เหตุการณ์ ระเบิดศรีลังกา กำลังบ่งชี้ความขัดแย้งแบบใดในประเทศนี้

ความรุนแรงครั้งล่าสุดในศรีลังกาบ่งชี้ความขัดแย้งแบบใดในประเทศนี้

เจ้าหน้าที่ทหารศรีลังกาตั้งแถวคุ้มกันหน้าโบสถ์ St. Anthony ซึ่งถูกระเบิดในเมือง Kochchikade กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา มีคนกว่า 300 คนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ ระเบิดศรีลังกา ที่มีติดต่อกันในโรงแรมและโบสถ์ซึ่งเหล่าศาสนิกกำลังเข้าร่วมพิธีในงานวันอีสเตอร์ ภาพถ่ายโดย THARAKA BASNAYAKA, NURPHOTO/GETTY


ประวัติศาสตร์สงครามกลางเมืองและสันติภาพอันเปราะบางในภูมิภาคเอเชียใต้เช่นศรีลังกา ได้สะท้อนเรื่องราวของวงจรการแก้แค้นระหว่างเชื้อชาติ และความจำเป็นที่ต้องสร้างอัตลักษณ์ความเป็นชาติร่วมกัน หลังเหตุการณ์ ระเบิดศรีลังกา

เหตุการณ์ระเบิดฆ่าตัวตายในวันอาทิตย์อีสเตอร์ที่ประเทศศรีลังกา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 300 คน และบาดเจ็บกว่า 500 คน และการค้นพบระเบิดที่สถานีขนส่งกว่า 87 ลูก ดูเหมือนว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งบทใหม่ในประเทศที่มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งในเรื่องของศาสนาและชาติพันธุ์มานานกว่า 70 ปี

เราอาจกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ของศรีลังกาหลังได้รับเอกราชมาจากอังกฤษนั้นวนเวียนอยู่กับความขัดแย้งระหว่างชาวสิงหลซึ่งนับถือศาสนาพุทธและเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ (ร้อยละ 75 ของประชากร หรือราว 21 ล้านคน) กับชาวทมิฬ อันเป็นประชากรส่วนน้อยของศรีลังกาซึ่งบรรพบุรุษของพวกเขาถูกกวาดต้อน มาจากรัฐทมิฬนาฑู ของอินเดีย เพื่อให้เป็นแรงงานให้ชาวอังกฤษ

ระเบิดศรีลังกา, ชาวคริสต์ศรีลังกา
บรรดาญาติวางดอกไม้บนหลุมฝังศพของเหยื่อสามคนซึ่งเป็นครอบครัวเดียวกัน โดยพวกเขาทั้งหมดเสียชีวิตในเหตุการณ์ระเบิดวันอีสเตอร์ ณ โบสถ์ St. Sebastian ในเมือง Negombo ประเทศศรีลังกา เมื่อวันจันทร์ ที่ 22 เมษายน 2019 ภาพถ่ายโดย GEMUNU AMARASINGHE, AP

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อนักการเมืองชาวสิงหลซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศได้ครองอำนาจ ก็ออกนโยบายฟื้นฟูศาสนาพุทธซึ่งชาวสิงหลภาคภูมิใจ เพื่อให้ศรีลังกาเป็นดินแดนของชาวสิงหลที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม พวกเขาปฏิบัติต่อชาวทมิฬซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศเกิดความขัดแย้ง ทั้งแง่ของเชื้อชาติ ศาสนา วิถีชีวิต และภาษา ชาวทมิฬถูกผลักดันให้ไปอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศและถูกลิดรอนสิทธิต่างๆ อย่างเป็นระบบ คุณภาพชีวิตของชาวทมิฬก็เริ่มถดถอยลงเรื่อยๆ

ความขัดแย้งนี้ได้ปะทุในใจของชาวทมิฬจนเป็นที่มาของสงครามสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลศรีลังกาและกองทัพพยัคฆ์ปลดปล่อยทมิฬ อีแลม ที่เริ่มต้นในปี 1976 สงครามนี้เป็นไปอย่างนองเลือดและฉุดรั้งการพัฒนาของประเทศทั้งแง่เศรษฐกิจและพัฒนาประชากร แต่ในที่สุด ชาวทมิฬก็ได้ยอมแพ้ให้กับกองรัฐบาลที่นำโดยนายมหินทรา ราชปักษา ในเดือนพฤษภาคม ปี 2009

ถ้าเรามองโดยผิวเผิน สงครามดังกล่าวเป็นการต่อสู้ระหว่างเชื้อชาติและผู้ที่นับถือศาสนาพุทธและฮินดู แต่ทว่ากลับมีเหตุการณ์ที่เปรียบเสมือนระเบิดเวลาแห่งความขัดแย้งใหม่ขึ้น โดยในปี 1990 ระหว่างสงครามกลางเมือง มีเหตุการณ์คนทมิฬฮินดูได้ขับไล่ชาวมุสลิมกว่า 70,000 คนออกไปจากพื้นที่ทางภาคเหนือ ซึ่งอาจเป็นเชื้อไฟแรกแห่งความไม่พอใจของชาวมุสลิมในศรีลังกา “มันเป็นจุดด่างพร้อยเอามากๆ ในประวัติศาสตร์ของเรา” – M.M. Zuhair อดีตสมาชิกสภาศรีลังกา ผู้เป็นชาวมุสลิม กล่าว

หลังจากสงครามกลางเมืองสิ้นสุด ชาวศรีลังกาเห็นพ้องต้องกันว่าควรจะสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ บรรดาผู้นำทางธุรกิจต่างกระตือรือร้นในการนำประเทศสู่โลกตะวันตก ในขณะพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่างกรุงโคลัมโบ เริ่มเติบโตและพัฒนามากขึ้น แต่พื้นที่ทางตอนเหนือซึ่งเป็นที่มั่นของชาวทมิฬก็ยังอยู่ในสถานะ “แดนสนธยา” สื่อมวลชนที่เข้าไปในพื้นที่ต้องถูกติดตามและสอบสวนโดยเจ้าที่ตำรวจ สิ่งนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าสันติภาพของศรีลังกานั้นบังเกิดขึ้นจริงแล้วมากน้อยเพียงใด

ประวัติศาสตร์ของศรีลังกามาถึงจุดพลิกผันในเดือนมกราคม 2015 ซึ่งนายมหินทรา ราชปักษา ผู้ครองอำนาจมาอย่างยาวนานและเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ รัฐบาลใหม่ของศรีลังกาตั้งใจจะสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนกับชาวทมิฬ

Harsha de Silva รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลใหม่กล่าวว่า “ต้องเริ่มจากการสร้างทัศนคติว่าประเทศนี้เป็นของทุกคน และทัศนคตินี้ต้องมาจากทุกภาคส่วนในสังคม ผ่านการให้การศึกษากับเด็กๆ ในแนวคิดที่ว่า เราคือประเทศพหุสังคม และพหุศาสนา เขากล่าวและเสริมว่า “ในขณะเดียวกัน เราต้องให้ชาวศรีลังกาทุกคนภาคภูมิใจในเรื่องนี้ด้วย”

แต่ “เรื่องนี้” ของศรีลังกานั้นกลับยังไม่ชัดเจน เพราะบรรดาผู้นำมองไม่เห็นประโยชน์ในการส่งเสริมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ชาวสิงหลก็ยังเป็นเชื้อชาติที่มีอิทธิพลในสังคมมากกว่าทมิฬ และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับชาวมุสลิมและอัตลักษณ์ของพวกเขาก็ถูกลืมเลือนจนแทบไร้คนพูดถึงในสังคม

ระเบิดศรีลังกา, ชาวคริสต์ปากีสถาน
ชาวคริสต์และมุสลิมในประเทศปากีสถานจุดเทียนเพื่ออุทิศให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ระเบิดที่ศรีลังกา ณ โบสถ์ Sacred Heart Cathedral ในเมืองลาฮอร์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2019 เหตุการณ์ระเบิดส่งผลให้มีตัวเลขผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นเป็นราว 300 คน โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่าเป็นการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษของประเทศ ภาพถ่ายโดย ARIF ALI, AFP/GETTY

จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ กองทัพชาวพุทธสุดโต่งเข้าไปมีส่วนกับการจลาจลเพื่อต่อต้านชาวมุสลิมในปี 2014 และ 2018 ในครั้งนั้น ชาวมุสลิมศรีลังกาได้กล่าวหาชาวพุทธว่าพยายามบังคับให้พวกเขาเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ ด้านชาวพุทธก็กล่าวว่าชาวมุสลิมว่าเป็นผู้ทำลายสถานที่และวัตถุทางศาสนา ไม่มีใครทราบสาเหตุของการปะทะกันในครั้งนั้นอย่างชัดเจน

โรเบิร์ต ดราเปอร์ นักข่าวผู้มีประสบการณ์ในการรายงานข่าวความขัดแย้งในประเทศศรีลังกาของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ได้ให้ความเห็นในบทความของเขาว่า แม้เราจะยังไม่ทราบว่าบุคคลกลุ่มใดที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ระเบิดหลายแห่งในกรุงโคลัมโบครั้งล่าสุด แต่ในช่วงระหว่างสงครามกลางเมือง อดีตประธานาธิบดีราชปักษามักกล่าวถึงชาวทมิฬว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ซึ่งในห้วงยามของการโจมตีในวันอาทิตย์อีสเตอร์นี้ บรรดาสมาชิกครอบครัวของอดีตประธานาธิบดีผู้นี้มองว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีในการแสวงหาอำนาจอีกครั้ง และถ้าราชปักษาผู้เคยมีแนวทางปราบปรามกองทัพพยัคฆ์ปลดปล่อยทมิฬ อีแลม อย่างนองเลือดได้กลับมาครองอำนาจ ก็จะส่งผลให้วงจรแห่งความรุนแรงของศรีลังกานั้นไม่มีวันสิ้นสุด

“เราจะกลับมาธุรกิจของเราอีกครั้ง และตัดสินใจว่ากลับมาอย่างแข็งแกร่ง” Dileep Mudadeniya รองประธานด้านการตลาดของโรงแรมเครือ Cinnamon ที่ได้รับผลกระทบจากระเบิดในครั้งนี้ กล่าว

โศกนาฏกรรมวันอีสเตอร์ทำให้ศรีลังกามีโอกาสดี แต่ไม่ใช่โอกาสของการตอบโต้ด้วยความรุนแรง, การประกาศว่าจะแก้แค้น, หรือกลับไปสู่เป้าหมายทางธุรกิจดังเช่นที่เคย แต่เป็นโอกาสที่จะได้สร้างประเทศซึ่งเคยแตกแยกเป็นเสี่ยงๆ ขึ้นมาใหม่ และเป็นโอกาสเดียวที่ศรีลังกาจะได้ทบทวนตัวเองเป็นครั้งแรก เพื่อนำพารอยยิ้มกลับมายังประเทศชาติอีกครั้ง


อ่านเพิ่มเติม หายนะแห่งสงครามซีเรีย 

เรื่องแนะนำ

เปลี่ยนห้องขังที่ว่างเปล่าให้เป็นบ้านของผู้อพยพ

เปลี่ยนห้องขังที่ว่างเปล่าให้เป็นบ้านผู้อพยพ เมื่อวิกฤติการณ์ผู้อพยพในยุโรปเริ่มขึ้นเมื่อปี 2015 มุฮัมมัด มุเฮเซน ช่างภาพของสำนักข่าวเอพี ตัดสินใจรอคอยบนชายหาดในประเทศกรีซ เฝ้ามองคลื่นผู้ลี้ภัยหลั่งไหลมาจากซีเรีย ตะวันออกกลาง และบางส่วนของแอฟริกาที่ย่อยยับจากสงคราม “คนส่วนใหญ่คิดว่า เมื่อผู้ลี้ภัยมาถึง เรื่องราวก็จบสิ้นลง แต่สำหรับผม นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวครับ” เขาบอก มุเฮเซนเน้นการเก็บภาพในเนเธอร์แลนด์ ประเทศที่ทั้งเต็มใจจะรับผู้อพยพและกำลังลดระดับอาชญากรรมลง ห้องขังว่างเปล่าจำนวนมากทำให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์มองหาวิธีใช้ประโยชน์อื่นๆ ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มให้ผู้อพยพเข้าไปอยู่ในนั้น ที่เรือนจำ Bijlmerbajes ในกรุงอัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์ ผู้ลี้ภัยที่เหนื่อยล้ากว่า 600 คนได้รับเตียงนอน อาหารอุ่นๆ และหลังคาคุ้มศีรษะ ทั้งหมดเป็นสิ่งชั่วคราว จนกว่าพวกเขาจะได้ที่อยู่อาศัยในเนเธอร์แลนด์ ได้อยู่ในบ้านที่แท้จริง และมีงานทำ (ผลการศึกษาใหม่ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจะยิ่งขับให้วิกฤติผู้อพยพย่ำแย่ลง) ตลอดปีที่ผ่านมา มุเฮเซนกลับไปเรือนจำ Bijlmerbajes เป็นครั้งคราวเพื่อถ่ายภาพชีวิตครอบครัวในนั้น ทั้งช่วงเวลาที่เคร่งเครียด ช่วงเวลาเล่นสนุก และการหมดความอดทนในการรอคอยการตัดสินใจครั้งต่อไปของรัฐบาลที่จะทำให้พวกเขามีชีวิตใหม่ ล้วนเผยให้เห็นเบื้องหน้ากล้องถ่ายภาพของเขา สิ่งเดียวที่ดูเหมือนไม่ได้สร้างปัญหาให้ใครเลยก็คือสถานที่ “เราไม่สนใจหรอกค่ะ” หญิงคนหนึ่งบอกเขาถึงการใช้ชีวิตในที่ซึ่งเคยเป็นเรือนจำ “สิ่งสำคัญก็คือเราปลอดภัย” เรื่อง แดเนียล สโตน ภาพถ่าย มุฮัมมัด มุเฮเซน

สำรวจความสุข : ผู้ลี้ภัย

จินตนาการว่าคุณต้องเดินทางออกจากบ้านเกิดเพื่อความปลอดภัยมาอาศัยอยู่ยังประเทศใหม่ที่แตกต่าง อะไรจะยังคงเป็นความสุขในชีวิต?

แผนที่ช่วยปกป้องดินแดนของชนพื้นเมืองได้อย่างไร?

ด้วยความช่วยเหลือจากนักทำแผนที่ เส้นสายเรียบง่ายกำหนดดินแดนของชนพื้นเมืองเหล่านี้กำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นแผนที่สมัยใหม่ เพื่อใช้ต่อสู้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มุ่งหวังใช้ทรัพยากรบนพื้นที่ของพวกเขา

ชีวิตที่โลดแล่นบนรางของพนักงานขับแอร์พอร์ตลิงก์หญิง

 พูดคุยพนักงานควบคุมรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงก์ หญิง 2 คน ที่เพิ่งผ่านการฝึกฝนและรับตำแหน่งไม่กี่เดือน กับเรื่องราว “อาชีพในฝัน” ของพวกเธอ “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรจ๊ะ” ถ้าในยุคที่ผมยังเป็นเด็กน้อย เราก็มักตอบคำถามยอดฮิตของผู้ใหญ่นี้ว่า “หนูอยากเป็นทหาร… ตำรวจ… หมอ… พยาบาล” กลับกันถ้ามาถามเด็กๆในยุคนี้คำตอบอาจต่างไป ด้วยเรื่องของยุคสมัยและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผ่าน เมื่อไม่กี่วันก่อนผมเองได้ทำความรู้จักอาชีพหนึ่ง นั่นคือ “พนักงานควบคุมรถไฟฟ้า” พูดง่ายๆก็คือคนขับรถไฟฟ้านั่นแหละ ผมมองว่านี่เป็นอาชีพหนึ่งที่กำลังเติบโตในบ้านเรา เพียงแต่ไม่ได้เป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ทำให้น้องๆที่เรียนจบแล้ว กำลังจะเรียนจบ หรือน้องๆที่ยังอยู่ในวัยฝันหวานยังไม่ค่อยรู้ว่ามีอาชีพนี้อยู่ในบ้านเรา ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ แนน – นิตยาวรรณ ชื่นชม และ บิว – ธิดารัตน์ งามตา 2 สาวตัวเล็กๆที่ทำหน้าที่เป็นพนักงานควบคุมรถไฟฟ้า อาชีพนี้มีพนักงานหญิงมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่น้องทั้งสองคนนี้ถือว่าเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยชั่วโมงการทำงานเพียงแค่สองเดือนเท่านั้น ทั้งคู่เป็นพนักงานควบคุมรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงก์ ซึ่งจัดว่าเป็นขบวนรถไฟฟ้าที่วิ่งเร็วที่สุดในเมืองไทย เพราะเป็นขบวนที่วิ่งระหว่างเมือง จึงจำเป็นต้องใช้ความเร็วสูง ผมนัดพบทั้ง 2 สาวที่สถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน 2 ร่างบอบบางเดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มอันอ่อนหวาน เมื่อหาที่นั่งได้แล้ว […]