ชีวิตภายในห้องพักขนาดเท่าโลง ที่ชาวฮ่องกงเรียกว่า "บ้าน" - National Geographic Thailand

ชีวิตภายในห้องพักขนาดเท่าโลง ที่ชาวฮ่องกงเรียกว่า “บ้าน”

ชีวิตภายในห้องพักขนาดเท่าโลง ที่ชาวฮ่องกงเรียกว่า “บ้าน”

“ในวันนั้นผมกลับบ้านและนอนร้องไห้” เบนนี แลมบรรยายถึงประสบการณ์ที่เขาพบเจอหลังบันทึกชุดภาพถ่ายที่สะท้อนให้เห็นถึงการอยู่อาศัยในฮ่องกง

หลังจาก 4 ปี ของการตระเวนสำรวจแฟลตมากกว่า 100 แห่งในเขตเมืองเก่า แลมเริ่มคุ้นชินกับห้องแบ่งย่อยขนาด 15 ตารางเมตร บ้านพักของชาวฮ่องกงจำนวนมากซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะของ ห้องโลงศพ และในบางครั้งเมื่อเขาพบกับห้องที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ แลมอดไม่ได้ที่จะโพล่งออกมากับเจ้าของห้องเช่าว่า “คุณมีโลงใหญ่กว่าคนอื่นนะเนี่ย!”

“ผมรู้สึกแย่มาก” เขากล่าว “การอาศัยอยู่ในที่แบบนั้นไม่ควรเป็นเรื่องปกติ ผมไม่เข้าใจจริงๆ”

หากคุณเดินทางไปเยือนฮ่องกง เกาะเล็กๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยแสงไฟนีออนจากร้านค้ามากมาย สินค้าแบรนด์เนม, เครื่องประดับ ไปจนถึงสินค้าเทคโนโลยี มีพร้อมทุกสิ่งให้บรรดานักช็อปเลือกสรร เส้นขอบฟ้าของฮ่องกงที่เต็มไปด้วยอาคารสูงระฟ้านี้ ส่งผลให้ฮ่องกงกลายเป็นเมืองสำคัญในฐานะผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แต่ทว่าเบื้องหลังของภาพอันสวยหรูนี้ ชาวฮ่องกงจำนวนราว 200,000 คน ในจำนวนนี้มีเด็กอยู่ประมาณ 40,000 คน ต้องเบียดเสียดอาศัยอยู่ในพื้นที่จำกัดเพียง 15 – 100 ตารางฟุตเท่านั้น

ด้วยประชากรเกือบ 7.5 ล้านคน ที่ดินจำกัดที่ไม่สามารถขยายหรือพัฒนาต่อได้ ทำให้ราคาค่าเช่าที่อยู่อาศัยในฮ่องกงพุ่งทะยาน จนกลายเป็นเมืองที่ค่าเช่าที่อยู่อาศัยแพงที่สุดในโลกเลยทีเดียว ชีวิตที่ถูกกดดันจากราคาค่าเช่าแสนแพง ชาวฮ่องกงหลายหมื่นคนไม่มีทางเลือกอื่น พวกเขาจำต้องอาศัยอยู่ในห้องแคบๆ ที่ซึ่งห้องน้ำ ห้องครัวรวมกันในห้องเดียว, บ้านโลงศพ หรือแม้กระทั่งในกรง ซึ่งหมายถึงห้องแคบๆขนาดเพียง 6 x 3 ฟุต เท่านั้น

“ทุกกิจกรรมตั้งแต่การทำอาหารไปจนถึงนอนหลับ เกิดขึ้นในห้องเล็กๆ” แลมกล่าว ทั้งนี้การสร้างห้องโลงศพถือเป็นเรื่องผิดกกหมาย อย่างไรก็ตามแฟลตขนาด 400 ตารางฟุตนี้จะถูกเจ้าของนำไม้มากั้นห้อง แบ่งย่อยเป็นห้องอีก 20 ห้อง แต่ละห้องคิดค่าเช่าประมาณ 200 ดอลล่าร์ฮ่องกง หรือคิดเป็นเงินไทยราว 850 บาทต่อเดือน พื้นที่ดังกล่าวคับแคบเสียจนไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้

ห้องโลงศพ
บรรดาห้องเช่าเหล่านี้ถูกครอบครองโดยผู้ที่มีรายได้น้อย
ห้องโลงศพ
ในจำนวนนี้เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายวัย แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาเผชิญร่วมกันก็คือ ห้องทั้งหมดเล็กเสียจนไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้

ในชุดภาพถ่ายที่มีชื่อว่า “Trapped” แลมต้องการถ่ายทอดอีกมุมหนึ่งของฮ่องกง ที่ซึ่งแสงไฟนีออนจากศูนย์กลางแห่งการช็อปปิ้ง ไม่สามารถส่องถึงได้ ตัวเขาหวังว่าชุดภาพถ่ายนี้จะกระตุ้นให้ผู้คนหันมามองความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นในฮ่องกง

“คุณอาจสงสัยว่าทำไมเราต้องแคร์ด้วย ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา” แลมเขียนในเฟซบุ๊กเพจของเขา “พวกเขาเป็นคนที่คุณจะพบเจอในทุกวันของชีวิต คนที่เสิร์ฟอาหารให้คุณในร้านอาหาร คนที่รักษาความปลอดภัยให้คุณขณะกำลังช็อปปิ้ง หรือแม้แต่ทำความสะอาดพื้นถนนที่คุณสัญจร สิ่งเดียวที่แตกต่างระหว่างเรากับพวกเขาคือบ้าน นี่คือข้อสงสัยต่อศักดิ์ศรีของความเป็นคน”

หนึ่งในภาพที่ทรงพลังของแลม ชายคนหนึ่งกำลังนอนอยู่บนฟูกภายในห้องโลงศพของเขา ห้องนั้นคับแคบจนเขาไม่สามารถเหยียดขาออกไปได้สุด หัวเข่าข้างที่พับงอของเขาแตะเข้ากับผนังห้อง เขากินถั่วกระป๋องเป็นอาหารมื้อเย็น และดูโทรทัศน์เครื่องเล็กๆ ไปด้วย ในขณะที่เสื้อผ้าแขวนระเกะระกะอยู่ด้านบนเพดาน สำหรับแลม นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนซึ่งรัฐบาลควรเข้ามาแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมทางรายได้ของชาวฮ่องกง

ความกล้าหาญของบรรดาชาย หญิง และหลายครอบครัวที่เปิดประตูห้องต้อนรับ แบ่งปันวิถีชีวิตของพวกเขาให้กับแลมในฐานะคนแปลกหน้า เป็นสิ่งที่เขาประทับใจ ในจำนวนนี้หลายคนรู้สึกอับอายกับสภาพความเป็นอยู่ของตนเอง อย่างไรก็ตามแลมหวังว่าเมื่อภาพถ่ายของเขาแพร่สู่สายตาชาวโลกมากขึ้น จะมีใครสักคนยื่นมือเข้าช่วยเหลือพวกเขา

เรื่อง ซาร่าห์ สแตกค์

ภาพ เบนนี แลม

ห้องโลงศพ
ผู้มีรายได้น้อยราว 200,000 คนเหล่านี้ ถูกกัดกันออกจากการพัฒนาของเมือง
ห้องโลงศพ
ชุดภาพถ่ายเหล่านี้มีขึ้นเพื่อคาดหวังให้ฮ่องกงมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย และคุณภาพชีวิตของชาวเมือง
ห้องโลงศพ
พื้นที่จำกัดส่งผลให้พวกเขาต้องหาวิธีจัดการกับข้าวของของตนเอง
ห้องโลงศพ
Ah Tin อาศัยอยู่บนฟูกที่มีความกว้างเพียง 12 ตารางฟุต เขานอนติดกับสายไฟ ความโศกเศร้าส่งผลให้เขาไม่ค่อยอยากอาหาร และเริ่มกินน้อยลง
ห้องโลงศพ
เหลียงเป็นนักอ่านตัวยง ที่หาได้ยากในสภาพบ้านแบบลูกกรง ตัวเขาทำงานมาหลายอย่าง แต่ในที่สุดเมื่ออายุมากขึ้น ก็ไม่สามารถหางานทำได้อีก ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาในแต่ละวันหมดไปกับการอ่าน หลีกหนีความวุ่นวายของเมืองที่เกิดขึ้นด้านนอก
ห้องโลงศพ
“ฉันยังมีชีวิตอยู่ และถูกล้อมรอบด้วยโลงแบบเดียวกันอีก 4 โลง” หนึ่งในผู้อยู่อาศัยกล่าว
ห้องโลงศพ
บรรดาผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้มีทางเลือกไม่มากนักในชีวิต
ห้องโลงศพ
พื้นที่ 400 ตารางฟุตภายในแฟลต สามารถแบ่งย่อยเป็นห้องโลงศพขนาดเล็กได้ถึง 20 ห้อง
ห้องโลงศพ
ผู้อยู่อาศัยเหล่านี้ตื่นมาพบกับความเป็นจริงอันโหดร้าย ความมั่งคั่งและเงินทองไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะได้ในฮ่องกง
ห้องโลงศพ
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนบ้านแบบลูกกรงลดจำนวนลง แต่ถูกแทนที่ด้วยเตียงและแผ่นไม้ปิดผนึกแทน
ห้องโลงศพ
ห้องแต่ละห้องอยู่ติดกันจนเสียงสามารถทะลุออกไปได้
ห้องโลงศพ
ด้วยอายุมากกว่า 60 ปี หว่องยังคงมีผมที่ดกดำ เพื่อจ่ายค่าเช่าแสนแพงของเขา หว่องทำงานก่อสร้างโดยไม่มีวันหยุด และใช้เวลาว่างไปกับการช่วยเหลือบรรดาคนไร้บ้าน
ห้องโลงศพ
การกั้นห้องย่อยเช่นนี้ เป็นเรื่องผิดกฏหมายในฮ่องกง
ห้องโลงศพ
สมาชิกครอบครัวของ Li Chong พ่อและลูกชายเป็นคนญี่ปุ่น พวกเขาตัวสูง และพบว่าการเดินไปเดินมาในห้องเป็นเรื่องลำบาก
ห้องโลงศพ
ห้องเช่าขนาด 50 ตารางฟุตนี้ เป็นของครอบครัวเหลียง ประกอบด้วยห้องนอน ห้องทานอาหาร และครัวภายในห้องเดียว

 

อ่านเพิ่มเติม

ภาพชีวิตที่แทบไม่ต่างใน เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

 

เรื่องแนะนำ

ชีวิตจะเปลี่ยนไหม หากได้ลองอด

เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในวันแรกของเดือนรอมฎอน เดือนที่ชาวมุสลิมจะพร้อมใจกันถือศีลอดประจำปี ตามปฏิทินของศาสนาอิสลาม เป็นวันเดียวกันกับที่ผมเพิ่งเดินทางถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมมาเยือนประเทศนี้ในรอบปีนี้ และมาเลเซียยังคงมีอะไรใหม่ๆ ให้นักเดินทางอย่างผมประทับใจอยู่เสมอ ในช่วงเย็นผมกับเพื่อนออกไปเดินตลาดนัด ลัดเลาะไปตามถนนคนเดินเรื่อยๆ จนมาถึงย่านที่มีร้านอาหารคับคั่ง ภาพของชาวมาเลเซียนั่งรอรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะเป็นความแปลกใหม่ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ทุกร้านอาหารมีผู้คนแน่นขนัด ทุกคนมีอาหารอยู่ตรงหน้า แต่ยังไม่มีใครเริ่มต้นลงมือกิน พวกเขากำลังรอฟังเสียงประกาศที่จะบอกถึงเวลาละศีลอดจากมัสยิด ถ้าเป็นคุณเองจะคิดอะไรอยู่ในขณะนั้น เมื่อคุณทนหิวมาทั้งวัน อาหารตั้งอยู่ตรงหน้าแค่เอื้อม แต่ไม่สามารถรับประทานได้? เราเลือกศูนย์อาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งเป็นที่ฝากท้องในมื้อเย็นวันนั้น อาหารที่เราสั่งมาพร้อมกับเสียงประกาศจากมัสยิดพอดี แล้วเสียงพูดคุยจอแจก็เบาลง เมื่อทุกคนเริ่มตักอาหารเข้าปาก “ก็ไม่มีใครกินมูมมามนะ” ผมบอกกับเพื่อนคนไทยชาวมุสลิมที่ไปทำงานที่นั่น เขาหัวเราะ ใช่ผมคิดเช่นนั้นจริงๆ กว่า 14 ชั่วโมงที่ไม่มีอาหาร และน้ำตกถึงท้องเลย ภาพจินตนาการของผมพวกเขาควรจะหิวกระหายกว่านี้ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนตีสี่กว่าๆ และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว กว่าเพื่อนของผมจะขุดตัวเองขึ้นจากเตียงให้ลุกไปทำอาหารเช้าได้ ไข่คนปลากระป๋องกับข้าวสวยที่หุงจากไมโครเวฟ เมนูง่ายดายที่สุดเท่าที่จะทำได้ตามประสาชีวิตคนเมือง เพื่อนชวนให้มากินข้าวด้วยกัน แต่ผมปฏิเสธ เพราะไม่ใช่เวลาที่จะมีอาหารตกถึงท้อง ผมนั่งดูเพื่อนกินข้าวไป เล่นโทรศัพท์ไป นับจากนี้ไปอีก 1 เดือน วงจรชีวิตของมันจะกลายเป็นแบบนี้ ตื่นกินข้าวกินน้ำก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและกินดื่มได้อีกทีหลังพระอาทิตย์ตก หลังจบทริปท่องเที่ยวในมาเลเซีย ผมกลับมาเป็นมนุษย์ออฟฟิศเช่นเดิม แต่ความสงสัยในกระบวนการถือศีลอดยังคงติดค้างอยู่ในใจ ร่างกายมนุษย์ได้รับประโยชน์จากการอดอาหารและน้ำเป็นเวลานานติดต่อกันร่วมเดือนได้จริงหรือ? ผมค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ต […]

วันสตรีสากล: มองสตรีผ่านปกเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

วันสตรีสากล: มองสตรีผ่านปกเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กองบรรณาธิการ National Geographic ฉบับภาษาไทย ร่วมเฉลิมฉลองวันสตรีสากล 8 มีนาคม ด้วยการคัดเลือกปกนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในรอบ 130 ปีที่ได้รับเกียรติจากสตรีทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ผู้หญิงคนเล็กคนน้อย เรื่อยไปจนถึงสตรีผู้เรืองนามในประวัติศาสตร์ (เช่น พระแม่มารี, คลีโอพัตรา และฟาโรห์ฮัตเชปสุต) และนักสำรวจหญิงผู้บุกเบิกและขยายพรมแดนแห่งความรู้ให้มนุษยชาติ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ยังทำหน้าที่สะท้อนปัญหาที่ผู้หญิงมากมายทั่วโลกต้องเผชิญ ดังเช่นเรื่องราวของชาร์บัต กุลา เด็กหญิงผู้อพยพชาวอัฟกานิสถาน เจ้าของดวงตามีมนตร์สะกดที่กลายเป็นสัญลักษณ์อันยืนยงของนิตยสารกรอบเหลืองเล่มนี้ และกระทั่งเรื่องราวของเด็กหญิงข้ามเพศที่ปรากฏบนปกนิตยสารฉบับพิเศษว่าด้วยความหลากหลายทางเพศเมื่อไม่นานมานี้ เรายังถ่ายทอดภารกิจของนักสำรวจหญิง ผู้มุ่งมั่นทำงานในสาขาของตน และเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลก เช่นเรื่องราวของเจน กูดอลล์,ไดแอน ฟอสซีย์ และบิรูเต กัลดีกัส เป็นต้น ชมภาพปกแต่ละปกแบบชัดๆ ได้ ที่นี่    อ่านเพิ่มเติม เมื่อเกิดในอัฟกานิสถาน เด็กหญิงบางคนเลือกใช้ชีวิตในร่างเด็กชาย

แพทย์แผนไทย

แพทย์แผนไทย ย้อนหลังไป 50 ปีที่แล้ว  การแพทย์แผนไทยที่หายไปจากท้องถิ่น  การใช้ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ซึ่งเป็นตำราแพทย์ของไทยภาคกลางในการสอบประกอบโรคศิลปะตั้งแต่ พ.ศ. 2479 ทำให้หมอพื้นบ้านจากภาคอื่นๆ ที่มีความรู้เกี่ยวกับการรักษาและสมุนไพรเฉพาะถิ่นสอบตก หยุดรักษา และบางคนอาจถึงกับต้องเผาตำราทิ้ง เพราะกลัวทางการจับกุม จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการล่มสลายของการ แพทย์แผนไทย หากถอยหลังกลับไปไกลกว่านั้น  หลังก่อตั้ง “โรงศิริราชพยาบาล” เมื่อ พ.ศ. 2431 โรงเรียนราชแพทยาลัยเพื่อผลิตแพทย์ก็เกิดขึ้นในอีกสองปีต่อมา ในช่วง 25 ปีแรก มีการเรียนการสอนแพทย์แผนไทยควบคู่ไปกับแพทย์แผนตะวันตก แล้วยุติการสอนแพทย์แผนไทยใน พ.ศ. 2458  การแพทย์แผนไทยจึงจำกัดวงอยู่เฉพาะกลุ่มคนที่เข้าถึงองค์ความรู้และคนที่เข้าไม่ถึงการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่พอมีความรู้การแพทย์พื้นบ้านเท่านั้น แต่ทุกวันนี้  เมื่อหันมาสังเกตรอบตัวจึงพบว่า  สมุนไพรเริ่มกลับมาเป็นของประจำบ้านในรูปบรรจุภัณฑ์ทันสมัย  เมื่อผสมรวมเข้ากับข่าวคราวเกี่ยวกับแพทย์แผนไทยที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ เช่น โครงการเมืองสมุนไพร  การตั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย การให้การบริการแพทย์แผนไทยในระดับตำบล  ก็ชวนให้คิดว่า ยุคนี้เป็นยุคที่การแพทย์แผนไทยกำลังหวนกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง จนฉันอยากเรียกเล่นๆ ว่า เป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของแพทย์แผนไทยเลยทีเดียว พทป. ทวิช ปรีดี  แพทย์แผนไทยประยุกต์ประจำร้านขายยาโพธิเงิน-อภัยภูเบศร โอสถ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าถึงวิธีการรักษาแบบแพทย์แผนไทยของที่นี่ว่า “ตามกระบวนการเริ่มจากซักประวัติ ตรวจร่างกายและวินิจฉัยโรค […]

คนรุ่นใหม่ไฮเทคแห่งแอฟริกา

คนรุ่นใหม่ไฮเทคแห่งแอฟริกา วันหนึ่งเมื่อปี 2004 ที่หมู่บ้านเกษตรกรรมเอ็นจิเนียร์ในเคนยา ซึ่งได้ชื่อนี้มาเพราะเคยมีคนอังกฤษเปิดร้านซ่อมเครื่องยนต์กลไกที่นั่น เด็กชายร่างผอมบางผู้มีสายตาสั้นเดินผ่านร้านรับพิมพ์งานแห่งเดียวในหมู่บ้านและเห็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน นั่นคือคอมพิวเตอร์ เด็กชายยืนข้างเครื่องที่ส่งเสียงหึ่งๆ สายตาจับจ้องไปที่คำและตัวเลขบนกระดาษที่ส่งผ่านจากคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ปีเตอร์ คารีอูคี เด็กชายซึ่งเพิ่งย่างเข้าวัยรุ่นได้ค้นพบอนาคตของตนเอง พ่อแม่ของปีเตอร์ซึ่งปลูกกะหล่ำและมันฝรั่งพอยังชีพ  เริ่มกังวลว่าลูกของตนไปขลุกอยู่ที่ร้านพิมพ์งานนานเกินไปไม่มีชาวบ้านเอ็นจิเนียร์คนใดเข้าถึงอินเทอร์เน็ต แม้แต่บ้านที่มีไฟฟ้าใช้ก็มีอยู่ไม่กี่หลัง การเฟื่องฟูของธุรกิจเทคโนโลยีคือแนวคิดอันไกลห่าง  กระนั้น ปีเตอร์ก็ติดใจเสียแล้ว  เมื่อคะแนนสูงลิ่วในระดับประถมศึกษาส่งให้เขาเข้าโรงเรียนมาเซโนอันทรงเกียรติ (ซึ่งมีศิษย์เก่าอย่างบิดาของบารัก โอบามา) ครูให้เขาถือกุญแจห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ซึ่งปีเตอร์จะเข้าไปนั่งเขียนโปรแกรมทั้งคืน พอถึงปี 2010 พ่อมดคอมพิวเตอร์วัย 18 ปีก็เดินทางไปกรุงคิกาลี เมืองหลวงของรวันดา  เขาได้งานออกแบบระบบออกตั๋วอัตโนมัติให้ระบบรถโดยสารประจำทางของที่นั่น  ถึงแม้คิกาลีจะเป็นหนึ่งในเมืองที่สะอาดและปลอดอาชญากรรมที่สุดในแอฟริกา ทว่าระบบขนส่งมวลชนกลับไม่หนีประเทศอื่นๆ  รถประจำทาง (ที่จริงเป็นเพียงรถตู้) ไม่ตรงเวลา  แน่นเป็นปลากระป๋องและช้ายังกับเต่าคลาน  คนเดินทางส่วนใหญ่พึ่งจักรยานยนต์รับจ้างซึ่งขึ้นชื่อเรื่องขับขี่หวาดเสียว อันที่จริงในภูมิภาคซับสะฮาราของแอฟริกา อุบัติเหตุบนท้องถนนคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ไล่ตามเอดส์และมาลาเรียมาติดๆ และสถิติของตำรวจที่คาริอูคีเห็นก็บ่งชี้ว่า  อุบัติเหตุบนท้องถนนราวร้อยละ 80 ในคิกาลีเกี่ยวข้องกับจักรยานยนต์ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้  คาริอูคีกับรูมเมตชื่อ บาร์เร็ตต์ แนช เพื่อนร่วมอุดมการณ์สตาร์ท-อัปจากแคนาดา  จับมือกัน หลังปิดคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปในตอนเย็น คาริอูคีกับแนชจะเดินผ่านย่านเริงรมย์ของคิกาลีไปยังบาร์กลางแจ้งเพื่อนั่งดื่มเบียร์  พลางครุ่นคิดหาคำตอบของคำถามพื้นฐานว่า พวกเขาจะจัดหาบริการจักรยานยนต์รับจ้างที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ […]