลังจากการเก็บเกี่ยวแอปเปิลเพื่อทำไซเดอร์ ชุมชนขนาดเล็กนี้มีอายุ 15 ปี มีสมาชิกปัจจุบันที่อยู่ยาวนานที่สุดราว 10 ปี และมีผู้คนผ่านมาอาศัยสั้นยาวหลากหลายกันไป การหีบไซเดอร์เป็นประเพณีประจำปีในฤดูใบไม้ร่วง, ตุลาคม 2015

แต่แรกท็อดตั้งใจว่าคนในชุมชนควรหากินจากของป่า แต่ก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าเขาโลกสวยเกิน  จำนวนของสัตว์ในพื้นที่ลดลงไปพอๆ กับพืชพรรณท้องถิ่นสูญหายไป  บางโอกาส บรรดาพรานป่าก็มอบสัตว์ที่ล่าได้เกินมาให้กับชุมชนแลกกับการเข้าถึงพื้นที่ป่า  แต่ความอารีนั้นก็ไม่ได้กลายเป็นอาหารหรูหราเสมอไป  หนหนึ่งที่เบลเลเมเข้าไปที่ไวลด์รูตส์และพบว่าชาวชุมชนกำลังแล่ซากหมีเอาเนื้อ  พวกเขาใส่สมอง ลิ้น กับลูกตาหมีลงในสตู ก่อนจะถ่ายเก็บใส่ขวดโหลเพื่อถนอมให้ได้นานขึ้น  เบลเลเมได้ชิมสตูหมี แต่ไม่ได้บอกว่ามันอร่อยไหม

คนป่า
นิโกยืนให้ถ่ายภาพพอร์เทรตข้างเพิงพักในไวลด์รูตส์ นิโกอายุ 18 ปีใช้เวลาช่วงฤดูร้อนปี 2013 ที่ไวลด์รูตส์ และมีอายุน้อยที่สุดที่อยู่ในชุมชนในช่วงนั้น

การอยู่ในป่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย  การใช้ชีวิตโดยปราศจากเทคโนโลยีอาจเป็นอิสระก็ แต่ก็โดดเดียวเช่นกัน  สมาชิกบางคนเอารถตู้ออกไปเมืองใกล้ๆ เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ในห้องสมุดสาธารณะเพื่ออีเมลหาครอบครัวหรืออ่านข่าวสัปดาห์ละครั้ง  บางทีก็ต้องไปที่ร้านขายเนื้อแล้วขอเศษเนื้อที่ร้านจะทิ้งเป็นอาหาร

คนป่า
กระท่อมในเย็นฤดูหนาว จำนวนประชากรของไวลด์รูตส์ลดลงเหลือเพียง 2-3 คนในช่วงฤดูหนาวเพื่อถนอมทรัพยากร เช่น ไม้, มกราคม 2013

ตลอดเกือบทศวรรษ ไวลด์รูตส์เติบโตจากคนกลุ่มเล็กๆ สู่ชุมชนเพื่อการศึกษา  ปัจจุบันชุมชนมีเว็บไซต์ของตัวเองและต้อนรับผู้มาเยือนในกรณีที่ติดต่อล่วงหน้าไว้และไม่เจ็บป่วยเมื่อมาถึง  แขกจะได้ทำครัว ตีเหล็ก หรือทำงานไม้  การไม่มีลำดับชั้นหมายถึงว่าทุกคนผลักกันเรียนเปลี่ยนกันสอนได้  ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวได้  แต่มันจะมีเวลาที่ฤดูกาลทดสอบคนที่เชื่อมั่นเข้มแข็งที่สุด  และพอฤดูหนาวมาเยือน กลุ่มก็จะเล็กลง และบางคราวก็เหลือท็อตอยู่คนเดียว

เรื่อง เดเนียล สโตน

ภาพถ่าย ไมก์ เบลเลเม

 

อ่านเพิ่มเติม

ชุมชนแห่งนี้เปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นผืนป่าอย่างน่าอัศจรรย์

เรื่องแนะนำ

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัย สงครามโลกครั้งที่สอง อดีตอันลึกลับของสวิตเซอร์แลนด์ยังคงหลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ โดยฝังตัวซ่อนเร้นอยู่ในเทือกเขาและเชิงเขาของภูมิทัศน์ที่ภายนอกดูงดงามไร้พิษภัย หลุมหลบภัยในอุโมงค์นับพันแห่งเป็นป้อมปราการทางกลยุทธ์ในการต่อต้านการรุกรานของฮิตเลอร์ ซึ่งรู้จักกันในนามกลยุทธ์ “เดฟองส์ดูเรดุย” (Defense du Réduit หรือภาษาอังกฤษคือ Swiss National Redoubt) หลุมหลบภัยเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยของผู้บังคับบัญชาของกองทัพและรัฐบาลในกรณีที่มีการรุกราน วอร์รูม (war room) หรือห้องประชุมในภาวะไม่ปกติเหล่านี้มีการใช้งานมาจนถึงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ และเป็นความหวังสุดท้ายของสวิตเซอร์แลนด์ในการหาทางรอด ทว่าสิ่งที่ทำให้เรโต สเตอร์คี ช่างภาพ ต้องการไปเก็บภาพสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความลี้ลับแห่งขุนเขาสวิส” คือความลึกลับ หาใช่ประวัติศาสตร์ เขาเคยเล่นอยู่ตรงริมแม่น้ำตรงเชิงเขาเทือกเขาแอลป์ และเห็นซากของหลุมหลบภัยหลุมหนึ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมา “มันดูเหมือนหินกลมมนใหญ่ก้อนหนึ่ง เพียงแต่สิ่งที่โผล่ขึ้นมากลับเป็นปืนกล” สเตอร์คีบอกเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผมรู้สึกประมาณว่า นั่นมันอะไรกันน่ะ มีอะไรอยู่ข้างในกันนะ” แต่เขาถูกผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้ไปยุ่มย่ามแถวนั้นอีก หลายปีต่อมา โลกที่ซ่อนเร้นอยู่ก็เผยกายให้เขาเห็น ในตอนที่เขามีอายุได้ 20 ปีและเป็นทหาร ในช่วงการฝึก จ่าคนหนึ่งบอกพลทหารให้ไต่ลงไปตามบันไดที่อยู่เชิงเขา “เราลงไปสัก 300 ขั้นได้ และพบว่าตัวเองอยู่ข้างในภูเขาแล้ว” สเตอร์คีบอก เขาไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอยู่นานสามสัปดาห์ด้วยกัน “ผมจำได้ว่าหลงทางกับเพื่อนๆ ใช้เวลาสี่หรือห้าวันนี่แหละครับกว่าจะรู้ผังของอุโมงค์ คิดดูก็แล้วกันว่าใหญ่ขนาดไหน คุณไม่มีทางรู้เวลาได้เลย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกครับ” […]

สืบเสาะค้นหาพระเยซูในประวัติศาสตร์

พระเยซูคือบุคคลที่เสียงแตกเป็นสองฝ่าย ผู้ที่เชื่อจะเคารพบูชา ในขณะที่ผู้ไม่เชื่อจะมองว่าทั้งหมดเป็นนิทาน และขณะนี้นักโบราณคดีกำลังไขความจริงจากตำนานเรื่องเล่าขานนี้

สัตว์เหล่านี้เคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นปีศาจ

ไม่ใช่แค่แมวดำที่ถูกมองว่าเป็นแม่มดจำแลงกายมา แม้แต่กระต่าย, อาย-อาย, พะยูน และจิ้งจอกอาร์กติกเอง สัตว์เหล่านี้ก็มีตำนานเล่าขานเช่นกัน เนื่องในวันฮาโลวีนมาทำความรู้จักกับพวกมันในอีกมุมหนึ่งให้มากขึ้นกัน

ภาพความสนิทสนมของคนรักงูกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก

โดย อเล็กซานดรา เกโนวา ภาพถ่าย จาน่า โรมาโนว่า งูเป็นที่น่าหลงใหลและน่ารังเกียจผ่านสายตามนุษย์มานานนับสหัสวรรษ ในอารยธรรมกรีกโบราณ งูคือสัญญาณแห่งความอุดมสมบูรณ์และการเกิดใหม่ ในขณะที่บรรดาชาวคริสต์มองว่างูคือสัญลักษณ์ของการหลุดพ้น ทุกวันนี้งูไม่ใช่แค่อยู่ในวัฒนธรรมป๊อป แต่พวกมันคือสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน จาน่า โรมาโนว่า ช่างสาวภาพชาวรัสเซียผู้เป็นโรคกลัวงู เริ่มต้นโปรเจคเก็บภาพระยะยาวของงูและเจ้าของตามบ้าน ซึ่งการเลี้ยงงูกลายมาเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลง “ฉันต้องการสำรวจความหวาดกลัวของตนเองและหาคำตอบว่าทำไมผู้คนถึงเก็บสิ่งมีชีวิตนี้ไว้เป็นสัตว์เลี้ยง” เธอกล่าว แต่ภาพถ่ายของโรมาโนว่าไม่ใช่ภาพถ่ายของงูแบบทั่วๆ ไป “ภาพถ่ายของงูในสิ่งแวดล้อมต่างๆ” ผลักการมีส่วนร่วมของผู้ชมออกไป เธอกล่าว ในบรรดารูปที่น่าสนใจของเธอ งูโบอาตัวอ้วนเลื้อยไปมารอบๆ ตู้ไม้, งูเหลือมเลื้อยพันเตารีดที่ตั้งเอาไว้ และงูข้าวโพดเลื้อยไปมาระหว่างแม่เหล็กที่ติดบนตู้เย็นลายเสือดาว   แก้ปัญหาความกลัวงู การถ่ายภาพให้งูกลมกลืนไปกับลวดลายและพื้นหลังไม่ได้แค่เป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ยังเป็นการท้าทายตัวเธอเองอีกด้วย “ในตอนแรกเริ่ม ฉันไม่แม้แต่จะมองภาพของพวกมันด้วยซ้ำ” เธอกล่าว “ทุกวันนี้ถ้าให้เลี้ยงสักตัวเป็นสัตว์เลี้ยง ก็โอเคนะ” จากการสำรวจผ่านโปรเจคดังกล่าว เธอสามารถวิเคราะห์จุดเริ่มต้นของความกลัวงูออกมาได้ “ความกลัวงูส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ผ่านวัฒนธรรม” เธอกล่าว “เช่นในหนังสยองขวัญ, พ่อแม่ที่เตือนลูกๆ ว่างูเป็นสัตว์อันตรายหรือแม้กระทั่งข่าวปลอมๆ ที่ว่างูกลืนเจ้าของลงท้องไป” โรมาโนว่ายังประหลาดใจมากที่พบว่าผู้ชายจำนวนมากเลี้ยงงูเป็นสัตว์เลี้ยง “ฉันคิดมาตลอดว่าผู้หญิงน่าจะเลี้ยงงูเยอะกว่า เพราะภาพถ่ายจำนวนมากของงูที่กำลังพันรอบตัวพวกเธอ”   สเตอริโอไทป์แบบโซเวียต อีกหนึ่งความท้าทายของเธอในการทำโปรเจคนี้คือ “การแสวงหาความงดงามของยุคหลังโซเวียต” “มันมีความเชื่อหรือภาพลักษณ์ที่มองว่าชาวรัสเซียและบรรดาอดีตประเทศโซเวียตเป็นคนยังไง” […]