มาตรการของประเทศที่ควบคุม COVID-19 ได้ดี และบทบาทของภาครัฐ

มาตรการของประเทศที่ควบคุม COVID-19 ได้ดี และบทบาทของภาครัฐ

ประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน แห่งไต้หวัน (ซ้าย) และนายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง แห่งสิงคโปร์ (ขวา) ขอบคุณภาพจาก Facebook: tsaiingwen และ leehsienloong


เรื่องราวของไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และจีน ที่ได้รับเสียงชื่นชมว่ามีมาตรการจัดการต่อโรค COVID-19 ได้ดี และบทบาทของภาครัฐบาลที่มีส่วนอย่างมากในการแก้ปัญหา

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 หรือไวรัสโคโรนาในประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่โรคนี้เริ่มแพร่ระบาดอย่างหนักมาเป็นระยะเวลาราว 2-3 เดือน

และในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ทั้งจีน (โดยเฉพาะเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของโรค) สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ต่างพบเจอกับปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคชนิดนี้อยู่ในภาวะน่าวิตกกังวล อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานี้ ประเทศเหล่านี้ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้น และสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสได้เป็นที่น่าพอใจแล้ว

นี่คือเรื่องราวโดยคร่าวๆ ของมาตรการแต่ละประเทศในการใช้รับมือกับไวรัส

ไต้หวัน

ด้วยจำนวนประชากรไต้หวัน 85,000 คนที่ทำงานอยู่ในฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ และด้วยตำแหน่งที่อยู่ใกล้ประเทศศูนย์กลางการระบาดของโรค ทำให้มีการคาดการณ์กันว่าดินแดนเกาะที่มีประชากรราว 11 ล้านคนแห่งนี้จะต้องประสบกับภาวะยากลำบากในการรับมือกับไวรัส COVID-19 แต่ในความเป็นจริงกลับมีรายงานผู้ติดเชื้อสะสมเพียง 108 คนและมีผู้เสียชีวิตเพียงแค่ 1 รายเท่านั้น (20 มีนาคม 2563)

โดยเคล็ดลับความสำเร็จของไต้หวันอยู่ที่การรับมือด้วยความตื่นตัวอย่างยิ่งยวด (super alert) ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน ที่เพิ่งรับการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ในการรับมือไวรัส ไต้หวันได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการโรคระบาดส่วนกลาง (Central Epidemic Command Center) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือจากหลายกระทรวงเพื่อกำหนดนโยบายและกลยุทธ์ในการบรรเทาสถานการณ์โรคระบาด

โดยมาตรการเด่นๆ ที่ไต้หวันใช้รับมือนั้นมีทั้งการควบคุมการเดินทางเข้า-ออกประเทศ ทั้งทางอากาศและทางน้ำ การระบุตัวผู้ป่วยและกักกันผู้ที่เข้าข่ายติดโรคโดยเร็วที่สุด การจัดการทรัพยากรที่จำเป็น สรุปข่าวสถานการณ์การระบาดของโรคเป็นประจำทุกวัน รวมไปถึงการระบุข่าวเท็จ และใช้นโยบายช่วยเหลือทางเศรษฐกิจทั้งผู้ประกอบการและภาคครัวเรือนไปพร้อมกัน

ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ไต้หวันประสบความสำเร็จคือการรวบรวมข้อมูลเพื่อรับมือกับโรคระบาด ภายใต้หลัก “ความโปร่งใส” ให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง การรีบจัดผู้เชี่ยวชาญไปยังหน่วยงานต่างๆ และมีการประสานงานระหว่างรัฐบาลและหน่วยงานทางการแพทย์ทั่วทั้งเกาะเพื่อระดมคนในการรักษาพยาบาล

โดยในส่วนการแจ้งข่าวสารประชาชน ประธานาธิบดีไช่ได้มอบหมายและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข Chen Shih-chung เป็นผู้ควบคุมการทำงานด้วยตัวเอง และมีการจัดแถลงข่าวต่อสาธารณชนทุกวัน

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีไช่ยังให้ความสำคัญกับการผลิตและจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ ดังจะเห็นได้จากมาตรการงดส่งออกหน้ากากอนามัย เพื่อให้คนไต้หวันได้มีใช้อย่างเพียงพอก่อน และเร่งขยายกำลังการผลิตหน้าอนามัยจนสามารถผลิตได้มากถึงราว 10 ล้านชิ้นต่อวัน อันเป็นอุปกรณ์สำคัญในการควบคุมโรคของประชาชน ซึ่งไช่ ในฐานะประธานาธิบดีได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในบัญชีทวิตเตอร์ของตัวเอง รวมไปถึงการพัฒนาระบบการแจ้งว่ามีหน้ากากอนามัยขายที่ไหนบ้าง เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าตัวเองควรไปซื้อหน้ากากอนามัยได้ที่ไหน

เมื่อถึงปลายเดือนมกราคม ไต้หวันมีสต็อกหน้ากากอนามัยมากถึง 44 ล้านชิ้น หน้ากากอนามัยประเภท N95 1.9 ล้านชิ้น และมีห้องกักตัวเพื่อเฝ้าดูอาการมากถึง 1.1 พันห้อง เพียงพอต่อการรับมือโรคระบาด ส่งผลให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมีจำนวนน้อย ดังที่ได้กล่าวไป

สิงคโปร์

สิงคโปร์มีมาตรการควบคุมโรคทันทีนับตั้งแต่มีรายงานผู้ติดเชื้อคนแรกของประเทศ ซึ่งมาตรการเด่นที่สิงคโปร์ใช้ควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อคือ “การติดตาม” ผู้ที่มีเชื้ออย่างเข้มงวด โดยใช้เจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลังสิงคโปร์และตำรวจติดตามเส้นทางการเดินทางของผู้ที่ติดเชื้อแล้วเร่งทำความสะอาด จัดการพื้นที่ รวมไปถึงควบคุมญาติหรือคนรู้จักที่มีประวัติใกล้ชิดผู้ป่วยด้วย เพื่อยุติผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ได้ออกคำแนะนำด้านการควบคุมโรคที่ต่างกันออกไปตามแต่ละหน่วยงาน และมีการออกมาตรการงดการชุมนุมในสถานที่ต่างๆ และมีการแนะนำให้สถานศึกษา ยุติการสอนชั่วคราว เป็นต้น

ในส่วนของการควบคุมการเดินทาง สิงคโปร์ได้ห้ามชาวจีนเข้าประเทศเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา รวมไปถึงเที่ยวบินที่มาจากอู่ฮั่น และมีมาตรการตรวจคนเข้าประเทศอย่างเข้มงวดทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก รวมไปถึงงดออกวีซ่าเช้าประเทศให้กับผู้ถือหนังสือเดินทางประเทศจีน

นอกจากนี้ การปรากฏตัวและแถลงข่าวต่อสาธารณะหลายครั้งของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์อย่าง ลี เซียน ลุง ในฐานะผู้นำประเทศ ก็สร้างความชื่นชมให้กับชาวโลกเป็นอย่างมาก ด้วยการชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ชี้แจงมาตรการที่ใช้แก้ปัญหาและดำเนินการ เรียกร้องความร่วมมือและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจากประชาชน และมีเนื้อหาให้กำลังประชาชนท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อฝ่าฝันไปด้วยกัน

(ชมวิดีโอ นายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง กับการแถลงการณ์ชี้แจ้งสถานการณ์ต่อประชาชนได้ที่นี่)

เกาหลีใต้

ในช่วงแรกของการระบาดของไวรัส เกาหลีใต้มียอดผู้ติดเชื้อสูงเป็นอันดับสองรองจากจีน ซึ่งสาเหตุของยอดดังกล่าว นอกจากการที่เกาหลีใต้ต้องพบเจอเหตุการณ์ที่นำไปสู่ภาวะ Super spreader แล้ว แต่ก็มีสาเหตุ (ที่ดี) สาเหตุหนึ่งคือ เกาหลีใต้มีการตรวจหาผู้ป่วยเป็นจำนวนมากภายในเวลาอันรวดเร็ว

ผู้หญิงคนหนึ่งสวมหน้ากากเพื่อป้องกันไวรัสในขณะที่เจ้าหน้าที่ชาวเกาหลีใต้ขณะทำความสะอาดตลาดท้องถิ่น ภาพโดย KIM HONG-JI, REUTERS

โดยเฉลี่ย เกาหลีใต้สามารถตรวจหาผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ได้โดยเฉลี่ยมากถึง 12,000-15,000 ครั้งต่อวันทั่วประเทศ และมีขีดความสามารถในการตรวจได้มากสูงสุดถึง 20,000 ครั้งต่อวัน หากตรวจแล้วพบคนที่มีอาการเข้าข่ายก็จะขึ้นสถิติเป็นผู้ป่วยเฝ้าระวังทันที การตรวจในวงกว้างด้วยจำนวนที่รวดเร็วเช่นนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว

นางคัง คยอง-ฮวา รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี ถึงวิธีการอื่นๆ ที่เกาหลีใต้ใช้รับมือกับไวรัสว่า “การตรวจหาเชื้อคือวิธีที่สำคัญที่สุด เพราะจะทำให้ควบคุมไวรัสได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะแพร่กระจายไปในวงกว้าง”

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงปัจจัยที่สำคัญคือการให้ข้อมูลต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยืนยันตำแหน่งที่พบผู้ติดเชื้อผ่านแอพลิเคชันโทรศัพท์มือถือเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้คนไปตรงนั้น สั่งงดการชุมนุมสาธารณะ รวมไปถึงสั่งปิดโรงเรียนและอาคารสำนักงาน ตามมาตรการการสร้างระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)

นอกจากนี้ ประชาชนในเกาหลีใต้นั้นก็ได้ประโยชน์จากการสื่อสารข้อมูลแบบเปิดเผยจากรัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขเช่นกัน

ประเทศจีน

ในฐานะที่เป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางของโรคนี้ (ในช่วงแรก) จีนได้มีการใช้มาตรการที่สำคัญอย่างทันท่วงที ดังต่อไปนี้

– รวบรวมแพทย์ที่มีความรู้จากทั่วประเทศมารักษาผู้ป่วยที่เมืองศูนย์กลางการระบาด (อู่ฮั่น) และพื้นที่ที่มีรายงานการติดเชื้อ
– รวบรวมและจัดส่งเวชภัณฑ์ที่จำเป็นไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
– สร้างโรงพยาบาลชั่วคราวเพื่อรับมือกับไวรัส COVID-19 ภายในเวลา 10 วัน ขนาด 1,000 เตียง และภายหลังได้มีการเปิดโรงพยาบาลเพื่อการกักกันโรคแห่งที่ 2 ชื่อ Leishenshan ในเมืองอู่ฮั่น ขนาด 1,500 เตียง นอกจากนี้ได้มีการเปลี่ยนสถานที่ส่วนกลางในเมือง เช่นศูนย์การประชุม ยิมเนเซียม ศูนย์กีฬาให้เป็นสถานพยาบาลชั่วคราวรวมจำนวน 10,000 เตียงอย่างรวดเร็ว
– ยกเลิกงานกิจกรรม รวมถึงการรวมตัวของผู้คน
– งดเที่ยวบินขาออกจากอู่ฮั่นทั้งหมด
– มีการจัด “โรงพยาบาลเคลื่อนที่” และพยาบาลจากอู่ฮั่นไปตามที่ต่างๆ เพื่อรักษาผู้ที่มีอาการอยู่ในขั้นกลาง (Mild symptoms)

โรคระบาด
แพทย์กำลังตรวจภาพซีทีสแกนของปอดในโรงพยาบาลที่เขต Yunmeng เมือง Xiaogan มณฑลหูเป่ย์ ทางตอนกลางของประเทศจีน ภาพถ่ายโดย STR/AFP/CHINA OUT VIA GETTY IMAGES

และยังมีการทดลองพัฒนาแนวทางการรักษาต่างๆ ในช่วงที่สถานการณ์การแพร่ระบาดอยู่ในขั้นวิกฤต ทั้งการพัฒนาการวิเคราะห์การติดเชื้อภายใน 2 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยให้ทั้งการรักษาและฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็ว และตั้งระบบแบ่งปันข้อมูลการวิจัย วิธีการรักษา เพื่อให้กับบรรดานักวิจัยและแพทย์พัฒนาแนวทางการรับมือกับไวรัสได้ในที่สุด

สำหรับบทบาทของผู้นำจีนอย่างประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มควบคุมได้ เขาก็รีบเดินทางไปยังเมืองอู่ฮั่นเพื่อให้กำลังใจทีมแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน และเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มในเมืองอู่ฮั่นเป็นศูนย์ สีจิ้นผิงได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนว่า แนวโน้มในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดมีความมั่นคงและขยายไปในวงกว้างมากขึ้น และการฟื้นฟูภาคการผลิตและวิถีชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น

อย่างก็ตาม ประธานาธิบดีสีกล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีสถานการณ์และปัญหาใหม่ๆ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในต่างประเทศ และผลกระทบเชิงลบในทางเศรษฐกิจทั่วโลก ที่จะนำพาความท้าทายมาให้มากขึ้น

แหล่งข้อมูล

ถอดบทเรียน ‘สิงคโปร์’ ใช้ไม้แข็งสู้ ‘ไวรัสโคโรน่า’
ถอดบทเรียนจาก ‘ลี เซียนลุง’ นายกสิงคโปร์ ‘ภาวะผู้นำ’ ในยามวิกฤติรับมือไวรัสโคโรน่าระบาด
As coronavirus hot spots grow, Taiwan beating the odds against COVID-19
How to control the spread of the coronavirus: Lessons from Taiwan
How South Korea is handling the coronavirus outbreak better than other countries
Coronavirus in South Korea: How ‘trace, test and treat’ may be saving lives
South Korea Foreign Minister reveals 268k people already been tested for coronavirus
Xi chairs leadership meeting on epidemic control, economic development
Coronavirus in China: the outbreak, measures, and impact

อ่านเพิ่มเติม ในเขตอบอุ่นเชื้อ โควิด-19 แพร่กระจายดีกว่าเขตร้อน

โรคโควิด-19

เรื่องแนะนำ

เมื่อบรรดาคุณพ่อขอใช้สิทธิ์ “ลาคลอด”

ลูกๆของผมเชื่อมั่นในตัวผมพอๆกับที่เชื่อในภรรยาของผม” แอนเดรส  เบิร์กสตรอม เจ้าหน้าที่คุมความประพฤติ กล่าว ในภาพคือเวลาอาบนํ้าของแซม (ที่อยู่ในอ่าง) และอีเลียต ในสวีเดน สิทธิการขอ ลาคลอด นั้นใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง จึงมีคุณพ่อชาวสวีเดนจำนวนมากขอใช้สิทธิเพื่อดูแลลูกอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง และออกมาเป็นภาพถ่ายชุดนี้ เมื่อลูกชายของโจฮัน บาฟแมน ชื่อ วิกโก ลืมตาดูโลก ผู้เป็นพ่อก็เริ่มโครงการถ่ายภาพที่เขารู้สึกผูกพันใกล้ชิด นั่นคือการถ่ายทอดเรื่องราวของบรรดาคุณพ่อที่ใช้สิทธิ์ลางานตามนโยบาย ลาคลอด ที่บังคับใช้อย่างครอบคลุมในประเทศสวีเดนเพื่อใช้เวลาอยู่กับลูกๆ การหยุดงานแบบได้ค่าตอบแทนระหว่าง ลาคลอด เป็นเรื่องปกติที่พบได้ทั่วโลก และถือเป็นนโยบายระดับชาติของ 34 จาก 35 ประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือโออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development:OECD) ยกเว้นก็แต่เพียงสหรัฐฯ และราวสองในสามของประเทศสมาชิกให้เงินอุดหนุนสำหรับการลาเลี้ยงลูกเป็นเวลาสั้นๆ แก่ผู้ชาย การขยายสิทธิประโยชน์นี้นำมาใช้ครั้งแรกในสวีเดนเมื่อปี 1974 สวีเดนอนุญาตให้พ่อแม่แบ่งวันลางานสูงสุด 480 วัน เพื่อเลี้ยงดูลูกโดยได้ค่าตอบแทนและโบนัส  แม้จะมีสิ่งจูงใจเหล่านี้  แต่กลับมีคุณพ่อชาวสวีเดนเพียงร้อยละ 14 “ที่แบ่งวันลาเท่าๆ กับภรรยาเพื่อเลี้ยงดูลูก” บาฟแมนบอก เขาเป็นหนึ่งในคุณพ่อเหล่านั้นที่ใช้เวลาอยู่กับวิกโก ซึ่งคลอดในปี 2012 “ผมอยากใช้เวลาอยู่กับลูกที่บ้าน ผมอยากรู้ความต้องการของเขาครับ” และในปี 2016 […]

พิธีกรรมของเหล่าขบถ ผู้เปียมพลังชีวิต

ระหว่างเดินทางไปเฮติเมื่อสองสามปีก่อน ฉันออกนอกเส้นทางท่องเที่ยวไปยังแจ็กเมลเมืองท่าทางตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีงาน คาร์นิวัล (Carnival) หรือ “คานาวัล” (Kanaval) ในภาษาครีโอลของเฮติ ได้รับการเฉลิมฉลองก่อนงานคาร์นิวัลแห่งชาติในกรุงปอร์โตแปรงซ์หนึ่งสัปดาห์ ท่วงทำนองของงาน คาร์นิวัล ที่แจ็กเมลเรียบง่ายกว่าการเฉลิมฉลองในถิ่นอื่น ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ดนตรีและการเต้น เมแร็ง อย่างที่เรียกขานกันในชาติที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสแห่งนี้ ตั้งแต่บรรดาเด็กชายที่ทาเนื้อตัวด้วยเขม่าสีดำ ไปจนถึงเสียงของ รารา หรือจังหวะแบบวูดูที่ถือเป็นแกนหลักของการเฉลิมฉลอง คาร์นิวัล ในเฮติ ไปจนถึงบรรดานักดนตรีที่ตีกลองหรือเป่าทรัมเป็ตทำจากโลหะรีไซเคิลและแตรไม้ไผ่ ซึ่งทุกจังหวะเล่าเรื่องราวของตัวเองพอ ๆ กับที่พาให้เรานึกอยากเต้นระบำ เรื่อง แจกเกอลีน ชาร์ลส์ ภาพถ่าย ชาร์ลส์ เฟรเช สำหรับบางคน ฤดูกาลคาร์นิวัลโดยเฉพาะงานมาร์ดิกราส์ในนิวออร์ลีนส์ หมายถึงการเผยเนื้อหนังมังสาจนเกินพอดี งานปาร์ตี้สนุกสุดเหวี่ยงมีทั้งการดื่มกินและคาวโลกีย์ แต่ในหลายพื้นที่แถบแคริบเบียน คาร์นิวัลหรือที่รู้จักกันในชื่อ “คาร์นาวัล” ในบราซิล เป็นมากกว่าความสำราญเละเทะดึงดูดนักท่องเที่ยวทว่าเป็นพื้นที่แห่งศิลปะ กระบอกเสียงสาธารณะ การแสดงออกอย่างไม่ขวยเขินของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความเป็นตัวของตัวเอง โดยลูกหลานชาวแอฟริกันผู้ถูกจับเป็นทาส เมื่อถูกห้ามจากการบูชาเทพเจ้าของตนเองหรือห้ามเข้าร่วมงานเต้นรำสวมหน้ากากของเจ้านายชาวฝรั่งเศสและอังกฤษที่จัดก่อนเทศกาลมหาพรตในศตวรรษที่สิบแปด ทาสทั้งหลายก็หลอมรวมประเพณีของแอฟริกันกับวิถีชาวบ้านเข้ากับพิธีกรรมของเจ้าอาณานิคมเพื่อสร้างเทศกาลฉลองของตน ทุกวันนี้ งานเฉลิมฉลองอย่างวันสมโภชพระวรกายและพระโลหิตของพระเยซูเจ้า วันกษัตริย์สามองค์ และวันแห่งผู้วายชนม์ มีรูปแบบแตกต่างกันในหมู่ชาวแอฟริกันพลัดถิ่น และอาจจัดในช่วงเวลาแตกต่างกันในรอบปี ทว่าเทศกาลเหล่านั้นล้วนมีองค์ประกอบร่วมอย่างเดียวกัน นั่นคือตัวละครที่แต่งตัวดิบเถื่อนเฉิดฉันผสมผสานกับคริสต์ศาสนา ความเชื่อแบบชาวบ้านและมุมมองอย่างชนพื้นเมืองในพิธีกรรมของขบถผู้เปี่ยมพลังชีวิต เบื้องหลังหน้ากากที่ถูกประดิดประดอยเพื่อพรางอัตลักษณ์ ผู้ร่วมฉลองได้บอกเล่าเรื่องราว ปลดปล่อยความคับแค้นใจ และในที่อย่างเฮติ ความปั่นป่วนจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมก็ขับเน้นกับฉากหลังของพิธีแห่แหน “นี่คือขบถหรือการขัดขืนทางวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่ง” เฮนรี […]

ชีวิตในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก

  ชีวิตในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดของโลก จากท้องฟ้าจนถึงพื้นดินกรุงนิวเดลีเต็มไปด้วยมลพิษ เมืองหลวงของประเทศอินเดียนี้มีขนาดเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของรัฐโรดไอแลนด์ และเป็นบ้านของประชากรที่มีจำนวนมากกว่าผู้คนในมหานครนิวยอร์กถึง 2 เท่า ปกติแล้วเมื่อพูดถึงมลพิษทางอากาศ กรุงปักกิ่ง ของจีนจะถูกนึกถึงขึ้นมาเป็นอันดับแรก แต่ผลการศึกษาเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศระดับโลก เมื่อปี 2014 โดยองค์การอนามัยโลกพบว่า กรุงนิวเดลีมีปริมาณฝุ่นละอองมากกว่ากรุงปักกิ่งหลายเท่า และด้วยปริมาณของมันทำให้มหานครแห่นี้กลายเป็นเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก เพื่อจะเข้าใจว่าชาวอินเดียมีชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างไร กับมลพิษเหล่านี้ Matthieu Paley ช่างภาพ ใช้เวลา 5 วันในการเดินตะลอนไปในนิวเลี ด้วยภาพถ่ายของเขาช่วยให้เรามองเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปริมาณรถยนต์อันหนาแน่นและการเผาขยะ หมอกควันสีเหลืองหนาทึบลอยปกคลุมตัวเมือง แม้แต่แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่รอดพ้นจากปัญหานี้ แม่น้ำที่มีความสำคัญเป็นลำดับที่สองรองจากแม่น้ำคงคานี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ตัวแม่น้ำมีความยาว 1,376 กิโลเมตร ไหลผ่านหลายรัฐในอินเดียและเป็นสายธารหล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 57 ล้านคน 80% ของมลพิษในน้ำไหลผ่านนิวเดลีเป็นระยะทาง 22.5 กิโลเมตร การพังทลายของหน้าดิน, กระบวนการกำจัดของเสียและสารเคมีที่ถูกปล่อยลงน้ำส่งผลให้น้ำในแม่น้ำกลายเป็นสีดำ และเกิดแผ่นฟิล์มสีขาวลอยปกคลุมผิวน้ำ สุนิตา นาเรน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม (CSE) ซึ่งตั้งอยู่นกรุงนิวเดลี และเธอยังติดอันดับ 1 ใน 100 คนที่มีอิทธิพลต่อโลกจากการดำเนินงานนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อม ในปี 2010 ระบุว่า […]