ย้อนรอยกำเนิดคำสาป มัมมี่ - National Geographic Thailand

ย้อนรอยกำเนิดคำสาป มัมมี่

ย้อนรอยกำเนิดคำสาป มัมมี่

ภาพยนตร์เกี่ยวกับมัมมี่มีจุดขายอยู่สองอย่าง ได้แก่ ความมั่งคั่งของทรัพย์สมบัติฟาโรห์ และคำสาปเลวร้ายที่ทำให้นักล่าสมบัติต้องพบกับจุดจบ แต่ฮอลลีวู้ดหาใช่ผู้ประดิษฐ์แนวคิดหรือความเชื่อว่าด้วยคำสาปเหล่านั้น

“คำสาปมัมมี่” เริ่มเป็นที่กล่าวขวัญถึงทั่วโลกหลังการค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตันคามุน ในหุบผากษัตริย์ ใกล้เมืองลักซอร์ ประเทศอียิปต์ เมื่อปี 1922

เมื่อฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ เปิดช่องเล็กๆ เพื่อมองเข้าไปภายในสุสานและทรัพย์สมบัติที่ซุกซ่อนอยู่นานถึง 3,000 ปี เขายังจุดประกายความสนใจของคนทั่วโลกที่มีต่ออียิปต์โบราณ

ทรัพย์สมบัติระยิบระยับของฟาโรห์ตุตันคามุนเป็นข่าวพาดหัวที่โด่งดัง เช่นเดียวกับเรื่องราวอันหวือหวาเกี่ยวกับการตายของลอร์ดคาร์นาวอน ผู้ให้ทุนสนับสนุนการขุดค้นของคาร์เตอร์

ในความเป็นจริง คาร์นาวอนตายจากสาเหตุโลหิตเป็นพิษ และมีคนเพียง 6 คนจาก 26 คนที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์เปิดสุสานตุตันคามุนเสียชีวิตภายในสิบปี ส่วนคาร์เตอร์ซึ่งควรจะเป็นเป้าหมายหลักของคำสาป กลับมีชีวิตอยู่ต่อมาจนถึงปี 1939 หรือเกือบ 20 ปีหลังเขาค้นพบสุสาน

แต่แม้คำสาปฟาโรห์อาจไม่ขลังอย่างที่เชื่อกัน  แต่ก็หาได้คลายมนตร์ขลังที่สะกดความสนใจใคร่รู้ของผู้คน ซึ่งอาจเป็นต้นกำเนิดของคำสาปเหล่านั้นก็เป็นได้

 

กำเนิดคำสาป

โดมินิก มอนต์เซร์รัต นักไอยคุปต์วิทยาผู้ล่วงลับ ศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดและสรุปว่า แนวคิดว่าด้วยคำสาปของฟาโรห์มีจุดเริ่มต้นมาจากการแสดงบนเวทีคล้าย “ระบำเปลื้องผ้า” ครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 19 กลางกรุงลอนดอน

“การค้นคว้าของผมแสดงให้เห็นค่อนข้างชัดเจนว่า  แนวคิดว่าด้วยคำสาปของมัมมี่เก่าแก่กว่าการค้นพบสุสานตุตันคามุนของคาร์นาวอนและจุดจบของเขาร่วมร้อยปี” มอนต์เซร์รัตให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ Independent ของอังกฤษไม่กี่ปีก่อนหน้าเขาจะเสียชีวิต

มอนต์เซร์รัตเชื่อว่า การแสดงบนเวทีในครั้งนั้นซึ่งมีการ “เปลื้องผ้า” ที่ห่อหุ้มมัมมี่จากอียิปต์จริงๆ น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนคนแรก ตามมาด้วยคนอื่นๆ คิดพลอตและเรื่องราวเกี่ยวกับการล้างแค้นของมัมมี่

“งานวิจัยของผมไม่เพียงยืนยันว่า แนวคิดว่าด้วยคำสาปมัมมี่ไม่ได้มีต้นกำเนิดในอียิปต์ แต่ที่สำคัญกว่านั้น ยังชี้ชัดว่า แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นหลังการประโคมข่าวการค้นพบสุสานตุตันคามุนเมื่อปี 1923” มอนต์เซร์รัต ย้ำในการให้สัมภาษณ์

ทว่าซาลิมา อิแครม นักไอยคุปต์วิทยาที่มหาวิทยาลัย American University ในกรุงไคโร และผู้รับทุนจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เชื่อว่า แนวคิดว่าด้วยคำสาปมีอยู่จริงในอียิปต์โบราณโดยเป็นส่วนหนึ่งของระบบรักษาความปลอดภัยยุคแรกเริ่ม

เธอชี้ว่า บนกำแพงของมัสตาบา (หลุมศพก่อนยุคพีระมิด) บางแห่งในกาซาและซักคารามี “คำสาป” จารึกอยู่จริงๆ โดยมุ่งสร้างความหวาดกลัวให้ใครก็ตามที่คิดลบหลู่หรือปล้นสุสานของกษัตริย์

“คำสาปเหล่านี้มักข่มขู่ผู้คิดลบหลู่ด้วยการลงทัณฑ์ของเหล่าทวยเทพ” อิแครมกล่าวและเสริมว่า “หรือไม่ก็เป็นการพบจุดจบจากจระเข้หรือสิงโต ไม่ก็แมงป่องหรืออสรพิษ”

 

หรือจะเป็นสารพิษจากในสุสาน

ในระยะหลัง ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่า คำสาปของมัมมี่จริงๆแล้วอาจอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางชีววิทยา

เป็นไปได้หรือไม่ว่า หลุมศพที่ปิดตายอาจเป็นที่อยู่ของจุลชีพก่อโรคที่เป็นอันตราย หรือแม้แต่ร้ายแรงถึงชีวิตสำหรับใครก็ตามที่เปิดสุสานนั้นๆ หลังผ่านไปนับพันๆ ปี โดยเฉพาะคนอย่างลอร์ดคาร์นาวอนที่ระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

หลุมศพหรือสุสานไม่เพียงบรรจุศพคนตายและสัตว์  แต่ยังรวมถึงอาหารที่ใส่ไว้เพื่อให้ผู้วายชนม์ใช้เป็นเสบียงในชีวิตหลังความตาย

ผลการศึกษาหลายชิ้นจากห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่า มัมมี่หลายร่างมีเชื้อราซึ่งรวมถึงสายพันธุ์ Aspergillus niger และ Aspergillus flavus ซึ่งสามารถทำให้เกิดการอุดตันหรือภาวะเลือดออกในปอดได้ แบคทีเรียอื่นๆ ที่พุ่งเป้าเล่นงานปอด เช่น Pseudomonas และ Staphylococcus อาจอาศัยอยู่ตามผนังของสุสานด้วย

สิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจทำให้หลุมศพหรือสุสานฟังดูน่ากลัว แต่นักวิทยาศาสตร์ดูเหมือนจะเห็นพ้องกันว่า ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้น

เอฟ. เดอโวล์ฟ มิลเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาวาย เห็นด้วยกับความเห็นของฮาเวิร์ด คาร์เตอร์ ที่ว่า เมื่อคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ ลอร์ดคาร์นาวอนอาจจะปลอดภัยกว่าด้วยซ้ำเมื่ออยู่ภายในสุสานตุตันคามุนมากกว่าข้างนอก

มิลเลอร์บอกว่า “อียิปต์ตอนบนในยุคทศวรรษ 1920 ไม่มีอะไรที่เราพอจะเรียกได้เต็มปากว่ามีสุขอนามัยเลย ความคิดที่ว่า สุสานใต้ดินที่ปิดตายมา 3,000 ปีจะมีสิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋วแปลกประหลาดที่สามารถฆ่าใครสักคนได้หลังผ่านไปหกสัปดาห์ และทำให้รูปการณ์ออกมาเหมือน [ภาวะโลหิตเป็นพิษ] ยิ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้”

อันที่จริง มิลเลอร์บอกว่า เขาไม่เคยได้ยินว่ามีนักโบราณคดีหรือแม้แต่นักท่องเที่ยวสักคน ได้รับอันตรายหรือเจ็บป่วยจากสารพิษภายในสุสานเลย

แต่ก็คงเช่นเดียวกับภาพยนตร์เกี่ยวกับมัมมี่ที่สามารถนำกลับมาเล่าใหม่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ตำนานว่าด้วยคำสาปของมัมมี่ดูเหมือนจะไม่มีวันตาย

เชื่อกันว่ามัมมี่ของตุตันคามุนคือต้นกำเนิดแนวคิดหรือตำนานว่าด้วยคำสาปของมัมมี่ แต่ต้นกำเนิดที่แท้จริงอาจมาจากการแสดงบนเวทีในลอนดอนเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนหน้าที่สุสานของยุวกษัตริย์พระองค์นี้จะถูกค้นพบและเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อปี 1922 (ภาพถ่ายโดย Kenneth Garrett)

รูปสลักฟาโรห์ตุตันคามุนพบในหลุมฝังพระศพ: รูปสลักขนาดเท่าคนจริงซึ่งเชื่อว่าเป็นการจำลองพระพักตร์ของฟาโรห์ตุตันคามุน  สลักจากไม้เนื้อแข็ง ลงสี และปิดทอง นักวิชาการบางคนสันนิษฐานว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของหุ่นจำลอง บ้างเชื่อว่าเป็นรูปจำลองมเหสีของตุตันคามุน คนงานในภาพถือรูปสลักให้ดูราวกับว่า ฟาโรห์ตุตันคามุนกำลังทรงพระดำเนิน (ภาพถ่ายโดย Ledger Photo Service)

ภาพภายในห้องหรือคูหาชั้นนอกภายในหลุมฝังพระศพตุตันคามุน: รูปสลักที่เห็นซึ่งน่าจะเป็นองค์ฟาโรห์ยืนอารักขาระหว่างประตูทางเข้าที่ถูกปิดตาย ทางขวาสุดคือช่อดอกไม้ที่ใช้ในพิธีฝังพระศพ ด้านหน้าคือหีบที่ฝาด้านบนสลักเป็นรูปสิงโตล่าเหยื่อ  ด้านข้างเป็นรูปกษัตริย์ทรงทำสงครามกับศัตรูจากแอฟริกาและเอเชีย สิ่งที่อยู่ด้านในคือพัสตราภรณ์ หีบยาวบุผ้าลินินทางซ้ายบรรจุชุดชั้นในของกษัตริย์ รูปสลัก Halthor หรือเทพีวัวค้ำยันตั่งหรือเตียงที่ใช้ในพิธีกรรม (ภาพถ่ายโดย New York Times/Redux)

แมลงสแกรับทองคำประดับบนฉลองพระองค์: เครื่องประดับคล้ายเข็มกลัดหรือหัวเข็มขัดนี้จารึกพระนามกษัตริย์และสลักเสลาขึ้นอย่างวิจิตรจากเงินและทองคำประดับด้วยหินคาร์เนเลียน แก้วลาปิสลาซูลี และเทอร์คอยส์ สแกรับซึ่งอยู่กลุ่มแมลงปีกแข็งเป็นของศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวข้องกับสุริยเทพ ชาวอียิปต์โบราณยังใช้เป็นตราสัญลักษณ์อีกด้วย  (ภาพถ่ายโดย New York Times/Redux)

รูปสลักขนาดเท่าพระองค์จริงรูปหนึ่งของฟาโรห์ตุตันคามุนยืนเฝ้าประตูทางเข้าสู่ห้องฝังพระศพ:  รูปสลักนี้ทำจากไม้เนื้อแข็งทาทับด้วยสีดำ  เครื่องประดับศีรษะ คอเสื้อ ปลอกแขนและข้อมือ ตลอดจนไม้เท้าปิดทอง ส่วนรองเท้า (แตะ) ทำจากทองคำ บนหน้าผากทำเป็นรูปงูเห่าประดับสำริดและทองคำ  เบ้าตาและคิ้วทำจากทองคำ ลูกตาและรูม่านตาทำจากหินอะราโกไนต์และหินออบซิเดียน ตามลำดับ (ภาพถ่ายโดย New York Times/Redux)

มัมมี่ของยูยาได้รับการเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร (ภาพถ่ายตีพิมพ์ปี 1923) เป็นมัมมี่ที่อยู่สภาพดีที่สุดร่างหนึ่งเท่าที่ค้นพบ  ยูยาคือบิดาของราชินีไทยี พระมารดาของฟาโรห์นอกรีตพระนามว่า อเคนาเตน (ภาพถ่ายโดย Earle Harrison)

เรื่อง  ไบรอัน แฮนด์เวิร์ก

 

อ่านเพิ่มเติม

ตุตันคามุน : ย้อนรอยการค้นพบสุสานฟาโรห์ผู้โด่งดัง

 

เรื่องแนะนำ

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

เยือนหลุมหลบภัยลับสมัย สงครามโลกครั้งที่สอง อดีตอันลึกลับของสวิตเซอร์แลนด์ยังคงหลงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ โดยฝังตัวซ่อนเร้นอยู่ในเทือกเขาและเชิงเขาของภูมิทัศน์ที่ภายนอกดูงดงามไร้พิษภัย หลุมหลบภัยในอุโมงค์นับพันแห่งเป็นป้อมปราการทางกลยุทธ์ในการต่อต้านการรุกรานของฮิตเลอร์ ซึ่งรู้จักกันในนามกลยุทธ์ “เดฟองส์ดูเรดุย” (Defense du Réduit หรือภาษาอังกฤษคือ Swiss National Redoubt) หลุมหลบภัยเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่หลบภัยของผู้บังคับบัญชาของกองทัพและรัฐบาลในกรณีที่มีการรุกราน วอร์รูม (war room) หรือห้องประชุมในภาวะไม่ปกติเหล่านี้มีการใช้งานมาจนถึงปลายศตวรรษที่ยี่สิบ และเป็นความหวังสุดท้ายของสวิตเซอร์แลนด์ในการหาทางรอด ทว่าสิ่งที่ทำให้เรโต สเตอร์คี ช่างภาพ ต้องการไปเก็บภาพสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความลี้ลับแห่งขุนเขาสวิส” คือความลึกลับ หาใช่ประวัติศาสตร์ เขาเคยเล่นอยู่ตรงริมแม่น้ำตรงเชิงเขาเทือกเขาแอลป์ และเห็นซากของหลุมหลบภัยหลุมหนึ่งโผล่พ้นน้ำขึ้นมา “มันดูเหมือนหินกลมมนใหญ่ก้อนหนึ่ง เพียงแต่สิ่งที่โผล่ขึ้นมากลับเป็นปืนกล” สเตอร์คีบอกเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “ผมรู้สึกประมาณว่า นั่นมันอะไรกันน่ะ มีอะไรอยู่ข้างในกันนะ” แต่เขาถูกผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้ไปยุ่มย่ามแถวนั้นอีก หลายปีต่อมา โลกที่ซ่อนเร้นอยู่ก็เผยกายให้เขาเห็น ในตอนที่เขามีอายุได้ 20 ปีและเป็นทหาร ในช่วงการฝึก จ่าคนหนึ่งบอกพลทหารให้ไต่ลงไปตามบันไดที่อยู่เชิงเขา “เราลงไปสัก 300 ขั้นได้ และพบว่าตัวเองอยู่ข้างในภูเขาแล้ว” สเตอร์คีบอก เขาไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอยู่นานสามสัปดาห์ด้วยกัน “ผมจำได้ว่าหลงทางกับเพื่อนๆ ใช้เวลาสี่หรือห้าวันนี่แหละครับกว่าจะรู้ผังของอุโมงค์ คิดดูก็แล้วกันว่าใหญ่ขนาดไหน คุณไม่มีทางรู้เวลาได้เลย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกครับ” […]

ชาวบาจาววิวัฒน์ร่างกายให้มีม้ามใหญ่ ช่วยดำน้ำนานขึ้น

เป็นเวลาหลายร้อยปีแล้วที่การคัดเลือกทางธรรมชาติช่วยให้ชาวบาจาวซึ่งอาศัยอยู่ในทะเลมีพันธุกรรมที่แข็งแรง และปรับตัวเข้ากับการดำน้ำ

การเดินทางของอาหาร

นี่ไม่ใช่ภาพหุ่นนิ่งจากยุโรปสมัยศตวรรษที่สิบเจ็ด แต่เป็นผลผลิตสดใหม่จากตลาดระดับบนสี่แห่งในแมนแฮตตัน การกินอาหารที่ผลิตหรือปลูกในท้องถิ่นและลดการปล่อยคาร์บอนอาจกำลังเป็นที่นิยม แต่ผักผลไม้เหล่านี้ขนส่งเป็นระยะทางไกลมายังมหานครนิวยอร์ก บางชนิดเดินทางมาไกลเกือบ 15,000 กิโลเมตร ที่จริงแล้วการ นำเข้าผลผลิตในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 1980 อมิต รตานศีพ่อค้าที่ตลาดขายส่งแห่งหนึ่งในย่านบรองซ์ บอกว่า พ่อครัวและคนซื้อ “อยากรู้ว่าอาหารของพวกเขามาจากที่ไหน” ซึ่งอาจหมายถึงไร่นาใกล้เคียง อีกฝั่งหนึ่งของประเทศ หรือถ้าเป็นสินค้าจากต่างแดนก็อยู่ห่างออกไปครึ่งโลก อยากรู้ไหมว่าผลผลิตอาหารเหล่านี้เดินทางมาจากที่ไหนบ้าง คลิกชมได้ ที่นี่    อ่านเพิ่มเติม : กล้ากินหมึกตัวเป็นๆ ไหม?, เทศกาลปามะเขือเทศเป็นการสิ้นเปลืองอาหารหรือไม่?

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.