หายนะแห่ง สงครามซีเรีย

หายนะแห่งสงครามซีเรีย

หายนะแห่ง สงครามซีเรีย

ในเดือนมีนาคม ปี 2011 ประชาชนชาวซีเรียได้ออกมาประท้วงรัฐบาลเผด็จการของตระกูลอัสซาด ฝ่ายรัฐบาลได้ใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้ฝ่ายตอบโต้จัดตั้งกองกำลังกบฏ กองทัพซีเรียเสรี (Free Syrian Army) เพื่อต่อสู้กับรัฐบาล สิ่งนี้ทำให้การประท้วงกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบซึ่งนับวันจะซับซ้อนและนองเลือดมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมหาศาลกลายเป็นผู้ลี้ภัย

วันที่ 15 มีนาคมนี้ถือเป็นวันครบรอบ 8 ปีของ สงครามซีเรีย แม้ว่าความรุนแรงในสงครามจะลดน้อยลง (Syrian Observatory for Human Rights ระบุว่าในปี 2018 มีผู้เสียชีวิตสองหมื่นคน ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยที่สุดตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น) แต่ผู้ลี้ภัยก็ยังมีจำนวนมหาศาล โดยข้อมูลจากข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติระบุว่า ณ วันที่ 11 มีนาคม 2019 มีจำนวนผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ในประเทศรอบซีเรียกว่า 5,682,697 คน

(สรรพสัตว์ในสวนสัตว์ซีเรียเอาตัวรอดจากเมืองที่ล่มสลายอย่างไร?)

เรื่อง แคโรลิน บัตเลอร์

ภาพถ่าย ลินซีย์ แอดดารีโอสงครามซีเรีย

ตุรกี: หลังระเบิดจากการโจมตีทางอากาศของรัฐบาลกระหนํ่าลงมา ผู้คนต่างพาครอบครัวหนีออกจากเมืองเราะส์อัลอัยน์ในซีเรีย สถานที่ซึ่งกองทัพปลดปล่อยซีเรีย (Free Syrian Army) ผู้เป็นฝ่ายต่อต้าน สู้รบกับทหารฝ่ายรัฐบาลและชาวเคิร์ดในซีเรีย ชาวบ้านหนีข้ามไปยังเมืองเจย์ลันปีนาร์ ในตุรกี ปัจจุบัน ประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้ให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 3,644,342 คน (เพิ่มจากจำนวนห้าแสนคนในปลายปี 2013)

สงครามซีเรีย

ตุรกี: คนงานลำเลียงกระสอบแป้งขึ้นรถบรรทุกส่งไปยังซีเรีย ในปี 2012 มีเม็ดเงินจากนานาชาติราว 850 ล้านดอลลาร์สหรัฐส่งไปช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมแก่ซีเรีย และอีก 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและประเทศเพื่อนบ้านในรูปแบบของเสบียงอาหารเร่งด่วน ยารักษาโรค การศึกษา และอื่นๆ เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์กังวลว่า ความขาดแคลนบริการด้านสาธารณสุขพื้นฐาน การศึกษา จิตวิทยา และบริการอื่นๆ อาจสร้างผลกระทบร้ายแรงแก่ซีเรียและภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งหมด

ล่าสุดเมื่อกลางปี 2018 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศตัดงบประมาณกว่า 230 ล้านเหรียญ โดยงบเหล่านั้นคืองบประมาณที่สหรัฐใช้บริจาคให้ซีเรียเป็นประจำทุกปี

สงครามซีเรีย

อิรัก: ครอบครัวชาวเคิร์ดครอบครัวนี้หลับอยู่กลางแจ้งเพื่อหลีกหนีความร้อนอบอ้าวในเต็นท์ที่ค่ายกาเวร์กอสก์ นอกเมืองอาร์บิล ทางเหนือของอิรัก ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของคลื่นมนุษย์ 60,000 คนที่มาถึงเมื่อเดือนสิงหาคม 2013 ในช่วงที่จุดผ่านแดนทั้งสองจุดระหว่างซีเรียกับอิรักเปิดเป็นเวลาหนึ่งเดือน ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ทุกวันนี้ ชายแดนต่างๆ มีการตรวจตราอย่างเข้มงวดอีกครั้ง

ล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 จำนวนผู้อพยพชาวซีเรียในอิรักมีจำนวนกว่า 253,085 คน (ข้อมูลจากข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2019)

(รูปถ่ายที่ผู้อพยพชาวซีเรียพกติดตัว)

สงครามซีเรีย

เลบานอน: รออิดาห์ วัย 15 ปี (ภาพถ่ายจากปี 2013) สูญเสียดวงตาข้างหนึ่งหลังถูกสะเก็ดระเบิดใกล้บ้านของเธอในเมืองอะเลปโปของซีเรีย ปัจจุบัน เธอช่วยพ่อแม่ดูแลน้องชายชื่อ คาลิด ในเต็นท์เช่าที่ไร่ใกล้เมืองสอัดนาเยล ประเทศเลบานอน เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์วิตกกังวลกับชะตากรรมของเด็กๆ ชาวซีเรียที่ต้องพลัดถิ่นหรือถูกบังคับให้หนีออกนอกประเทศ พวกเขาได้รับการศึกษาอย่างจำกัดหรือไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้เลย และอาจถูกบังคับให้เป็นแรงงานเด็ก รวมทั้งอาจต้องแต่งงานตั้งแต่วัยเยาว์ และถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศรูปแบบอื่นๆ

โดยรายงาน Vulnerability Assessment of Syrian Refugees in Lebanon (VASyR) ประจำปี 2018 ระบุว่า แม้จะมีการช่วยเหลือจำนวนมากจากต่างประเทศและจากเลบานอนเอง จะช่วยปรับปรุงสถานการณ์สำหรับผู้อพยพให้ดีขึ้นในบางส่วน ชีวิตของผู้อพยพก็ยังคงไม่มั่นคง โดยนักเรียนระดับมัธยมต้นและปลายได้เข้าห้องเรียนเพียงร้อยละ 11 และ 3 เท่านั้น ส่วนการแต่งงานในวัยเด็ก (อายุ 12-19 ปี) มีมากถึงร้อยละ 29

สงครามซีเรีย

จอร์แดน: ผู้ชายและเด็กชายชาวซีเรียเข้าแถวรับขนมปังรายวันที่ค่ายผู้ลี้ภัยเซอะตะรี  ซึ่งเปิดเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2012 โครงการอาหารโลกของสหประชาชาติแจกจ่ายขนมปังราว 25 ตันทุกเช้า ในฐานะค่ายผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง ที่นี่เป็นบ้านของผู้คนกว่า 100,000 คน ภายในมีตั้งแต่รถพ่วง เต็นท์ โรงเรียน โรงพยาบาล และคลินิกผดุงครรภ์ เรื่อยไปจนถึงธุรกิจมากมายที่เริ่มโดยผู้ลี้ภัยในค่ายด้วยกันเอง กระนั้น  ผู้ลี้ภัยจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาสุขอนามัยและไฟฟ้า ทั้งยังต้องต่อกรกับแก๊งอันธพาลและตลาดมืดที่เฟื่องฟู ข้อมูลจากข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2019 ระบุว่ามีผู้ลี้ภัยจำนวนกว่า 77,862 อาศัยอยู่ในค่ายแห่งนี้ รายงานอีกฉบับระบุว่า ณ ปัจจุบัน ในค่ายมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่เพื่อให้เป็นแหล่งไฟฟ้าพลังงานทางเลือก จึงทำให้ค่ายมีไฟฟ้าอย่างทั่วถึง

สงครามซีเรีย

เลบานอน: หญิงผู้ลี้ภัยในเมืองสอัดนาเยลเตรียมอาหารสำหรับพิธีศพของญาติ ซึ่งเป็นนักรบของกองทัพปลดปล่อยซีเรียที่ถูกสังหารในเมืองอะเลปโปของซีเรีย จำนวนผู้ลี้ภัยในประเทศเล็กๆ แห่งนี้เพิ่มจาก 100,000 คนเป็น 800,000 คนเพียงชั่วข้ามปี รัฐบาลเลบานอนยังไม่ได้จัดตั้งค่ายพักพิงอย่างเป็นทางการ ผู้ลี้ภัยจึงมักขออาศัยอยู่กับคนท้องถิ่น แต่ราวหนึ่งในสามต้องใช้โรงรถ ตึกร้าง และที่พักอาศัยอื่นๆ ซึ่งไม่ปลอดภัยเป็นที่ซุกหัวนอน

นีเนตต์ เคลลีย์ ผู้แทนองค์การสหประชาชาติ บอกว่า “มีตัวอย่างนับพันๆ ที่แสดงถึงความโอบอ้อมอารีที่ชาวเลบานอนมีต่อผู้ลี้ภัยชาวซีเรียอย่างที่ฉันไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่ยิ่งผู้ลี้ภัยทะลักเข้ามามากเท่าไร ความตึงเครียดก็มากขึ้นตามไปด้วย” ล่าสุดในปี 2019 มีผู้ลี้ภัยจำนวนกว่า 946,291 คนอาศัยอยู่ในเลบานอน (ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์) โดยเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้ (ร้อยละ 55 ข้อมูลจาก VASyR เดือนตุลาคม 2018) อาศัยอยู่ในแหล่งหลบภัยที่ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน และในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน Human Rights Watch ระบุว่ามีผู้อพยพจำนวนกว่า 55,000-90,000 คน เดินทางกลับไปยังซีเรีย เนื่องจากสถานการณ์ที่ย่ำแย่ในเลบานอน และรัฐบาลยังออกกฏข้อห้ามที่ส่งผลให้ผู้ต้องการลี้ภัยทางการเมืองชาวซีเรียจำนวนมากไม่สามารถเดินทางเข้าเลบานอนได้

***แปลและเรียบเรียงโดย ภาวิต วงษ์นิมมาน
โครงการนักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการ นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย


อ่านเพิ่มเติม : ชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังของเมืองโมซูล

เมืองโมซูล

เรื่องแนะนำ

ภาพความกลัวจากในบ้านผีสิงเหล่านี้ ทำอดขำไม่ได้

เรื่อง เรเชล บราวน์ กล้องดักถ่ายภาพเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับบรรดานักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสัตว์ป่า พวกเขามักจะติดตั้งกล้องเหล่านี้ไว้ตามเส้นทางเดินของสัตว์ เพื่อให้ได้ภาพถ่ายตามธรรมชาติของมัน กล้องเหล่านี้ถูกควบคุมด้วยรีโมทเซ็นเซอร์ระยะไกล จึงใช้ได้ดีกับผู้ล่าอันตรายอย่างเสือจากัวร์ หรือใช้ในการติดตามพฤติกรรมโดยไม่ต้องรบกวนสัตว์ เช่นการรุมกินซากสัตว์ของฝูงอีแร้ง และเช่นเดียวกัน เทคโนโลยีนี้กำลังถูกนำมาใช้จับภาพความหวาดกลัวของผู้คน ที่บ้านผีสิง The Nightmares Fear Factory บ้านผีสิงชื่อดังในเมืองไนแอการาฟอลส์ ของแคนาดา ผู้เปิดให้บริการความขนหัวลุกมานานกว่า 30 ปี ในกลางทศวรรษที่ 20 Frank LaPenna เจ้าของกิจการได้แรงบันดาลใจจากกล้องถ่ายภาพบนรถไฟเหาะ เขาจึงตั้งใจว่าจะนำไอเดียเดียวกันนี้มาบันทึกภาพความหวาดกลัวของบรรดาลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเอาไว้ “ในตอนแรกผมยืนอยู่ในความมืด มีกล้องดิจิตอลตัวจิ๋วในมือคอยจับภาพผู้คนที่กำลังหวาดกลัว” เขาอธิบาย “จากนั้นผมจะวิ่งลงไปที่ลอบบี้ เอาเมมการ์ดออกจากกล้องเสียงเข้าคอมพิวเตอร์ และโชว์ภาพที่ถ่ายได้ขึ้นจอมอนิเตอร์ให้คนที่เพิ่งออกมาจากบ้านผีสิงได้เห็น” LaPenna ทำแบบนี้จนเมื่อเขาได้รู้จักกับเทคโนโลยีใหม่นั่นคือกล้องดักถ่ายภาพ ซึ่งจะบันทึกภาพอัตโนมัติ ด้วยเซนเซอร์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสัตว์ตัวนั้นๆ เดินผ่านอินฟาเรดที่ดักไว้ เขาออกแบบในรูปแบบที่คล้ายกันเพียงแต่ว่าเปลี่ยนจากอินฟาเรดเป็นปฏิกิริยาของผู้คนที่ตกใจเป็นสิ่งกระตุ้นให้กล้องทำงานแทน ด้วยวิธีนี้ช่วยให้เขาได้ภาพถ่ายของผู้คนกว่า 550 ภาพต่อวัน และบ้านผีสิงนี้เปิดทุกวันฉะนั้นในแต่ละปีเขาจึงมีภาพถ่ายที่รวบรวมเอาไว้หลายแสนภาพเลยทีเดียว ซึ่งในปี 2011 ภาพถ่ายเหล่านี้ถูกอัพโหลดขึ้นเว็บไซต์ของบ้านผีสิง เพื่อดึงดูดผู้ที่สนใจอยากลิ้มลองความสยองขวัญให้เข้ามาใช้บริการกันมากขึ้น แม้ว่าจะแตกต่างจากกล้องดักถ่ายภาพสัตว์ที่ให้ประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่คิดดูอีกที มองไปที่รูปถ่ายเหล่านี้ เราทุกคนล้วนคือสัตว์ที่เมื่ออะดรีนาลีนพลุ่งพล่านจากความกลัว ปฏิกิริยาที่แสดงออกมาผ่านภาพถ่ายจึงเป็นสัญชาตญาณล้วนๆ […]

วัฒนธรรมเบื้องหลังถุงขอบคุณที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในไชน่าทาวน์

"ถุงขอบคุณ" คือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมแห่งไชน่าทาวน์ของอเมริกา ทว่าท่ามกลางปัญหาสิ่งแวดล้อม บรรดานักออกแบบรุ่นใหม่พยายามเปลี่ยนถุงเหล่านี้ให้สามารถใช้งานซ้ำได้ แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าทางจิตใจไม่เปลี่ยนแปลง

เราร้ายกาจเหมือนที่ทำในสังคมโซเชียลไหม?

ไม่ใช่ธรรมชาติอันโหดร้ายของมนุษย์หรอกที่ด่วนโพสต์หรือทวีตข้อความร้ายๆ ผู้เขียนเรื่องนี้ว่าไว้ แต่การที่เราวิวัฒน์มาอย่างไรต่างหากที่เป็นประเด็น

ไขปริศนา “The Pool” จระเข้ปีนขึ้นท่อได้จริงไหม?

จระเข้ปีนขึ้นท่อได้ด้วยหรือ? ขอบอกให้รู้ว่าหางของจระเข้แข็งแรงกว่าที่คิด! และอันที่จริงในต่างประเทศพวกมันยังปีนต้นไม้ ปีนรั้ว กันเป็นว่าเล่น