มาตรการของประเทศที่ควบคุม COVID-19 ได้ดี และบทบาทของภาครัฐ

มาตรการของประเทศที่ควบคุม COVID-19 ได้ดี และบทบาทของภาครัฐ

ประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน แห่งไต้หวัน (ซ้าย) และนายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง แห่งสิงคโปร์ (ขวา) ขอบคุณภาพจาก Facebook: tsaiingwen และ leehsienloong


เรื่องราวของไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และจีน ที่ได้รับเสียงชื่นชมว่ามีมาตรการจัดการต่อโรค COVID-19 ได้ดี และบทบาทของภาครัฐบาลที่มีส่วนอย่างมากในการแก้ปัญหา

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 หรือไวรัสโคโรนาในประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่โรคนี้เริ่มแพร่ระบาดอย่างหนักมาเป็นระยะเวลาราว 2-3 เดือน

และในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ทั้งจีน (โดยเฉพาะเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของโรค) สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ต่างพบเจอกับปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคชนิดนี้อยู่ในภาวะน่าวิตกกังวล อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานี้ ประเทศเหล่านี้ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้น และสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้เป็นที่น่าพอใจแล้ว

นี่คือเรื่องราวโดยคร่าวๆ ของมาตรการแต่ละประเทศในการใช้รับมือกับไวรัส

ไต้หวัน

ด้วยจำนวนประชากรไต้หวัน 85,000 คนที่ทำงานอยู่ในฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ และด้วยตำแหน่งที่อยู่ใกล้ประเทศศูนย์กลางการระบาดของโรค ทำให้มีการคาดการณ์กันว่าดินแดนเกาะที่มีประชากรราว 11 ล้านคนแห่งนี้จะต้องประสบกับภาวะยากลำบากในการรับมือกับไวรัส COVID-19 แต่ในความเป็นจริงกลับมีรายงานผู้ติดเชื้อสะสมเพียง 108 คนและมีผู้เสียชีวิตเพียงแค่ 1 รายเท่านั้น (20 มีนาคม 2563)

โดยเคล็ดลับความสำเร็จของไต้หวันอยู่ที่การรับมือด้วยความตื่นตัวอย่างยิ่งยวด (super alert) ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน ที่เพิ่งรับการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ในการรับมือไวรัส ไต้หวันได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการโรคระบาดส่วนกลาง (Central Epidemic Command Center) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือจากหลายกระทรวงเพื่อกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ในการบรรเทาสถานการณ์โรคระบาด

โดยมาตรการเด่นๆ ที่ไต้หวันใช้รับมือนั้นมีทั้งการควบคุมการเดินทางเข้า-ออกประเทศ ทั้งทางอากาศและทางน้ำ การระบุตัวผู้ป่วยและกักกันผู้ที่เข้าข่ายติดโรคโดยเร็วที่สุด การจัดการทรัพยากรที่จำเป็น สรุปข่าวสถานการณ์การระบาดของโรคเป็นประจำทุกวัน รวมไปถึงการระบุข่าวเท็จ และใช้นโยบายช่วยเหลือทางเศรษฐกิจทั้งผู้ประกอบการและภาคครัวเรือนไปพร้อมกัน

ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ไต้หวันประสบความสำเร็จคือการรวบรวมข้อมูลเพื่อรับมือกับโรคระบาด ภายใต้หลัก “ความโปร่งใส” ให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง การรีบจัดผู้เชี่ยวชาญไปยังหน่วยงานต่างๆ และมีการประสานงานระหว่างรัฐบาลและหน่วยงานทางการแพทย์ทั่วทั้งเกาะเพื่อระดมคนในการรักษาพยาบาล

โดยในส่วนการแจ้งข่าวสารประชาชน ประธานาธิบดีไช่ได้มอบหมายและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข Chen Shih-chung เป็นผู้ควบคุมการทำงานด้วยตัวเอง และมีการจัดแถลงข่าวต่อสาธารณชนทุกวัน

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีไช่ยังให้ความสำคัญกับการผลิตและจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ ดังจะเห็นได้จากมาตรการงดส่งออกหน้ากากอนามัย เพื่อให้คนไต้หวันได้มีใช้อย่างเพียงพอก่อน และเร่งขยายกำลังการผลิตหน้าอนามัยจนสามารถผลิตได้มากถึงราว 10 ล้านชิ้นต่อวัน อันเป็นอุปกรณ์สำคัญในการควบคุมโรคของประชาชน ซึ่งไช่ ในฐานะประธานาธิบดีได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในบัญชีทวิตเตอร์ของตัวเอง รวมไปถึงการพัฒนาระบบการแจ้งว่ามีหน้ากากอนามัยขายที่ไหนบ้าง เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าตัวเองควรไปซื้อหน้ากากอนามัยได้ที่ไหน

เมื่อถึงปลายเดือนมกราคม ไต้หวันมีสต็อกหน้ากากอนามัยมากถึง 44 ล้านชิ้น หน้ากากอนามัยประเภท N95 1.9 ล้านชิ้น และมีห้องกักตัวเพื่อเฝ้าดูอาการมากถึง 1.1 พันห้อง เพียงพอต่อการรับมือโรคระบาด ส่งผลให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมีจำนวนน้อย ดังที่ได้กล่าวไป

สิงคโปร์

สิงคโปร์มีมาตรการควบคุมโรคทันทีนับตั้งแต่มีรายงานผู้ติดเชื้อคนแรกของประเทศ ซึ่งมาตรการเด่นที่สิงคโปร์ใช้ควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อคือ “การติดตาม” ผู้ที่มีเชื้ออย่างเข้มงวด โดยใช้เจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลังสิงคโปร์และตำรวจติดตามเส้นทางการเดินทางของผู้ที่ติดเชื้อแล้วเร่งทำความสะอาด จัดการพื้นที่ รวมไปถึงควบคุมญาติหรือคนรู้จักที่มีประวัติใกล้ชิดผู้ป่วยด้วย เพื่อยุติผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ได้ออกคำแนะนำด้านการควบคุมโรคที่ต่างกันออกไปตามแต่ละหน่วยงาน และมีการออกมาตรการงดการชุมนุมในสถานที่ต่างๆ และมีการแนะนำให้สถานศึกษา ยุติการสอนชั่วคราว เป็นต้น

ในส่วนของการควบคุมการเดินทาง สิงคโปร์ได้ห้ามชาวจีนเข้าประเทศเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา รวมไปถึงเที่ยวบินที่มาจากอู่ฮั่น และมีมาตรการตรวจคนเข้าประเทศอย่างเข้มงวดทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก รวมไปถึงงดออกวีซ่าเช้าประเทศให้กับผู้ถือหนังสือเดินทางประเทศจีน

นอกจากนี้ การปรากฏตัวและแถลงข่าวต่อสาธารณะหลายครั้งของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์อย่าง ลี เซียน ลุง ในฐานะผู้นำประเทศ ก็สร้างความชื่นชมให้กับชาวโลกเป็นอย่างมาก ด้วยการชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ชี้แจงมาตรการที่ใช้แก้ปัญหาและดำเนินการ เรียกร้องความร่วมมือและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจากประชาชน และมีเนื้อหาให้กำลังประชาชนท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อฝ่าฝันไปด้วยกัน

(ชมวิดีโอ นายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง กับการแถลงการณ์ชี้แจ้งสถานการณ์ต่อประชาชนได้ที่นี่)

เกาหลีใต้

ในช่วงแรกของการระบาดของไวรัส เกาหลีใต้มียอดผู้ติดเชื้อสูงเป็นอันดับสองรองจากจีน ซึ่งสาเหตุของยอดดังกล่าว นอกจากการที่เกาหลีใต้ต้องพบเจอเหตุการณ์ที่นำไปสู่ภาวะ Super spreader แล้ว แต่ก็มีสาเหตุ (ที่ดี) สาเหตุหนึ่งคือ เกาหลีใต้มีการตรวจหาผู้ป่วยเป็นจำนวนมากภายในเวลาอันรวดเร็ว

ผู้หญิงคนหนึ่งสวมหน้ากากเพื่อป้องกันไวรัสในขณะที่เจ้าหน้าที่ชาวเกาหลีใต้ขณะทำความสะอาดตลาดท้องถิ่น ภาพโดย KIM HONG-JI, REUTERS

โดยเฉลี่ย เกาหลีใต้สามารถตรวจหาผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ได้โดยเฉลี่ยมากถึง 12,000-15,000 ครั้งต่อวันทั่วประเทศ และมีขีดความสามารถในการตรวจได้มากสูงสุดถึง 20,000 ครั้งต่อวัน หากตรวจแล้วพบคนที่มีอาการเข้าข่ายก็จะขึ้นสถิติเป็นผู้ป่วยเฝ้าระวังทันที การตรวจในวงกว้างด้วยจำนวนที่รวดเร็วเช่นนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว

นางคัง คยอง-ฮวา รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี ถึงวิธีการอื่นๆ ที่เกาหลีใต้ใช้รับมือกับไวรัสว่า “การตรวจหาเชื้อคือวิธีที่สำคัญที่สุด เพราะจะทำให้ควบคุมไวรัสได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะแพร่กระจายไปในวงกว้าง”

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงปัจจัยที่สำคัญคือการให้ข้อมูลต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยืนยันตำแหน่งที่พบผู้ติดเชื้อผ่านแอพลิเคชันโทรศัพท์มือถือเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้คนไปตรงนั้น สั่งงดการชุมนุมสาธารณะ รวมไปถึงสั่งปิดโรงเรียนและอาคารสำนักงาน ตามมาตรการการสร้างระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)

นอกจากนี้ ประชาชนในเกาหลีใต้นั้นก็ได้ประโยชน์จากการสื่อสารข้อมูลแบบเปิดเผยจากรัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขเช่นกัน

ประเทศจีน

ในฐานะที่เป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางของโรคนี้ (ในช่วงแรก) จีนได้มีการใช้มาตรการที่สำคัญอย่างทันท่วงที ดังต่อไปนี้

– รวบรวมแพทย์ที่มีความรู้จากทั่วประเทศมารักษาผู้ป่วยที่เมืองศูนย์กลางการระบาด (อู่ฮั่น) และพื้นที่ที่มีรายงานการติดเชื้อ
– รวบรวมและจัดส่งเวชภัณฑ์ที่จำเป็นไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
– สร้างโรงพยาบาลชั่วคราวเพื่อรับมือกับไวรัส COVID-19 ภายในเวลา 10 วัน ขนาด 1,000 เตียง และภายหลังได้มีการเปิดโรงพยาบาลเพื่อการกักกันโรคแห่งที่ 2 ชื่อ Leishenshan ในเมืองอู่ฮั่น ขนาด 1,500 เตียง นอกจากนี้ได้มีการเปลี่ยนสถานที่ส่วนกลางในเมือง เช่นศูนย์การประชุม ยิมเนเซียม ศูนย์กีฬาให้เป็นสถานพยาบาลชั่วคราวรวมจำนวน 10,000 เตียงอย่างรวดเร็ว
– ยกเลิกงานกิจกรรม รวมถึงการรวมตัวของผู้คน
– งดเที่ยวบินขาออกจากอู่ฮั่นทั้งหมด
– มีการจัด “โรงพยาบาลเคลื่อนที่” และพยาบาลจากอู่ฮั่นไปตามที่ต่างๆ เพื่อรักษาผู้ที่มีอาการอยู่ในขั้นกลาง (Mild symptoms)

โรคระบาด
แพทย์กำลังตรวจภาพซีทีสแกนของปอดในโรงพยาบาลที่เขต Yunmeng เมือง Xiaogan มณฑลหูเป่ย์ ทางตอนกลางของประเทศจีน ภาพถ่ายโดย STR/AFP/CHINA OUT VIA GETTY IMAGES

และยังมีการทดลองพัฒนาแนวทางการรักษาต่างๆ ในช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดอยู่ในขั้นวิกฤต ทั้งการพัฒนาการวิเคราะห์การติดเชื้อภายใน 2 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยให้ทั้งการรักษาและฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็ว และตั้งระบบแบ่งปันข้อมูลการวิจัย วิธีการรักษา เพื่อให้กับบรรดานักวิจัยและแพทย์พัฒนาแนวทางการรับมือกับไวรัสได้ในที่สุด

สำหรับบทบาทของผู้นำจีนอย่างประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มควบคุมได้ เขาก็รีบเดินทางไปยังเมืองอู่ฮั่นเพื่อให้กำลังใจทีมแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน และเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มในเมืองอู่ฮั่นเป็นศูนย์ สีจิ้นผิงได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนว่า แนวโน้มในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดมีความมั่นคงและขยายไปในวงกว้างมากขึ้น และการฟื้นฟูภาคการผลิตและวิถีชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น

อย่างก็ตาม ประธานาธิบดีสีกล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีสถานการณ์และปัญหาใหม่ๆ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในต่างประเทศ และผลกระทบเชิงลบในทางเศรษฐกิจทั่วโลก ที่จะนำพาความท้าทายมาให้มากขึ้น

แหล่งข้อมูล

ถอดบทเรียน ‘สิงคโปร์’ ใช้ไม้แข็งสู้ ‘ไวรัสโคโรน่า’
ถอดบทเรียนจาก ‘ลี เซียนลุง’ นายกสิงคโปร์ ‘ภาวะผู้นำ’ ในยามวิกฤติรับมือไวรัสโคโรน่าระบาด
As coronavirus hot spots grow, Taiwan beating the odds against COVID-19
How to control the spread of the coronavirus: Lessons from Taiwan
How South Korea is handling the coronavirus outbreak better than other countries
Coronavirus in South Korea: How ‘trace, test and treat’ may be saving lives
South Korea Foreign Minister reveals 268k people already been tested for coronavirus
Xi chairs leadership meeting on epidemic control, economic development
Coronavirus in China: the outbreak, measures, and impact

อ่านเพิ่มเติม ในเขตอบอุ่นเชื้อ โควิด-19 แพร่กระจายดีกว่าเขตร้อน

โรคโควิด-19

เรื่องแนะนำ

ศิลปวัตถุของอาสนวิหารนอเทรอดามที่ยังคงอยู่และมอดไหม้ไปแล้ว

อัคคีภัยแห่งอาสนวิหารนอเทรอดามนำพาความโศกเศร้ามายังมนุษยชาติ เนื่องจากศิลปวัตถุซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาของคนยุคก่อนและวัตถุศักดิ์สิทธิ์อันประเมินค่ามิได้ต้องสูญสลายไป แต่ยังมี สมบัติแห่งนอเทรอดาม หลายชิ้นที่รอดมาได้โดยผู้คนที่ยินดีฝ่ากองเพลิงเพื่อรักษาเอาไว้ การสูญเสียสิ่งก่อสร้างที่เป็นมรดกโลกซึ่งมีอายุมานานกว่า 850 ปีอย่างอาสนวิหารนอเทรอดาม นำพาความโศกเศร้ามาสู่คนทั่วไป เพราะอาสนวิหารแห่งนี้มิใช่แหล่งท่องเที่ยวอันสวยงามที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีสและฝรั่งเศสเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสถานที่ซึ่งแสดงถึงความสามารถทางสถาปัตยกรรมที่ต้องอาศัยความเพียรพยายามในการสร้างสรรค์ รวมไปถึงการเป็นที่เก็บรักษางานศิลปะและสมบัติหลายชิ้นที่ไม่อาจประเมินค่าได้ ทั้งงานศิลปวัตถุโบราณ เครื่องดนตรี รูปปั้น งานไม้ และวัตถุศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาที่เก็บรักษาไว้มาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ได้มีประชาชนที่เห็นความสำคัญของวัตถุและ สมบัติแห่งนอเทรอดาม ที่อยู่ภายในอาสนวิหารได้ทั้งพนักงานดับเพลิง บาทหลวง ตำรวจ และคนทั่วไปรวมตัวกันสร้างโซ่มนุษย์ และบางคนก็ยืนกรานเข้าไปในพื้นที่อันตรายเพื่อจะนำสมบัติและศิลปวัตถุเหล่านี้ออกมาให้จงได้ จนให้มีสมบัติล้ำค่าจำนวนมากรอดจากอัคคีภัยครั้งนี้ แต่ก็มีวัตถุบางส่วนที่ไม่สามารถระบุชะตากรรมได้ว่าเป็นอย่างไร หรือบางชิ้นก็ได้รับการระบุว่าสูญสลายไปในกองเพลิงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว นี่คือข้อมูลของ สมบัติแห่งนอเทรอดาม ที่ยังเหลือรอด ไม่ทราบสถานะ และถูกทำลายไปแล้ว สมบัติที่เก็บรักษาไว้ได้ มงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Crown of Thorns) เป็นหนึ่งในสมบัติทางศาสนาที่ตกทอดมาอย่างยาวนานซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในอาสนวิหารนอเทรอดาม โดยมงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์นี้เชื่อกันว่าถูกวางไว้บนศีรษะของพระเยซูในขณะที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน แต่เดิมนั้นอยู่ที่กรุงเยรูซาเลม และได้ถูกมอบให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส ผู้สร้าง Sainte-Chappelle ในกรุงปารีส และต่อมาได้กลายเป็นนักบุญ Louis เป็นผู้เก็บรักษาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยมงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์นี้ถูกส่งต่อมาที่นอเทรอดามในภายหลัง […]

รอยเท้าคาร์บอนเบื้องหลังเทศกาลลอยกระทง

ทางที่ดีในการไม่ก่อขยะเลยทั้งขยะที่ย่อยสลายได้ และย่อยสลายไม่ได้คือ การเลือกลอยกระทงแบบออนไลน์ ลอยกระทงปีนี้มาช่วยกันปกปักรักษาสายน้ำด้วยกระทงออนไลน์กันเถอะ

ก้าวที่กล้านำ: บทบาท นักการเมืองหญิง ในการเมืองโลก

นิวซีแลนด์ นายกรัฐมนตรียาซินดา อาร์เดิร์น ปราศัยต่อรัฐสภานิวซีแลนด์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ในเดือนมีนาคม เธอตัดสินใจประกาศปิดเมืองทั่วประเทศ “ฉันรับรู้ถึงความร้ายแรงของปัญหาในขณะนี้ได้อย่างชัดเจน” เธอกล่าว “ชาวกีวีทั้งหลายขอจงกลับบ้าน โปรดจงรักษาสุขภาพและความเอื้ออารี” ผู้หญิงในโบลิเวีย นิวซีแลนด์ และอัฟกานิสถานประสบความสำเร็จอย่างมากในการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองของ นักการเมืองหญิง แต่หลายคนยังเผชิญกับการต่อต้านทางวัฒนธรรม และกระทั่งความรุนแรง ขณะที่อิทธิพลของพวกเธอเพิ่มมากขึ้น ตลอดประวัติศาสตร์ และทั่วโลก ผู้หญิงที่แสวงหาอำนาจทางการเมือง นักการเมืองหญิง มักเผชิญกับการต่อต้าน ตั้งแต่การใส่ร้ายป้ายสีไปจนถึงการลอบสังหาร ผู้หญิงก้าวหน้าไปมากก็จริง แต่ยังเผชิญกับอุปสรรคเดิมๆ ในกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศทั่วโลก รวมทั้งโบลิเวียและรัฐที่รุมเร้าไปด้วยความขัดแย้งอย่างอัฟกานิสถานและอิรัก การมีกฎหมายกำหนดสัดส่วนตามเพศ ในปัจจุบันเป็นเครื่องประกันว่า ผู้หญิงจะมีส่วนร่วมในเวทีการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่การกำหนดสัดส่วนตามเพศดังกล่าวก็ยังมีข้อจำกัด ระบบเหล่านี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นประชาธิปไตยและเป็นการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งการให้สิทธิพิเศษ แก่ผู้หญิงเหนือผู้ชายด้วยเหตุผลด้านเพศสภาพเพียงอย่างเดียวถือเป็นการบั่นทอนหลักการวัดคุณค่าของคน ที่ความสามารถ ทว่าแม้แต่ในระบบการเมืองที่ดูเหมือนมีความเป็นกลางทางเพศและมุ่งประเมินคนที่ความสามารถ ก็มีความ ไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างที่สืบทอดมายาวนานเช่นกัน ระบบที่ไม่กำหนดสัดส่วนเพศอย่างในสหรัฐอเมริกาก็อาจโอนเอียงเข้าข้างกลุ่มคนที่มีอำนาจครอบงำ ซึ่งรวมถึงผู้ชาย คนผิวขาว และคนที่มีทรัพยากรทางการเงินมาก การก้าวข้ามอุปสรรคเพื่อเข้าสู่เวทีการเมืองนับเป็นความท้าทายประการหนึ่ง แต่ประเด็นที่ว่าเมื่อเข้าสู่อำนาจแล้วผู้หญิงจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ก็เป็นความท้าทายอีกประการหนึ่ง การให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในพรรคการเมืองหรือในรัฐสภาอาจช่วยตอบโจทย์เรื่องความ เท่าเทียมระหว่างเพศได้ แต่ก็อาจเป็นเพียงการตอบโจทย์แบบขอไปที หากนักการเมืองหญิงได้เข้าไปปรากฏตัว แต่เสียงของพวกเธอไม่ถูกรับฟัง แล้วยังมีคำถามที่ว่า ผู้หญิงกลุ่มไหนที่มีโอกาสเข้าสู่พื้นที่แห่งอำนาจ และผู้หญิงเหล่านี้เป็นตัวแทนของคนกลุ่มอื่นมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นคำถามที่หลายประเทศกำลังพยายามหาคำตอบ แม้จะต้องเผชิญกับการข่มขู่ […]

วัฒนธรรมเดินไต่เชือกกลับมาอีกครั้ง ณ หุบเขาในรัสเซีย

ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านร่วมเดินทางไปยังรัฐเดกาสถาน ประเทศรัสเซีย บรรดาผู้สูงอายุกำลังถ่ายทอดทักษะการเดินไต่เชือกให้แก่คนรุ่นหลัง เพื่อฟื้นวัฒนธรรมอันโดดเด่นนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง