ฉลามขาว จอมลี้ลับ - National Geographic Thailand

ฉลามขาวจอมลี้ลับ

ฉลามขาวจอมลี้ลับ

ารได้พบตัว ฉลามขาว ในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างที่คาดคิดไว้เลย เมื่อมองดูแวบแรก มันไม่ได้เป็นสัตว์ดุร้ายอย่างที่เราคาดหวังไว้จากรายการโทรทัศน์  มันดูจ้ำม่ำ  อุดมไปด้วยไขมัน แก้มอูมย้อยลงยามอ้าปาก แต่ถ้าไม่อ้าปาก หน้าของมันก็จะดูอวบอิ่ม มันยิ้มอวดเขี้ยวนิดหน่อย เมื่อมองจากด้านข้าง สัตว์นักล่าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งในโลกดูเหมือนตัวตลกนั่งอ้าปากหวอไม่มีผิด

จนเมื่อเจ้าตัวตลกใต้น้ำหันหน้ามาทางคุณนั่นแหละ คุณถึงเข้าใจว่า เพราะเหตุใดมันจึงเป็นสัตว์ที่น่ากลัวที่สุดในโลก  เมื่อมองจากด้านหน้า หัวของมันไม่ได้ดูนุ่มนิ่มและห้อยย้อยอีกต่อไป แต่ค่อยๆเรียวลงเหมือนหัวลูกศรรูปตัววี ขับให้ดวงตาสีดำดูน่าหวาดกลัว รอยยิ้มงุนงงหายไปแล้ว คุณจะเห็นก็เพียงฟันขนาดห้าเซนติเมตรที่บดขยี้ด้วยแรงกัดเกือบสองตันเรียงกันเป็นแถว มันว่ายเข้ามาหาคุณช้าๆด้วยความมาดมั่น มันหันหัวไปทางด้านหนึ่ง ก่อนจะหันไปอีกด้าน ขณะประเมินและตัดสินใจว่าคุณคุ้มค่ากับเวลาของมันไหม จากนั้น ถ้าคุณโชคดี มันก็จะบ่ายหน้าจากไป กลายเป็นตัวตลกอีกครั้ง และว่ายน้ำอย่างเกียจคร้านหายไปในความมืด

ฉลามมีมากกว่า 500 ชนิด แต่ในความคิดของคนส่วนใหญ่กลับมีฉลามอยู่เพียงชนิดเดียวจริงๆ เมื่อพิกซาร์ (Pixar) ต้องการตัวโกงสำหรับภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง นีโม…ปลาเล็กหัวใจโต๊…โต (Finding Nemo) บริษัทไม่เลือกใช้ฉลามหัวบาตรที่ดุร้าย ไม่ใช้แม้แต่ฉลามเสือซึ่งเหมาะกับบ้านในแนวปะการังของนีโมมากกว่า  แต่กลับเลือกใช้ ฉลามขาว ที่ฉีกยิ้มยิงฟันอยู่บนป้ายโฆษณาภาพยนตร์ทั่วโลก

ฉลามขาว
ฉลามขาวกัดหุ่นแมวน้ำนอกชายฝั่งเคปค้อด ฉลามขาวมักโจมตีอย่างระมัดระวัง สาเหตุดูจะเป็นเพราะพวกมันกลัวจะต้องบาดเจ็บจากกรงเล็บของแมวน้ำ บ่อยครั้งที่พวกมันกัดแล้วถอยออกมา ปล่อยให้เหยื่อเสียเลือดจนตาย

ฉลามขาวเป็นปลาสัญลักษณ์ของมหาสมุทร แต่เรากลับแทบไม่รู้จักมันเลย หนำซ้ำสิ่งที่เรา คิด ว่าเรารู้ส่วนใหญ่ ยังไม่เป็นความจริงอีกต่างหาก ฉลามขาวไม่ใช่นักล่าที่ไร้ความปรานี (หากจะโจมตีเหยื่อก็ทำอย่างระมัดระวัง) พวกมันไม่ได้อยู่ตามลำพังเสมอไป และอาจเฉลียวฉลาดกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญคิดเสียอีก

เราไม่รู้แน่ชัดว่า ฉลามขาวมีอายุยืนแค่ไหน ตั้งท้องนานกี่เดือน เติบโตเต็มวัยเมื่อใด  ไม่มีใครเคยเห็นฉลามขาวผสมพันธุ์หรือตกลูก ลองนึกถึงสัตว์บกขนาดเท่ารถกระบะที่ล่าสัตว์ไปตามชายฝั่งของรัฐแคลิฟอร์เนีย แอฟริกาใต้ และออสเตรเลียดูสิ นักวิทยาศาสตร์จะรู้รายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับการจับคู่สืบพันธุ์ การอพยพ และพฤติกรรมของมันหลังจากเฝ้าสังเกตในสวนสัตว์ สถานที่วิจัย หรือแม้แต่คณะละครสัตว์  แต่เมื่ออยู่ในน้ำ สถานการณ์กลับแตกต่างออกไป ฉลามขาวจะปรากฏตัวแล้วหายไปตามที่ใจต้องการ  ทำให้การติดตามมันในน้ำลึกแทบเป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้ มันยังไม่ยอมใช้ชีวิตหลังผนังกระจก ดังเช่นในสถานเพาะเลี้ยง บางตัวถึงกับอดอาหารหรือใช้หัวชนผนังก็มี

(ฉลามวาฬ ยักษ์ใหญ่ผู้ใกล้สูญพันธุ์)

ฉลามขาว
ฉลามขาวกระแทกผิวน้ำจนแตกเป็นฟองใกล้หมู่เกาะเนปจูน นักวิทยาศาสตร์ระบุฉลามแต่ละตัวโดยอาศัยลักษณะของ ครีบหลัง แผลเป็น และเส้นหยักๆที่แบ่งส่วนสีเทากับส่วนสีขาวบนร่างของมัน

การนับจำนวนฉลามขาวทำได้ยากกว่าการนับจำนวนสัตว์บกหรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลมาก นักวิทยาศาสตร์จึงใช้วิธีตั้งข้อสันนิษฐานคร่าวๆเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของฉลามก่อนจะประเมินจำนวน  ในแคลิฟอร์เนีย ข้อสันนิษฐานที่คร่าวที่สุดคือ พื้นที่หากินไม่กี่แห่งเป็นตัวแทนของแหล่งรวมทั้งหมด  ขณะที่คณะอื่นๆวิเคราะห์ข้อมูลเดียวกันโดยใช้ข้อสันนิษฐานที่แตกต่างออกไป และการศึกษาหนึ่งประเมินจำนวนฉลามไว้มากกว่าถึง 10 เท่า  ไม่นาน นักวิทยาศาสตร์ก็เริ่มนับจำนวนฉลามขาวในแหล่งอื่นๆ  คณะสำรวจหนึ่งในแอฟริกาใต้ประเมินประชากรฉลามขาวที่นั่นว่ามีประมาณ 900 ตัว ขณะที่อีกคณะหนึ่งประเมินประชากรฉลามชนิดนี้บริเวณเกาะกวาดาลูเปของเม็กซิโกได้เพียงประมาณ 120 ตัว

ตัวเลขเหล่านี้ถือว่ามากหรือน้อย จำนวนฉลามขาวเพิ่มขึ้นหรือลดลง  โลกมีเสือประมาณ 4,000 ตัว และมีสิงโตประมาณ 25,000 ตัว เมื่อใช้การประเมินต่ำสุด จำนวนฉลามขาวทั่วโลกจะพอๆกับจำนวนโดยประมาณของเสือซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์  เมื่อใช้การประเมินสูงสุด จำนวนประชากรฉลามขาวจะใกล้เคียงกับสิงโต ซึ่งมีสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์  ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเห็นว่าฉลามขาวกำลังจะสูญพันธ์ ขณะที่คนอื่นกลับเห็นว่ามีแนวโน้มไปในทางที่ดีขึ้น  บางคนบอกว่า ประชากรแมวน้ำที่เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณว่าฉลามขาวใกล้สูญพันธุ์เต็มที  ขณะที่คนอื่นๆบอกว่าการมีแมวน้ำมากขึ้นย่อมหมายถึง  มีฉลามมากขึ้นด้วยเช่นกัน

เรื่อง เอริก แวนซ์

ภายถ่าย ไบรอัน สเกอร์รี

 

อ่านเพิ่มเติม

ฉลามดุทะเลเดือด

เรื่องแนะนำ

ว่ายน้ำกับเหล่าพยัคฆ์

เรื่อง เกลนน์ ฮอดเจส ภาพถ่าย ไบรอัน สเกอร์รี ผมชมภาพยนตร์เรื่อง จอว์ส (Jaws) ตั้งแต่เริ่มฉายในช่วงฤดูร้อนของปี 1975  ตอนนั้นผมอายุเก้าขวบ และยังจำได้ว่าผู้ชมทั้งโรงส่งเสียงเฮดังลั่นเมื่อโบรดีฆ่าฉลามยักษ์ได้ในที่สุด  ผมรักภาพยนตร์เรื่องนี้มาก และคืนนั้นผมฝันว่าฉลามว่ายน้ำขึ้นมาจากโถส้วม แล้วไล่ตามผมไปตามโถงทางเดิน ประสบการณ์ของผมคล้ายกับของคนทั่วไปในสหรัฐฯ และทั่วโลก  เรารักภาพยนตร์เรื่อง จอว์ส และเราหวาดกลัวฉลาม  ผมโตมากับน้ำที่บ้านของปู่ย่าบนชายฝั่งรัฐคอนเนตทิคัต และแม้ว่าผมจะยังว่ายน้ำต่อ ผมมักหวั่นใจอยู่เสมอว่า อาจถูกฉลามลากขาลงน้ำไปได้ทุกเมื่อ  แม้ว่าตั้งแต่ปี 1900 เป็นต้นมาจะมีคนถูกฉลามกัดที่ชายฝั่งคอนเนตทิคัตเพียงสองครั้งแต่ข้อเท็จจริงย่อมไม่สำคัญเท่าความรู้สึก ดังนั้น เมื่อได้รับมอบหมายให้เขียนบทความชิ้นนี้ ผมจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่เคยอยากทำมาก่อน นั่นคือการว่ายน้ำกับฉลาม  ผมจะเรียนดำน้ำแบบสกูบา แล้วจะไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในหมู่เกาะบาฮามาสซึ่งมีชื่อว่า หาดไทเกอร์ (Tiger Beach – หาดฉลามเสือ)  ผมจะดำน้ำกับฉลามเสือซึ่งเป็นเจ้าของสถิติทำร้ายมนุษย์มากกว่าฉลามชนิดอื่นใด เว้นแต่ฉลามขาว  นี่จะเป็นการดำน้ำครั้งแรกของผมหลังได้รับใบอนุญาต ซึ่งหมายความว่า เป็นการดำน้ำครั้งแรกนอกสระว่ายน้ำหรือหนองน้ำในแมริแลนด์  และไม่มีกรงป้องกันอันตรายเสียด้วย แต่ผมแค่อยากลบล้างความเชื่อผิดๆของใครต่อใคร  คนที่รู้จักฉลามอย่างใกล้ชิดมักกลัวพวกมันน้อยที่สุด และไม่มีใครเข้าใกล้ฉลามไปมากกว่านักดำน้ำอีกแล้ว นักดำน้ำซึ่งทำงานที่หาดไทเกอร์พูดถึงฉลามเสือที่นั่นด้วยความรักใคร่ ในลักษณะเดียวกับที่คนพูดถึงลูกๆหรือสัตว์เลี้ยง พวกเขาตั้งชื่อเล่นให้มันและคุยจ้อถึงพฤติกรรมแปลกๆของพวกมัน แต่การลบล้างความเชื่อผิดๆทำได้ยาก เพราะความเป็นจริงไม่ได้มีเพียงขาวกับดำ ก่อนหน้าที่ผมจะลงดำน้ำเป็นครั้งแรกที่หาดไทเกอร์เพียงวันเดียว มีรายงานข่าวว่า […]

ภาษาภาพ : ประจำเดือนมิถุนา

แอนตาร์กติกา บนเกาะคิวเวอร์วิลล์  เท้าสีสันสดใสปรากฏเต็มเฟรมภาพ เมื่อเพนกวินเจนทูกระโดดขึ้นจากน้ำเพื่อขึ้นฝั่ง คอโลนีขนาดใหญ่ที่สุดของเพนกวินชนิดนี้ในแถบคาบสมุทรแอนตาร์กติก มีนกที่จับคู่ผสมพันธุ์มากกว่า 9,000 คู่ ภาพโดย พอล เซาเดอร์ส, BIOSPHOTO สิงคโปร์ “ซูเปอร์ทรี” หรือต้นไม้ประดิษฐ์ในสวนการ์เดนส์บายเดอะเบย์  มีความสูงตั้งแต่ 25 ถึง 50 เมตร  แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเนื้อที่ 250 ไร่แห่งนี้ ส่งเสริมเรื่องแหล่งน้ำสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ ความยั่งยืน และความหลากหลายทางพฤกษศาสตร์ ภาพโดย ลูกา โลกาเตลลี, INSTITUTE   ยูเครน ที่โรงยิมกลางแจ้งคาชัลคาในกรุงเคียฟ   นักยิมนาสติกของอดีตสหภาพโซเวียตแสดงให้ดูว่า  เขายังยืดหยุ่นและฟิตเปรี้ยะ แม้จะอยู่ในวัย 83 ปี  ฟิตเนสที่สร้างขึ้นแบบตามมีตามเกิดบนเนื้อที่หลายไร่ของเมืองหลวงที่กำลังตึงเครียดทางการเมืองแห่งนี้  เปิดให้ใช้ฟรีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ภาพโดย ฟีลิป ซิงเงอร์, EPA    

ใครจะรอด ใครจะไป

เรื่อง เจนนิเฟอร์ เอส. ฮอลแลนด์ ภาพถ่าย โจเอล ซาโทรี สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง นั่นคือความจริงของธรรมชาติ แต่ภูมิอากาศโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง จนกระทั่งอาจพลิกโฉมหน้าของผืนดินและท้องทะเล  และส่งผลกระทบต่อสรรพชีวิต “จะมีสิ่งมีชีวิตส่วนน้อยกลุ่มหนึ่งเสมอที่อยู่รอดและได้ประโยชน์จากสภาพการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างค่อนข้างฉับพลันครับ” ทอมัส เลิฟจอย นักชีววิทยาด้านการอนุรักษ์ประจำมหาวิทยาลัยจอร์จเมสัน และภาคีสมาชิกของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กล่าวและเสริมว่า “แต่สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะตกที่นั่งลำบาก” ถ้าไม่ถึงกับล้มหายตายจากไป อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากก๊าซเรือนกระจกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการนี้เท่านั้น ก่อนจะตามมาด้วยสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว  (รวมถึงภัยแล้งต่อเนื่องยาวนาน) ฤดูผสมพันธุ์และฤดูอพยพที่เปลี่ยนแปลงไป แหล่งอาหารไม่แน่นอน รูปแบบโรคภัยไข้เจ็บใหม่ๆ น้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว และระดับทะเลสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่างนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอื่นๆอีกมากมาย และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง การเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลดีกับสิ่งมีชีวิตบางจำพวกเป็นต้นว่าฤดูใบไม้ผลิที่ยาวนานกว่าเดิมส่งผลให้มีอาหาร มากขึ้น สภาพแวดล้อมบางอย่างอาจเปลี่ยนไปในทางที่เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัย  และการอพยพย้ายถิ่นอันเหนื่อยยาก อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ขณะที่การเปลี่ยนแปลงดำเนินต่อไปอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็อาจเผชิญกับขีดจำกัดครั้งใหม่และตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเช่นกัน นี่ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปปรากฏเด่นชัดในปัจจุบัน “ไม่มีทางหวนกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้วครับ” เจมส์ วัตสัน จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโครงกรการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (World Conservation Society) กล่าวและเสริมว่า “ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไป” สัตว์ป่าที่เคยใช้ชีวิตอย่างปกติสุขท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างแน่นอนในช่วง 10,000 ปีที่ผ่านมากำลังถูกกดดันและทดสอบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การคาดการณ์ของเราว่า  […]

ศิลปะนามธรรม เผยความงามบนร่างอสูร

เรื่องและภาพถ่าย ไมเคิล ดี. เคิร์น คนส่วนใหญ่เกลียดกลัวสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และสัตว์จำพวกแมง (สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกสัตว์ขาปล้อง) ต่างๆ  เป็นความกลัวเก่าแก่แทบจะเรียกได้ว่าดึกดำบรรพ์ มนุษย์วิวัฒน์ขึ้นโดยเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยงสัตว์เหล่านี้ซึ่ง ในหลายกรณีก็นับว่ามีเหตุผลดี แต่นั่นย่อมหมายความว่า พวกเราส่วนใหญ่มักขาดประสบการณ์ในการเข้าไปสัมผัสใกล้ชิดและชื่นชมความงามของพวกมันด้วย สัตว์เหล่านี้บางชนิดต้องการความช่วยเหลือจากเรา สิ่งที่ผมพยายามทำคือ ช่วยให้ผู้คนมองเห็นความงามในร่างอสูรด้วยการนำศิลปะนามธรรมมาลอกความกลัวและอคติจากจิตใจ ผมเริ่มจากการถ่ายภาพเหมือนของพวกมัน จากนั้นจึงรื้อและลดทอนรายละเอียดต่างๆให้เหลือเพียงองค์ประกอบพื้นฐาน ได้แก่สีสัน เส้นสาย ลวดลาย และพื้นผิว องค์ประกอบเอกเทศเหล่านี้คือพื้นฐานของภาพใหม่ที่ผมปรับแต่งขึ้นด้วยเทคนิคต่างๆ ในโปรแกรมโฟโต้ชอป ผลงานที่ได้คือภาพเหมือนจริงเป็นคู่ๆ โดยด้านหนึ่งเป็นภาพจริง ส่วนอีกด้านเป็นภาพ แนวนามธรรม ผมเริ่มทำภาพชุดนี้เกือบจะเรียกได้ว่าอย่างไม่ตั้งใจ ผมแค่ต้องการออกแบบโลโก้หัวจดหมายเพื่อใช้สำหรับธุรกิจถ่ายภาพของตัวเอง แต่ความที่ผมรักสัตว์เลื้อยคลาน ผมเลยถ่ายภาพกิ้งก่าอีกัวนา ผมคิดว่าดวงตาข้างหนึ่งของมันน่าจะสวยสะดุดตาพอที่จะใช้เป็นภาพเดี่ยวๆสำหรับหัวจดหมายได้  แต่ปรากฎว่าขนาดกลับไม่พอดีกับหัวจดหมาย  ผมจึงทำภาพสะท้อนขึ้นอีกภาพที่ด้านบน  ภาพที่ได้ทั้งสวยงามและเหนือจริง  ไม่เหมือนสิ่งใดในธรรมชาติ  ทั้งๆที่ภาพนี้มีที่มาจากของจริงในธรรมชาติแท้ๆ ภาพแต่ละภาพที่ผมสร้างขึ้นล้วนแตกต่างกัน เพราะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว บางภาพใช้เพียงการคร็อปหรือตัดทอนภาพบางส่วนออกแล้วทำภาพสะท้อนขึ้น  ขณะที่บางภาพใช้เทคนิคหลายอย่างประกอบกัน  และบางภาพก็ออกมาไม่สวยเอาเสียเลย แต่สำหรับผม  การเดินทางนั้นมีคุณค่าพอๆกับจุดหมายปลายทาง  ผมมีความสุขที่เห็นภาพเป็นรูปเป็นร่างขึ้นทีละน้อยจากการทำซ้ำแต่ละครั้ง  ผมจึงเป็นทั้งผู้สร้างสรรค์และผู้สังเกตการณ์กระบวนการทำงานและผลลัพธ์ที่ได้ในเวลาเดียวกัน ในงานแสดงภาพ  ผมชอบที่จะแสดงภาพเชิงนามธรรมก่อน เมื่อผู้ชมมองภาพครั้งแรก ผมคิดว่าพวกเขามีความรู้สึกขัดแย้งลึกๆระหว่างความงามของภาพกับความกลัวที่มีต่อสัตว์ซึ่งเป็นที่มาของภาพ แต่เมื่อพวกเขาตระหนักว่ามันเป็นเพียงแค่ภาพ พวกเขาจะเริ่มขยับเข้ามาใกล้ และศึกษารายละเอียดต่างๆ […]