นักวิทยาศาสตร์พบปัจจัยที่คล้ายคลึงกันในพื้นที่ โรคโควิด-19 ระบาดรุนแรง

ในเขตอบอุ่นเชื้อ โควิด-19 แพร่กระจายดีกว่าเขตร้อน

รายงานการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า สถานที่ที่เกิดการระบาดอย่างรุนแรงของ โรคโควิด-19 มีสภาพอากาศที่คล้ายคลึงกัน นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า แบบจำลองสภาพภูมิอากาศของพวกเขาสามารถคาดการณ์สถานที่ต่อไปที่เชื้อจะแพร่ระบาด


นักวิทยาศาสตร์พบ “ความคล้ายคลึงกัน” เกี่ยวกับปัจจัยเรื่องอุณหภูมิและความชื้นในพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดรุนแรงของ โรคโควิด-19 โดยพื้นที่ส่วนใหญ่มีอุณภูมิเฉลี่ย 5-11 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศร้อยละ 47-79

ประเทศส่วนใหญ่ที่เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วอยู่ในเขตอบอุ่นเหนือเส้นศูนย์สูตร ซึ่งรวมพื้นที่ที่เป็นจุดศูนย์กลางการแพร่ระบาดคือ เมืองอู่ฮั่น มนฑลหูเป่ย รวมไปถึงประเทศอื่นๆ ที่มีรายงานการระบาดรุนแรง ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อิหร่าน สหรัฐอเมริกาทางตะวันตกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของอิตาลี

All places with a major coronavirus outbreak are located along a corridor with a similar climate, scientists say. Illustration: Inkstone/Tom Leung

การศึกษาครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างนักวิจัยจากสหรัฐฯ และอิหร่าน เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา

พวกเขาอาจนำโมเดลนี้ไปใช้คาดการณ์พื้นที่หรือภูมิภาคอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดรุนแรงต่อไป นักวิจัยกล่าวและเสริมว่า ในการศึกษาครั้งนี้ ไม่ได้วิเคราะห์ปัจจัยเรื่องกิจกรรมของมนุษย์ เช่น กาาเดินทางและระบบสาธารณสุข และจากโมเดลนี้ นักวิจัยคาดว่า เมืองใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดรุนแรง ได้แก่ ลอนดอน ปราก ฮัมบูร์ก แวนคูเวอร์ นิวยอร์อก และเคียฟ

แต่ถ้าอุณภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงในพื้นที่เหล่านี้อาจลดลง การศึกษาครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการศึกษาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์อื่น ๆ และเชื้อไวรัสไข้หวัดในมนุษย์ที่แพร่เป็นฤดูกาล

ข้อสังเกตหนึ่งในงานวิจัยครั้งนี้คือ เมืองที่ไม่มีการแพร่ระบาดของไวรัสเลย อยู่ในเขตพื้นที่ที่อุณภูมิเท่ากับศูนย์องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า ซึ่งอาจเป็นข้อมูลสำหรับการศึกษาในอนาคตต่อไป

การศึกษาก่อนหน้านี้ โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซุนยัดเซน เมืองกวางโจว ประเทศจีน รายงานว่า การแพร่ของเชื้อโคโรนาไวรัสลดลงเมื่ออุณภูมิสูงขึ้น สอดคล้องกับรายงานของนักวิทยาศาสตร์ในกรุงปักกิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ที่อยู่ในเขตอุณหภูมิและความชื้นต่ำมีโอกาสแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนามากกว่าพื้นที่ที่อยู่ในเขตอุณภูมิและความชื้นสูง

ในช่วงนี้ ประเทศในแถบซีกโลกเหนือกำลังเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ อุณหภูมิโดยทั่วไปในซีกโลกเหนือจะค่อยๆ สูงขึ้น ส่งผลให้อากาศเย็นถอยขึ้นไปทางเหนือเป็นผลให้กลุ่มประเทศที่อยู่ในเขตดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่เสี่ยง ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของนักวิจัยชาวโปรตุเกสที่ได้พัฒนาแบบจำลองสภาพภูมิอากาศรายเดือนที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของโคโรน่าไวรัส และพบว่า คนที่อาศัยในเขตอากาศอบอุ่นถึงอากาศหนาวมีความเสี่ยงมากกว่าเขตแห้งแล้งและเขตอากาศร้อนชื้น

แบบจำลองดังกล่าวได้รับการเผยแพร่เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 ซึ่งพัฒนาจากข้อมูลอุณหภูมิพื้นผิวโลกและข้อมูลปริมาณน้ำฝนของแต่ละเดือนในรอบหนึ่งปี พบว่า เขตที่มีสภาพอากาศเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของไวรัสโคโรน่าภายนอกร่างกายมนุษย์ คือบริเวณที่เป็นช่วงรอยต่อระหว่างเขตอากาศอบอุ่นและอากาศหนาว และปัจจุบันสภาพอากาศดังกล่าว มีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปทางทิศเหนือ

จากผลการศึกษา สามารถสรุปได้ว่ามาตรการการกักตัวที่นำมาใช้ในกลุ่มประเทศที่อยู่ในแถบภูมิภาคเขตร้อนจะได้ผลที่ดีกว่ากลุ่มประเทศในเขตอบอุ่นถึงเขตหนาว และภูมิอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่ของไวรัสนอกร่างกายมนุษย์ แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เราต้องระมัดระวัง เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสให้ได้ เช่น ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่ การมีปฏิสัมพันธ์ และพฤติกรรมของมนุษย์

ประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในเขตร้อน หากพิจารณาสภาพอากาศแบบกลางแจ้ง พบว่าเป็นสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวยให้โคโรน่าไวรัสเติบโตได้อย่างเต็มที่หากอยู่นอกร่างกายมนุษย์ ส่งผลให้การแพร่ระบาดไม่รวดเร็วและรุนแรงเหมือนในเมืองในแถบซีกโลกเหนือ  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีความเสี่ยงเลย เพราะสภาวะอากาศในอาคาร หรือห้องปรับอากาศ ก็นับเป็นปัจจัยเสริมให้ไวรัสแพร่กระจายได้

มาถึง ณ วันนี้ อาจเป็นการด่วนสรุปเร็วเกินไปว่า แบบจำลองดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากพัฒนาแบบจำลองขึ้นมาได้ไม่นาน ยังคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการพิสูจน์ความถูกต้อง แต่นักวิจัยได้ให้ความสำคัญกับการตอบสนองในยามวิกฤติที่ต้องการความรวดเร็วเป็นสำคัญ เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ ลดความเสี่ยง ลดการสูญเสีย และลดตัวเลขผู้เสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงส่วนสนับสนุน ที่ยังไม่สามารถหยุดยั้งการระบาดในครั้งนี้ได้ สิ่งสำคัญที่สุด คือ “การลงมือทำ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือหยุดทุกพฤติกรรมเสี่ยงที่จะขยายวงการแพร่ระบาด

บทความนี้ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือจิสด้า


ข้อมูลอ้างอิง

inktonenews – https://www.inkstonenews.com/science/scientists-found-regions-hit-hard-coronavirus-share-similar-climate/article/3075085

Sajadi, M.,Habibzadeh, P., Vintzileos, A., Shokouhi, S., Fernando, M., & Amoroso, A. (2020, March 9). Temperature and Latitude Analysis to Predict Potential Spread and Seasonality for COVID-19 Retrieved March 16, 2020,  papers.ssrn.com

Areajo, M. & Naimi, B.. (2020, March 11). Spread of SARS-CoV-2 Coronavirus likely to be constrained by climate. Retrieved March 15, 2020,  medrxiv.org

Berkeley L. & Noah H. (2020, March 6). It’s a ‘false hope’ coronavirus will disappear in the summer like the flu, WHO says. Retrieved March 15, 2020,  CNBC.com


เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ: จีนแก้ปัญหาไวรัสโคโรนาอย่างไร – รายงานจากองค์การอนามัยโลก

ไวรัสโคโรนา

เรื่องแนะนำ

ระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nervous System)

ระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nervous System: PNS) คือส่วนของระบบประสาทที่แตกแขนงออกมาจากระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System: CNS) ทำหน้าที่รับและส่งกระแสประสาทหรือข้อมูลที่ได้รับจากส่วนต่างๆ ของร่างกายเข้าสู่สมองและไขสันหลัง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการควบคุมและประมวลผล และนำคำสั่งหรือผลของสิ่งเร้าที่ได้จากการประมวลผลส่งต่อไปปฏิบัติยังหน่วยรับความรู้สึกและอวัยวะรับสัมผัสต่างๆ รวมถึงเซลล์ประสาทและเส้นประสาทที่อยู่นอกระบบประสาทส่วนกลาง เพื่อให้ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างถูกต้อง เช่น ความรู้สึกเจ็บปวด ความรู้สึกร้อนและเย็น การรับรู้แรงกดทับที่ผิวหนัง และการเคลื่อนไหวของร่างกาย เป็นต้น องค์ประกอบของระบบประสาทส่วนปลาย เส้นประสาทสมอง (Cranial Nerve) 12 คู่ – ทำหน้าที่รับส่งกระแสประสาทสู่สมองและนำคำสั่งการจากสมองส่งต่อไปยังหน่วยปฏิบัติการ เส้นประสาทไขสันหลัง (Spinal Nerve) 31 คู่ – ทำหน้าที่รับส่งกระแสประสาทสู่ไขสันหลังและนำคำสั่งการจากไขสันหลังส่งต่อไปยังหน่วยปฏิบัติการ เช่น กล้ามเนื้อและต่อมต่างๆ เซลล์ประสาท (Neuron) นอกระบบประสาทส่วนกลาง – ทำหน้าที่รับข้อมูลจากร่างกายและนำส่งไปยังสมองและไขสันหลัง การทำงานของระบบประสาทส่วนปลายจำแนกได้ 2 ลักษณะ คือ ระบบประสาทภายใต้อำนาจจิตใจ หรือระบบประสาทโซมาติก (Somatic Nervous System: SNS) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อโครงร่างที่อยู่ภายใต้อำนาจจิตใจ […]

การพักผ่อน สำคัญกับร่างกายของเราอย่างไร

ไม่เป็นอะไรหรอก ขอเคลียร์งานต่ออีกสักหน่อย เดี๋ยวค่อยนอน พรุ่งนี้ค่อยใช้กาแฟเป็นตัวช่วย หลายคนอาจจะเคยสละเวลาการนอน หรือ การพักผ่อน เพื่อที่จะได้ดูซีรีส์เรื่องโปรด หรือเคลียร์โปรเจ็กต์ หรืองานที่คั่งค้าง แล้วบอกกับตัวเองว่า เดี๋ยวไปกินกาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลังในตอนเช้า ก็ช่วยให้หายง่วงได้ แต่ในทางการแพทย์ชี้ว่า พฤติกรรมเหล่านั้นเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของเรา การพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นปัญหาต่อสุขภาพอย่างไร  อย่างแรก การพักผ่อนไม่เพียงพอจะส่งผลให้ตัวเรานั้นรู้สึกเหนื่อยและเพลียอยู่ตลอดเวลา เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง สมาธิจดจ่อกับงานลดลง ขี้หลงขี้ลืม หรือแม้กระทั่งทำให้หงุดหงิดง่ายขึ้น เหล่านี้เป็นเพียงแค่ผลกระทบในระยะสั้นของการพักผ่อนไม่เพียงพอ ในส่วนของผลกระทบระยะยาวนั้น มีตั้งแต่การเสื่อมสรรถภาพทางเพศ หน้าแก่ก่อนวัยอันควร จนไปถึงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่อไปนี้ โรคที่เกี่ยวกับหัวใจ อย่าง โรคหัวใจ อาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรือ อาการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที อาจจะส่งผลเสียต่ออวัยวะที่สำคัญต่าง ๆ ของร่ายกายได้ เช่น หัวใจ สมอง ไต ตา และ หลอดเลือด เส้นเลือดสมองแตก เบาหวาน สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังประสบปัญหานี้อยู่หรือเปล่า ให้ดูว่าตนเองมีอาการง่วงหงาวหาวนอนในขณะที่ทำกิจกรรมต่อไปนี้อยู่หรือไม่ ตอนนั่งดูทีวี หรืออ่านหนังสือ ขณะกำลังประชุม หรืออยู่ในห้องเรียน นั่งคุยกับใครสักคน นั่งอยู่เฉย ๆ หลังกินข้าวเที่ยงเสร็จ จอดรถติดไฟแดง ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งในอาการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอเท่านั้น […]

World Update: ”ขยะจากมนุษย์” ที่มาจากยานอวกาศ ไปถึงดาวอังคารแล้ว

ภาพใหม่จากนาซาแสดงให้เห็นถึง ”ขยะจากมนุษย์” ที่มาจากยานอวกาศไปถึงดาวอังคารแล้ว ทีมงานผู้ดูแลภารกิจของยานโรเวอร์ ‘เพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance)’ ได้เผยภาพใหม่ผ่านทางทวิตเตอร์ที่ดูเหมือนชิ้นส่วนของผ้าห่มกันความร้อนที่ปกป้องยานจากอุณหภูมิสูงขณะลงจอด แสดงให้เห็นว่าขยะจากมนุษย์ไปถึงดาวอังคารแล้ว อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่แน่ใจว่าขยะชิ้นนี้มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร “น่าแปลกใจที่ชิ้นส่วนนี้ที่นี่” ทีมงานระบุ “ชิ้นส่วนนี้อาจตกลงมาที่นี่หลังจากการลงจอดหรือว่าลมพัดมาที่นี่” เนื่องจากจุดจอดยานห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นความสงสัยเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางการสำรวจดาวอังคาร นี่ไม่ใช่ขยะชิ้นแรกหรือขยะชิ้นเดียวบนดาวอังคาร ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน อินเจนูอิตี้ (Ingenuity) เฮลิคอปเตอร์ลำแรกเพื่อทดสอบการบินบนดาวอังคารได้จับภาพชิ้นส่วนอุปกรณ์ลงจอดของตัวเองและของยานเพอร์เซเวียแรนซ์ที่กลายเป็นขยะถูกทิ้งเช่นเดียวกัน แม้การไปถึงดาวอังคารและการลงจอดของยานอวกาศมากมายจะสร้างแรงบันดาลใจและแสดงให้เห็นถึงความพยายามมากเพียงใดดังที่ เอียน คลาร์ก (Ian Clark) อดีตวิศวกรระบบของยานเพอร์เซเวียแรนซ์กล่าวว่าเป็น “ความพยายามในการลงจอดบนดาวอังคารที่ถูกบันทึกไว้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยกล้องจะแสดงทุกอย่างตั้งแต่การกางตัวของร่มชูชีพไปจนถึงการแตะพื้น”พร้อมกับเสริมว่าระบบต่าง ๆ ทำงานได้อย่างน่าทึ่ง และถึงแม้จะไม่เป็นเช่นนั้น “รูปภาพก็ยังสร้างปรากฏการณ์และสร้างแรงบันดาลใจ” ในการพยายามตามล่าหาสัญญาณของชีวิตจุลินทรีย์โบราณบนดาวอังคาร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ไม่ว่ามนุษย์จะไปที่แห่งใดก็จะมีขยะตามไปด้วย มีความพยายามมากมายในการจัดการกับขยะอวกาศ แต่ก็ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงไปมากนักตั้งแต่มีสนธิสัญญาอวกาศที่เริ่มใช้ในปี 1967 เพราะเป็นอันตรายอย่างมากต่อสถานีอวกาศ นักบินอวกาศที่ปฏิบัติภารกิจ และแม้แต่ดาวเทียมที่โคจรรอบโลกเอง แต่อย่างที่ทราบกันดีว่า การส่งยานขึ้นไปและทิ้งไว้นั้นง่ายกว่าการจัดการขยะหลายเท่า ชิ้นส่วนของภารกิจมากมายจึงถูกทิ้งไว้ทั้งบนดวงจันทร์เช่นโครงการอพอลโล และล่าสุดคือดาวอังคารเพื่อนดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเราเอง สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล Photography by NASA/JPL-Caltech/ASU ที่มา […]