ศาสตร์ ศิลป์ สืบสาน ณ บ้านปลายเนิน แหล่งบ่มเพาะงานศิลป์แผ่นดินสยาม

ศาสตร์ ศิลป์ สืบสาน ณ บ้านปลายเนิน แหล่งบ่มเพาะงานศิลป์แผ่นดินสยาม

ศาสตร์ ศิลป์ สืบสาน ณ บ้านปลายเนิน

แหล่งบ่มเพาะงานศิลป์แผ่นดินสยาม

“เราได้รับทราบว่า โครงการผ่าน EIA [รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม] แล้ว  เรากำลังปรึกษาหารือกับผู้รู้ต่างๆว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง ยอมรับว่าหนักใจ หนักใจมากๆ ค่ะ” ม.ร.ว.กัลยา ติงศภัทิย์ ทายาทรุ่นที่สามแห่งราชสกุลจิตรพงศ์ พูดถึงโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมความสูง 36 ชั้นที่วางแผนจะก่อสร้างห่างจาก “พระตำหนักตึก” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “บ้านปลายเนิน” หรือ “วังคลองเตย” อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ “สมเด็จครู” ต้นราชสกุลจิตรพงศ์ เพียง 23 เมตร

พระตำหนักไทย บ้านปลายเนิน เคยเป็นทั้งที่ประทับและสถานที่ทรงงานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
บ้านปลายเนิน
ภาพมุมสูง พระตำหนักไทย บ้านปลายเนิน

แม้ก่อนหน้านี้จะมีความพยายามของทายาทราชสกุลจิตรพงศ์ในการเจรจากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งฝ่ายราชการและเจ้าของโครงการ รวมถึงมีผู้ร่วมรณรงค์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่าง change.org เพื่อขอให้ระงับหรือชะลอโครงการออกไปก่อน ทว่าจนถึงปัจจุบันกลับมีแนวโน้มว่าไม่เป็นผล สิ่งหนึ่งที่น่าจะมีส่วนช่วยอย่างยิ่ง คือการสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของบ้านปลายเนินในฐานะ “แหล่งบ่มเพาะงานศิลป์แผ่นดินสยาม” แม้ที่นี่จะยังไม่มีสถานะเป็นโบราณสถานอย่างเป็นทางการก็ตาม

บ้านปลายเนิน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ภาพถ่าย: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

จาก “ครูพักลักจำ” ถึง นายช่างใหญ่ใหญ่แห่งกรุงสยาม”

ม.ร.ว. จักรรถ จิตรพงศ์  ทายาทรุ่นที่สามผู้มีศักดิ์เป็นหลานในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กล่าวถึง “สมเด็จปู่” ว่า พระองค์ไม่เคยทรงศึกษาด้านศิลปะอย่างเป็นทางการ สิ่งที่ทรงทำตั้งแต่ทรงพระเยาว์คือ ทรงสังเกต เรียนรู้ และฝึกฝนด้วยพระองค์เอง เข้าทำนอง “ครูพักลักจำ” กระนั้น ก็เป็นเรื่องน่าทึ่งอย่างยิ่งที่พระอัจฉริยภาพด้านงานศิลป์แขนงต่างๆ ของ “สมเด็จครู” ก็เป็นที่ประจักษ์ในวงกว้าง

ภาพเขียน “พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ” ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงวาดและออกแบบกรอบรูปด้วยพระองค์เอง เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ เล่าถึงภาพนี้ว่า แม้สมเด็จครูจะถูกหล่อหลอมจากศิลปะตามขนบไทยโบราณ แต่ก็ทรงมีความคิดสร้างสรรค์นำสมัย เช่น ในภาพนี้ แทนที่จะทรงวาดพระอินทร์เป็นสีเขียวเข้มตามขนบ พระองค์กลับทรงเลือกใช้สีเขียวเรืองๆ และทรงวาดช้างมีสี่งาเพื่อสื่อถึงความพิเศษ แทนที่จะเป็นช้างสามเศียรแบบช้างเอราวัณทั่วไป ทรงให้เหตุผลว่า วาดอย่างไรก็ออกมาไม่สวย ไม่ลงตัว

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 62 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับพระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย ประสูติเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2406 มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าจิตรเจริญ เมื่อเจริญพระชันษาเพียง 5 ปี ก็ทรงเริ่มถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมเชษฐาธิราช

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีหลายกระทรวง เช่น กระทรวงโยธาธิการ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ  ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานศิลปะและงานช่างแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิจิตรศิลป์ สถาปัตยศิลป์  ดุริยางคศิลป์ หรือวรรณศิลป์ ทรงถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งในด้านงานช่างและงานศิลป์อย่างต่อเนื่อง อาทิ การเป็นนายงานควบคุมการปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อเตรียมงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี นอกจากนั้น ยังทรงพระนิพนธ์โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ทรงออกแบบพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเหรียญราชอิสริยาภรณ์ต่างๆ  ทรงเขียนภาพจิตรกรรม และทรงพระนิพนธ์บทเพลงมากมาย อาทิ เพลงเขมรไทรโยค ทั้งยังทรงออกแบบงานสถาปัตยกรรมอย่างพระอุโบสถ ซุ้มรั้ว ประตู พระที่นั่งทรงธรรม วิหารสมเด็จ และศาลาการเปรียญในวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เพื่อน้อมเกล้าฯถวายแด่พระบรมเชษฐาธิราช ครั้นเจริญพระชันษา 42 ปี ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง ก่อนจะกราบถวายบังคมลาออกจากราชการเมื่อ พ.ศ. 2452 ขณะมีพระชันษา 46 ปี ด้วยเหตุผลเรื่องพระพลานามัย ถึงกระนั้นก็ยังทรงงานช่างศิลป์อยู่เป็นนิจ

บ้านปลายเนิน
สมเด็จพะระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงออกแบบพระอุโบสถจัตรุมุขหลังคาซ้อนลดหลั่นอันสง่างามของวัดเบญจมพบิตรดุสิตวนาราม (ภาพถ่าย: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ล่วงสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ก็ทรงถวายงานรับใช้อย่างใกล้ชิดทั้งงานช่างและงานศิลป์จวบจนสิ้นรัชกาล เป็นต้นว่า ทรงออกแบบพระราชลัญจกรพระวชิระประจำพระองค์ ทรงพระนิพนธ์กาพย์เห่เรือในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตลอดจนทรงออกแบบประติมากรรมพระแม่ธรณีบีบมวยผมซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา เป็นต้น

พระเมรุมาศในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผลงานการออกแบบของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

ครั้นสยามประเทศเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้ประกาศเลิกอภิรัฐมนตรีสภา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรีที่ปรึกษาสูงสุดถวายงานแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงล่วงพ้นจากตำแหน่ง ก่อนจะทรงกลับมาดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์ในปีต่อมา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สิ้นพระชนม์อย่างสงบเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2490 ณ ตำหนักตึกในบ้านปลายเนิน ขณะเจริญพระชันษา 83 ปี

ภาพพระอาทิตย์ชักรถบนเพดานพระที่นั่งภาณุมาศจำรูญในรัชกาลที่ห้า (พระที่นั่งบรมพิมานในปัจจุบัน) ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของศิลปะไทยร่วมสมัย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงร่างแบบขึ้น นายคาร์โล ริโกลี ศิลปินชาวอิตาลี เป็นผู้ขยายแบบและระบายสีภาพ

องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) ได้ยกย่องพระองค์ในฐานะ ”บุคคลสำคัญของโลก” เมื่อ พ.ศ. 2506  ทุกปีเมื่อถึงวันที่ 28 เมษายน ซึ่งเรียกกันว่า ”วันนริศ” สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินยังบ้านปลายเนิน สถานที่ประทับสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เพื่อทรงร่วมบรรเลงดนตรีไทยเพื่อรำลึกถึง ”สมเด็จครู” ผู้ทรงเป็นนายช่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

รู้จักบ้านปลายเนิน

ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกราบถวายบังคมลาออกจากราชการเมื่อ พ.ศ. 2452 เนื่องจากทรงประชวรด้วยโรคพระหทัยโตและโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง  เจ้าพระยาเทเวศรวงษ์วิวัฒน์ ผู้ที่เป็นทั้งพระญาติและมิตร ได้ชักชวนให้เสด็จมาพักตากอากาศที่ตำบลคลองเตย เนื่องจากที่นี่มีอากาศโปร่งบริสุทธิ์  พระองค์จึงทรงหาซื้อที่นาริมคลองมาแปลงหนึ่งและปลูกสร้างตำหนักจนแล้วเสร็จเมื่อปี 2457 ในที่สุดพระองค์ก็ทรงย้ายจากที่ประทับเดิม คือ วังท่าพระ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยศิลปากร) มาประทับที่ตำหนัก ณ ตำบลคลองเตยและทรงเรียกตำหนักที่ประทับนี้ว่า “บ้านปลายเนิน” และคนทั่วไปมักเรียกว่า “วังคลองเตย”

สมเด็จครูที่ตำหนักไทย บ้านปลายเนิน
บ้านปลายเนิน
ตำหนักตึก บ้านปลายเนิน ในบั้นปลายพระชนม์ชัพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงย้ายมาประทับที่ตำหนักแห่งนี้จนสิ้นพระชนม์ในห้องบรรทมบนชั้นสอง

ปัจจุบัน บ้านปลายเนินเป็นที่พำนักของทายาทในราชสกุลจิตรพงศ์ และยังเป็นสถานที่ตั้งของมูลนิธินริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อมอบรางวัลนริศรานุวัดติวงศ์ หรือ “รางวัลนริศ” เพื่อให้เกียรติและสนับสนุนค่าใช้จ่ายแก่นิสิต นักศึกษาและนักเรียนจากทั่วประเทศ ในการศึกษา เรียนรู้ และวิจัยศิลปไทยทุกประเภท ทั้งคีตศิลป์ นาฏศิลป์ จิตรกรรม และสถาปัตยกรรม มาเป็นเวลามากกว่า 50 ปี  เพื่อส่งเสริมศิลปินที่มีความรู้ความสามารถให้สืบสานงานศิลป์คู่กับแผ่นดินไทยต่อไป

ทายาทบ้านปลายเนินเปิดตำหนักไทย ซึ่งเคยเป็นที่ประทับและสถานที่ทรงงานของสมเด็จครู ให้ประชาชนทั่วไป เข้าชมในวันที่ 29 เมษายนของทุกปี และได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดย “วันนริศ” ปี พ.ศ. 2560 มีประชาชนเดินทางมาชมตำหนักไทยมากกว่า 2,000 คน

ทายาทรุ่นที่สี่ (รุ่นเหลน) ของสมเด็จครูวางผังแม่บทอนาคตของบ้านปลายเนินด้วยการจัดทำทะเบียนภาพแบบร่างฝีพระหัตถ์ของสมเด็จครู ศิลปวัตถุโบราณที่ทรงสะสม และข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันส่วนพระองค์ อีกทั้งเตรียมการซ่อมแซมและอนุรักษ์อาคารสำคัญภายในบริเวณวังคลองเตย ได้แก่ ตำหนักไทย ตำหนักตึก เรือนคุณย่า และเรือนละคร ด้วยความตั้งใจว่าจะได้อนุรักษ์และปรับปรุงอาคารทั้งหมดเพื่อเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ศูนย์เรียนรู้ และสถานที่อบรมที่สาธารณชนทั่วไปสามารถเข้าชมและศึกษาได้ในวันข้างหน้า

่บ้านปลายเนิน
ตัวอย่างภาพร่างและลายพระหัตถ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ทายาทรุ่นที่สี่แห่งราชสกุลจิตรพงศ์ หวังจะจัดทำระเบียนเพื่ออนุรักษ์ และนำออกแสดงให้สาธารณชนได้ชมและศึกษาในอนาคต
บ้านปลายเนิน
หัวโขน (สันนิษฐานว่าเป็นทศกัณฐ์) ซึ่งเป็นสมบัติส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นส่วนหนึ่งของศิลปวัตถุจำนวนมากที่ยังคงได้รับการเก็บรักษาไว้ที่ตำหนักตึก บ้านปลายเนิน ทายาทรุ่นที่สี่หวังจะจัดทำระเบียนเพื่ออนุรักษ์ และนำออกแสดงให้สาธารณชนได้ศึกษาในอนาคต

โครงการที่ได้เริ่มแล้วคือการซ่อมตำหนักไทย ทีมสถาปนิกอนุรักษ์ นำโดยดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฐิติวุฒิ ชัยสวัสดิ์อารี ทำงานร่วมกับรุกขกร นักออกแบบระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ภูมิสถาปนิกและวิศวกรงานระบบระบายน้ำ ทุกคนตั้งใจที่จะทำให้เสร็จพร้อมจัดงานวันนริศในปี พ.ศ. 2562

* ขอบคุณข้อมูลและภาพถ่ายบางส่วนจากบ้านปลายเนิน และทายาทรุ่นที่สามและสี่แห่งราชสกุลจิตรพงศ์


อ่านเพิ่มเติม

เมืองไทยในอดีต : ภาพเก่าสยามประเทศจากคลังภาพ National Geographic

เรื่องแนะนำ

เป้าหมายสีเขียวของดูไบ

เรื่อง โรเบิร์ต คุนซิก ภาพถ่าย ลูกา โลกาเตลลี เพื่อดื่มด่ำกับความหลุดโลกของดูไบ นครที่ซึ่งแท่งคอนกรีต กระจก และเหล็กกล้า ผุดขึ้นราวดอกเห็ด และแผ่ขยายท่ามกลางผืนทรายอันร้อนแล้งของทะเลทรายอาหรับในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา คุณอาจเริ่มจากการลองไปเล่นสกีดูก่อน เมื่อมองจากด้านนอกศูนย์การค้าเดอะมอลล์ออฟดิเอมิเรตส์ ทางลาดของลานสกีดูราวกับยานอวกาศสีเงินที่ปักลงไปในพื้น เมื่อเข้าไปด้านใน คุณอาจเดินเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนมชื่อดัง แล้วค่อยผลักประตูกระจกเข้าไปยังลานสกีดูไบ เสื้อยืดคอกลมที่ระลึกที่ผมซื้อมามีภาพวาดการ์ตูนเป็นภาพเทอร์มอมิเตอร์หน่วยเป็นองศาเซลเซียส เขียนว่า “ฉันเปลี่ยนจาก +50 เป็น -8” จะว่าไปก็ไม่ได้รู้สึกหนาวถึงขนาดนั้นเมื่ออยู่บนลานสกี แต่อุณหภูมิภายนอกในดูไบอาจสูงเกือบ 50 องศาเซลเซียสได้ในฤดูร้อน ความชื้นยิ่งชวนให้อึดอัดเพราะอยู่ใกล้ทะเล แต่แทบไม่มีฝนเลย ดูไบมีปริมาณฝนน้อยกว่า 100 มิลลิเมตรต่อปี และไม่มีแม่น้ำที่อยู่ถาวร อีกทั้งแทบไม่มีผืนดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก แล้วถิ่นฐานบ้านเรือนแบบไหนถึงจะเหมาะกับสถานที่เช่นนี้  ดูไบเคยเป็นหมู่บ้านประมงและเมืองท่าค้าขายที่ทั้งเล็กและยากจนมาหลายร้อยปี แล้วการเติบโตอย่างพรวดพราดจากน้ำมันและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็เปลี่ยนโฉมที่นี่ให้กลายเป็นเมืองแห่งเส้นขอบฟ้าที่เต็มไปด้วยผลงานด้านสถาปัตยกรรมอันน่าอัศจรรย์  และยังมีท่าอากาศยานที่มีผู้ใช้มากที่สุดเป็นอันดับสามของโลกอีกด้วย “ถ้าจะพูดกันถึงความยั่งยืนแล้วละก็ คุณคงไม่มาสร้างที่นี่หรอกครับ” ยานุส โรสตอก สถาปนิกคนสำคัญจากโคเปนเฮเกนผู้มาตั้งรกรากที่นี่ บอก ทว่านครแห่งความยั่งยืนนี่แหละ คือเป้าหมายที่รัฐบาลดูไบประกาศว่า ต้องการจะสร้างให้สำเร็จ ดูไบกับความยั่งยืนอย่างนั้นหรือ รอให้น้ำท่วมหลังเป็ดก่อนเถอะ คุณอาจคิดในใจ ช่วงปีแห่งความเติบโตเหล่านั้นทำให้ดูไบกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้นเหลือ อันเป็นผลพวงจากการมีพลังงานฟอสซิลราคาถูก […]

เลือดข้นความรู้เข้ม! การเก็บลายนิ้วมือบนวัตถุพยาน

เลือดข้นความรู้เข้ม! การเก็บลายนิ้วมือบนวัตถุพยาน ในกลางศตวรรษที่ 18 ก่อนที่โลกจะรับรู้ว่า “ลายนิ้วมือ” ของมนุษย์เรานั้นไม่มีใครมีรอยเหมือนกันเลย อาชญากรที่พ้นโทษไปแล้วและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้มักเปลี่ยนรูปลักษณ์หน้าตา และทรงผมของพวกเขาให้ต่างจากเดิม ทว่ามีหลักเกณฑ์หนึ่งที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้คือ “มานุษยมิติ” (Anthropometry) คิดค้นขึ้นโดย อัลโฟงส์ แบร์ติยอง (Alphonse Bertillon) นักอาชญาวิทยาชาวฝรั่งเศส ด้วยแนวคิดที่ว่ามนุษย์แต่ละคนมีขนาดสัดส่วนของอวัยวะต่างๆ ไม่เท่ากัน และการวัดส่วนสูง ความยาวลำตัว ความกว้างของหัว ความยาวเมื่อเหยียดแขน สีปาก สีตา ไปจนถึงลักษณะจมูกและคิ้ว ฯลฯ สามารถใช้เป็นหลักฐานประกอบการชี้ตัวบุคคลได้ หลังแนวคิดดังกล่าวถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายไม่นาน วิธีการระบุตัวอาชญากรนี้กลับก่อความสับสนเมื่อนักโทษใหม่มีขนาดของร่างกายตรงกับนักโทษเก่าที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันมาก่อน ฉะนั้นในเวลาต่อมาแนวคิดนี้จึงถูกลบล้างไป ต่อมาในทศวรรษ 1890 Sir William Herschel ข้าราชการอังกฤษในอินเดียค้นพบว่ารอยประทับนิ้วมือบนสัญญากู้ยืมเงินสามารถนำมาระบุอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคลได้ อันที่จริงการใช้รอยนิ้วมือยืนยันตัวเกิดขึ้นมานานแล้ว ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีการพบหลักฐานลายนิ้วมือประทับลงบนเอกสารเก่าแก่ของจีนอายุ 220 ปีก่อนคริสต์กาล และในจักรวรรดิโรมันเองมีบันทึกเกี่ยวกับการสะสางคดีความคืนความบริสุทธิ์ให้แก่ชายตาบอด เมื่อรอยฝ่ามือที่ประทับบนคราบเลือดได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ใช่ฝีมือของเขา ลายนิ้วมือคือส่วนของผิวหนังที่นูนขึ้นมาจนมองเห็นเป็นลายเส้น แม้ความสูงและร่องลึกของมันจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทว่าวิวัฒนาการที่มีขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มความฝืดในการยืดจับ และเพิ่มประสิทธิภาพของประสาทสัมผัสนี้กลับทรงพลังอย่างน่าทึ่งในการระบุอัตลักษณ์ของบุคคล เพราะบนโลกใบนี้ไม่มีใครที่มีลายนิ้วมือเหมือนกันเลยแม้แต่ฝาแฝดก็ตาม อันที่จริงในทางสถิติ จากการศึกษาของ Sir Francis Galton บุคคลแรกที่พบว่าลายนิ้วมือเป็นลักษณะเฉพาะตัวชี้ว่ามีโอกาสที่คนๆ […]

ผู้พิทักษ์ท้องทะเล

ประวัติศาสตร์การประมงในคาบสมุทรบาฮากาลีฟอร์เนีย ประเทศเม็กซิโก เป็นตำนานซึ่งมีทั้งรุ่งเรืองและโรยรา ตอนที่จอห์น สไตน์เบ็ก นักเขียนชื่อดัง มาเยือนคาบสมุทรแห่งนี้เมื่อปี 1940 เขารู้สึกทึ่งกับความหลากหลายทางชีวภาพอันเหลือเชื่อ ทั้งกระเบนราหูฝูงใหญ่ ดงหอยมุก และเต่าที่มีอยู่มากมายเสียจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่นี่เล่าว่า คุณสามารถเดินข้ามทะเลได้โดยเหยียบไปบนกระดองเต่า แต่หลังจากหลายทศวรรษของการทำประมงเกินขนาด ภูมิภาคแถบนี้กำลังประสบกับการล่มสลายของอุตสาหกรรมประมง ในพื้นที่สองสามแห่ง ชุมชนเล็กๆเริ่มคิดหาวิธีรักษาทรัพยากร ในที่สุดแนวคิดของพวกเขาก็แพร่หลาย จากเรื่องราวความสำเร็จที่กระจัดกระจายเหล่านี้ เราพอจะมองเห็นกฎหรือข้อกำหนดห้าข้อซึ่งถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ข้อแรก จะเป็นการดีถ้าพื้นที่นั้นตั้งอยู่ค่อนข้างโดดเดี่ยวโดยมีชุมชนเพียงหนึ่งหรือสองแห่งใช้ประโยชน์ ข้อที่สอง ชุมชนต้องมีทรัพยากรมูลค่าสูง ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์เป็นข้อกำหนดข้อที่สาม ข้อที่สี่ ชาวประมงต้องมีวิธีหาเลี้ยงชีพระหว่างที่ทรัพยากรกำลังฟื้นตัว และข้อสุดท้าย ชุมชนต้องร้อยรัดอยู่ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ในบาฮา หลายชุมชนแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อกำหนดเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งของทรัพยากรมูลค่าสูงสามารถเห็นและสัมผัสได้ในลากูนาซานอิกนาเซียว เลียบชายฝั่งลงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ย้อนหลังไปเมื่อปี 1972 ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า ฟรันซิสโก มาโยรัล กำลังจับปลาตรงบริเวณที่เขาจับตามปกติในลากูน เขามักติดไม้พายไปด้วยเพื่อใช้ตีลำเรือเมื่อใดก็ตามที่วาฬสีเทาว่ายเข้ามาใกล้เกินไป ทุกคนคิดว่าวาฬสีเทาเป็นสัตว์อันตรายไม่นานวาฬตัวหนึ่งก็เข้ามาใกล้เรือของเขาด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้ได้ มาโยรัลเอื้อมมือออกไปสัมผัสตัวมันอย่างกล้าๆ กลัวๆ วาฬเอียงตัวเข้าหาและยอมให้เขาลูบเนื้อตัวและผิวหนังเรียบนุ่มของมัน พอถึงปลายทศวรรษ 1980 มาโยรัลและชาวประมงคนอื่นๆก็นำนักท่องเที่ยวไปชมวาฬคราวละหลายสิบคน ไม่มีสถานที่ใดที่กุญแจความสำเร็จข้อที่สาม นั่นคือความจำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ จะชัดเจนมากไปกว่าในกาโบปุลโม ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงซบเซาใกล้ปลายคาบสมุทรบาฮา […]

15 ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร

หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกที่ยังทรงชนม์ชีพอยู่ ชมภาพถ่ายประวัติศาสตร์แห่งการครองราชย์ยาวนาน 66 ปีของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร