10 - National Geographic Thailand

เรื่องแนะนำ

ประวัติกำเนิด อาวุธนิวเคลียร์ ยุทโธปกรณ์ที่เปลี่ยนโลกทั้งใบจนทุกวันนี้

ทหารจากกองบินที่ 11 สหรัฐอเมริกา ดูการระเบิดของ อาวุธนิวเคลียร์ ในระยะใกล้ที่ทะเลทรายในลาส เวกัส เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1951 ภาพถ่ายโดย BETTMANN, GETTY การกำเนิดของ อาวุธนิวเคลียร์ ได้เปลี่ยนกระแสประวัติศาสตร์โลกไปทั้งใบ ในภายหลังนักวิทยาศาสตร์หลายคนได้แสดงความเสียใจที่พวกเขามีบทบาทในการสร้างอาวุธที่สามารถลบล้างทุกสิ่งและมนุษย์ทุกคนในรัศมีใกล้เคียงได้ในเวลาไม่กี่วินาที เวลา 05:30 น. วันที่ 16 กรกฎาคม 1945 ลำแสงที่แผดแรงยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นเหนือรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา มันคือลูกไฟที่ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณใกล้เคียง และผลิตเมฆรูปเห็ดที่พุ่งขึ้นสูงมากกว่า 11 กิโลเมตร หลังจากนั้น บรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ได้สร้างการระเบิดนี้ขึ้นมาต่างหัวเราะและสัมผัสมือในระหว่างการดื่มฉลองความสำเร็จ พวกเขาเพิ่งสร้างการระเบิดนิวเคลียร์ครั้งเป็นแรกของโลก การทดสอบที่มีชื่อว่า ‘ทรินีตี’ (Trinity) นั้นถือเป็นชัยชนะและเป็นการพิสูจน์ว่านักวิทยาศาสตร์สามารถควบคุมพลังจากการแตกตัวของพลูโตเนียม ทำให้โลกเข้าสู่ยุคอะตอม (atomic age) ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าของการสงครามและความสัมพันธ์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ไปตลอดกาล และไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากนั้น สหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์สองลูกที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันสามารถลบล้างทุกสิ่งทุกอย่างบนผืนดินและคร่าชีวิตผู้คนมหาศาลในเวลาเพียงไม่กี่วินาที นักวิทยาศาสตร์พยายามไขคำตอบในเรื่องวิธีการผลิตการแตกตัวของนิวเคลียร์ (Nuclear Fission) หรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่ออะตอมของนิวเคลียร์แตกตัวจนผลิตพลังได้อย่างมหาศาล ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีการค้นพบมาในช่วงทศวรรษ 1930 โดยพรรคนาซีของเยอรมนีพยายามทดลองทำอาวุธจากพลังงานชนิดนี้ก่อน และข้อมูลของความพยายามนี้ได้มีการรั่วไหลไปยังนอกประเทศพร้อมกับความไม่ลงรอยทางการเมืองและนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกเนรเทศจากเยอรมนี […]

โลกร้อน: ชั้นดินเยือกแข็งอาร์กติกที่กำลังละลายอาจปล่อยปรอทปริมาณมหาศาลออกมา!

หรืออันตรายจากภาวะโลกร้อนจะมาถึงเราเร็วกว่าที่คิด เมื่อน้ำแข็งที่กำลังละลายอาจปลดปล่อยเอาสารปรอทอายุหลายพันปีออกมา

ปริศนาอันยืนยงของเอเวอเรสต์

เมื่อเกือบร้อยปีก่อน แอนดรูว์ “แซนดี” เออร์ไวน์ กับคู่หูปีนเขา จอร์จ มัลลอรี หายตัวไปขณะลงจากสันเขาด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเมานต์เอเวอเรสต์ นับตั้งแต่นั้น โลกก็กังขาว่าพวกเขาทั้งคู่หรือคนใดคนหนึ่งอาจพิชิตยอดเขาได้ในวันนั้น หรือ 29 ปีก่อนที่เอดมันด์ ฮิลลารี กับเทนซิง นอร์เกย์ จะได้ชื่อว่าเป็นสองคนแรกที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ เชื่อกันว่าเออร์ไวน์พกกล้องโกดัก รุ่นเวสต์พ็อกเก็ตไปด้วย ถ้าพบกล้องตัวนั้น และถ้ากล้องบันทึกภาพยอดเขาไว้ได้ นั่นจะเป็น การเขียนประวัติศาสตร์ของยอดเขาสูงที่สุดในโลกขึ้นใหม่  ผมได้ยินทฤษฎีที่ว่า มัลลอรีกับเออร์ไวน์อาจเป็นคนแรกที่พิชิตเอเวอเรสต์ได้มานานแล้ว แต่ผมเริ่มรู้สึกกระตือรือร้นอยากออกค้นหาเออร์ไวน์เมื่อสองปีที่แล้วนี่เอง หลังฟังบรรยายของทอม พอลลาร์ด เพื่อนผู้มีประสบการณ์ปีนเอเวอเรสต์มาแล้วอย่างโชกโชน พอลลาร์ดเป็นช่างภาพเคลื่อนไหวในโครงการวิจัยเชิงสำรวจมัลลอรีและเออร์ไวน์ (Mallory and Irvine Research Expedition) เมื่อปี 1999 ซึ่งในระหว่างนั้น นักปีนเทือกเขาชาวอเมริกัน คอนราด แองเคอร์ พบศพของจอร์จ มัลลอรี ในพื้นที่ส่วนนี้ของเอเวอเรสต์ฝั่งเหนือ ซึ่งนักปีนเขาเพียงไม่กี่คนเคยมาเยือน แผ่นหลังทั้งหมดของมัลลอรีเปิดโล่ง ผิวหนังที่อยู่ในสภาพดีดูสะอาดและขาวจนคล้ายรูปปั้นหินอ่อน เชือกที่ขาดมัดรอบเอวของเขาแน่นจนทิ้งรอยไว้กลางลำตัว ซึ่งให้เบาะแสว่า ณ จุดหนึ่ง มัลลอรีน่าจะร่วงตกลงมาอย่างแรง ขาซ้ายของเขาพาดทับขาขวาที่หักเหนือหน้าแข้ง ราวกับมัลลอรีกำลังปกป้องขาข้างที่บาดเจ็บของเขา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น […]