คริสต์มาส กับวิวัฒนาการเทศกาลข้ามศตวรรษ - National Geographic Thailand

คริสต์มาส กับวิวัฒนาการเทศกาลข้ามศตวรรษ

คริสต์มาส เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองที่ทั้งสุขสันต์และสดใส แล้วเหตุใดกันที่ทำให้คริสต์มาสได้รับความนิยมทั่วโลกมากมายขนาดนี้?

คำสอนของคริสต์ไม่ได้กล่าวถึงวันประสูติของพระเยซู หากเพียงแต่บอกเล่าเรื่องราวการปฏิสนธินิรมลและทรงประสูติอย่างสมถะ นักประวัติศาสตร์ไม่เห็นด้วยกับที่ว่า วันที่ 25 ธันวาคม มีความเกี่ยวข้องกับคริสต์มาส อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ.336 คริสตจักรในกรุงโรมได้ทำการเฉลิมฉลองคริสต์มาสในวันนั้น ซึ่งประจวบเหมาะกับเทศกาลเหมายัน (วันที่กลางคืนในซีกโลกเหนือยาวนานกว่ากลางวัน) เลี้ยงฉลองพระเสาร์ของโรมัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า บางคนก็ฉลองคริสต์มาสในเดือนมกราคม

ภาพวาดนี้มีชื่อว่า Adoration of the Magi โดย Juan Correa de Vivar พรรณนาถึงปราชญ์ 3 คนที่มาเยี่ยมเยียนพระเยซูคริสต์แรกประสูติพร้อมกับมอบของขวัญให้กับพระองค์ แม้ว่าปัจจุบันจะมีการเฉลิมฉลองในวันที่ 25 ธันวาคม แต่คำสอนไม่ได้กล่าวถึงวันที่ทรงบังเกิดของพระเยซู (ภาพ JUAN CORREA DE VIVAR, ORONOZ/ART RESOURCE)
พระเจ้าชาร์เลอมาญ จักรพรรดิแห่งโรมันตะวันตก ณ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ กรุงโรม ในวันคริสต์มาส ค.ศ. 800 ในเวลานั้น โบสถ์คริสต์ได้เริ่มฉลองคริสต์มาสในวันที่ 25 ธันวาคม ถึงแม้ว่านักประวัติศาสตร์จะไม่เห็นด้วยกับวิธีการกำหนดวันของคริสตจักร (ภาพ ART RESOURCE)
เดือนธันวาคม และเทศกาลคริสต์มาส รายละเอียดถูกสลักลงบนเสาหินในศตวรรษที่ 12 ณ รัฐซูวินญี ประเทศฝรั่งเศส (ภาพ A DAGLI ORTI / NPL – DEA PICTURE LIBRARY, BRIDGEMAN IMAGES)

เทศกาลฤดูหนาวจัดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ครั้งโบราณ จนในที่สุดประเพณีเหล่านั้นก็เชื่อมโยงกันกับคริสต์มาส ยกตัวอย่างเทศกาลเหมายันดั้งเดิมของเยอรมันที่เต็มไปด้วยช่อดอกไม้และการเฉลิมฉลอง หรือดรูอิด (ผู้นำศาสนา) ของชาวเคลท์ที่จัดเทศกาลครีษมายันยาวนานตลอดสองวันไปพร้อมกับการจุดเทียนและตกแต่งบ้านด้วยต้นฮอลลี่หรือแขวนมิสเซิลโท

ไม่มีสัญลักษณ์คริสต์มาสใดที่น่าจดจำไปมากกว่าซานตาคลอส ชายมีหนวดผู้มีที่มาจากเซนต์นิโคลัส บิชอปชาวกรีกในศตวรรษที่สาม ผู้เกี่ยวข้องกับการมอบของขวัญประจำเดือนธันวาคม ในภาพวาดของรัสเซีย เซนต์นิโคลัสรายล้อมด้วยฉากต่างๆ จากชีวิตของเขา (ภาพ HIP, ART RESOURCE)
ซานตาคลอสกำลังฟังวิทยุในการ์ดโฆษณาปี 1924 สำหรับนิตยสารเซนต์นิโคลัส เมื่อผู้อพยพหลั่งไหลเข้ามาในสหรัฐอเมริกา พวกเขานำเอาประเพณีของตนเองติดตัวมา รวมถึงเซนต์นิคชราร่าเริงผู้นี้ด้วย (ภาพ ART RESOURCE)
การผลิตซ้ำซานตาคลอสเกิดขึ้นหลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์ รวมถึงการ์ดคริสต์มาสของฮังการีสมัยศตวรรษที่ 20 ที่วาดภาพคุณพ่อคริสต์มาสในเสื้อคลุมสีน้ำเงินและหมวกที่ประดับประดาด้วยขนสัตว์ พร้อมกันกับถือกระสอบของเล่นกับตะกร้าผลไม้ (ภาพ ART RESOURCE)
ภาพพิมพ์อังกฤษสมัยศตวรรษที่ 19 แสดงภาพซานตาคลอสที่เต็มไปด้วยของขวัญและต้นคริสต์มาสใต้แสงเทียน นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ตามรอยต้นกำเนิดของต้นคริสต์มาสไปยังประเทศเยอรมนี แต่ประเพณีนี้กลายมาเป็นที่นิยมในศตวรรษที่ 19 จากราชวงศ์อังกฤษ (ภาพ ART RESOURCE)
การ์ดคริสต์มาสฝรั่งเศสปี 1900 แสดงภาพคุณพ่อคริสต์มาสกำลังนำของขวัญไปให้เด็กๆ การพรรณาถึงซานตาคลอสส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าเขาเดินทางมอบของขวัญให้กับเด็กดีทั่วโลก (ภาพ ART RESOURCE)

เมื่อเวลาผ่านไป คริสต์มาสได้รับความนิยม และกลายเป็นประเพณีใหม่ ในยุคกลางของอังกฤษ คริสต์มาสกินระยะเวลายาว 12 วัน ซึ่งเกี่ยวพันกับความสนุกสนานรื่นเริงในทุกรูปแบบ ตั้งแต่การเล่นละครไปจนถึงการประกวดเพื่อฉลองการประสูติของพระเยซู เช่นนั้นแล้วดนตรี การให้ของขวัญ และของประดับตกแต่งจึงกลายมาเป็นวิถีปฏิบัติประจำเทศกาล

งานเลี้ยงคริสต์มาส อย่างเช่นมื้อค่ำวันคริสต์มาสสุดหรูในเยอรมนีสมัยศตวรรษที่ 15 เป็นประเพณีในยุโรปมาช้านาน ช่วงยุคกลางของอังกฤษ คริสต์มาสเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานทุกรูปแบบซึ่งกินเวลายาวนานถึง 12 วัน (ภาพ BRIDGEMAN IMAGES)
จดหมายคริสต์มาสปี 1984 กับข้อความที่ว่า “สุขสันต์วันคริสต์มาส” ในภาษาเยอรมัน ต้นคริสต์มาสไม่ใช่เพียงประเพณีเดียวที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเยอรมนี ตุ๊กตานัทแครกเกอร์และปฏิทิน Advent (ปฏิทินนับถอยหลังสู่วันคริสต์มาส) ต่างก็มีต้นกำเนิดจากเทศกาลคริสต์มาสแบบเยอรมัน (ภาพ UTE FRANZ-SCARCIGLIA, ART RESOURCE)
หญิงสาวยืนถือหุ่นกระบอกและต้นคริสต์มาส บนภาพประกอบของศิลปิน Friedrich Stahl บนปกนิตยสาร Moderne Kunst ของเยอรมัน (ภาพ FRIEDRICH STAHL/DE AGOSTINI PICTURE LIBRARY, BRIDGEMAN IMAGES)

 

ชาวอเมริกันหล่อหลอมประเพณีในวันคริสต์มาสด้วยการแลกของขวัญ ในศตวรรษที่ 20 กระดาษห่อของขวัญเข้ามาแทนที่การห่อของขวัญด้วยกระดาษสีน้ำตาล เมื่อ Rollie B. Hall ผู้ซึ่งน้องชายของเขาเป็นผู้ก่อตั้ง Hallmark Cards ได้ใช้กระดาษหุ้มซองจดหมายสไตล์ฝรั่งเศสมาห่อของแทนกระดาษในร้านที่หมดไป เช่นเดียวกันกับที่ Hallmark ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์การ์ดคริสต์มาสสมัยใหม่ แทนที่กระดาษการ์ดใบเล็กจากช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ด้วยการ์ดใบใหญ่เปิดหน้าคล้ายหนังสือสำหรับบอกความรู้สึกที่เป็นส่วนตัวขึ้น

ภาพประกอบบอกเล่าเรื่องราวช่วงเย็นอันแสนวุ่นวายในลอนดอน ที่ซึ่งนักช็อปคริสต์มาสรีบไปหยิบต้นหมายและของขวัญจากงานออกร้านของเล่น แม้ว่าคริสต์มาสจะมีต้นกำเนิดมาจากศาสนา แต่ก็กลายเป็นวันหยุดที่มีการค้าขายทางโลกมากขึ้น (ภาพ BRIDGEMAN IMAGES)
การ์ดคริสต์มาสสำหรับครอบครัวแสดงให้เห็นกิ่งก้านของต้นฮอลลี่และผลเบอร์รี่สีแดงอันเป็นสัญลักษณ์ประจำฤดูกาล การส่งการ์ดหากันเป็นประเพณีคริสต์มาสสำหรับหลายครอบครัว โดยบางส่วนได้รับอิทธิพลจากการ์ด Hallmark (ภาพ BRIDGEMAN IMAGES)
คริสต์มาส
หน้าปกการ์ดคริสต์มาสใบนี้แสดงให้เห็นฉากคริสต์มาสอันเป็นตำนาน : ซานตาคลอสปีปล่องไฟเพื่อส่งของขวัญ ในขณะที่ทีมกวางเรนเดียร์กำลังรออยู่บนหลังคาพร้อมกับเลื่อน
(ภาพ BRIDGEMAN IMAGES)

จากการสำรวจในปี 2019 ชาวอเมริกันมากกว่า 9 ใน 10 เฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาส แต่เพียง 35% เท่านั้นที่มองว่าเป็นเทศกาล ‘เคร่งศาสนา’ แต่เมื่อผ่านเวลาของการผสมปนเประหว่างลัทธิกับประเพณีทางศาสนา วันหยุดนี้จึงมอบบางอย่าง สำหรับทุกคนที่เฉลิมฉลอง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ก็ตาม

 

เรื่อง ERIN BLAKEMORE

 


อ่านเพิ่มเติม ในคืนวันคริสต์มาส ซานตาคลอสต้องเหนื่อยขนาดไหน?

 

เรื่องแนะนำ

เทศกาลปามะเขือเทศเป็นการสิ้นเปลืองอาหารหรือไม่?

เทศกาลปามะเขือเทศ เป็นการสิ้นเปลืองอาหารหรือไม่? ทุกวันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคม ในแต่ละปี ที่เมืองบูโยล ในสเปน บรรดานักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลจะแห่กันมาที่นี่เพื่อเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด นั่นคือ เทศกาลปามะเขือเทศ  หรือ La Tomatina เทศกาลที่เปียกชุ่มและวุ่นวาย ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมามีการออกตั๋วให้สำหรับผู้สนใจเข้าร่วม ด้วยนโยบายใหม่ที่มุ่งหวังสร้างความเป็นระเบียบขึ้น สำหรับใครที่สนใจเข้าร่วม มีกฏเพียงไม่กี่ข้อที่ให้ปฏิบัติตาม หนึ่งในนั้นคือ ผู้เข้าร่วมต้องบีบมะเขือเทศให้เแหลกก่อนที่จะขว้างปา (เพราะการขว้างมะเขือเทศทั้งลูกก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บได้) นอกจากนั้นผู้เข้าร่วมควรสวมใส่เสื้อผ้าเก่า ที่มั่นใจได้ว่าไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกแล้วหลังผ่านสงครามมะเขือเทศมาเป็นร้อยๆ ลูก และสุดท้ายห้ามเริ่มต้นขว้างปาก่อนพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ นั่นคือสัญญาณเสียงจากปืนใหญ่ จุดเริ่มต้นของเทศกาลปามะเขือเทศเกิดขึ้นในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยตำนานและเรื่องเล่าขานมากมายที่ใช้อธิบายถึงมูลเหตุของการขว้างปามะเขือเทศใส่กัน อย่างไรก็ตามเหตุผลหลักที่ยังคงทำให้มีผู้คนจากทั่วโลกเดินทางมาเข้าร่วมในทุกปีนั่นก็คือ ความสนุก (รู้จักเทศกาลปามะเขือเทศแล้ว อย่าพลาดชมเทศกาลขว้างปาแป้งและไข่ในสเปนเช่นกัน) แต่หลังจากที่มะเขือเทศลูกสุดท้ายตกลงยังพื้นของจัตุรัสที่ย้อมสีของถนนให้เป็นสีแดงฉาน เกิดคำถามใหญ่ตามมาว่าเทศกาลนี้กำลังเป็นเทศกาลสร้างขยะอาหารครั้งใหญ่หรือไม่? เทศกาลถูกประณามว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ในขณะที่ผู้คนจำนวนหลายล้านคนทั่วโลกยังคงเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร ในปี 2016 กระแสดังกล่าวเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ หลังไนจีเรียประสบกับการขาดแคลนมะเขือเทศ อันเนื่องมาจากการสูญเสียผลผลิตรายปีไปถึง 80% แม้ว่าเหตุการณ์ทั้งสองจะไม่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันก็ตาม มะเขือเทศที่ถูกนำมาใช้ในเทศกาลไม่ใช่มะเขือเทศที่จะไปอยู่ในจานสลัดของคุณ พวกมันเป็นผลผลิตส่วนเกินและส่วนใหญ่กำลังจะเน่าเสีย แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม ยังคงเป็นที่ถกเถียงว่าเป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่ที่อาหารถูกนำมาขว้างปาเล่น? โดย ฟีโอนา แทป   อ่านเพิ่มเติม วัตถุดิบน่าเกลียดเหล่านี้เป็นอาหารของคน 5,000 […]

รายากับมังกรตัวสุดท้าย : ดิสนีย์นำเสนอความเป็นอาเซียนในแอนิเมชันอย่างไร

เป็นครั้งแรกที่ดิสนีย์ได้นำเสนอเรื่องราวของตัวละครเจ้าหญิงจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผ่าน รายา กับมังกรตัวสุดท้าย ทว่า ภาพยนตร์เรื่องสามารถแสดงออกถึงวัฒนธรรมจากภูมิภาคนี้ได้ดีเพียงใด เรื่องราวในดินแดนจินตนาการ การต่อสู้ฝ่าฝันอุปสรรคของตัวละครเอก เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ปรารถนาในจิตใจ คือสูตรสำเร็จในการเล่าเรื่องของภาพยนตร์จากดิสนีย์หลายต่อหลายเรื่องด้วยกัน บ่อยครั้งเช่นเดียวกันที่ดินแดนในจินตนาการเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาจากภูมิภาคหรือประเทศที่ใกล้เคียงกับโลกความเป็นจริงอย่าง ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้  (Moana) ที่เชื่อว่านำมาต้นแบบมาจากประเทศแถบหมู่เกาะในเขตโอเชียเนีย มหาสมุทรแปซิฟิก อะลาดิน จากภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือมู่หลาน ที่เชื่อว่าเป็นวีรสตรีต้นแบบจากประเทศจีนยุคโบราณ และหลังจากในรอบ 90 ปี การก่อตั้งสตูดิโอ ดิสนีย์ได้สร้างภาพยนตร์แอนิเมชันที่นำฉากหลังจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรก นั่นคือภาพยนตร์เรื่อง  รายากับมังกรตัวสุดท้าย (Raya and the Last Dragon)  ที่ทางทีมผู้สร้างกล่าวว่าได้รับแรงบันดาลใจจากการได้เดินทางไปในภูมิภาคดังกล่าว รายากับมังกรตัวสุดท้าย เล่าเรื่องถึงนครสมมติที่ชื่อว่า คูมันตรา ที่ครั้งหนึ่งเป็นนครที่ทั้งมนุษย์และมังกรอยู่ร่วมกันเมื่อ 500 ปีก่อน โดยมังกรเป็นผู้ดูแลและดลบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์บนโลก จนกระทั่งมีปีศาจที่ชื่อว่า ‘ดรูน’ ที่มีลักษณะคล้ายหมอกควันเข้ามาทำร้ายมนุษย์ ทำให้เผ่าพันธุ์มังกรต้องเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องมนุษย์และโลกใบนี้ไว้ ทิ้งไว้เพียงอัญมณีมังกร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนแห่งพลังจากมังกรที่คอยปกปักโลกนี้เอาไว้เบื้องหลัง แต่ตามตำนาน ยังมีมังกรตัวสุดท้ายที่ชื่อว่า ซิซู ที่ยังคงหลับใหลและซ่อนตัวอยู่หลังจากเหตุการณ์เสียสละของเผ่าพันธุ์ครั้งนั้น ทว่าหลังจากนั้น ผู้คนในนครคูมันตราเกิดความขัดแย้งจนต้องแตกตัวเองออกเป็น 5 เผ่าใหญ่ และมีการแย่งชิงอัญมณีดังกล่าวซึ่งถูกเก็บรักษาไว้โดยเจ้าเมืองเบญจา เจ้าเมืองผู้มีความฝันว่าต้องการรวมผู้คนจาก 5 […]