พลัดที่นาคาที่อยู่ สูญสิ้นแม้ความหวัง - National Geographic Thailand

พลัดที่นาคาที่อยู่ สูญสิ้นแม้ความหวัง

“เต้น!” เสียงตะโกนจากเจ้าหน้าที่ทหาร ผู้แกว่งปืนในมือไปยังเด็กหญิงที่กำลังหวาดกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม อฟีฟาเพิ่งจะอายุได้ 14 ปี เธอถูกจับกุมอยู่ในนาข้าวรวมกับเด็กหญิงและผู้หญิงคนอื่นๆ อีกหลายสิบคน ทั้งหมดเป็นชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์โรฮิงญา บรรดาทหารที่บุกรุกหมู่บ้านของพวกเธอในเช้าวันหนึ่งของเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กล่าวว่า พวกเขากำลังตามหาตัวผู้ก่อการร้ายติดอาวุธที่สังหารเจ้าหน้าที่ชายแดนตายไป 9 ราย เด็กผู้ชายและผู้ชายในหมู่บ้านพากันหวาดกลัว ดังนั้นพวกเขาจึงหนีไปซ่อนตัวในป่า และทหารเหล่านี้จึงหันมาข่มขวัญผู้หญิงและเด็กๆ แทน

หลังจากถูกค้นตัว อฟีฟาเห็นทหารลากหญิงสาว 2 คนเข้าไปในทุ่งนาลึก ก่อนที่พวกเขาจะมุ่งความสนใจมาที่เธอ “ถ้าแกไม่เต้น” หนึ่งในนั้นกล่าว แล้วเอานิ้วลากไปที่ลำคอของตัวเอง “เราจะฆ่าเธอ” อฟีฟาร้องไห้น้ำตานองหน้า เธอเริ่มแกว่งตัวไปมา พวกทหารปรบมือเป็นจังหวะ บางคนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปวิดีโอไว้ ผู้บัญชาการของพวกเขาสอดแขนเข้ามาโอบเอวของเธอ

“แบบนี้ดีกว่าใช่ไหม?” เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม

เช้าวันหนึ่ง สมาชิกครอบครัวผิงตัวรอบกองไฟในค่ายพัก Kutupalong ผู้อพยพเหล่านี้สร้างที่พักของเขาจากกิ่งไม้ ใบไม้และแผ่นพลาสติกสีดำ ที่พักหลายหลังของพวกเขาถูกทำลายโดยพายุไซโคลนเมื่อเดือนพฤษภาคม

เหตุการณ์ทำนองนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงล่าสุดที่เกิดขึ้นจากการปราบปรามชาวโรฮิงญาจำนวนกว่า 1.1 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมา สหประชาชาติออกมากล่าวว่า ชาวโรฮิงญาเหล่านี้เป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงมากที่สุดในโลก พวกเขาเป็นชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในประเทศที่พุทธศาสนาเป็นใหญ่ ชาวโรฮิงญาอ้างว่าพวกเขาเป็นชนพื้นเมืองของรัฐยะไข่ และหลายคนก็สืบเชื้อสายมาจากบรรพบรุษที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 แม้พวกเขาจะมีรากเหง้าที่ยาวนาน แต่กฏหมายตั้งแต่ปี 1982 ไม่ได้ให้สิทธิชาวโรฮิงญาเป็นพลเมืองของประเทศ ปัจจุบันพวกเขายังคงมีสถานะเป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย และในบังกลาเทศเองก็รองรับชาวโรฮิงญากว่าครึ่งล้านคนที่หลบหนีเข้าไปอาศัยอยู่

การปะทะกันระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิม เมื่อ 5 ปีก่อน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ส่วนมากอยู่ในรัฐยะไข่หมู่บ้านและมัสยิดหลายแห่งถูกเผาทำลาย ชาวโรฮิงญาจำนวน 120,000 คนถูกบังคับให้ใช้ชีวิตในค่ายพัก ซึ่งควบคุมโดยกองกำลังทหารเมียนมา ที่ปกครองประเทศนี้มานานกว่า 50 ปี ก่อนที่ระบบการปกครองของประเทศจะเริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อปีที่ผ่านมา เมื่อมีรัฐบาลที่มาจากประชาชน

ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุดคือการไล่ล่าปราบปรามผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีเจ้าหน้าที่ชายแดนอย่างป่าเถื่อน รายงานการให้สัมภาษณ์พยาน จากสหประชาชาติและองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนอื่นๆ รวมถึงเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกด้วยเช่นกัน ระบุ ทหารเมียนมาเข่นฆ่า, กักขัง และทำลายหมู่บ้าน และข่มขืนหญิงชาวโรฮิงญาอย่างเป็นระบบ Yanghee Lee เจ้าหน้าที่พิเศษผู้รายงานสิทธิมนุษยชนในเมียนมาเชื่อว่า “มีความเป็นไปได้สูงมาก” ที่การกระทำของพวกเขาจะสามารถจัดอยู่ในอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในรัฐยะไข่ ยังคงไม่สามารถทราบได้ นั่นเป็นเพราะรัฐบาลเมียนมาไม่อนุญาตให้องค์กรอิสระ, นักข่าว หรือองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่ได้อย่างอิสระ ขณะนี้มีเพียงภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นว่าหมู่บ้านของชาวโรฮิงญาถูกเผา คลิปวิดีโอที่ปรากฏบนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นร่างของผู้ใหญ่และเด็กถูกย่างเกรียมนอนอยู่บนซากของอดีตหมู่บ้าน หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนรายงานชาวโรฮิงญาหลายร้อยคนเสียชีวิตจากการปราบปรามนี้ และหนึ่งในความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ความรุนแรงนี้ส่งผลให้เกิดคลื่นผู้อพยพชาวโรฮิงญามากกว่า 75,000 ราย สู่ค่ายผู้อพยพในบังกลาเทศที่แออัด ในจำนวนนี้ 60% เป็นเด็ก (ประมาณตัวเลขคร่าวๆ ชาวโรฮิงญา 20,000 คนหรือมากกว่า หลบหนีออกจากชายแดนเมียนมา)

ด้วยความที่ปราศจากบริการทางการแพทย์ หญิงโรฮิงญาและเด็กทารกที่ขาดสารอาหารนี้จำต้องรอความช่วยเหลือจากองค์การแพทย์ที่ไม่แสวงผลกำไร

ก่อนที่ทหารจะจากหมู่บ้านของอฟีฟาไปในวันนั้น เธอเล่าว่าพวกเขาจุดไฟเผานาข้าว ปล้นบ้าน และยิงวัวกับแพะทั้งหมดทิ้ง ความหวาดกลัวทำให้ครอบครัวของอฟีฟาตัดสินใจแบ่งสมาชิกออกเป็น 2 กลุ่ม หนีไปคนละทิศทาง เพื่อช่วยให้พวกเขาอยู่รอดต่อไปได้ “เราไม่ต้องการจากบ้านมา” โมฮัมหมัด อิสลาม พ่อของอฟีฟากล่าวกับผม ในอีก 5 เดือนต่อมาเมื่อสมาชิกครอบครัวจำนวน 5 ใน 11 คน เดินทางมาถึง  Balukhali ค่ายผู้อพยพในบังกลาเทศ “แต่ทหารมีเพียงเป้าหมายเดียว : กำจัดโรฮิงญาให้หมด”

พวกผู้ชายสวดมนต์ในมัสยิดที่สร้างขึ้นแบบง่ายๆ จากไม้ไผ่ ในค่าย Balukhali ค่ายผู้อพยพในบังกลาเทศ ชาวโรฮิงญาเป็นมุสลิม ที่อาศัยอยู่ในประเทศซึ่งพุทธศาสนาเป็นใหญ่ กลุ่มผู้ประท้วงชาวพุทธได้ลุกขึ้นทำลายและทวีความเกลียดชังแก่ชนกลุ่มน้อยนี้

สถานการณ์ทั้งหมดไม่ควรดำเนินมาถึงจุดนี้ ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน ผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ อองซาน ซูจี กลายมาเป็นผู้นำของเมียนมา บรรดาองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนและแม้แต่ชาวโรฮิงญาเองคาดหวังว่าเธอจะสามารถนำสันติสุขและการประนีประนอมมายังรัฐยะไข่ได้ ลูกสาวของวีรบรุษแห่งเมียนมา นายพลอองซาน เธอได้รับการยกย่องถึงความกล้าหาญในการต่อสู้กับระบอบเผด็จการของประเทศ หลังถูกจองจำในบ้านของตนเองมานาน 15 ปี อองซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติชนะการเลือกตั้งและนำประเทสไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยในปี 2015 (ข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญทำให้เธอไม่สามารถเป็นประธานาธิบดีได้ อองซานแต่งตั้งคนสนิทขึ้นดำรงตำแหน่ง ในขณะที่ตนเองบริหารรัฐบาลในฐานะ “ที่ปรึกษารัฐ”)

“เราหวังไว้สูงมากว่าซูจีและประชาธิปไตยจะนำสิ่งที่ดีมาสู่เรา” มูลาบี จาฟฟา นักบวชมุสลิมวัย 40 ปี และเจ้าของร้านค้าจากหมู่บ้านทางตอนเหนือของเมืองมองดอกล่าวในขณะที่นั่งอยู่เพิงของเขาในค่าย  Balukhali “แต่ทุกอย่างกลับเลวร้ายลง นั่นเป็นอะไรที่น่าประหลาดใจมาก”

เด็กผู้ชายเรียนอัลกุรอ่านภายในค่าย Kutupalong เด็กๆ ชาวโรฮิงญาส่วนใหญ่ในบังกลาเทศไม่ได้รับการศึกษาเนื่องจากพวกเขาเป็นผู้อพยพที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน

แม้จะมีชื่อเสียงด้านการทำงานเพื่อสิทธิมนุษยชน แต่ดูเหมือนว่าซูจีจะไม่เต็มใจหรือไม่สามารถพูดถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญาได้ เมื่อรายงานการปราบปรามอันโหดร้ายของทหารเมียนมาถูกเผยแพร่เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา เธอออกมากล่าว ไม่ใช่การพูดถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสมของทหาร แต่เป็นการตำหนิการกระทำของสหประชาชาติและกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่กระตุ้นความไม่พอใจให้เกิดขึ้นทั่วโลก จากการฟังคำบอกเล่าของชาวโรฮิงญาที่หลบหนีเข้าไปในบังกลาเทศ มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย เธอกล่าว “ถ้าทุกคนมุ่งนำเสนอไปที่แง่ลบของสถานการณ์” อองซาน ซูจียังไม่ได้เดินทางไปเยี่ยมพื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ แต่ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เธอกล่าวว่า “ฉันไม่คิดว่ามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้น”

ความนิยมในตัวอองซาน ซูจี ยังคงมีอยู่ในเมียนมา ประเทศที่ประชากรกว่า 90% เป็นชาวพุทธ และกองกำลังทหารยังคงมีอำนาจ แต่บทบาทของเธอในการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ กำลังทำให้ชื่อเสียงของเธอต้องมัวหมอง ถึงขนาดที่ว่าผู้ได้รับรางวัลโนเบลจำนวน 13 คนร่วมกันเขียนจดหมายประณามความล้มเหลวของเธอในการปกป้องสิทธิของชาวโรฮิงญา “เช่นเดียวกับหลายประเทศในประชาคมโลก เราคาดหวังจากซูจีมากกว่านี้” กล่าวโดย แมตธิว สมิท ผู้ร่วมก่อตั้ง Fortify Rights กลุ่มสิทธิมนุษยชนที่มีที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร “เธออยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองที่ละเอียดอ่อนมานานหลายปี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะทำเงียบเฉยหรือปฏิเสธหลักฐานกองเท่าภูเขาที่อยู่ตรงหน้าได้ ทหารกำลังเข่นฆ่าประชาชน และไม่มีใครออกมารับผิดชอบ”

โรฮิงญาจากหมู่บ้าน Shaplapur ผู้ทำงานเป็นชาวประมง ช่วยกันออกเรือจากฝั่งเตรียมที่จะหาปลาในเวลากลางคืน
Nur Haba กำลังตากปลาให้แห้ง เธอทำงานและอาศัยอยู่ที่ค่าย Kutupalong มานานกว่า 10 ปี เธอมีลูก 4 คนกับสามี และทั้งหมดไม่สามารถหางานทำได้

ทางรัฐบาลเมียนมาเองตั้งคณะกรรมการขึ้น 3 คณะเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ แต่ไม่มีคณะกรรมการที่มาจากองค์กรอิสระ รายงานจากการตรวจสอบของทหารถูกเผยแพร่ออกมาในเดือนพฤษภาคม ประกาศถึงความบริสุทธิ์ของกองกำลังทหารเมียนมา เว้นเพียงแต่เหตุการณ์สองสามเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ เช่น หนึ่งในทหารขอยืมมอเตอร์ไซต์ของชาวบ้านไปโดยไม่ได้ขออนุญาต สมาชิกของคณะกรรมการสอบถามหาข้อเท็จจริงว่าทหารเมียนมาได้ข่มขืนหญิงชาวโรฮิงญาจริงหรือไม่ ด้านทหารเมียนมาเองระบุพวกเขาไม่สามารถทำแบบนั้นได้เนื่องจากชาวโรฮิงญานั้น “สกปรก” เกินไป รายงานชิ้นสุดท้ายของการตรวจสอบถูกเปิดเผยเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ยืนยัน “ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ถึงการก่ออาชญากรรมและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” อองซาน ซูจี ระบุรัฐบาลของเธอจะยอมรับคำแนะนำจากแค่โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการแห่งสหประชาชาติ ตัวรายงานมีกำหนดส่งภายในเดือนนี้ อย่างไรก็ตามหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้คือการให้คำแนะนำด้านนโยบายไม่ใช่การสืบสวนหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สหประชาชาติมีภารกิจใหม่ในการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา ซึ่งรวมถึงในรัฐยะไข่ด้วย รัฐบาลของอองซาน ซูจีปฏิเสธที่จะให้วีซ่าแก่สมาชิกของพวกเขา “เราไม่ยอมรับเรื่องนี้” เธอกล่าว  โดยระบุภารกิจนี้จะยิ่งทวีความรุนแรงระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิม When Lee เจ้าหน้าที่พิเศษจากสหประชาชาติเดินทางกลับไปยังเมียนมาในเดือนกรกฎาคม เธอเข้าพบกับซูจีด้วยบรรยากาศอบอุ่น ก่อนที่เธอจะถูกปิดกั้นการเข้าถึง ตลอดจนข่มขู่พยานที่จะให้ข้อมูล ยุทธวิธีนี้เคยถูกใช้ในสมัยการปกครองของทหารมาก่อน “ก่อนหน้านี้นักสิทธิมนุษยชน, นักข่าว และประชาชนถูกจับตามอง ติดตาม ตั้งคำถาม ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่” เธอกล่าว

Nur Ayesha เล่าว่าเธอถูกทหารเมียนมาเผาที่ใบหน้า ในขณะที่พวกเขาบุกรุกบ้านของเธอ เธอได้รับการรักษาบาดแผลที่ค่าย Kutupalong
Nurul Amain ผู้อพยพในค่าย Kutupalong ถูกยิงเข้าที่แขนซ้ายหลายครั้ง ในที่สุดแพทย์ตัดสินใจตัดแขนของเขาออก

อฟีฟา พ่อของเธอ และพี่น้องจำนวนหนึ่งใช้เวลา 5 เดือนไปกับการหลบหนีในเมียนมา ส่วนใหญ่แล้วพวกเขาอาศัยอยู่ในป่าเพื่อหลบซ่อนตัวจากบรรดาทหาร และมีหลายวันที่ไม่มีอาหารตกถึงท้องเลย ในความพยายามครั้งแรกของพวกเขาที่จะข้ามแม่น้ำ Naf แม่น้ำที่แบ่งแยกระหว่างเมียนมาและบังกลาเทศ เรือลาดตระเวนชายแดนของเมียนมาเปิดฉากยิงใส่เรือของพวกเขา กระสุนสังหารผู้อพยพไปหลายคน และในอีก 3 เดือนถัดมา พวกเขาก็ลองเสี่ยงข้ามแม่น้ำดูอีกครั้ง

ผมพบกับอฟีฟาในเดือนมีนาคม ในวันที่ครึ่งหนึ่งของสมาชิกครอบครัวเธอเดินทางมาถึงค่าย Balukhali เรียบร้อยแล้ว ผู้มาใหม่จำนวน 11,000 คนเปลี่ยนผืนป่า ให้เป็นที่อยู่อาศัยด้วยเพิงไม้ไผ่หรือกระท่อมผ้าใบสีดำ อฟีฟายังคงสวมเสื้อสีน้ำตาลเช่นเดียวกับในวันที่เธอถูกบังคับให้เต้นต่อหน้าทหารเมื่อ 5 เดือนก่อน “นี่คือทั้งหมดที่ฉันมี” เธอกล่าว ครอบครัวหนึ่งจากหมู่บ้านใน Maung Hnama ให้อาหารและที่พักแก่พวกเขา แต่อิสลามร้องไห้อยู่เงียบๆ คนเดียว เพราะภรรยาและลูกๆ อีก 5 คนของเขายังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในเมียนมา

ค่ายผู้ลี้ภัยที่ตั้งอยู่ริมชายแดนของบังกลาเทศนี้ อยู่ห่างจากรีสอร์ท Cox’s Bazar เพียงไม่กี่นาที นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมชายหาดและผาถ้ำ พวกเขายิ้มถ่ายภาพเซลฟี่ของตนเอง ในขณะที่ห่างออกไปไม่กี่ไมล์บรรดาผู้อพยพหลายแสนคนกำลังจมอยู่กับความเศร้า

ในตอนท้ายของวัน เด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านบ้านเรือนหลายหลังในค่าย Kutupalong ตรงไปยังสนามเด็กเล่นที่เป็นที่รวมตัวของเด็กๆ หลายคน

โรซินา อัคห์ตา วัย 22 ปี อาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เธอสิ้นหวังที่จะออกไปจากที่นี่ “เราไม่มีหนังสือเดินทาง ไม่มีบัตรประชาชน แล้วเราจะทำอะไรได้?” เธอพยายามให้ความช่วยเหลือผู้มาใหม่ในฐานะผู้ลี้ภัยด้วยกัน “เราไม่สามารถปฏิเสธพวกเขาได้” เธอกล่าว “พวกเขาทั้งหมดคือพี่น้องของเรา” อัคห์ตาช่วยผู้มาใหม่ให้พวกเขาได้รับยา, แผ่นพลาสติกและอาหาร แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ คืองาน ที่นี่ผู้ชายบางคนอาจได้รับมอบหมายงานรายวัน เช่น การหาปลา, ปลูกข้าว หรือทำงานในนาเกลือเพื่อแลกกับค่าจ้างหนึ่งหรือสองดอลล่าร์ต่อวัน ในขณะที่พวกผู้หญิงออกมาเป็นขอทานไปตามท้องถนนนอกค่ายพัก

ใต้ต้นมะเดื่อที่ค่ายพัก Kutupalong ค่ายพักอีกแห่งหนึ่งที่มีผู้อพยพชาวโรฮิงญาจำนวน 30,000 คน บรรดาผู้ที่มาใหม่มารวมตัวกันเพื่อพูดคุยถึงความรุนแรงที่พวกเขาเผชิญในเมียนมา Nur Ayesha หญิงวัย 40 ปี  ดึงผ้าคลุมศีรษะออกเผยให้เห็นรอยแผลเป็นสีขาวทางยาวบนหน้าผาก เธอเล่าว่า ทหารเมียนมาเผาบ้านของพวกเขา ก่อนจะยิงชายและหญิง 6 คนที่มาช่วยทำคลอดเด็กทารกทิ้ง รวมถึงแม่ของเด็กด้วยเช่นกัน

มินารา หญิงสาววัย 18 ปี ในชุดบุรกาสีดำ เล่าถึงสมาชิกครอบครัวที่หายตัวไป ก่อนจะเปิดเผยว่าทหารเมียนมาหลายคนข่มขืนเธอและหญิงสาวในหมู่บ้าน เสียงของเธอแผ่วเบาเหมือนกระซิบ ในขณะที่เราพูดคุยกับ มินาราและเหยื่ออีกหลายคนทำเหมือนกัน นั่นคือพวกเขาเลือกที่จะไม่เปิดเผยนามสกุล และปิดบังใบหน้าไว้ และในตอนท้ายที่สุดเธอพูดว่า “พวกเราหวาดกลัวเหลือเกินที่จะกลับไป”

เด็กๆ เข็นเพื่อที่นั่งอยู่บนรถเข็นไปตามทางในค่ายพัก ที่ซึ่งชาวโรฮิงญาเปิดเป็นร้านค้าและร้านกาแฟ 2 ใน 3 ของผู้อพยพเหล่านี้ที่เดินทางมายังบังกลาเทศล้วนเป็นเด็ก สร้างความกังวลที่พวกเขาจะมีความเสี่ยงต่อการเผชิญกับการค้าแรงงานเด็ก, การแต่งงานก่อนวัยอันควร ไปจนถึงการค้าบริการทางเพศ

บนภูเขาหลังค่าย Balukhali ผมพบกับเด็กหนุ่มวัย 14 ปี ผู้มีนามว่า อาจิม อัลลาห์ เพื่อนของเขากำลังหวีผมให้ อาจิมโชว์แขนซ้ายที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวเพราะกระดูกแตกเป็นเสี่ยงๆ ให้ดู เขาเล่าว่าตำรวจยิงเขาเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อนของเขา 3 คนเสียชีวิตในคืนนั้นจากพิษบาดแผล ในกระท่อมใกล้ๆ กัน ยาสมิน วัย 2 ปี เล่ารายละเอียดวันที่ทหารบุกพังบ้านของเธอในหมู่บ้าน Ngan Chaung และข่มขืนเธอต่อหน้าลูกสาววัย 5 ขวบ “เมื่อลูกสาวของเธอกรีดร้อง พวกเขาชี้ปืนไปที่เธอและบอกว่าพวกเขาจะฆ่าเธอ ถ้าเธอส่งเสียงขึ้นมาอีก” เธอกล่าว สิ่งเลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นเมื่อพวกทหารไปแล้ว เธอออกไปข้างนอกเพื่อตามหาลูกชายวัย 8 ขวบ ที่หลบหนีไปเมื่อทหารบุกเข้ามาในหมู่บ้าน เธอพบร่างของเขานอนอยู่ในทุ่งนา พร้อมด้วยรูกระสุนที่แผ่นหลัง

Molia Banu วัย 60 ปี เดินทางมาถึงค่าย Kutupalong เมื่อ 2 เดือนก่อน เธอและลูกสาว
หลบหนีจากทหารเมียนมาเมื่อพวกเขาเริ่มต้นเผาหมู่บ้าน ตัวเธอยังคงทุกข์ทรมาณจากการผ่าตัดเนื้องอก Banu
ช่วยเหลือครอบครัวของเธอด้วยการออกไปขอทานตามท้องถนน

ปัจจุบันชาวโรฮิงญามากกว่า 500,000 คนอาศัยอยู่ในบังกลาเทศ มีเพียง 32,000 คนเท่านั้นที่ลงทะเบียนอย่างถูกกฏหมาย อย่างไรก็ตามจากรายงานไม่มีชาวโรฮิงญาลงทะเบียนเพิ่มตั้งแต่ปี 1992 เป็นต้นมา จากความพยายามที่มากขึ้นในการป้องกันไม่ให้ชาวโรฮิงญาเข้ามาหลบภัยในบังกลาเทศ แน่นอนว่าด้วยวีธีใดก็ตามแสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ได้ผล ทุกวันนี้มีชาวโรฮิงญาครึ่งล้านคนที่ไม่มีเอกสารกลายมาเป็นผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ พวกเขาไม่มีสิทธิทำงาน ไม่ได้รับการศึกษา และการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน

บังกลาเทศเป็นประเทศยากจนและมีประชากรล้นอยู่แล้ว พวกเขาไม่ได้กระตือรือร้นที่จะต้อนรับชาวโรฮิงญา ความเป็นอยู่ภายในค่ายพักเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่รัฐบาลกลับปฏิเสธความช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆ รวมถึงมีแผนที่จะย้ายผู้ลี้ภัยทั้งหมดให้ไปอยู่อาศัยบนเกาะอันห่างไกลในอ่าวเบงกอล ข้อเสนอที่โหดร้ายนี้มีขึ้นเพื่อขจัดชาวโรฮิงญาให้ออกห่างจาก Cox’s Bazar สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง รวมถึงแผนผลักดันให้ผู้อพยพเหล่านี้เดินทางกลับเมียนมา อย่างไรก็ตามชาวโรฮิงญาจำนวนมากบอบช้ำเกินกว่าจะกลับไปยังรัฐยะไข่ หรือพื้นที่ที่รู้จักกันในนามชื่อประวัติศาสตร์ว่ารัฐอาระกัน หนึ่งในเหยื่อที่ถูกข่มขืนที่ผมมีโอกาสได้พูดคุยด้วยกล่าวถึงคำพูดที่น่าหวาดกลัวจากทหารที่ทำร้ายเธอ เขาเอาแต่พูดซ้ำว่า “พวกแกจะเจอแบบนี้ซ้ำๆ จนกว่าจะออกจากประเทศนี้ไปซะ”

ผู้หญิงและเด็กในค่าย Kutupalong ต่อแถวรับอาหารจากโครงการอาหารโลก

เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้า ชาวโรฮิงญาหลายคน ซึ่งรวมถึงสามีของยาสมินด้วย เสี่ยงชีวิตข้ามทะเลเพื่อไปทำงานก่อสร้างยังมาเลเซียและอินโดนีเซีย ด้วยความที่พวกเขาไม่มีสัญชาติและหนังสือเดินทาง การเดินทางข้ามประเทศจึงเป็นเรื่องผิดกฏหมาย พวกเขาจึงต้องพึ่งนายหน้าผู้ลักลอบค้ามนุษย์ ชะตาชีวิตของพวกเขาตกอยู่ในมือคนกลุ่มนี้ การทุบตีหรือปล่อยให้หิวโซจนตายอาจเกิดขึ้น หากสมาชิกครอบครัวของพวกเขาไม่ได้จ่ายค่าลักลอบในราคาที่สูง การปราบปรามการค้ามนุษย์ทำนองนี้ในเอเชียจะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้เส้นทางดังกล่าวถูกปิด และทำให้ผู้อพยพชายในค่ายพักจนปัญญาที่จะทำมาหากิน ส่วนผสมของความจนตรอกและสิ้นหวังนี้ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าส่งผลให้พวกเขาแสวงหาศรัทธาในศาสนามากขึ้น และนำไปสู่กลุ่มชาวโรฮิงญาติดอาวุธ ในสายตาของคนนอกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้กำลังเป็นสัญญาณไม่ดี Arakan Rohingya Salvation Army กลุ่มก่อการร้ายที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่นี้ มีรายงานว่าพวกเขากำลังชักชวนผู้อพยพชาวโรฮิงญาอื่นๆ ให้เข้าร่วม เพื่อต่อต้านทหารเมียนมาและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

ชาวโรฮิงญาบางคนอาศัยอยู่นอกค่ายพัก เช่นชายคนนี้อาศัยอยู่บริเวณอ่าวเบงกอล ใกล้ต้นไม้ที่ปลูกไว้เพื่อป้องกันแนวกัดเซาะของชายฝั่ง และใกล้โรงแรมที่ติดกับชายหาดซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ครั้งสุดท้ายที่ผมพบกับอฟีฟา เธอกำลังกวาดผืนผ้าใบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าของเธอ บนเนินเขาใกล้กับค่ายพัก ซึ่งเป็นที่พักใหม่ของครอบครัว พ่อของเธอยืมเงินจำนวน 30 ดอลล่าร์สหรัฐมาจากเพื่อนผู้อพยพ เพื่อซื้อแท่งไม่ไผ่สำหรับใช้ในการสร้างบ้าน อิสลาม อดีตครูสอนภาษาอารบิก สวมใส่หมวกสีขาวและเสื้อสีครีมสะอาด เตรียมพร้อมที่จะเข้าพิธี jumu’ah หรือการสวดมนต์ประจำวันศุกร์ และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้ทำพิธีนี้นับตั้งแต่จากหมู่บ้านมาเมื่อ 5 เดือนก่อน

เดินลงมาจากเนินทราย ชายคนหนึ่งในโสร่งนั่งอยู่บนนั่งร้านที่ทำจากไม้ไผ่ เขากำลังก่อสร้างมัสยิดหลังใหม่ของค่าย Balukhali ซึ่งน่าจะใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์กว่าจะเสร็จสิ้น มัสยิดหลังนี้มีใบปาล์มเป็นหลังคา muezzin เจ้าหน้าที่ผู้ประกาศเรียกให้คนมาทำละหมาดเรียกให้คนมารวมตัวกันที่พรมตรงกลางของมัสยิด อิสลามได้ที่ของตนในแถวแรก เค้าโค้งคำนับหน้าอิหม่าม ผู้ยืนอยู่บนม้านั่งพลาสติกสีแดง เวลาผ่านไปเขาเดินกลับออกมาจากมัสยิด ยิ้มให้ผม “ตอนนี้ผมรู้สึกดีขึ้นแล้ว” เขากล่าว

ความทุกข์ยากยังคงดำเนินต่อไป ปลายเดือนพฤษภาคม พายุไซโคลนถล่มพื้นที่ทางตอนใต้ของบังกลาเทศทำลายที่พักของผู้อพยพหลายพันคนในค่าย ไม่มีใครเสียชีวิตในค่าย Balukhali อาหารยังคงเหลืออยู่ ฝนยังตกต่อไปและมีรายงานการปะทะกันรุนแรงจากทั้งสองฝ่ายในรัฐยะไข่เป็นครั้งคราว ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่แน่ใจว่าอฟีฟาและครอบครัวของเธอจะยังมีสถานที่ที่พวกเขาสามารถเรียกว่าบ้านได้อย่างเต็มปากหรือไม่

ดังที่เพื่อนบ้านคนหนึ่งเคยคร่ำครวญ “เรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับเราไม่เคยจบสิ้น”

 

โดย บรู๊ค ลาเมอร์

ภาพถ่าย วิลเลียม ดาเนียล

อ่านเพิ่มเติม : ชีวิตบนรถไฟเส้นทางยาวที่สุดในอินเดีย, เปลี่ยนห้องขังที่ว่างเปล่าให้เป็นบ้านของผู้อพยพ

เรื่องแนะนำ

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง

จากปรัชญาสู่วิถีชีวิต เศรษฐกิจพอเพียง ภาพถ่าย  เริงฤทธิ์ คงเมือง เรื่อง  ศิริพร พรศิริธิเวช บนเนื้อที่ 17 ไร่ภายในสวนสมรม (หรือสมลม — ภาษาถิ่นภาคใต้หมายถึง สวนขนาดเล็กที่ปลูกพืชผลผสมผสาน) ของสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือลุงนิล ในวันนี้ พลุกพล่านไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่แวะเวียนมาทัศนศึกษาและดูงานในศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ทุเรียนต้นใหญ่มีเถาพริกไทยเลื้อยขึ้นไปเกาะออกลูกสีเขียวสดเป็นพวง ขณะที่พื้นใต้ร่มทุเรียนเต็มไปด้วยพืชผลนานาชนิด เช่น กล้วย มังคุด และมะนาวขึ้นเบียดเสียดดูราวป่าดิบชื้น แต่กว่าจะมาเป็นสวนที่สร้างรายได้ไม่ขาดมือ และยังเหลือเผื่อจุนเจือผู้คนในวันนี้ เจ้าของสวนร่างสูงโปร่ง ผิวสีเข้ม และน้ำเสียงถิ่นใต้เป็นเอกลักษณ์ต้องผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างโชกโชน “โธ่…ใครจะไปรู้ ตอนนั้นทุเรียนมันราคาดี” ลุงนิล เท้าความหลัง เมื่อครั้งที่ต้องนั่งกุมขมับกับความล้มเหลวของสวนทุเรียนกว่า 700 ต้นที่เฝ้าทะนุถนอมมาแรมปี แต่จากการขาดความรู้และประสบการณ์ทำให้ประสบกับภาวะขาดทุนจนมีหนี้สินท่วมตัว ด้วยความคิดว่าต้องปลูกทุเรียนอย่างเดียว เพราะทุเรียนราคาดี และเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด ลุงนิลจึงระดมใส่ปุ๋ย อัดฉีดสารเคมีสารพัด ยี่ห้อไหนใครว่าดี ลุงนิลไม่รอช้า หามาประเคนใส่ “ช่วงหลังไม่มีเงินมาลงทุนทำระบบน้ำ ก็เลยตัดสินใจให้นายทุนมาทำสัญญาเหมาสวนทำทุเรียนนอกฤดู ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานเกินรอทุเรียนจะให้ผลผลิต เดี๋ยวก็ได้เงินคืน” ลุงนิลเล่า แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังหวัง เพราะเมื่อหมดสัญญาราคาขายทุเรียนปีนั้นดิ่งลงเหว ซ้ำร้ายเจ้าทุเรียนพระเอกในท้องเรื่องยังมาชิงตายตอนจบ ด้วยการทยอยยืนต้นตายหลายร้อยต้น เพราะพิษสงของสารเคมีที่ระดมใส่หวังจะให้ได้ผลดี ยิ่งไปกว่านั้น ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์และแบ่งบานไปด้วยความฝันของชายวัยกลางคน กลับเปลี่ยนเป็นเนื้อดินแห้งแข็งที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ให้งอกงามดังเดิม ท้ายที่สุด ของแถมจากเหตุการณ์ทั้งมวลนี้ก็คือหนี้สินก้อนโตสองล้านกว่าบาทที่ดูเหมือนจะกองเกลื่อนอยู่ทุกแห่งหนที่ลุงนิลก้าวไป “หมดปัญญา ไม่อยากอยู่แล้ว” เสียงลุงนิลเริ่มสั่นเครือ “ตอนนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้ว แต่ดีที่ลูกชายเดินเข้ามา ก็เลยเก็บปืนไว้ก่อน” ขณะที่ความสิ้นหวังกำลังกัดกินใจดั่งฝูงตั๊กแตนปาทังก้ารุมทึ้งต้นข้าวโพดบนผืนดินแห้งผากอยู่นั้นปาฏิหาริย์ก็บังเกิด กระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่กำลังเผยแพร่ผ่านทางโทรทัศน์ขณะนั้นดังเข้าหูชายผู้สิ้นหวัง สมบูรณ์ ศรีสุบัติ เล่าว่า ”เป็นดั่งหยาดน้ำฝนชโลมใจ” ชายผู้เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ท่องพระราชดำรัสนั้นได้อย่างขึ้นใจว่า …การจะเป็นเสือนั้น ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง…  …ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไป ทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แค่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ ก็จะสามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อน เพราะเดือดร้อน แต่ว่าถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ก็สามารถที่จะแก้ไขได้… ไม่น่าเชื่อว่าพระราชดำรัสไม่กี่ประโยคนั้นจะสามารถหยุดความคิดอันโง่เขลา และกระทั่งให้ชีวิตใหม่แก่สมบูรณ์ ศรีสุบัติ ในห้วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดของชีวิต… ย้อนหลังกลับไป 36 ปี หรือเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความตอนหนึ่งว่า …การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป… นั่นอาจถือเป็นการพระราชทานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก ก่อนที่ปรัชญาดังกล่าวจะมีการนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในอีกกว่า 20 ปีต่อมา ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” อันหนักหนาสาหัส รัฐบาลในขณะนั้นต้องการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อยืนหยัดพึ่งพาตนเองพร้อมไปกับการดำเนินนโยบายสำคัญๆในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาแข็งแกร่งดังเดิมได้อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าแนวคิดที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อหลายสิบปีนั้น จะยังคงใช้ได้ดีและนำสมัยอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตผู้อำนวยการกองประเมินผลและข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่งปัจจุบันลาออกมาเป็นชาวนาและเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และยังดำรงตำแหน่งประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ดร.วิวัฒน์ให้ทรรศนะว่า ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงวางแผนคราวละไม่ต่ำกว่า 50 ปีเสมอ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรอันยาวไกล ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ”ต้มยำกุ้ง” เมื่อสิบกว่าปีก่อน (และตอกย้ำอีกครั้งด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ”แฮมเบอร์เกอร์” ในปัจจุบัน) ได้เกิดปรากฏการณ์ที่คนไทยและหลายประเทศทั่วโลกหันมาสนใจ และนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้อย่างแพร่หลายทั้งในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ในส่วนของประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการบรรจุในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ในส่วนที่ 3 แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 78 (1) ความว่า ”บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ” ขณะที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีคุณูปการทั้งต่อประเทศไทยและนานาประเทศโดยนายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในขณะนั้น ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ในเช้าที่อากาศร้อนอบอ้าวของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาราว 500 กิโลเมตรจากอำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร อันเป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนและสวนสมรมของลุงนิล ฉันเข้ามายืนเก้ๆ กังๆ พร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งที่ผุดขึ้นตามใบหน้าเมื่อแรกก้าวลงจากรถแท็กซี่และค่อยๆหายไปพร้อมสายลมเย็นที่พัดโชยอยู่ตรงหน้าป้อมกองวัง ประตูพระยมอยู่คุ้น ทางเข้าเขตพระราชฐานที่จะเข้าสู่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หากจะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงใช้ทดลองและบ่มเพาะแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงใจกลางกรุงเทพมหานคร คุณศศิภา ตันสิทธิ หญิงสาวตาคม พูดจาฉะฉานเป็นเจ้าหน้าที่งานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทำหน้าที่นำฉันเยี่ยมชมส่วนต่างๆ ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เธอพาฉันผ่านไปตามถนนลาดยางสายเล็กที่ร่มรื่นด้วยแมกไม้ นกหลายชนิดแข่งขันกันส่งเสียงร้อง ขณะที่กระรอกตัวอ้วนพีสองตัววิ่งไล่กันไปตามกิ่งไม้ โดยไม่สนใจผู้คน ห่างออกไปตรงพื้นที่โล่งมีเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวราวสิบคนในชุดเสื้อสีน้ำเงินกำลังสาละวนกับการถอนหญ้าและคัดน้ำเข้าแปลงนาข้าวทดลองที่กำลังปลูกต้นถั่วซึ่งชูยอดเขียวขจี คุณศศิภาเล่าว่า แปลงนาผืนเล็กนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทดลองขับ ”ควายเหล็ก” หรือรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2504 ด้วยพระองค์เอง เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว โดยข้าวพันธุ์แรกที่ปลูกคือ ข้าวพันธุ์หอมนางนวล ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีทำขวัญข้าวหรือขวัญแม่โพสพขึ้น และเมื่อรวงข้าวสุกได้ที่ก็เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง โดยผลผลิตข้าวที่ได้ทรงให้นำไปเก็บรักษาพันธุ์ไว้ที่กรมการข้าวเพื่อใช้ในการเพาะปลูกในปีถัดไป อีกส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หากมองอย่างผิวเผิน บรรยากาศโดยรอบของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ดูไม่ต่างไปจากแปลงไร่นาของเกษตรกรไทยทั่วไปนัก แต่ในบริเวณอื่นๆ จะเป็นอาคารทดลองและโรงงาน ที่นี่มีกิจกรรมการศึกษาและการทดลองมากกว่า 35 โครงการ โดยแบ่งเป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจ อาทิ โครงการป่าไม้สาธิต และโครงการนาข้าวทดลอง กับโครงการกึ่งธุรกิจ อาทิ โครงการโรงโคนมสวนจิตรลดา และโครงการเกี่ยวกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  เป็นต้น นอกเหนือจากกิจกรรมทางการเกษตรและการแปรรูปผลผลิตแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงให้ความสำคัญกับการทดลองและการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไบโอดีเซล เป็นต้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ริเริ่มโครงการพัฒนาพลังงานทดแทนด้วยการศึกษาแนวทางการนำน้ำมันปาล์มมาใช้งานแทนน้ำมันดีเซล นอกจากนั้นยังได้พระราชทานเงินทุนวิจัยเบื้องต้นเพื่อใช้สร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ในการทดลองผลิตเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์จากอ้อยที่โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2528 ด้วยทรงเล็งเห็นว่าจะเกิดวิกฤติน้ำมันขึ้นในอนาคต และทรงเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตอ้อยสูง อ้อยส่วนที่เกินจากการผลิตอาหารควรนำมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งก็คือผลิตแอลกอฮอล์ ทั้งนี้ยังสามารถรองรับในกรณีที่อ้อยราคาตกต่ำได้อีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และต้องตื่นเต้นปนฉงนกับเจ้าโคเนื้อสีน้ำตาลแดง และกระบือสีดำตัวย่อมๆที่กำลังยืนเคี้ยวเอื้องทำหน้าตากรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ […]

งานวิจัยล่าสุดหักล้างทฤษฎีวิทยาการผลิตอาวุธยุคโบราณ

กองทัพทหารถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้ จิ๋นซีฮ่องเต้ ในชีวิตหลังความตาย ภาพถ่าย IRA BLOCK, NAT GEO IMAGE COLLECTION งานวิจัยล่าสุดหักล้างทฤษฎีวิทยาการผลิตอาวุธยุคโบราณ เป็นเวลากว่าสี่ทศวรรษที่นักวิจัยต่างเชื่อว่า อาวุธทองสัมฤทธิ์อายุ 2,200 ปีของเหล่าทหารดินเผานั้นถูกสงวนไว้อย่างน่าประหลาด เหตุเพราะอาวุธเหล่านั้นชุบโครเมียมแทบทั้งสิ้น แต่ทว่าอาจไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว จากผลการศึกษาครั้งล่าสุด หากก๊อกน้ำในห้องน้ำของคุณมีสีเงินมันวาว แสดงว่ามันคงผ่านการชุบโครเมียมมาแล้ว โดยยุโรปได้เริ่มการทดลองกับเทคโนโลยีป้องกันสนิมนี้เมื่อศตวรรษที่ 19 แต่ก็นับเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่ทฤษฎีทางเลือกเช่นนี้ได้แพร่หลายในแวดวงวิชาการและสื่อซึ่งเป็นที่นิยม ทฤษฎีนี้คือ: การชุบโครเมียมประดิษฐ์ขึ้นในศตวรรษที่สามก่อนคริสตกาล ณ แผ่นดินจีน เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธทองสัมฤทธิ์ที่ฝังอยู่กับกองทัพทหารดินเผาในหลุมฝังศพของจักรพรรดิจิ๋นซีนั้นเกิดสนิม โดยทฤษฎีการชุบโครเมียมนี้มีมาตั้งแต่ปี 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่มรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งนี้ถูกค้นพบครั้งแรก หลังจากรายงานการขุดค้นบ่งชี้ว่า การเคลือบผิวบนวัสดุสามารถอธิบายวิธีรักษาอาวุธทองสัมฤทธิ์อายุ 2,200 ปีได้อย่างดีเยี่ยม นักวิทยาศาสตร์ชาวจีน ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงบุกเบิกที่เรียกว่า การทำแผนที่องค์ประกอบเพื่อเผยให้เห็นชั้นของโครเมียมที่อยู่ภายในตัวต้นแบบอาวุธ โดยนักวิจัยบ่งชี้ว่า อาวุธต่างๆ สามารถจุ่มลงไปในสารละลายโครเมียมออกไซด์ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่รู้จักกันในชื่อ การชุบโลหะ ซึ่งเทคนิคนี้จะแตกต่างกับวิธี การชุบโครเมียม แบบสมัยใหม่ วิธีการทั้ง 2 ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงมาเป็นระยะเวลากว่าสองพันปีที่แล้วในช่วงราชวงศ์ฉิน แต่ปรากฎว่ากระบวนการเหล่านั้นไม่ได้นำมาใช้กับอาวุธโดยตรง และข้อมูลเหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Scientific Reports นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนและพิพิธภัณฑ์รูปปั้นทหารและม้าศึกของจักรพรรดิจิ๋นซี […]