มาตรการของประเทศที่ควบคุม COVID-19 ได้ดี และบทบาทของภาครัฐ

มาตรการของประเทศที่ควบคุม COVID-19 ได้ดี และบทบาทของภาครัฐ

ประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน แห่งไต้หวัน (ซ้าย) และนายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง แห่งสิงคโปร์ (ขวา) ขอบคุณภาพจาก Facebook: tsaiingwen และ leehsienloong


เรื่องราวของไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และจีน ที่ได้รับเสียงชื่นชมว่ามีมาตรการจัดการต่อโรค COVID-19 ได้ดี และบทบาทของภาครัฐบาลที่มีส่วนอย่างมากในการแก้ปัญหา

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 หรือไวรัสโคโรนาในประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่โรคนี้เริ่มแพร่ระบาดอย่างหนักมาเป็นระยะเวลาราว 2-3 เดือน

และในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ทั้งจีน (โดยเฉพาะเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของโรค) สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ต่างพบเจอกับปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคชนิดนี้อยู่ในภาวะน่าวิตกกังวล อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานี้ ประเทศเหล่านี้ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้น และสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้เป็นที่น่าพอใจแล้ว

นี่คือเรื่องราวโดยคร่าวๆ ของมาตรการแต่ละประเทศในการใช้รับมือกับไวรัส

ไต้หวัน

ด้วยจำนวนประชากรไต้หวัน 85,000 คนที่ทำงานอยู่ในฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ และด้วยตำแหน่งที่อยู่ใกล้ประเทศศูนย์กลางการระบาดของโรค ทำให้มีการคาดการณ์กันว่าดินแดนเกาะที่มีประชากรราว 11 ล้านคนแห่งนี้จะต้องประสบกับภาวะยากลำบากในการรับมือกับไวรัส COVID-19 แต่ในความเป็นจริงกลับมีรายงานผู้ติดเชื้อสะสมเพียง 108 คนและมีผู้เสียชีวิตเพียงแค่ 1 รายเท่านั้น (20 มีนาคม 2563)

โดยเคล็ดลับความสำเร็จของไต้หวันอยู่ที่การรับมือด้วยความตื่นตัวอย่างยิ่งยวด (super alert) ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน ที่เพิ่งรับการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ในการรับมือไวรัส ไต้หวันได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการโรคระบาดส่วนกลาง (Central Epidemic Command Center) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือจากหลายกระทรวงเพื่อกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ในการบรรเทาสถานการณ์โรคระบาด

โดยมาตรการเด่นๆ ที่ไต้หวันใช้รับมือนั้นมีทั้งการควบคุมการเดินทางเข้า-ออกประเทศ ทั้งทางอากาศและทางน้ำ การระบุตัวผู้ป่วยและกักกันผู้ที่เข้าข่ายติดโรคโดยเร็วที่สุด การจัดการทรัพยากรที่จำเป็น สรุปข่าวสถานการณ์การระบาดของโรคเป็นประจำทุกวัน รวมไปถึงการระบุข่าวเท็จ และใช้นโยบายช่วยเหลือทางเศรษฐกิจทั้งผู้ประกอบการและภาคครัวเรือนไปพร้อมกัน

ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ไต้หวันประสบความสำเร็จคือการรวบรวมข้อมูลเพื่อรับมือกับโรคระบาด ภายใต้หลัก “ความโปร่งใส” ให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง การรีบจัดผู้เชี่ยวชาญไปยังหน่วยงานต่างๆ และมีการประสานงานระหว่างรัฐบาลและหน่วยงานทางการแพทย์ทั่วทั้งเกาะเพื่อระดมคนในการรักษาพยาบาล

โดยในส่วนการแจ้งข่าวสารประชาชน ประธานาธิบดีไช่ได้มอบหมายและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข Chen Shih-chung เป็นผู้ควบคุมการทำงานด้วยตัวเอง และมีการจัดแถลงข่าวต่อสาธารณชนทุกวัน

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีไช่ยังให้ความสำคัญกับการผลิตและจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ ดังจะเห็นได้จากมาตรการงดส่งออกหน้ากากอนามัย เพื่อให้คนไต้หวันได้มีใช้อย่างเพียงพอก่อน และเร่งขยายกำลังการผลิตหน้าอนามัยจนสามารถผลิตได้มากถึงราว 10 ล้านชิ้นต่อวัน อันเป็นอุปกรณ์สำคัญในการควบคุมโรคของประชาชน ซึ่งไช่ ในฐานะประธานาธิบดีได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในบัญชีทวิตเตอร์ของตัวเอง รวมไปถึงการพัฒนาระบบการแจ้งว่ามีหน้ากากอนามัยขายที่ไหนบ้าง เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าตัวเองควรไปซื้อหน้ากากอนามัยได้ที่ไหน

เมื่อถึงปลายเดือนมกราคม ไต้หวันมีสต็อกหน้ากากอนามัยมากถึง 44 ล้านชิ้น หน้ากากอนามัยประเภท N95 1.9 ล้านชิ้น และมีห้องกักตัวเพื่อเฝ้าดูอาการมากถึง 1.1 พันห้อง เพียงพอต่อการรับมือโรคระบาด ส่งผลให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมีจำนวนน้อย ดังที่ได้กล่าวไป

สิงคโปร์

สิงคโปร์มีมาตรการควบคุมโรคทันทีนับตั้งแต่มีรายงานผู้ติดเชื้อคนแรกของประเทศ ซึ่งมาตรการเด่นที่สิงคโปร์ใช้ควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อคือ “การติดตาม” ผู้ที่มีเชื้ออย่างเข้มงวด โดยใช้เจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลังสิงคโปร์และตำรวจติดตามเส้นทางการเดินทางของผู้ที่ติดเชื้อแล้วเร่งทำความสะอาด จัดการพื้นที่ รวมไปถึงควบคุมญาติหรือคนรู้จักที่มีประวัติใกล้ชิดผู้ป่วยด้วย เพื่อยุติผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ได้ออกคำแนะนำด้านการควบคุมโรคที่ต่างกันออกไปตามแต่ละหน่วยงาน และมีการออกมาตรการงดการชุมนุมในสถานที่ต่างๆ และมีการแนะนำให้สถานศึกษา ยุติการสอนชั่วคราว เป็นต้น

ในส่วนของการควบคุมการเดินทาง สิงคโปร์ได้ห้ามชาวจีนเข้าประเทศเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา รวมไปถึงเที่ยวบินที่มาจากอู่ฮั่น และมีมาตรการตรวจคนเข้าประเทศอย่างเข้มงวดทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก รวมไปถึงงดออกวีซ่าเช้าประเทศให้กับผู้ถือหนังสือเดินทางประเทศจีน

นอกจากนี้ การปรากฏตัวและแถลงข่าวต่อสาธารณะหลายครั้งของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์อย่าง ลี เซียน ลุง ในฐานะผู้นำประเทศ ก็สร้างความชื่นชมให้กับชาวโลกเป็นอย่างมาก ด้วยการชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ชี้แจงมาตรการที่ใช้แก้ปัญหาและดำเนินการ เรียกร้องความร่วมมือและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจากประชาชน และมีเนื้อหาให้กำลังประชาชนท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อฝ่าฝันไปด้วยกัน

(ชมวิดีโอ นายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง กับการแถลงการณ์ชี้แจ้งสถานการณ์ต่อประชาชนได้ที่นี่)

เกาหลีใต้

ในช่วงแรกของการระบาดของไวรัส เกาหลีใต้มียอดผู้ติดเชื้อสูงเป็นอันดับสองรองจากจีน ซึ่งสาเหตุของยอดดังกล่าว นอกจากการที่เกาหลีใต้ต้องพบเจอเหตุการณ์ที่นำไปสู่ภาวะ Super spreader แล้ว แต่ก็มีสาเหตุ (ที่ดี) สาเหตุหนึ่งคือ เกาหลีใต้มีการตรวจหาผู้ป่วยเป็นจำนวนมากภายในเวลาอันรวดเร็ว

ผู้หญิงคนหนึ่งสวมหน้ากากเพื่อป้องกันไวรัสในขณะที่เจ้าหน้าที่ชาวเกาหลีใต้ขณะทำความสะอาดตลาดท้องถิ่น ภาพโดย KIM HONG-JI, REUTERS

โดยเฉลี่ย เกาหลีใต้สามารถตรวจหาผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ได้โดยเฉลี่ยมากถึง 12,000-15,000 ครั้งต่อวันทั่วประเทศ และมีขีดความสามารถในการตรวจได้มากสูงสุดถึง 20,000 ครั้งต่อวัน หากตรวจแล้วพบคนที่มีอาการเข้าข่ายก็จะขึ้นสถิติเป็นผู้ป่วยเฝ้าระวังทันที การตรวจในวงกว้างด้วยจำนวนที่รวดเร็วเช่นนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว

นางคัง คยอง-ฮวา รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี ถึงวิธีการอื่นๆ ที่เกาหลีใต้ใช้รับมือกับไวรัสว่า “การตรวจหาเชื้อคือวิธีที่สำคัญที่สุด เพราะจะทำให้ควบคุมไวรัสได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะแพร่กระจายไปในวงกว้าง”

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงปัจจัยที่สำคัญคือการให้ข้อมูลต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยืนยันตำแหน่งที่พบผู้ติดเชื้อผ่านแอพลิเคชันโทรศัพท์มือถือเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้คนไปตรงนั้น สั่งงดการชุมนุมสาธารณะ รวมไปถึงสั่งปิดโรงเรียนและอาคารสำนักงาน ตามมาตรการการสร้างระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)

นอกจากนี้ ประชาชนในเกาหลีใต้นั้นก็ได้ประโยชน์จากการสื่อสารข้อมูลแบบเปิดเผยจากรัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขเช่นกัน

ประเทศจีน

ในฐานะที่เป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางของโรคนี้ (ในช่วงแรก) จีนได้มีการใช้มาตรการที่สำคัญอย่างทันท่วงที ดังต่อไปนี้

– รวบรวมแพทย์ที่มีความรู้จากทั่วประเทศมารักษาผู้ป่วยที่เมืองศูนย์กลางการระบาด (อู่ฮั่น) และพื้นที่ที่มีรายงานการติดเชื้อ
– รวบรวมและจัดส่งเวชภัณฑ์ที่จำเป็นไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
– สร้างโรงพยาบาลชั่วคราวเพื่อรับมือกับไวรัส COVID-19 ภายในเวลา 10 วัน ขนาด 1,000 เตียง และภายหลังได้มีการเปิดโรงพยาบาลเพื่อการกักกันโรคแห่งที่ 2 ชื่อ Leishenshan ในเมืองอู่ฮั่น ขนาด 1,500 เตียง นอกจากนี้ได้มีการเปลี่ยนสถานที่ส่วนกลางในเมือง เช่นศูนย์การประชุม ยิมเนเซียม ศูนย์กีฬาให้เป็นสถานพยาบาลชั่วคราวรวมจำนวน 10,000 เตียงอย่างรวดเร็ว
– ยกเลิกงานกิจกรรม รวมถึงการรวมตัวของผู้คน
– งดเที่ยวบินขาออกจากอู่ฮั่นทั้งหมด
– มีการจัด “โรงพยาบาลเคลื่อนที่” และพยาบาลจากอู่ฮั่นไปตามที่ต่างๆ เพื่อรักษาผู้ที่มีอาการอยู่ในขั้นกลาง (Mild symptoms)

โรคระบาด
แพทย์กำลังตรวจภาพซีทีสแกนของปอดในโรงพยาบาลที่เขต Yunmeng เมือง Xiaogan มณฑลหูเป่ย์ ทางตอนกลางของประเทศจีน ภาพถ่ายโดย STR/AFP/CHINA OUT VIA GETTY IMAGES

และยังมีการทดลองพัฒนาแนวทางการรักษาต่างๆ ในช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดอยู่ในขั้นวิกฤต ทั้งการพัฒนาการวิเคราะห์การติดเชื้อภายใน 2 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยให้ทั้งการรักษาและฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็ว และตั้งระบบแบ่งปันข้อมูลการวิจัย วิธีการรักษา เพื่อให้กับบรรดานักวิจัยและแพทย์พัฒนาแนวทางการรับมือกับไวรัสได้ในที่สุด

สำหรับบทบาทของผู้นำจีนอย่างประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มควบคุมได้ เขาก็รีบเดินทางไปยังเมืองอู่ฮั่นเพื่อให้กำลังใจทีมแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน และเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มในเมืองอู่ฮั่นเป็นศูนย์ สีจิ้นผิงได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนว่า แนวโน้มในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดมีความมั่นคงและขยายไปในวงกว้างมากขึ้น และการฟื้นฟูภาคการผลิตและวิถีชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น

อย่างก็ตาม ประธานาธิบดีสีกล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีสถานการณ์และปัญหาใหม่ๆ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในต่างประเทศ และผลกระทบเชิงลบในทางเศรษฐกิจทั่วโลก ที่จะนำพาความท้าทายมาให้มากขึ้น

แหล่งข้อมูล

ถอดบทเรียน ‘สิงคโปร์’ ใช้ไม้แข็งสู้ ‘ไวรัสโคโรน่า’
ถอดบทเรียนจาก ‘ลี เซียนลุง’ นายกสิงคโปร์ ‘ภาวะผู้นำ’ ในยามวิกฤติรับมือไวรัสโคโรน่าระบาด
As coronavirus hot spots grow, Taiwan beating the odds against COVID-19
How to control the spread of the coronavirus: Lessons from Taiwan
How South Korea is handling the coronavirus outbreak better than other countries
Coronavirus in South Korea: How ‘trace, test and treat’ may be saving lives
South Korea Foreign Minister reveals 268k people already been tested for coronavirus
Xi chairs leadership meeting on epidemic control, economic development
Coronavirus in China: the outbreak, measures, and impact

อ่านเพิ่มเติม ในเขตอบอุ่นเชื้อ โควิด-19 แพร่กระจายดีกว่าเขตร้อน

โรคโควิด-19

เรื่องแนะนำ

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี

เยือนดินแดนซึ่งคนตายไม่เคยหลับใหลบนเกาะ ซิซิลี ซิซิลี – ณ วัดของบาทหลวงคณะกาปูชินในเมืองปาแลร์โม เมืองหลวงของแคว้น ซิซิลี ซึ่งตั้งอยู่ ณ จัตุรัสอันเงียบสงัดใกล้กับสุสาน หากเดินลงบันไดผ่านรูปสลักไม้ของแม่พระมหาทุกข์ เราจะพบประตูที่นำไปสู่ห้องเก็บศพใต้ดิน ห้องนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร พร้อมเพดานโค้งและทางเดินที่ทอดยาวไปทางมุมด้านขวา อากาศภายในห้องเย็นเยียบ อับชื้น และเหม็นเปรี้ยวจากกลิ่นฝุ่นและเสื้อผ้าที่เปื่อยยุ่ย ตามหิ้งบนผนังมีศพร่วม 2,000 ศพตั้งเรียงรายอยู่ในหีบที่ผุพัง พวกเขาแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าที่ดีที่สุดหรือเครื่องแบบชุดเก่งราวกับจะแต่งตัวไปอวดใคร เรื่อง        เอ. เอ. กิลล์ ภาพถ่าย วินเซนต์ เจ. มูซี ในยุโรป การผึ่งศพให้แห้งและการรักษาสภาพศพเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นเอกลักษณ์ของซิซิลี แม้จะพบในพื้นที่อื่นๆของอิตาลีบ้างก็ตาม แต่ส่วนใหญ่อยู่ในซิซิลีที่ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับคนตายเหนียวแน่นเป็นพิเศษ ปรากฏการณ์นี้ก่อให้เกิดคำถามว่า พวกเขาทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร และเพราะเหตุใดจึงนำซากศพเหล่านี้มาจัดแสดง ร่างไร้วิญญาณเหล่านี้อยู่ในอากัปกิริยาต่างๆที่บ่งบอกถึงบุคลิกและอุปนิสัยใจคอของแต่ละคน ขากรรไกรของพวกเขาอ้าค้างราวกับกำลังกรีดร้องแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ฟันที่ผุกร่อนแสยะยิ้มคุกคาม เบ้าตาจ้องมองออกมาอย่างสิ้นหวัง ผิวหนังหยาบกร้านหุ้มกระดูกแก้มที่แห้งตอบและข้อนิ้วที่หลุดลุ่ย ซากศพเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของคนร่างเล็ก แขนทั้งสองข้างอยู่ในท่ากอดอก ขณะที่ลำตัวถูกรั้งให้ตั้งตรงด้วยลวดและตะปู ศีรษะตกพับอยู่บนไหล่ ร่างกายค่อยๆเสื่อมสภาพลงพร้อมๆกับท่วงท่าฝืนสังขารลอกเลียนคนเป็น คูหาเก็บศพเหล่านี้แบ่งแยกชัดเจนระหว่างนักบวชกับฆราวาส ด้านหนึ่งเราจึงพบบรรดาแพทย์ ทนาย และตำรวจในเครื่องแบบ แล้วยังมีคูหาสำหรับสตรีที่มัคคุเทศก์บอกว่า เราสามารถชื่นชมแฟชั่นของวันวานได้ แต่ซากศพเหล่านั้นสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ขะมุกขะมอม […]

ตัวตนชีวิตของ เบียร์ สิงห์น้อย ช่างภาพผู้สร้างปรากฏการณ์ให้อาคารยุคโมเดิร์นของไทย

ชายผู้บันทึกประวัติศาสตร์และเรื่องราวของสังคมในแต่ละยุคสมัย ผ่านการถ่ายภาพสถาปัตยกรรม วันนี้เรานัด เบียร์-วีระพล สิงห์น้อย หรือ Beersingnoi ช่างภาพสถาปัตย์ คุยเรื่องการทำงานถ่ายภาพและชีวิตของเขา เบียร์คือเจ้าของไอจีและเฟซบุ๊คเพจ Foto_momo รวมภาพถ่ายตึกและอาคารเก่ายุคโมเดิร์นที่เขาตั้งใจตระเวนถ่ายทั่วไทย นอกจากความหลงใหลในการถ่ายภาพอาคารยุคโมเดิร์น เราค้นพบว่าเบียร์ก็ชอบเรื่องประวัติศาสตร์ไม่แพ้กัน เขาอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เยอะมาก และรักในประวัติศาสตร์ไทยมาตั้งแต่สมัยเรียนด้วย ทุกภาพถ่ายของเขาจึงมีเรื่องราวและเรื่องเล่าเบื้องหลัง เขาเคยบอกว่าตึกและอาคารคือหลักฐานของการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย แสดงถึงค่านิยมทางสถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีการก่อสร้างในยุคนั้น ๆ ด้วย และนี่คือบทสนทนากับ เบียร์ สิงห์น้อย ถึงตัวตนชีวิต ในฐานะช่างภาพสถาปัตยกรรมผู้สร้างปรากฏการณ์ให้อาคารยุคโมเดิร์นของเมืองไทย คุณชอบถ่ายตึกยุคโมเดิร์นหรอ ปัจจุบันก็เรียกว่าหลงใหลดีกว่า เมื่อก่อนก็ไม่ได้ชอบ ก็มองผ่านตลอด ไม่ได้มองตึกยุคนี้มาก แต่ว่าพอยิ่งหลงกับมันยิ่งมองไปทางไหนมันก็ยิ่งเจอ ตึกที่ชอบที่สุดที่เคยไปเจอมาคือตึกไหน ตึกฟักทอง เพราะว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นจริง ๆ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราสนใจงานประเภทนี้ ตอนนั้นมันรู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมตึกมันเท่ขนาดนี้ ตึกมันเท่แต่ทำไมไม่มีใครพูดถึง ซึ่งพบคำตอบว่า เพราะคนส่วนมากยังไม่ได้สนใจ จริง ๆ วันนั้นที่เราไปถ่ายตึกฟักทอง ก็คือการไปทำงานนั่นแหละ ไปถ่ายรูปให้สมาคมสถาปนิกสยามซึ่งเค้าจะมอบรางวัลอาคารอนุรักษ์ ให้ทุกปี เราเองก็มีโอกาสได้ไปถ่ายตึกนี้ ตอนถ่ายตึกฟักทองก็รู้สึกว่าเราเรียนสถาปัตย์มาตั้งสี่ห้าปีทำไมไม่รู้จักตึกนี้เลย (หัวเราะ) เราประทับใจตึกนี้มากก็เลยไปหาว่าคนออกแบบตึกนี้คือใคร แล้วเค้าทำงานที่ไหนสร้างตึกที่ไหนอีกบ้าง ก็เริ่มตะเวนถ่ายผลงานของคุณอมร […]

ส่องโรงแรมม่านรูดสารพัดธีมในญี่ปุ่น

คนญี่ปุ่นแต่งงานช้าลง อัตราการเกิดใหม่ของเด็กญี่ปุ่นกำลังลดต่ำลงเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันธุรกิจโรงแรมม่านรูดกลับเฟื่องฟูอย่างมาก มาร่วมสำรวจเข้าไปในดินแดนอีโรติกอันแสนลี้ลับนี้กัน

สำรวจโลก: ดินศักดิ์สิทธิ์

ดินเหล่านี้บรรจุหยาดเหงื่อ น้ำตา และเลือดของผู้วายชนม์ ในยุคสมัยของการเหยียดสีผิวเอาไว้ ทั้งหมดถูกจัดแสดงเพื่อระลึกถึงประวัติศาสตร์อันโหดร้ายที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา