ชีวิตจะเปลี่ยนไหม หากได้ลองอด - Page 2 of 3 - National Geographic Thailand

ชีวิตจะเปลี่ยนไหม หากได้ลองอด

ที่มัสยิดยามีอุลอิสลาม เด็กๆ เล่นสนุกสนานระหว่างรอละหมาดหลังละศีลอด การถือศีลอดเป็นสิ่งที่ชาวมุสลิมปลูกฝังให้เริ่มทำกันตั้งแต่เด็ก นอกจากการสอนถึงความสำคัญและความหมายของเดือนรอมฎอนแล้ว เด็กๆ ยังได้ปรับร่างกายทีละนิดพร้อมรับการถือศีลอดเมื่อเติบโตขึ้น โดยเริ่มต้นจากการอดอาหารอดน้ำเป็นเวลาครึ่งวัน จากนั้นจึงค่อยขยายเวลาเมื่ออายุมากขึ้น

เข้าสู่ช่วงสัปดาห์ที่ 2 ผมพบว่าการเริ่มต้นถือศีลอดเท่าที่ผ่านมา ผมตื่นมากินอาหารเช้า กลับไปนอนต่อ ก่อนจะลุกขึ้นไปทำงาน ทั้งๆ ที่ในบางคืนผมนอนมามากพอแล้ว นั่นเป็นนิสัยเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น พฤติกรรมเช่นนี้จะทำให้อ้วน ก่อนหน้านี้ผมออกกำลังกายประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ลองจับกล้ามเนื้อที่เริ่มนิ่มของตัวเอง เพราะขาดการออกกำลัง พลางสงสัยว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะกลับมาออกกำลังในช่วงถือศีลอด ร่างกายจะสูญเสียน้ำมากไปหรือไม่? บางทีช่วงกลางคืน หลังกินอาหารเย็นแล้ว อาจเป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการออกกำลังก็ได้

จากเดิมที่ผมเป็นคนถ่ายทุกวัน และไม่เคยมีปัญหากับระบบขับถ่ายมาก่อน แต่ตอนนี้อาการท้องผูกเริ่มเกิดขึ้นเป็นระยะๆ เมื่อร่างกายดื่มน้ำน้อยลง ในบางคืนผมนอนดึกและตื่นสายไม่ทันพระอาทิตย์ขึ้น เมื่อไม่ทันกินอาหารเช้าความหิวจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ และส่งผลให้กินอาหารปริมาณมากขึ้นตอนเย็น ผมสงสัยว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป สุขภาพของผมจะเป็นอย่างไร?

 

“ถ้าปฏิบัติตามกฏกติกาที่วางเอาไว้ การถือศีลอดไม่ก่อให้เกิดโทษใดๆครับ” นายแพทย์อัสนี โยธาสมุทร แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป จากโรงพยาบาลวิภาราม ปากเกร็ด อธิบายถึงประโยชน์ของร่างกายที่จะได้รับจากการถือศีลอดประกอบด้วย 1.ควบคุมน้ำหนัก 2.ควบคุมระดับความดันโลหิต และ3.ควบคุมระดับไขมันในร่างกาย

เมื่อร่างกายอดอาหาร ระบบเผาผลาญจะดึงเอาพลังงานเก่าที่สะสมอยู่มาใช้ ซึ่งก็คือพลังงานที่กักเก็บไว้ในรูปของไขมัน และหากไม่เพียงพอต่อพลังงานในวันนั้นๆ ร่างกายก็จะดึงเอากลูโคสที่เก็บสะสมไว้ในตับมาใช้อีก นั่นจะทำให้ค่าไขมันโดยรวมทั้งคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ลดลง

“อีกหนึ่งสิ่งก็คือการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย สารพิษเหล่านี้จะสะสมอยู่ในชั้นไขมัน เมื่อไขมันถูกละลายนำไปใช้ สารพิษก็จะถูกขับออกไปด้วย การอดอาหารจึงเป็นวิธีหนึ่งในการทำความสะอาดร่างกาย” คุณหมออัสนีกล่าว

 

(ระหว่างทาง)พบความหดหู่ที่พระเจ้าไม่อาจช่วย

ผมรู้สึกแย่ ไม่รู้ว่ามีชาวมุสลิมคนไหนนับถอยหลังรอให้หมดเดือนรอมฎอนอย่างผมกันไหม หรือเพราะเป็นการอดอาหารจริงจังครั้งแรกผมจึงเกิดความรู้สึกเช่นนี้ ที่ผมไม่ชอบที่สุดก็คือกระบวนการนี้กำลังบั่นทอนพลังการใช้ชีวิตของผม ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ยิ่งหกโมงเย็นใกล้เวลาละศีลอด สมาธิผมจะกระเจิดกระเจิง หลังเลิกงานผมเหนื่อยจนหลับบนรถเมล์ราวกับใช้แรงงานหนักมาทั้งวัน ทั้งที่ความเป็นจริงคือการนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศ

สัปดาห์ที่ 3 นี้ผมเครียดจากงานจนลืมไปเสียสนิทเลยว่าตั้งใจจะนั่งสมาธิทุกวัน นับตั้งแต่เริ่มต้นการอดอาหารนี่เป็นสัปดาห์ที่ยากที่สุด ไม่ใช่เพราะความหิวโหยแต่เป็นความรู้สึกภายใน ผมนึกย้อนไปถึงคำพูดของคุณอรุณ รับรู้ถึงความรู้สึกของเพื่อนมนุษย์ที่ไม่มีจะกินมันเป็นเช่นไร ผมคิดว่าในช่วงเวลาอันยากลำบากนี้เป็นเขาคงจะภาวนาถึงอัลเลาะห์ให้ท่านช่วยเขาผ่านมันไปให้ได้ แต่ผมไม่มีอัลเลาะห์ในใจเช่นเขา สิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้ผมมีเพียงอย่างเดียวคืองานชิ้นนี้ เมื่อผมเปิดโปรเจคแล้ว มันจะล่มกลางคันไม่ได้

 

เวลาประมาณห้าโมงครึ่ง ที่มัสยิดบ้านสมเด็จ ใกล้กับมหาวิทยาลัยบ้านสมเด็จเจ้าพระยา บรรยากาศไม่คึกครื้นอย่างที่ผมคาด คงเป็นเพราะฝนที่ตกโครมลงมาก่อนหน้า ผู้คนในวันนี้จึงบางตาลง ผมบอกกับอิหม่ามว่าจะขอมาละศีลอดที่นี่ด้วย เพราะกำลังทำสารคดีอยู่ อิหม่ามยิ้มอย่างยินดีปรีดาพร้อมพาผมทัวร์รอบมัสยิด และเล่าถึงความหมายของศีลอดซ้ำอีกครั้ง ผมปล่อยให้ท่านเล่าต่อไป ที่มัสยิดไหนๆ ก็เป็นเช่นนี้ จากประสบการณ์ชาวมุสลิมที่ผมพบเจอล้วนอยากเล่า อยากอธิบายวัฒนธรรมความเชื่อของพวกเขาให้เราฟังเสมอ หากแสดงท่าทีสนใจ

ที่มุมหนึ่งผู้หญิงหลายคนช่วยกันจัดถาดอาหาร เตรียมเครื่องดื่ม ส่วนผู้ชายยืนเรียงเป็นแถวรับถาดอาหารไปวางเตรียมไว้ที่โต๊ะ ซึ่งจัดเรียงด้านนอกของมัสยิด ผมเดินสำรวจเข้าไปในกุโบร์ ต้นไม้ครึ้มให้บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นดินชื้นๆหลังฝนตกลอยขึ้นมาในอากาศ สุสานในเมืองที่มีพื้นที่จำกัดเช่นนี้ ทำให้มีหลุมฝังศพค่อนข้างแน่น แต่ละหลุมระยะห่างกันไม่มากนัก

เดินออกมาจากกุโบร์ ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าถาดอาหารถูกจัดข้างในห้องๆ หนึ่งเป็นพิเศษ ภายในมีโต๊ะตัวยาวตั้งเรียงประมาณ 6 ตัว “ห้องนี้ไว้สำหรับผู้หญิง” ใครคนหนึ่งบอก เมื่อใกล้เวลาละศีลอด ผู้คนก็เริ่มมากขึ้น แต่ละคนนั่งจับจองที่ของตน

หญิงสาวคนหนึ่งในวัยไล่เลี่ยกันกับผม สวมชุดฮิญาบสีดำคลุมทั้งตัว เธอกำลังนั่งคุยอยู่กับเพื่อนอีกคนระหว่างรอละศีลอด ผมเข้าไปทักทาย ได้ความว่าเธอมาจากปัตตานี ส่วนอีกคนมาจากนราธิวาส

“เหนื่อยค่ะ บางวันก็แอบงีบบ้าง ช่วงที่เด็กไปพักเที่ยง อย่างช่วงเช้าเราจะมาสอนแบบเต็ม 100% พอตอนบ่ายก็จะเริ่มไม่ไหวแล้ว ก็จะสอนสักสิบสิบห้านาที แล้วสั่งงานให้เด็กทำแทน” ซูไลดา สะดี ครูสอนภาษาอังกฤษแบ่งปันวิถีชีวิตช่วงถือศีลอดของเธอให้ฟัง เมื่อผมเล่าว่าช่วงที่ผ่านมา ผมรู้สึกหมดแรงไปกับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน “เด็กบางคนก็จะไม่เข้าใจค่ะ หาว่าครูขี้เกียจ” สาวาดี นามุง ครูฝึกสอนวิชาคอมพิวเตอร์จากนราธิวาสกล่าวเสริม

การมีวินัยและดูแลร่างกายของตนเองคือสิ่งสำคัญในช่วงเดือนรอมฎอน คุณครูทั้งสองกล่าวว่าการปรับเวลากินเป็นเรื่องสำคัญ และส่งผลให้เวลาในชีวิตประจำวันอื่นๆของพวกเธอต้องปรับตามไปด้วย “อย่างเวลาเลิกงานช่วงนี้ก็ต้องรีบกลับบ้านค่ะ จะมาโอ้เอ้ลอยชาย เดี๋ยวจะไปหาอะไรกินไม่ทัน”

ช่วงเย็น ที่มัสยิดยามีอุลอิสลามเนืองแน่นไปด้วยชาวมุสลิมที่เดินทางมาละศีลอดและละหมาดร่วมกัน ในเดือนพิเศษเช่นนี้ แต่ละมัสยิดจะทำอาหารจำนวนมากทั้งของคาวและของหวานเพื่อรองรับผู้คน

เมื่อผมถามพวกเธอว่ามีวิธีจัดการกับความเหนื่อยล้า และความหิวกระหายอย่างไรในแต่ละวัน เคล็ดลับกลับเป็นเรื่องง่ายดายที่สุด นั่นคือหัวใจสำคัญของการถือศีลอด “นึกถึงคนอื่นที่เขาไม่มีกินกว่าเราค่ะ อย่างชาวซีเรียที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสงคราม จิตใจของพวกเขาต้องแข็งแกร่งกว่าเรามากขนาดไหน หมดวันเรายังรู้ว่าเราจะได้กินข้าวเมื่อไหร่ ยังมีคนอีกมากที่ถึงเวลาออกบวชแล้ว แต่ไม่มีจะกิน มีคนลำบากกว่าเราเยอะค่ะ” ซูไลดาอธิบาย

และแล้วก็ได้เวลาละศีลอด ผมนั่งทานอาหารร่วมโต๊ะกับชาวมุสลิมหลากหลายเชื้อชาติทั้งคนไทย, บังกลาเทศ และปากีสถาน รู้สึกเขินอายกับการเป็นคนนอกศาสนาคนเดียวในสถานที่แห่งนี้ ความที่ผมเป็นคนแปลกหน้า เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ทุกสายตาจะจับจ้องมาแต่ระหว่างที่ผมรู้สึกถึงความเป็นคนอื่น กลับมีความอบอุ่นในฐานะแขกของพวกเขา ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าการละศีลอดร่วมกันที่มัสยิดมันดีกว่าการละศีลอดคนเดียวยังไง บรรยากาศของการพบปะเพื่อนฝูง และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในชุมชน ช่วยให้มื้ออาหารมื้อนี้มีความหมายและน่าจดจำ

 

เรื่องแนะนำ

ปราการมองไม่เห็นที่แบ่งเขาแบ่งเรา

เราถูกกำหนดมาตั้งแต่ลืมตาดูโลกให้แบ่งแยกระหว่างเรากับคนอื่นและเอนเอียงเข้าข้างกลุ่มของตัวเอง วิทยาศาสตร์มีทางออกให้กับเรื่องนี้หรือไม่

วันสตรีสากล: มองสตรีผ่านปกเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

วันสตรีสากล: มองสตรีผ่านปกเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กองบรรณาธิการ National Geographic ฉบับภาษาไทย ร่วมเฉลิมฉลองวันสตรีสากล 8 มีนาคม ด้วยการคัดเลือกปกนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในรอบ 130 ปีที่ได้รับเกียรติจากสตรีทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ผู้หญิงคนเล็กคนน้อย เรื่อยไปจนถึงสตรีผู้เรืองนามในประวัติศาสตร์ (เช่น พระแม่มารี, คลีโอพัตรา และฟาโรห์ฮัตเชปสุต) และนักสำรวจหญิงผู้บุกเบิกและขยายพรมแดนแห่งความรู้ให้มนุษยชาติ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ยังทำหน้าที่สะท้อนปัญหาที่ผู้หญิงมากมายทั่วโลกต้องเผชิญ ดังเช่นเรื่องราวของชาร์บัต กุลา เด็กหญิงผู้อพยพชาวอัฟกานิสถาน เจ้าของดวงตามีมนตร์สะกดที่กลายเป็นสัญลักษณ์อันยืนยงของนิตยสารกรอบเหลืองเล่มนี้ และกระทั่งเรื่องราวของเด็กหญิงข้ามเพศที่ปรากฏบนปกนิตยสารฉบับพิเศษว่าด้วยความหลากหลายทางเพศเมื่อไม่นานมานี้ เรายังถ่ายทอดภารกิจของนักสำรวจหญิง ผู้มุ่งมั่นทำงานในสาขาของตน และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลก เช่นเรื่องราวของเจน กูดอลล์,ไดแอน ฟอสซีย์ และบิรูเต กัลดีกัส เป็นต้น ชมภาพปกแต่ละปกแบบชัดๆ ได้ ที่นี่    อ่านเพิ่มเติม เมื่อเกิดในอัฟกานิสถาน เด็กหญิงบางคนเลือกใช้ชีวิตในร่างเด็กชาย

การเดินทางแสนทรมานของคุณแม่ผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี ราวเวลล์ ภาพถ่าย เมอร์โต ปาปาโดปูลอส เมื่อคุณได้ยินเรื่อง “วิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัย” คุณอาจนึกถึงภาพถ่ายเรือลำน้อยล่องลอยอยู่บนน่านน้ำมืดมิดและแออัดไปด้วยผู้คนที่สวมเสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง คุณอาจคิดถึงภาพมือที่ยื่นออกมาหาบุคคลอันเป็นที่รัก ภาพชายแดนที่มีผู้ชายถือปืนกลเฝ้ารักษาการณ์ หรือภาพเต็นท์ชั่วคราวในค่ายผู้ลี้ภัยที่ครอบครัวคนไร้บ้านอยู่กันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ภาพที่เรานึกถึงเหล่านี้มีพลัง วุ่นวายสับสน และเปี่ยมชีวิตชีวา ภาพถ่ายของช่างภาพข่าวชาวกรีก เมอร์โต ปาปาโดปูลอส กลับต่างออกไป ภาพถ่ายเหล่านี้ดูเงียบงัน นิ่งสงบ และลึกซึ้ง ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนเป็นแม่ บางคนกำลังตั้งครรภ์ บางคนกำลังอุ้มลูก ปาปาโดปูลอสบันทึกภาพวิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2010 ตอนที่ใช้เวลาอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศกรีซ เธอสังเกตเห็นว่า พวกผู้หญิงมักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับลูกๆ ขณะที่สามีของพวกเธอออกไปค้นหาชีวิตใหม่ในยุโรป “ฉันรู้สึกว่าพวกผู้หญิงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นคนที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงค่ะ” ปาปาโดปูลอสบอก “และในทางกลับกัน ฉันรู้สึกว่าพวกเธอทำให้ผู้คนเหล่านี้ยังคงมุ่งหน้าต่อไป พวกเธอและลูกๆคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางยังดำเนินต่อไปค่ะ” และสำหรับผู้หญิงเหล่านี้ การเดินทางเป็นเรื่องยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ บางคนคลอดบุตรระหว่างการเดินทาง ปาปาโดปูลอสเล่าว่า เธอเห็นพวกผู้หญิงกำลังเดินเท้าขณะอุ้มลูกที่เพิ่งเกิดได้แค่สิบวัน แม่บางคนแท้งลูกเองเนื่องจากสภาพธรรมชาติที่ทารุณ บางคนต้องทำแท้ง และอีกหลายคนต้องทนทุกข์จากความตายของลูกน้อย มีองค์กรพัฒนาเอกชนในค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งที่ช่วยพยาบาลทั้งก่อนและหลังคลอด และจัดการคุมกำเนิดแบบต่างๆเมื่อทำได้ แต่โดยรวมแล้ว การตั้งครรภ์หรือการเป็นแม่ที่มีลูกเยาว์วัยทำให้ความยากลำบากที่ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องเผชิญเพิ่มมากขึ้น เธอขอให้ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง เรื่องราวของพวกเธอ  มาพร้อมกับภาพถ่ายบุคคลด้านล่าง ปาปาโดปูลอสบอกว่า ยิ่งสถานการณ์ยากลำบากเท่าไร แม่หลายคนก็มองลูกๆของตนเป็นดังแรงจูงใจสำคัญมากเท่านั้น […]

สองพี่น้องชาวอินเดีย ผ่าตัดตา สำเร็จ

สองพี่น้องชาวอินเดีย ผ่าตัดตา สำเร็จ โซเนียและอนิตา เด็กหญิงสองพี่น้องพิการทางการมองเห็นแต่กำเนิด และกำลังรอเข้ารับการ ผ่าตัดตา ที่จะช่วยให้ทั้งคู่สามารถมองเห็นเป็นครั้งแรก ความช่วยเหลือนี้ต้องของคุณองค์กร 20 / 20 / 20 ที่ดำเนินการผ่าตัดให้พวกเธอฟรี เช่นเดียวกันกับที่พวกเขาช่วยเหลือผู้คนในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกให้มองเห็นได้เช่นคนปกติ ชมภาพยนตร์สารคดีสั้นที่จัดทำขึ้นโดย Blue Chalk Media ปฏิกิริยาที่สองพี่น้องคู่นี้มองเห็นโลกเป็นครั้งแรก จะทำให้คุณตระหนักถึงคุณค่าของการมองเห็น สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่ในบางคนพวกเขากลับไม่ได้สิทธินี้ ทั้งนี้เด็กๆ และผู้ใหญ่จำนวนกว่า 20 ล้านคนที่มีปัญหาทางการมองเห็นควรสามารถเข้าถึงการผ่าตัด ที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 300 ดอลล่าร์สหรัฐ แต่ส่วนมากพวกเขายากจนและไม่มีเงินเก็บเพียงพอที่จะรักษาดวงตาของตนเอง   อ่านเพิ่มเติม : โรคซึมเศร้า คุณหายได้ : ลุกขึ้นมาเปลี่ยน, โรคซึมเศร้า คุณหายได้ : ดนตรีคือพลัง