โลกของ คาวบอย เป็นอย่างไร? รู้ได้โดยการชมภาพเก่าอายุเกือบ 100 ปี ของพวกเขา

โลกของคาวบอยเป็นอย่างไร? ชมภาพเก่าอายุเกือบ 100 ปี

โลกของ คาวบอย เป็นอย่างไร? ชมภาพเก่าอายุเกือบ 100 ปี

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2017 ตั้งแต่รัฐเท็กซัสไปจนถึงรัฐไอดาโฮ ประชาชนชาวสหรัฐจำนวนมากพากันเฉลิมฉลองเนื่องในวัน คาวบอย แห่งชาติ หนึ่งในวัฒนธรรมที่กลายเป็นภาพจำอันโด่งดังที่สุดของทวีปอเมริกาเหนือ

รัฐทั้งหมดรวม 12 รัฐจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ นอกจากการแต่งกายเลียนแบบคาวบอยแล้ว ภายในงานยังมีการแสดงดนตรีพื้นบ้าน, การละเล่นพื้นบ้าน และอาหารอีกมากมาย

ชุดภาพถ่ายที่นำมาให้คุณผู้อ่านชมนี้ เป็นภาพถ่ายสีครั้งแรกของกลุ่มคาวบอยในสหรัฐ ทุกภาพผ่านการใช้เทคนิค Autochrome ด้วยการใช้อณูแป้งมันย้อมสี ทำหน้าที่เป็นไมโครฟิลเตอร์ ทาไว้ด้านบนของสารไวแสง เพื่อสร้างภาพสีขึ้นมาจากภาพถ่ายเก่า

คาวบอย
สองคาวบอยหนุ่มพักผ่อนอยู่ที่ฟาร์มแห่งหนึ่ง ในบันเดอร์รา ฮิล รัฐเท็กซัส ปี 1928
คาวบอย
แฟชั่นของคาวบอยสาว จากเมืองฟอร์ตเวิร์ท รัฐเท็กซัส ปี 1928
คาวบอย
คาวบอยสาวแสดงให้น้องสาวของเธอเห็นว่าควรจับเชือกอย่างไร ที่ฟาร์มแห่งหนึ่งในเมืองฟอร์ตเวิร์ท รัฐเท็กซัส ปี 1928
คาวบอย
คนขายขนมปังชาวเม็กซิกันกับตะกร้าขนมปังของเขา
คาวบอย
แขกสองคนลองแต่งตัวเลียนแบบคาวบอย ในฟาร์มแห่งหนึ่ง ที่รัฐอริโซนา
คาวบอย
คาวบอยวัยรุ่นชื่นชมรองเท้าบู๊ทคู่สวย ในเมืองซานอันโตนิโอ รัฐเท็กซัส ปี 1928
คาวบอย
ชาวไร่สองคนเพลิดเพลินกับกิจกรรมในฟาร์ม ของบันเดอร์รา ฮิล รัฐเท็กซัส
คาวบอย
หญิงชาวไร่จากเมืองฟอร์ตเวิร์ท รัฐเท็กซัส อวดรองเท้าคาวบอยคู่สวย ในปี 1928
คาวบอย
กลุ่มคาวบอยหนุ่มจากเมืองซานอันโตนิโอ ในรัฐเท็กซัส นั่งพักผ่อนริมรั้ว

คาวบอยในภาพไม่ต่างอะไรจากที่คุณจิตนาการไว้ พวกเขาแต่งตัวตามสไตล์คาวบอย สวมหมวกและรองเท้าบู๊ทหนังอันเป็นเอกลักษณ์

คาวบอยกลายเป็นภาพจำและสัญลักษณ์ของดินแดนอเมริกาฝั่งตะวันตก แต่แท้จริงแล้ววัฒนธรรมนี้ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกา

ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 18 เมื่อชาวสเปนเดินทางมาถึงดินแดนที่เป็นเม็กซิโกในปัจจุบัน พวกเขาได้จัดตั้งฟาร์มปศุสัตว์ขึ้น จากนั้นพื้นที่ก็มีขนาดใหญ่ขึ้น และกินอาณาเขตไปถึงพื้นที่ที่กลายเป็นรัฐเท็กซัส, อริโซนา และนิวเม็กซิโกในปัจจุบัน เพื่อรักษาพื้นที่เลี้ยงสัตว์ของพวกเขาเอาไว้ชาวสเปนได้จ้างชาวอเมริกันพื้นเมืองให้ดูแล ในฐานะ บาเควโร (Vaqueros) ซึ่งภาษาสเปนมีความหมายว่า คนขี่ม้าเลี้ยงวัว หรือหมายถึงคาวบอย

หลังสงครามเม็กซิกัน – อเมริกันสิ้นสุดลงในปี 1848 ผู้อพยพจากพื้นที่ฝั่งตะวันออกพากันหลั่งไหลเข้ามาตั้งรกรากในฝั่งตะวันตก ดินแดนที่เคยเป็นของเม็กซิโกก่อนหน้านี้กลับกลายเป็นของสหรัฐอเมริกา และวัฒนธรรมการดูแลปศุสัตว์ก็กลายมาเป็นวัฒนธรรมอันโดดเด่นของชาวละตินอเมริกัน คนดูแลสัตว์พาฝูงวัวนับพันตัวเดินทางจากทางตะวันตกเฉียงใต้ไปยังทางตะวันตกเฉียงเหนือ ส่งผลให้วัฒนธรรมแพร่กระจายไปในหลายรัฐอย่างรวดเร็ว

มาวันนี้แม้จะไม่มีฝูงสัตว์ขนาดใหญ่ให้ดูแลอย่างแต่ก่อนแล้ว แต่คาวบอยยังคงเป็นเอกลักษณ์ของอเมริกาเสมอมา

อ่านเพิ่มเติม : ชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังของเมืองโมซูล“หยุดงาน 1 วันแล้วไป เดินป่า ” ใบสั่งยาแบบใหม่จากหมอๆ ที่เซาต์ดาโกตา

เรื่องแนะนำ

คนรุ่นใหม่ไฮเทคแห่งแอฟริกา

คนรุ่นใหม่ไฮเทคแห่งแอฟริกา วันหนึ่งเมื่อปี 2004 ที่หมู่บ้านเกษตรกรรมเอ็นจิเนียร์ในเคนยา ซึ่งได้ชื่อนี้มาเพราะเคยมีคนอังกฤษเปิดร้านซ่อมเครื่องยนต์กลไกที่นั่น เด็กชายร่างผอมบางผู้มีสายตาสั้นเดินผ่านร้านรับพิมพ์งานแห่งเดียวในหมู่บ้านและเห็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือคอมพิวเตอร์ เด็กชายยืนข้างเครื่องที่ส่งเสียงหึ่งๆ สายตาจับจ้องไปที่คำและตัวเลขบนกระดาษที่ส่งผ่านจากคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ปีเตอร์ คารีอูคี เด็กชายซึ่งเพิ่งย่างเข้าวัยรุ่นได้ค้นพบอนาคตของตนเอง พ่อแม่ของปีเตอร์ซึ่งปลูกกะหล่ำและมันฝรั่งพอยังชีพ  เริ่มกังวลว่าลูกของตนไปขลุกอยู่ที่ร้านพิมพ์งานนานเกินไปไม่มีชาวบ้านเอ็นจิเนียร์คนใดเข้าถึงอินเทอร์เน็ต แม้แต่บ้านที่มีไฟฟ้าใช้ก็มีอยู่ไม่กี่หลัง การเฟื่องฟูของธุรกิจเทคโนโลยีคือแนวคิดอันไกลห่าง  กระนั้น ปีเตอร์ก็ติดใจเสียแล้ว  เมื่อคะแนนสูงลิ่วในระดับประถมศึกษาส่งให้เขาเข้าโรงเรียนมาเซโนอันทรงเกียรติ (ซึ่งมีศิษย์เก่าอย่างบิดาของบารัก โอบามา) ครูให้เขาถือกุญแจห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ซึ่งปีเตอร์จะเข้าไปนั่งเขียนโปรแกรมทั้งคืน พอถึงปี 2010 พ่อมดคอมพิวเตอร์วัย 18 ปีก็เดินทางไปกรุงคิกาลี เมืองหลวงของรวันดา  เขาได้งานออกแบบระบบออกตั๋วอัตโนมัติให้ระบบรถโดยสารประจำทางของที่นั่น  ถึงแม้คิกาลีจะเป็นหนึ่งในเมืองที่สะอาดและปลอดอาชญากรรมที่สุดในแอฟริกา ทว่าระบบขนส่งมวลชนกลับไม่หนีประเทศอื่นๆ  รถประจำทาง (ที่จริงเป็นเพียงรถตู้) ไม่ตรงเวลา  แน่นเป็นปลากระป๋องและช้ายังกับเต่าคลาน  คนเดินทางส่วนใหญ่พึ่งจักรยานยนต์รับจ้างซึ่งขึ้นชื่อเรื่องขับขี่หวาดเสียว อันที่จริงในภูมิภาคซับสะฮาราของแอฟริกา อุบัติเหตุบนท้องถนนคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ไล่ตามเอดส์และมาลาเรียมาติดๆ และสถิติของตำรวจที่คาริอูคีเห็นก็บ่งชี้ว่า  อุบัติเหตุบนท้องถนนราวร้อยละ 80 ในคิกาลีเกี่ยวข้องกับจักรยานยนต์ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้  คาริอูคีกับรูมเมตชื่อ บาร์เร็ตต์ แนช เพื่อนร่วมอุดมการณ์สตาร์ท-อัปจากแคนาดา  จับมือกัน หลังปิดคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปในตอนเย็น คาริอูคีกับแนชจะเดินผ่านย่านเริงรมย์ของคิกาลีไปยังบาร์กลางแจ้งเพื่อนั่งดื่มเบียร์  พลางครุ่นคิดหาคำตอบของคำถามพื้นฐานว่า พวกเขาจะจัดหาบริการจักรยานยนต์รับจ้างที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ […]

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

โบราณวัตถุเปิดเผยถึง “การดำเนินการทูตด้วย เบียร์” ในวันท้ายๆ ของอาณาจักรโบราณ

ชาววารีโบราณดื่มเบียร์ชิชาจากภาชนะที่มีการตกแต่งอย่างประณีต ในงานเลี้ยงพิธีการ ภาพถ่ายโดย KENNETH GARRETT, NAT GEO IMAGE COLLECTION การวิจัยเกี่ยวกับแก้ว เบียร์ ที่ถูกทำลายหลังงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่เมื่อเกือบ 1,000 ปีก่อน แสดงให้เห็นว่าอาณาจักรวารีในเปรูจัดงานฉลองครั้งสำคัญในบริเวณชายขอบของอาณาจักรที่กำลังล่มสลายได้อย่างไร ในราวคริสต์ศักราชที่ 1050 เหล่าชนชั้นนำที่อาศัยอยู่ใน Cerro Baúl ได้จัดงานฉลองเพื่อยุติงานฉลองทั้งมวล Cerro Baúl เป็นเมืองอาณานิคมหน้าด่านซึ่งตั้งอยู่ ณ ชายขอบด้านใต้สุดของอาณาจักรวารี (Wari) ในบริเวณที่ปัจจุบันคือประเทศเปรู ตำแหน่งที่ตั้งบนที่ราบสูงชันและไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาตินับว่าไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะเมื่อเมืองนี้เป็นจุดหมายของงานเฉลิมฉลองอย่างสุรุ่ยสุร่าย และการหมัก เบียร์ เป็นเวลากว่าสี่ศตวรรษที่ผู้นำวารีที่อาศัยอยู่ในเมือง Cerro Baúl ได้จัดงานฉลองร่วมกับทั้งคู่อริของพวกเขาจากอาณาจักร Tiwanaku และผู้นำท้องถิ่นที่อยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรสำคัญทั้งสอง โดยในงานฉลองที่ว่านี้ พวกเขาชื่นชมภาพทิวทัศน์เหนือหุบเขา Moquegua พร้อมกับเอร็ดอร่อยกับอาหารอย่างหนูตะเภา ตัวลามะ และปลา และแน่นอน งานเฉลิมฉลองย่อมต้องมีน้ำเมา พวกเขาดื่มเครื่องดื่มลักษณะคล้ายเบียร์ที่เรียกว่าชิชา (Chicha) กันอย่างหัวราน้ำ ซึ่งเครื่องดื่มดังกล่าวหมักจากข้าวโพดและเม็ดพริกไทย แต่ในงานเฉลิมฉลองครั้งหนึ่งเมื่อ 950 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่อาณาจักรวารีกำลังล่มสลาย เหล่าผู้ร่วมงานได้ปิดการเฉลิมฉลองด้วยการทำลายโรงหมักเบียร์ในสถานที่แห่งนี้ […]

แก้ปัญหากลิ่นฉี่ในที่สาธารณะแบบชาวปารีส

แก้ปัญหากลิ่นฉี่อย่างไรให้อยู่หมัด? เมื่อกรุงปารีสไม่ห้าม แต่กำหนดให้ผู้คนฉี่ในที่สาธารณะให้เป็นที่ ด้วยอุปกรณ์แบบพิเศษที่จะเปลี่ยนฉี่เป็นปุ๋ย

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.