ศาสตร์ ศิลป์ สืบสาน ณ บ้านปลายเนิน แหล่งบ่มเพาะงานศิลป์แผ่นดินสยาม

ศาสตร์ ศิลป์ สืบสาน ณ บ้านปลายเนิน แหล่งบ่มเพาะงานศิลป์แผ่นดินสยาม

ศาสตร์ ศิลป์ สืบสาน ณ บ้านปลายเนิน

แหล่งบ่มเพาะงานศิลป์แผ่นดินสยาม

“เราได้รับทราบว่า โครงการผ่าน EIA [รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม] แล้ว  เรากำลังปรึกษาหารือกับผู้รู้ต่างๆว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง ยอมรับว่าหนักใจ หนักใจมากๆ ค่ะ” ม.ร.ว.กัลยา ติงศภัทิย์ ทายาทรุ่นที่สามแห่งราชสกุลจิตรพงศ์ พูดถึงโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมความสูง 36 ชั้นที่วางแผนจะก่อสร้างห่างจาก “พระตำหนักตึก” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “บ้านปลายเนิน” หรือ “วังคลองเตย” อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ “สมเด็จครู” ต้นราชสกุลจิตรพงศ์ เพียง 23 เมตร

พระตำหนักไทย บ้านปลายเนิน เคยเป็นทั้งที่ประทับและสถานที่ทรงงานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
บ้านปลายเนิน
ภาพมุมสูง พระตำหนักไทย บ้านปลายเนิน

แม้ก่อนหน้านี้จะมีความพยายามของทายาทราชสกุลจิตรพงศ์ในการเจรจากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งฝ่ายราชการและเจ้าของโครงการ รวมถึงมีผู้ร่วมรณรงค์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง change.org เพื่อขอให้ระงับหรือชะลอโครงการออกไปก่อน ทว่าจนถึงปัจจุบันกลับมีแนวโน้มว่าไม่เป็นผล สิ่งหนึ่งที่น่าจะมีส่วนช่วยอย่างยิ่ง คือการสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของบ้านปลายเนินในฐานะ “แหล่งบ่มเพาะงานศิลป์แผ่นดินสยาม” แม้ที่นี่จะยังไม่มีสถานะเป็นโบราณสถานอย่างเป็นทางการก็ตาม

บ้านปลายเนิน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ภาพถ่าย: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

จาก “ครูพักลักจำ” ถึง นายช่างใหญ่ใหญ่แห่งกรุงสยาม”

ม.ร.ว. จักรรถ จิตรพงศ์  ทายาทรุ่นที่สามผู้มีศักดิ์เป็นหลานในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กล่าวถึง “สมเด็จปู่” ว่า พระองค์ไม่เคยทรงศึกษาด้านศิลปะอย่างเป็นทางการ สิ่งที่ทรงทำตั้งแต่ทรงพระเยาว์คือ ทรงสังเกต เรียนรู้ และฝึกฝนด้วยพระองค์เอง เข้าทำนอง “ครูพักลักจำ” กระนั้น ก็เป็นเรื่องน่าทึ่งอย่างยิ่งที่พระอัจฉริยภาพด้านงานศิลป์แขนงต่างๆ ของ “สมเด็จครู” ก็เป็นที่ประจักษ์ในวงกว้าง

ภาพเขียน “พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ” ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงวาดและออกแบบกรอบรูปด้วยพระองค์เอง เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ เล่าถึงภาพนี้ว่า แม้สมเด็จครูจะถูกหล่อหลอมจากศิลปะตามขนบไทยโบราณ แต่ก็ทรงมีความคิดสร้างสรรค์นำสมัย เช่น ในภาพนี้ แทนที่จะทรงวาดพระอินทร์เป็นสีเขียวเข้มตามขนบ พระองค์กลับทรงเลือกใช้สีเขียวเรืองๆ และทรงวาดช้างมีสี่งาเพื่อสื่อถึงความพิเศษ แทนที่จะเป็นช้างสามเศียรแบบช้างเอราวัณทั่วไป ทรงให้เหตุผลว่า วาดอย่างไรก็ออกมาไม่สวย ไม่ลงตัว

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 62 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย ประสูติเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2406 มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าจิตรเจริญ เมื่อเจริญพระชันษาเพียง 5 ปี ก็ทรงเริ่มถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมเชษฐาธิราช

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีหลายกระทรวง เช่น กระทรวงโยธาธิการ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ  ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานศิลปะและงานช่างแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิจิตรศิลป์ สถาปัตยศิลป์  ดุริยางคศิลป์ หรือวรรณศิลป์ ทรงถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งในด้านงานช่างและงานศิลป์อย่างต่อเนื่อง อาทิ การเป็นนายงานควบคุมการปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อเตรียมงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี นอกจากนั้น ยังทรงพระนิพนธ์โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ทรงออกแบบพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเหรียญราชอิสริยาภรณ์ต่างๆ  ทรงเขียนภาพจิตรกรรม และทรงพระนิพนธ์บทเพลงมากมาย อาทิ เพลงเขมรไทรโยค ทั้งยังทรงออกแบบงานสถาปัตยกรรมอย่างพระอุโบสถ ซุ้มรั้ว ประตู พระที่นั่งทรงธรรม วิหารสมเด็จ และศาลาการเปรียญในวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เพื่อน้อมเกล้าฯถวายแด่พระบรมเชษฐาธิราช ครั้นเจริญพระชันษา 42 ปี ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง ก่อนจะกราบถวายบังคมลาออกจากราชการเมื่อ พ.ศ. 2452 ขณะมีพระชันษา 46 ปี ด้วยเหตุผลเรื่องพระพลานามัย ถึงกระนั้นก็ยังทรงงานช่างศิลป์อยู่เป็นนิจ

บ้านปลายเนิน
สมเด็จพะระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบพระอุโบสถจัตรุมุขหลังคาซ้อนลดหลั่นอันสง่างามของวัดเบญจมพบิตรดุสิตวนาราม (ภาพถ่าย: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ล่วงสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ก็ทรงถวายงานรับใช้อย่างใกล้ชิดทั้งงานช่างและงานศิลป์จวบจนสิ้นรัชกาล เป็นต้นว่า ทรงออกแบบพระราชลัญจกรพระวชิระประจำพระองค์ ทรงพระนิพนธ์กาพย์เห่เรือในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตลอดจนทรงออกแบบประติมากรรมพระแม่ธรณีบีบมวยผมซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา เป็นต้น

พระเมรุมาศในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผลงานการออกแบบของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

ครั้นสยามประเทศเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ประกาศเลิกอภิรัฐมนตรีสภา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรีที่ปรึกษาสูงสุดถวายงานแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงล่วงพ้นจากตำแหน่ง ก่อนจะทรงกลับมาดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์ในปีต่อมา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สิ้นพระชนม์อย่างสงบเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2490 ณ ตำหนักตึกในบ้านปลายเนิน ขณะเจริญพระชันษา 83 ปี

ภาพพระอาทิตย์ชักรถบนเพดานพระที่นั่งภาณุมาศจำรูญในรัชกาลที่ห้า (พระที่นั่งบรมพิมานในปัจจุบัน) ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของศิลปะไทยร่วมสมัย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงร่างแบบขึ้น นายคาร์โล ริโกลี ศิลปินชาวอิตาลี เป็นผู้ขยายแบบและระบายสีภาพ

องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) ได้ยกย่องพระองค์ในฐานะ ”บุคคลสำคัญของโลก” เมื่อ พ.ศ. 2506  ทุกปีเมื่อถึงวันที่ 28 เมษายน ซึ่งเรียกกันว่า ”วันนริศ” สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินยังบ้านปลายเนิน สถานที่ประทับสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เพื่อทรงร่วมบรรเลงดนตรีไทยเพื่อรำลึกถึง ”สมเด็จครู” ผู้ทรงเป็นนายช่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

รู้จักบ้านปลายเนิน

ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกราบถวายบังคมลาออกจากราชการเมื่อ พ.ศ. 2452 เนื่องจากทรงประชวรด้วยโรคพระหทัยโตและโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง  เจ้าพระยาเทเวศรวงษ์วิวัฒน์ ผู้ที่เป็นทั้งพระญาติและมิตร ได้ชักชวนให้เสด็จมาพักตากอากาศที่ตำบลคลองเตย เนื่องจากที่นี่มีอากาศโปร่งบริสุทธิ์  พระองค์จึงทรงหาซื้อที่นาริมคลองมาแปลงหนึ่งและปลูกสร้างตำหนักจนแล้วเสร็จเมื่อปี 2457 ในที่สุดพระองค์ก็ทรงย้ายจากที่ประทับเดิม คือ วังท่าพระ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยศิลปากร) มาประทับที่ตำหนัก ณ ตำบลคลองเตยและทรงเรียกตำหนักที่ประทับนี้ว่า “บ้านปลายเนิน” และคนทั่วไปมักเรียกว่า “วังคลองเตย”

สมเด็จครูที่ตำหนักไทย บ้านปลายเนิน
บ้านปลายเนิน
ตำหนักตึก บ้านปลายเนิน ในบั้นปลายพระชนม์ชัพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงย้ายมาประทับที่ตำหนักแห่งนี้จนสิ้นพระชนม์ในห้องบรรทมบนชั้นสอง

ปัจจุบัน บ้านปลายเนินเป็นที่พำนักของทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ และยังเป็นสถานที่ตั้งของมูลนิธินริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อมอบรางวัลนริศรานุวัดติวงศ์ หรือ “รางวัลนริศ” เพื่อให้เกียรติและสนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่นิสิต นักศึกษาและนักเรียนจากทั่วประเทศ ในการศึกษา เรียนรู้ และวิจัยศิลปไทยทุกประเภท ทั้งคีตศิลป์ นาฏศิลป์ จิตรกรรม และสถาปัตยกรรม มาเป็นเวลามากกว่า 50 ปี  เพื่อส่งเสริมศิลปินที่มีความรู้ความสามารถให้สืบสานงานศิลป์คู่กับแผ่นดินไทยต่อไป

ทายาทบ้านปลายเนินเปิดตำหนักไทย ซึ่งเคยเป็นที่ประทับและสถานที่ทรงงานของสมเด็จครู ให้ประชาชนทั่วไป เข้าชมในวันที่ 29 เมษายนของทุกปี และได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดย “วันนริศ” ปี พ.ศ. 2560 มีประชาชนเดินทางมาชมตำหนักไทยมากกว่า 2,000 คน

ทายาทรุ่นที่สี่ (รุ่นเหลน) ของสมเด็จครูวางผังแม่บทอนาคตของบ้านปลายเนินด้วยการจัดทำทะเบียนภาพแบบร่างฝีพระหัตถ์ของสมเด็จครู ศิลปวัตถุโบราณที่ทรงสะสม และข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันส่วนพระองค์ อีกทั้งเตรียมการซ่อมแซมและอนุรักษ์อาคารสำคัญภายในบริเวณวังคลองเตย ได้แก่ ตำหนักไทย ตำหนักตึก เรือนคุณย่า และเรือนละคร ด้วยความตั้งใจว่าจะได้อนุรักษ์และปรับปรุงอาคารทั้งหมดเพื่อเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ศูนย์เรียนรู้ และสถานที่อบรมที่สาธารณชนทั่วไปสามารถเข้าชมและศึกษาได้ในวันข้างหน้า

่บ้านปลายเนิน
ตัวอย่างภาพร่างและลายพระหัตถ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ทายาทรุ่นที่สี่แห่งราชสกุลจิตรพงศ์ หวังจะจัดทำระเบียนเพื่ออนุรักษ์ และนำออกแสดงให้สาธารณชนได้ชมและศึกษาในอนาคต
บ้านปลายเนิน
หัวโขน (สันนิษฐานว่าเป็นทศกัณฐ์) ซึ่งเป็นสมบัติส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นส่วนหนึ่งของศิลปวัตถุจำนวนมากที่ยังคงได้รับการเก็บรักษาไว้ที่ตำหนักตึก บ้านปลายเนิน ทายาทรุ่นที่สี่หวังจะจัดทำระเบียนเพื่ออนุรักษ์ และนำออกแสดงให้สาธารณชนได้ศึกษาในอนาคต

โครงการที่ได้เริ่มแล้วคือการซ่อมตำหนักไทย ทีมสถาปนิกอนุรักษ์ นำโดยดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี ทำงานร่วมกับรุกขกร นักออกแบบระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ภูมิสถาปนิกและวิศวกรงานระบบระบายน้ำ ทุกคนตั้งใจที่จะทำให้เสร็จพร้อมจัดงานวันนริศในปี พ.ศ. 2562

* ขอบคุณข้อมูลและภาพถ่ายบางส่วนจากบ้านปลายเนิน และทายาทรุ่นที่สามและสี่แห่งราชสกุลจิตรพงศ์


อ่านเพิ่มเติม

เมืองไทยในอดีต : ภาพเก่าสยามประเทศจากคลังภาพ National Geographic

เรื่องแนะนำ

ตำนาน แมวกวัก และความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของแมวในญี่ปุ่น

ด้วยลักษณะท่าทางที่เชิญชวนจากการยกอุ้งเท้าและหูสีแดงที่ตั้งแหลม แมวกวัก เครื่องลางที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีนี้ได้นำมาซึ่งโชคลาภมาแล้วหลายศตวรรษ สำหรับคนอเมริกันอาจรู้จักกันในนาม แมวกวักจีน ซึ่งนำมาประดับตกแต่งอย่างแพร่หลายตามชุมชนคนจีนหรือคนเอเชียรอบโลก แต่ตุ๊กตาปั้นแสนน่ารักนี้ไม่ได้มาจีนแต่อย่างไร เพราะ แมวกวัก มาจากญี่ปุ่น ชื่อมาเนคิเนโกะในภาษาญี่ปุ่น (แปลตรงตัวว่า ‘แมวกวัก’) ด้วยลักษณะที่ชูมือ (อุ้งเท้า) ขึ้น หูสีแดงตั้งแหลม เหรียญและเครื่องประดับอื่นๆ มาเนคิเนโกะได้นำมาซึ่งโชคลาภและความร่ำรวยมาแล้วหลายทศวรรษ ซึ่งตำนวนความเชื่อนี้เริ่มต้นจากญี่ปุ่น แมวตัวโปรด มีตำนานหนึ่งเริ่มต้นมาจากแมวตัวหนึ่งที่เกิดในวัดโกโทคุจิ ในช่วงยุคเอโดะ (1603–1868) ตามประวัติของวัดกล่าวไว้ว่า ในขณะที่ไดเมียว (ตำแหน่งเจ้าเมืองของญี่ปุ่น) อี นาโอทากะ กำลังเดินทางเพื่อล่าเหยี่ยว เขารอดจากการถูกฟ้าผ่าเมื่อแมวของเจ้าอาวาสของวัดอย่างเจ้าทามะกวักมือเรียกเขาให้เข้าไปในวัดโกโทคุจิ ด้วยความซาบซึ้งที่แมวได้ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาจึงสร้างให้แมวเป็นนักบุญของวัดและให้มีการสร้างศาลเจ้าของแมวนับตั้งแต่นั้น ทุกวันนี้ พื้นที่อันเงียบสงบของวัดโกโทคุจิเต็มไปด้วยรูปปั้นแมวกวักนับพันตัวในขนาดที่ต่างกัน ผู้มาเยือนต่างเข้ามาเพื่อชมแมวกวักสีขาวที่เรียงรายอยู่ มักปั้นเป็นรูปแมวญี่ปุ่นหางสั้นอันเป็นสายพันธุ์ที่มักปรากฏในตำนานท้องถิ่น และต่างมาขอพรเพื่อความโชคดี ใกล้กับย่านอาซากุสะในโตเกียว มีตำนานหนึ่งของศาลเจ้าอิมาโดะ ซึ่งถือเป็นที่มาของศาลเจ้าแมวกวักอีกแห่งหนึ่ง ในปี 1852 หญิงชราผู้หนึ่งที่อาศัยในย่านอิมาโดะนั้นมีฐานะยากจน และไม่สามารถเลี้ยงดูแมวที่เธอเลี้ยงไว้ได้จนจำต้องปล่อยแมวตัวนั้นทิ้ง และในคืนนั้น แมวตัวนั้นได้เข้ามาในฝันของหญิงชราและพูดว่า “หากเธอทำตุ๊กตารูปของฉัน ฉันจะนำโชคลาภมาให้เธอ” หญิงชราทำตามคำแนะนำของแมวตัวนั้นด้วยการปั้นเซรามิกรูปแมวและนำไปขายที่ประตูหน้าศาลเจ้า แมวตัวนั้นรักษาคำสัญญา ตุ๊กตาแมวเซรามิกเริ่มได้รับความนิยมจนช่วยหญิงชราผู้นั้นให้หลุดพ้นจากความยากจนในที่สุด แต่ไม่ว่าตำนานใดจะเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริง แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้เลยว่า: แมวคือสิ่งนำโชคลาภ […]

คนรุ่นใหม่ไฮเทคแห่งแอฟริกา

คนรุ่นใหม่ไฮเทคแห่งแอฟริกา วันหนึ่งเมื่อปี 2004 ที่หมู่บ้านเกษตรกรรมเอ็นจิเนียร์ในเคนยา ซึ่งได้ชื่อนี้มาเพราะเคยมีคนอังกฤษเปิดร้านซ่อมเครื่องยนต์กลไกที่นั่น เด็กชายร่างผอมบางผู้มีสายตาสั้นเดินผ่านร้านรับพิมพ์งานแห่งเดียวในหมู่บ้านและเห็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือคอมพิวเตอร์ เด็กชายยืนข้างเครื่องที่ส่งเสียงหึ่งๆ สายตาจับจ้องไปที่คำและตัวเลขบนกระดาษที่ส่งผ่านจากคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ปีเตอร์ คารีอูคี เด็กชายซึ่งเพิ่งย่างเข้าวัยรุ่นได้ค้นพบอนาคตของตนเอง พ่อแม่ของปีเตอร์ซึ่งปลูกกะหล่ำและมันฝรั่งพอยังชีพ  เริ่มกังวลว่าลูกของตนไปขลุกอยู่ที่ร้านพิมพ์งานนานเกินไปไม่มีชาวบ้านเอ็นจิเนียร์คนใดเข้าถึงอินเทอร์เน็ต แม้แต่บ้านที่มีไฟฟ้าใช้ก็มีอยู่ไม่กี่หลัง การเฟื่องฟูของธุรกิจเทคโนโลยีคือแนวคิดอันไกลห่าง  กระนั้น ปีเตอร์ก็ติดใจเสียแล้ว  เมื่อคะแนนสูงลิ่วในระดับประถมศึกษาส่งให้เขาเข้าโรงเรียนมาเซโนอันทรงเกียรติ (ซึ่งมีศิษย์เก่าอย่างบิดาของบารัก โอบามา) ครูให้เขาถือกุญแจห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ซึ่งปีเตอร์จะเข้าไปนั่งเขียนโปรแกรมทั้งคืน พอถึงปี 2010 พ่อมดคอมพิวเตอร์วัย 18 ปีก็เดินทางไปกรุงคิกาลี เมืองหลวงของรวันดา  เขาได้งานออกแบบระบบออกตั๋วอัตโนมัติให้ระบบรถโดยสารประจำทางของที่นั่น  ถึงแม้คิกาลีจะเป็นหนึ่งในเมืองที่สะอาดและปลอดอาชญากรรมที่สุดในแอฟริกา ทว่าระบบขนส่งมวลชนกลับไม่หนีประเทศอื่นๆ  รถประจำทาง (ที่จริงเป็นเพียงรถตู้) ไม่ตรงเวลา  แน่นเป็นปลากระป๋องและช้ายังกับเต่าคลาน  คนเดินทางส่วนใหญ่พึ่งจักรยานยนต์รับจ้างซึ่งขึ้นชื่อเรื่องขับขี่หวาดเสียว อันที่จริงในภูมิภาคซับสะฮาราของแอฟริกา อุบัติเหตุบนท้องถนนคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ไล่ตามเอดส์และมาลาเรียมาติดๆ และสถิติของตำรวจที่คาริอูคีเห็นก็บ่งชี้ว่า  อุบัติเหตุบนท้องถนนราวร้อยละ 80 ในคิกาลีเกี่ยวข้องกับจักรยานยนต์ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้  คาริอูคีกับรูมเมตชื่อ บาร์เร็ตต์ แนช เพื่อนร่วมอุดมการณ์สตาร์ท-อัปจากแคนาดา  จับมือกัน หลังปิดคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปในตอนเย็น คาริอูคีกับแนชจะเดินผ่านย่านเริงรมย์ของคิกาลีไปยังบาร์กลางแจ้งเพื่อนั่งดื่มเบียร์  พลางครุ่นคิดหาคำตอบของคำถามพื้นฐานว่า พวกเขาจะจัดหาบริการจักรยานยนต์รับจ้างที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ […]

วัฒนธรรมเบื้องหลังถุงขอบคุณที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในไชน่าทาวน์

"ถุงขอบคุณ" คือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมแห่งไชน่าทาวน์ของอเมริกา ทว่าท่ามกลางปัญหาสิ่งแวดล้อม บรรดานักออกแบบรุ่นใหม่พยายามเปลี่ยนถุงเหล่านี้ให้สามารถใช้งานซ้ำได้ แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าทางจิตใจไม่เปลี่ยนแปลง

ยินดีต้อนรับสู่โรงพยาบาลตุ๊กตาที่ยังคงเปิดทำการ

ยินดีต้อนรับสู่โรงพยาบาลตุ๊กตาที่ยังคงเปิดทำการ “ทุกๆ วันผู้คนจะถามเราว่าได้เก็บเจ้าสาวของชัคกี้ไว้ไหม” Manuela Cutileiro “ศัลยแพทย์ตุ๊กตา” ประจำโรงพยาบาล de Bonecas ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1830 ในย่าน Praça da Figueira อันแสนจอแจของกรุงลิสบอน เมืองหลวงประเทศโปรตุเกสกล่าว สถานที่แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น โรงพยาบาลตุ๊กตา ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงตั้งอยู่ที่เดิมและเปิดทำการ ที่นี่รับรักษาตุ๊กตาทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาพลาสติก, ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ, ตุ๊กตาโลหะ, ตุ๊กตาไม้, ตุ๊กตาผ้า มั่นใจได้ว่าทุกตุ๊กตาจะมีชีวิตใหม่ที่งดงาม สำหรับกระบวนการคืนชีวิตใหม่ให้ตุ๊กตานั้นใช้เวลาร่วม 4 เดือน หลายครั้งตุ๊กตาเหล่านี้เข้ามายังโรงพยาบาลด้วยสภาพอันน่าสยดสยอง เช่น ใบหน้าแหว่ง, แขนแตกร้าว หรือดวงตาหายไป ตั้งแต่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบจากเยอรมันที่ตกแต่งอย่างปรานีต ไปจนถึงตุ๊กตาสีดำที่ผลิตขึ้นเมื่อปี 1915 ในแองโกลา Cutileiro อดีตครูโรงเรียนประถมศึกษา หมดความรู้สึกหวาดกลัวบรรดาผู้ป่วยของเธอ  “เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับตุ๊กตาตัวไหนเป็นพิเศษค่ะ” เธอกล่าว “ที่นี่ทุกตุ๊กตามีคุณค่าเหมือนกัน” เมื่อเดินทางมาถึงตุ๊กตาจะถูกติดแทกที่ระบุวันที่เข้ารับการรักษาและอาการป่วย พวกมันจะได้นอนพักในกล่องเล็กๆ ที่เจ้าหน้าที่เรียกกันว่าเตียงเพื่อรอรับการรักษา ใกล้ๆ กันนั้นมีตู้ที่เต็มไปด้วยอะไหล่มากมายไม่ว่าจะเป็น แขน ขา ดวงตา หรือแม้แต่เส้นผมที่จะถูกเลือกใช้ การทำงานที่ละเอียดและต้องอาสัยความเพียรพยายามนี้ส่งผลให้พวกเขาได้รับใบรับรองจาก Fundaçao […]