ชีวิตจะเปลี่ยนไหม หากได้ลองอด - National Geographic Thailand

ชีวิตจะเปลี่ยนไหม หากได้ลองอด

เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในวันแรกของเดือนรอมฎอน เดือนที่ชาวมุสลิมจะพร้อมใจกันถือศีลอดประจำปี ตามปฏิทินของศาสนาอิสลาม เป็นวันเดียวกันกับที่ผมเพิ่งเดินทางถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมมาเยือนประเทศนี้ในรอบปีนี้ และมาเลเซียยังคงมีอะไรใหม่ๆ ให้นักเดินทางอย่างผมประทับใจอยู่เสมอ

ในช่วงเย็นผมกับเพื่อนออกไปเดินตลาดนัด ลัดเลาะไปตามถนนคนเดินเรื่อยๆ จนมาถึงย่านที่มีร้านอาหารคับคั่ง ภาพของชาวมาเลเซียนั่งรอรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะเป็นความแปลกใหม่ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ทุกร้านอาหารมีผู้คนแน่นขนัด ทุกคนมีอาหารอยู่ตรงหน้า แต่ยังไม่มีใครเริ่มต้นลงมือกิน พวกเขากำลังรอฟังเสียงประกาศที่จะบอกถึงเวลาละศีลอดจากมัสยิด

ถ้าเป็นคุณเองจะคิดอะไรอยู่ในขณะนั้น เมื่อคุณทนหิวมาทั้งวัน อาหารตั้งอยู่ตรงหน้าแค่เอื้อม แต่ไม่สามารถรับประทานได้?

ภาพถ่ายจากอินสตาแกรม @little.michima : ที่กัวลาลัมเปอร์ วันแรกของเดือนรอมฎอน ชาวมุสลิมซื้ออาหารเตรียมไว้รอรับประทานหลังละศีลอดในช่วงค่ำ

เราเลือกศูนย์อาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งเป็นที่ฝากท้องในมื้อเย็นวันนั้น อาหารที่เราสั่งมาพร้อมกับเสียงประกาศจากมัสยิดพอดี แล้วเสียงพูดคุยจอแจก็เบาลง เมื่อทุกคนเริ่มตักอาหารเข้าปาก

“ก็ไม่มีใครกินมูมมามนะ” ผมบอกกับเพื่อนคนไทยชาวมุสลิมที่ไปทำงานที่นั่น เขาหัวเราะ ใช่ผมคิดเช่นนั้นจริงๆ กว่า 14 ชั่วโมงที่ไม่มีอาหาร และน้ำตกถึงท้องเลย ภาพจินตนาการของผมพวกเขาควรจะหิวกระหายกว่านี้

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนตีสี่กว่าๆ และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว กว่าเพื่อนของผมจะขุดตัวเองขึ้นจากเตียงให้ลุกไปทำอาหารเช้าได้ ไข่คนปลากระป๋องกับข้าวสวยที่หุงจากไมโครเวฟ เมนูง่ายดายที่สุดเท่าที่จะทำได้ตามประสาชีวิตคนเมือง เพื่อนชวนให้มากินข้าวด้วยกัน แต่ผมปฏิเสธ เพราะไม่ใช่เวลาที่จะมีอาหารตกถึงท้อง ผมนั่งดูเพื่อนกินข้าวไป เล่นโทรศัพท์ไป นับจากนี้ไปอีก 1 เดือน วงจรชีวิตของมันจะกลายเป็นแบบนี้ ตื่นกินข้าวกินน้ำก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและกินดื่มได้อีกทีหลังพระอาทิตย์ตก

หลังจบทริปท่องเที่ยวในมาเลเซีย ผมกลับมาเป็นมนุษย์ออฟฟิศเช่นเดิม แต่ความสงสัยในกระบวนการถือศีลอดยังคงติดค้างอยู่ในใจ ร่างกายมนุษย์ได้รับประโยชน์จากการอดอาหารและน้ำเป็นเวลานานติดต่อกันร่วมเดือนได้จริงหรือ? ผมค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ต หลายเว็บไซต์และวิดีโอกล่าวถึงประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ เมื่ออดอาหารไว้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิต ค่าไขมัน และระดับน้ำตาลที่จะลดลง นอกจากนั้นยังรวมถึงการชำระล้างสารพิษในร่างกายอีกด้วย ผมนึกถึงผลตรวจสุขภาพประจำปีก่อนหน้านี้ไม่นาน ร่างกายของผมแข็งแรงสุขภาพดี ผมอยากรู้ว่าถ้าผมถือศีลอดเช่นเดียวกับชาวมุสลิมบ้างจะเป็นอย่างไร? และแล้วกระบวนการอดอาหารครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตก็ได้เริ่มต้นขึ้น

 

เริ่มต้นฝึกความอดทน

“ไม่ยากอย่างที่คิด” คือนิยามของความรู้สึกโดยรวมในวันแรกของการถือศีลอด สิ่งที่ผมกังวลไม่ใช่อาหาร แต่เป็นน้ำต่างหาก เนื่องจากปกติแล้วผมเป็นคนที่ดื่มน้ำมาก อาจเป็นเพราะผมนั่งอยู่ในออฟฟิศที่มีเครื่องปรับอากาศทั้งวัน เลยทำให้ร่างกายไม่ได้รับผลกระทบจากการขาดน้ำ และผมพยายามเลือกทานอาหารมื้อเช้าที่ไม่เค็ม หรือมันมากนัก เพราะกลัวว่าร่างกายจะกระหายน้ำมากขึ้น ผมนั่งสมาธิแทนการละหมาดอย่างที่ชาวมุสลิมทำ เมื่อตะวันลาลับขอบฟ้าไป วันแรกจบลงด้วย(สัญญาณที่)ดี แต่นี่เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น สิ่งสำคัญคือวินัยที่นับจากนี้ต้องทำให้ครบเดือน

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตจากตัวเองในช่วงสัปดาห์แรก ร่างกายของผมอ่อนเพลียกว่าที่เคย ผมรู้สึกได้เลยว่าตัวเองต้องการนอนมากกว่าเดิม นั่นอาจเป็นเพราะพลังงานจากอาหารไม่เพียงพอ ผมคิดว่าร่างกายจึงพยายามบอกให้ผมพักผ่อนให้มากขึ้นแทน

 

อรุณ เด่นยิ่งโยชน์ ผู้อำนวยการสถาบันต้อนรับผมด้วยสีหน้าแจ่มใส เมื่อผมแวะไปเยือนยังสถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม ออฟฟิศเล็กๆของเขาตั้งอยู่ในอพาร์ตเม้นท์แห่งหนึ่ง การเดินทางที่ยาวนานประกอบกับช่วงเช้าที่ออกไปทำงานภาคสนามมา ผมสารภาพแบบเขินๆ กับเขาว่าได้แอบดื่มน้ำไปแล้วหนึ่งขวดเมื่อช่วงเที่ยง (คุณ)อรุณหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเชิญให้ผมไปนั่งคุยกันที่โต๊ะ

“ชั่วชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง ถ้าเขาเกิดมาโดยไม่เคยได้ลิ้มรสความรู้สึกอดอยากเลย เขาคนนั้นจะไม่เข้าใจว่าเพื่อนมนุษย์คนอื่นที่ไม่มีจะกินเป็นอย่างไร ส่วนในทางจิตวิญญาณถ้ามนุษย์เรามีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์มากเกินไป จะเริ่มห่างไกลจากศีลธรรมจรรณยาขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดอาจกลายเป็นคนที่กดขี่ข่มเหง เอาเปรียบผู้อื่น ความหิวทำให้มนุษย์เราขาดบางสิ่งบางอย่างในร่างกาย” คุณอรุณกล่าวถึงหัวใจหลักของการถือศีลอดให้ผมฟัง พร้อมเดินไปหยิบอัลกุรอ่าน เปิดซูเราะห์ดังกล่าวให้ดู “ศีลอดเป็นหนึ่งในบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม ที่ชาวมุสลิมต้องปฏิบัติตาม” เขากล่าว ผมดึงอัลกุรอ่านฉบับภาษาไทยกับฉบับภาษาอาหรับมาดูเปรียบเทียบกัน ในภาษาอาหรับมีข้อความที่ระบุถึงการถือศีลอดไว้เพียงไม่กี่บรรทัด แต่เมื่อแปลเป็นภาษาไทยแล้วค่อนข้างยาว เนื่องจากมีการแปลคำศัพท์เฉพาะไว้ด้วย

ที่มัสยิดกมาลุลอิสลาม ชายคนหนึ่งอ่านอัลกุรอ่านระหว่างรอละศีลอดประจำวัน เดือนรอมฎอนหรือเดือนบวชเป็นเดือนพิเศษที่พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานอัลกุรอ่านลงมาแก่มนุษย์ ดังนั้นชาวมุสลิมจึงนิยมอ่านอัลกุรอ่านให้จบภายในเดือนนี้

“ในอัลกุรอ่านระบุว่า การถือศีลอดมีขึ้นเพื่อให้ผู้ศรัทธามีความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้ามากขึ้น ความยำเกรงหมายความว่าให้มนุษย์มีคุณธรรม มีศีลธรรม และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดังนั้นในเดือนรอมฎอนนอกเหนือจากการงดเว้นกินดื่มในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เดือนนี้ยังเป็นเดือนแห่งการบริจาค”

ผมขอให้เขาช่วยอธิบายความสัมพันธ์ของความรู้สึกหิวกับการทำบาปเพิ่มเติม เพื่อความกระจ่าง ในความรู้สึกของผม ความหิวดูจะเป็นพลังงานที่มาพร้อมกับความโกรธเกรี้ยว มากกว่าความสงบร่มเย็น

ในอิสลาม เราเชื่อว่ากายและจิตสัมพันธ์กัน ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อร่างกายอด จิตวิญญาณก็จะอดตามไปด้วย ตัวการที่สั่งให้มนุษย์ทำดีหรือทำชั่วนั้นมาจากข้างในคือจิตทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อตัวเราลดละ กิเลสตัณหาทั้งหลายก็จะลดตามไปด้วย” อรุณอธิบาย เมื่อสิ้นสุดเดือนรอมฎอน เราชาวมุสลิมจะนำสิ่งที่จิตใจได้เรียนรู้ไปใช้กับอีก 11 เดือนที่เหลือ เมื่อเวลาผ่านไปความตั้งมั่นในการทำดีเหล่านี้มันจะลดน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้นปีหน้าเราก็จะมาถือศีลอดกันใหม่ เหมือนมาเข้าคอร์สกับพระผู้เป็นเจ้าทุกปี” เขาหัวเราะ

เมื่อถามถึงแนวโน้มของสังคม เป็นไปได้หรือไม่ว่าจำนวนชาวมุสลิมรุ่นใหม่จะถือศีลอดกันน้อยลง คุณอรุณให้ความเห็นว่าไม่มีมากขึ้นหรือน้อยลงทุกสิ่งเป็นปกติเช่นเดิม พร้อมยกตัวอย่างชาวมุสลิมที่ต้องทำงานก่อสร้าง หากเขาถือศีลอดไม่ไหวก็อาจจะถือแค่เสาร์อาทิตย์ก็ทำได้ เป็นการเลือกปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวัน แต่สุดท้ายแล้วคนที่ผ่านการทดสอบมามากกว่าคนอื่น ย่อมได้มากกว่าคนอื่นเช่นกัน”

“เพราะพระผู้เป็นเจ้าท่านรู้ว่าการถือศีลอดสามสิบวันนั้น ไม่ยากเกินความสามารถของมนุษย์”

 

เรื่องแนะนำ

สเก็ตบอร์ด: กีฬาเหินหาว

การเล่น สเก็ตบอร์ด ที่ถือกำเนิดในเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียยกระดับจากกีฬาชายขอบ ขึ้นมามีอิทธิพลต่อภูมิทัศน์เมืองและวัฒนธรรมทั่วโลกได้อย่างไร บ่ายวันจันทร์แดดสดใสที่เวนิสบีชในแคลิฟอร์เนีย หนุ่มร่างสูงสวมเสื้อยืด กางเกงทรงหลวม กระโดดข้ามราวของสนามสเก็ตแล้วปล่อย สเก็ตบอร์ด ของเขาตกกระทบผิวคอนกรีต  ก่อนใช้เท้าซ้ายเหยียบขึ้นแผ่นกระดานไม้ที่ว่าแล้วไถไปตามขอบนอกของสนามพร้อมเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ เขารูดลงไปในโบวล์ลาดลึกหนึ่งในสองแอ่งของสนามแล้วพุ่งกลับขึ้นไปยังขอบอีกฟากเมื่อใกล้จะถึงแพลตฟอร์มเขากระโดดลอยตัวขึ้นไปใช้ส้นเท้าข้างที่วางด้านหลังหมุนบอร์ด 360 องศา ก่อนจะลงถึงพื้นแพลตฟอร์มเป็นท่าพลิกแพลงที่เขาทำซ้ำอีกครั้ง ตอนเหินจากปลายแพลตฟอร์มฝั่งนั้นลงมาบนทางเท้า เขาชื่อชอน เดวิส และตั้งแต่อายุแปดขวบ เขาคิดว่าตัวเองเป็นนักสเก็ตบอร์ดเหนือสิ่งอื่นใด จากเนเพอร์วิลล์ รัฐอิลลินอยส์ เขาย้ายมาอยู่ลอสแอนเจลิสเมื่อปีที่แล้ว อาศัยนอนตามโซฟาบ้านคนรู้จัก บางช่วงนอนในรถตัวเอง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะได้มาอยู่ที่นี่ในเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย ถิ่นกำเนิดของกีฬาชนิดนี้ จากกิจกรรมอดิเรกในย่านท้องถิ่นกลายมาเป็นกีฬาที่ได้แรงส่งขึ้นมาท่ามกลางภาพโต้คลื่นของแคลิฟอร์เนียในทศวรรษ 1950 ปัจจุบัน การเล่นสเก็ตบอร์ดเป็นกีฬากระแสหลักและแพร่หลายไปทั่วโลกคติที่ว่าใครๆ ก็เล่นกีฬาชนิดนี้ได้ทำให้มันได้รับความนิยมล้นหลาม ในเซี่ยงไฮ้ไปจนถึงเซาเปาลูและเฮลซิงกิ หรือแม้แต่กรุงคาบูล กีฬาสเก็ตบอร์ดมีภาษาของตัวเองไว้ใช้เรียกท่าต่างๆ (เฟกกี, เวิร์ต, คิกฟลิป, ออลลี) มีเหล่าบิดาผู้ก่อตั้ง (ซึ่งรวมถึงโทนี อัลวา, สตีฟ คาแบลเลโร และโทนี ฮอว์ก) มีวารสารบันทึกสถิติ (Thrasher ซึ่งตั้งอยู่ในแซนแฟรนซิสโก) มีภาพยนตร์ประวัติความเป็นมาฉบับสมบูรณ์ที่สุด (สารคดีปี 2001 เรื่อง Dogtown and […]

ความหวาดกลัวของ ฮ่องกง ในกรงเล็บการปกครองแห่งพญามังกร

สิบห้าปีหลังการส่งมอบคืนให้จีนแผ่นดินใหญ่ ชาวฮ่องกงต่างวิตกว่าอัตลักษณ์และเสรีภาพของพวกเขากำลังหลุดลอยไป ริมฝั่งทะเลจีนใต้  มหานคร ฮ่องกง ทอประกายสว่างไสวระยิบระยับ  หมู่ตึกระฟ้าสัญลักษณ์ของฮ่องกงวูบไหวราวกับแท่งเหล็กหลอมละลายในภาพสะท้อนบนผิวน้ำของอ่าว ด้วยพื้นที่ราบเพียงน้อยนิดและมีตึกระฟ้ามากที่สุดในโลก ฮ่องกง จึงคลาคล่ำไปด้วยตึกน้อยใหญ่  บ้างสูงถึงร้อยชั้นจนดูเหมือนพุ่งทะยานขึ้นมาจากเชิงเขา  ประหนึ่งล่องลอยอยู่บนฟ้าก็ไม่ปาน  ฮ่องกงคือนครกลางฟ้าที่เปรียบได้กับสะพานเชื่อมภูมิภาคต่างๆ ของโลก  ล่องละลิ่วอยู่บนอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่ขึ้นลงไม่หยุดหย่อน  ธุรกรรมซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์  การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์  และเงินหยวนจากชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่ไหลบ่าเข้ามาบนคลื่นแห่งความมั่งคั่งที่เพิ่งได้ลิ้มรส  ฮ่องกงยังลอยล่องอยู่เหนือชั้นตะกอนแห่งอดีต  ตั้งแต่ครั้งเป็นหมู่บ้านประมงเก่าแก่  รัง โจรสลัด  ไปจนถึงอาณานิคมของอังกฤษ  และในฐานะเขตบริหารพิเศษ (Special Administrative Region) ของจีนในปัจจุบัน  ทำให้ฮ่องกงต้องเปลี่ยนโฉมหน้าอีกครั้งด้วยแรงกดดันมหาศาลจากพญามังกร  ยิ่งไปกว่านั้น  มหานครแห่งนี้ยังลอยล่องอยู่บนความวิตกกังวลที่นับวันมีแต่จะทบทวี  เป็นความรู้สึกที่สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับเมื่อครั้งวันชื่นคืนสุขที่ฮ่องกงเคยรุ่งเรืองในฐานะเสือเศรษฐกิจตัวหนึ่งของเอเชีย ผู้ที่ทำให้ฮ่องกงซึ่งครั้งหนึ่งตั้งหน้าตั้งตาสร้างแต่ความร่ำรวยให้จมปลักอยู่กับวิตกจริตได้ถึงเพียงนี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากจีนยุคใหม่  จีนที่ว่านี้เป็นทั้งเงา  บทสรุปความฝันลมๆ แล้งๆ และเจ้านายผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ที่ปรากฏกายอยู่ในทุกบทสนทนาของผู้คนที่นี่  ชาวฮ่องกงมองจีนใหม่ด้วยสายตาดูหมิ่น  แต่ก็ยกย่องชื่นชมอย่างแหยงๆ อยู่ในที  คุณจะสัมผัสได้ถึงอวลไอแห่งความกระอักกระอ่วนใจนี้ในทุกซอกมุมเมืองดุจเดียวกับละอองหมอกที่พัดเข้ามา จากอ่าว หรือไอน้ำที่ลอยขึ้นจากถนนยามเช้าตรู่  เป็นส่วนผสมระหว่างความสับสน  ความกลัว  และความปริวิตกที่นับวันมีแต่จะเพิ่มพูนว่า  ตัวตนและเอกลักษณ์ของฮ่องกงจะถูกกลืนจนหมดสิ้น “ถ้าคุณอยากเห็นลัทธิทุนนิยมขนานแท้แล้วละก็ต้องไปฮ่องกง”  กล่าวกันว่าเจ้าของคำพูดนี้คือนักเศรษฐศาสตร์ ชื่อ มิลตัน  ฟรีดแมน  กระนั้น  การมองมหานครแห่งนี้ในปัจจุบันว่าเป็นสวรรค์ของตลาดเสรีที่ยังคงรุ่งเรือง  แม้เวลาจะล่วงเข้าสู่ปีที่ […]

วันที่ท้องฟ้ามืดมิด

เรื่องและภาพถ่าย  เอกรัตน์ ปัญญะธารา “Black Day” เป็นโปรเจ็กต์ถ่ายภาพที่ใช้เวลาตลอดหนึ่งปีของเอกรัตน์ ปัญญะธารา บรรณาธิการภาพและช่างภาพประจำนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย นับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559  อันเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “เป็นช่วงเวลาที่ความเงียบกลับมีเสียงดังก้อง เป็นช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศรู้สึกร่วมกันต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผมจึงเลือกเล่าเรื่องด้วยการบันทึกอารมณ์แทนการบันทึกเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นบันทึกหนึ่งของตัวเองและเป็นบันทึกหนึ่งของเหตุการณ์ซึ่งยาวนานตลอดหนึ่งปีเต็มของการไว้ทุกข์” เอกรัตน์กล่าว “สิ่งที่ยากที่สุดคือการถ่ายสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะเป็นอารมณ์  เป็นการถ่ายภาพที่ใช้จินตนาการมากกว่าถ่ายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า หรือการถ่ายสัญลักษณ์ที่นำไปสู่ความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่ยากมากและไม่เคยทำมาก่อน” ที่ผ่านมา การถ่ายภาพเพื่อตีพิมพ์ลงใน เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ใช้วิธีบอกเล่าเรื่องราวที่ร้อยเรียงจากภาพถ่ายชุดหนึ่ง แต่สำหรับ “Black Day” เอกรัตน์ไม่กำหนดกฎเกณฑ์การถ่ายภาพของเขา “แต่มีเกณฑ์ในการเลือกภาพว่า ดูแล้วเกิดความเชื่อมโยงถึงความรู้สึกนั้นไหม ผมถ่ายภาพไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เรื่องที่ดี ทุกขั้นตอนเป็นการทดลอง ตั้งแต่การลงพื้นที่เพื่อถ่ายภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่า ภาพไหนจะใช่หรือไม่ใช่โดยกำหนดโทนสีของภาพให้เป็นโทนสีที่ใกล้เคียงกับอารมณ์ของคนไทยในวันที่ได้ยินข่าวสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9”   อ่านเพิ่มเติม : ๙ ช่างภาพสารคดีกับในหลวงรัชกาลที่ ๙, ประพาสต้นบนดอย สี่ทศวรรษโครงการหลวง

คุณปู่นักสโนว์บอร์ดวัย 62 ปี ผู้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่

เป็นคุณผู้อ่านจะทำอะไรอยู่เมื่ออายุได้ 62 ปี คุณอาจพักผ่อนอยู่บ้าน ทำสวน หรืออ่านหนังสือเช่นเดียวกับวัยเกษียณทั่วไป แต่ไม่ใช่สำหรับ Milos Kmetlko คุณปู่ชาวสโลวาเกีย อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น ในวัย 62 ปี เขาพร้อมเต็มที่สำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเล่นสโนว์บอร์ด “ผมไม่สามารถจินตนาการเห็นตัวเองนั่งอยู่บ้านหรือทำสวนเหมือนคนอื่นๆ ได้” เขากล่าว “ผมบอกกับตัวเองก่อนหน้านี้ เมื่ออายุได้ 60 ชีวิตของคุณไม่ได้กำลังจะสิ้นสุด แต่มันเพิ่งเริ่มขึ้นต่างหาก”   อ่านเพิ่มเติม : กล้าเดินไหม? สะพานแขวนยาวที่สุดในโลก, ไปเที่ยวเกาหลีเหนือกัน! พักในโรงแรมสุดหรูพร้อมเล่นสกีหิมะ